KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมวิถีแห่งท่าน phonsak(w)
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิถีแห่งท่าน phonsak(w)  (อ่าน 72686 ครั้ง)
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: กันยายน 30, 2010, 08:34:18 PM »

เมตตัญจะสัพพโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย

อะปะริมานังอุทธัง อะโธ.. ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
mcgar
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 12:32:03 AM »

ผมอยากจะเอาชนะลุงphonsakw ไปเพื่ออะไรกัน.......?  ลุงรู้ใจผมไหม รีบเข้าฌานมา....? ปรมจารย์พระอรหันต์พลศักดิ์ ทายใจผมไปเลย....?

ถ้าทายผิดเป็นปรมจารย์พระอรหันต์พลศักดิ์ ของ เก๊....อวดอุตตริ...มั่วไปวันๆ

ถ้าทายถูก ผมจะลงไปกราบแทบเท้าท่านทีเดียวเชียว....            

ให้เวลาคุณลุงคิด ๒๔ ชม.นับจากนี้...๐๒.๓๒.๒๒น.

แล้วมาดูกันถ้าไม่มาตอบผมปรับคุณลุงแพ้อยู่ดี....ผมรู้คุณลุงอ่านคำถามจบไปแล้ว

ทายผิดกระทู้ทั้งหมดของคุณลุง จะถูกรวบรวมไว้เป็นกองเดียวกัน....จะได้ไม่เปะปะเลอะเทอะเว็บบอร์ดนะจ๊ะ.....เดี๋ยวจัดให้... ยิ้มเท่ห์

 


เวบนี้ดีนะครับ แอดมินใจดี รวมกระทู้ให้

ทั้งที่เวบอื่นพากันแบนคน ๆ นี้ไปหมดแล้ว



บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 01:42:09 AM »

เก็บไว้ให้เราได้เปรียบเทียบว่าอันไหน

ธรรมของแท้ และธรรมของปลอมเลียนแบบแอบอ้าง

ผมคิดว่าคนมีปัญญาคงต้องแยกแยะออกครับ  โดยเฉพาะท่านที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและถูกทาง

 ยิ้ม  ยิ้มเท่ห์

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:44:45 AM »

พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ไม่ใช่ พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม « เมื่อ: กันยายน 03, 2010, 02:00:27 pm »

ในทางมหายาน

1. พระอวโลกิเตศวร เป็นสัมโภคกาย เกิดจากฌานของพระพุทธเจ้า นาม พระสัทธรรมวิทยาตถาคต  หรือ เป็นธยานิโพธิสัตว์

ในคัมภีร์สหัสภุชสหัสเนตร อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร โคตมะพุทธเจ้าได้ตรัสว่า:

" ดูก่อนกุลบุตร พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์พระองค์นี้ มีฤทธานุภาพไพศาลเหนือการคาดคะเนตรึกคิด ในอดีตกาลล่วงมานับประมาณกัลป์มิได้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้ตรัสรู้พระสรรเพชุดาญาณ พระนามว่า สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงมีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาลให้บังเกิดขึ้น เพื่อยังความสุขศานติให้สําเร็จแก่สรรพสัตว์ แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว )

ย้ำ! สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาล แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว) "

2. ส่วนพระมหาโพธสัตว์กวนอิม เป็นนิรมาณกาย(กายเนื้อที่เป็นมนุษย์)ของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นสัมโภคกาย

ในมหากรุณาธรณีสูตร องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงมีพระดำรัสสรุปความแก่บรรดา พุทธโพธิสัตว์ และทวยเทพในที่ประชุมว่า
   
   "แท้ที่จริงแล้ว พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้ ได้สำเร็จธรรมในขั้น "พุทธะ" เมื่อครั้งหลายแสนกัปป์มาแล้ว ทรงพระนามว่า "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" แต่ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะโปรดเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ให้มาร่วมกันฉุดช่วยเวไนยสัตว์มากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเลทุกข์ พระองค์จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีก"
   
ย้ำ! "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีกเป็นพระอวโลกิเตศวร"


สรุป

พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์   เป็น สัมโภคกาย เกิดจากฌานของพระพุทธเจ้า นาม พระสัทธรรมวิทยาตถาคต ที่นิรมิตขึ้นมา  พระอวโลกิเตศวรจึงเป็นธยานิโพธิสัตว์ของธยานิพุทธเจ้า

พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม   เป็น นิรมาณกาย หรือ กายเนื้อ ที่เกิดเป็นมนุษย์  บำเพ็ญเพียรเอง จนบรรลุธรรมเป็นพุทธะ แต่ทิ้งพุทธภูมิมาอยู่โพธิสัตว์ภูมิใหม่

อนึ่ง...อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ คล้ายยศตำแหน่งแบบหนึ่ง  ที่ให้กับมนุษย์ที่ทำบารมีถึงขั้นนั้น
พระพุทธเจ้าเช่นกัน  เปรียบเสมือนยศตำแหน่งแบบหนึ่งเหมือนกัน พระศรีศากยมุนีบำเพ็ญบารมีถึงขั้นปัญญาพุทธเจ้า  คือ 20 อสงไขยกำไรแสนกัป  ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าแบบนี้

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ เกิดจากฌานของพระพุทธเจ้า(ธยานิพุทธ)เช่นเดียวกับพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์  พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์จึงเป็นสัมโภคกาย  อยู่ที่พุทธเกษตรดุสิต   เมื่อมนุษย์คนใดบำเพ็ญบารมีถึงขั้น ก็จะได้ยศตำแหน่งพระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์   พระอชิตะซึ่งเป็นมนุษย์ ในชาตินั้นบำเพ็ญบารมีถึงขั้น พระอชิตะก็ได้ยศตำแหน่งพระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ไปครอง  พระอชิตะอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ท่านมีชื่อว่า "นาถะเทวโพธิสัตว์" 

พุทธเกษตรเป็นดินแดนพิเศษ เกิดจากปณิธานของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ทำให้เกิดขึ้น  อยู่ห่างไกลจากสวรรค์ 6 ชั้นในสังสารวัฏฏ์ลิบลับ  ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขอบจักรวาล (พ้นจากขอบจักรวาลก็เป็นแดนพระนิพพานที่พระอรหันต์อยู่กัน)  บางตำรากล่าวว่า พุทธเกษตรดุสิตอยู่ทางทิศตะวันตกของพุทธเกษตรสุขาวดี  บังเอิญ...พุทธเกษตรดุสิต ใช้ชื่อดุสิต แบบเดียวกับสวรรค์ชั้นดุสิต  คนส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดว่าเป็นที่แห่งเดียวกัน

จตุคามรามเทพ และคุณชิงไห้(สาวเวียตนามที่พาฝรั่งมาเมองไทย 50000 คน เมื่อหลายปีก่อน) เป็นมนุษย์ผู้มีจิตเมตตากรุณา และทำสมาธิจนได้บารมีจนได้ยศตำแหน่งกวนอิม   ใครๆจึงพูดว่าพวกท่านเป็นอวตารปางหนึ่งๆของพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม


บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:46:04 AM »

พระอริยะต่างชี้ว่า จิตบริสุทธิ์เป็นอัตตา พึ่งพิงได้ « เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 02:21:08 pm »

พระอริยะต่างชี้ว่า จิตบริสุทธิ์เป็นอัตตา พึ่งพิงได้


เปมงฺกโร ภิกฺขุ ชี้ว่า ตัวธรรม(พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เป็นอสังขตะ เป็นอัตตา


ในโลกทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความจริง เกิดขึ้นแล้วสลายหมด เท็จทั้งสิ้น เป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา

ส่วน สันตินิพพาน เป็นตัวสัจจะธรรม เที่ยงตรงมั่นคงอยู่เสมอ เป็นอสังขตะ ปราศจากเหตุ ไม่นอกไปจากจิตบริสุทธิ์ถึงขีดสุด เป็น ตัวธรรมที่รวมพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เป็นอตฺตาตัวตนแท้ ......... ..........

พระพุทธภาษิตว่า
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนของตนเองเป็นที่พึ่งของตน
ตนในที่นี้หมายถึง จิตบริสุทธิ์
ความไม่บริสุทธิ์ไม่ใช่ตัวตนพึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้ โดยประการดังนี้ฯ


อดีตสมเด็จพระสังฆราช อริยวงศาคตญาณ (แพ ติสูรเทโว)  ชี้ว่าจะเจออัตตาได้อย่างไร


" สัตว์โลกยังมีอวิชชาจะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตา เว้นเมื่อเข้าถึงอสังขตธาตุได้ความบริสุทธ์เป็นนิพพาน จะเข้าใจว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาทันที แล้วจะเห็นว่าพระนิพพานเป็นอัตตา


พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร:


.... (จิต)ท่านว่ามันไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน จิตของเรา จิตของเราถ้ามันเที่ยง ไม่แปรผันโยกย้ายไปมา, ก็พึ่งพาอาศัยได้.

นี่มันพึ่งไม่ได้จิตใจของเรา. ให้ตั้งอยู่นี่.,ไปโน้น. ให้ตั้งตรงโน้นไปตรงนี้ = อนัตตา

สรุป

จิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ = ไม่ใช่ตัวตน  มันเป็นอนัตตา
จิตเที่ยง ไม่เป็นทุกข์ = ตัวตน(อัตตา) พึ่งพิงได้ = จิตบริสุทธิ์ คือ นิพพาน(อสังขตะ)
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:49:30 AM »

จิตบริสุทธิ์ เป็นอัตตา เป็นผู้สร้าง จิตไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็น อนัตตาขึ้นมา « เมื่อ: กันยายน 12, 2010, 10:32:40 pm »

จิตบริสุทธิ์ เป็นอัตตา เป็นพระเจ้า(พระพุทธเจ้า)เป็นผู้สร้าง จิตไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็น อนัตตาขึ้นมา

อ้างจาก: Meka326
ไม่ปรากฏความเกิด ๑ = ไม่เกิด  =   ไม่มีตัวตน
ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย ๑ = ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย  = ไม่มีตัวตน
(และ) เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน ๑ = อมตะ = ไม่มีตัวตน
=  นิพพาน

1. คุณmeka ยังใช้คำยังไม่ถูกต้อง และยังเข้าใจไม่ถูกต้อง  พระพุทธเจ้าเรียกว่า ไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)  และใช่ตัวตน(อัตตา) 

อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน  โดยสิ่งนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ไม่นาน และดับไป  = จิตไม่บริสุทธิ์ หรือจิตสังขาร
อัตตา แปลว่า ใช่ตัวตน โดยสิ่งนั้นมันมีอยู่ตลอดกาล = พระเจ้า(พระพุทธเจ้า)+พระอรหันต์ทั้งหลาย = จิตบริสุทธิ์ หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสกับพระอานนท์ซึ่งเป็นพระอริยะชั้นโสดาบันว่าดังนี้

          ตสฺมา ตีหานนฺท อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา

 แปลว่า

         ด้วยเหตุนี้แหละอานนท์ เธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

         ทั้งนี้แสดงว่า พระองค์ทรงสอนเรื่องตัวตน ถ้าไม่มีตัวตนจริงๆดังที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว พระองค์ย่อมนำมาตรัสสอนพระอานนท์ไม่ได้เลย

พระพุทธองค์เพียงแต่ทรงปฏิเสธ รูปนาม (อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์)ที่เกิดจากจิตไม่บริสุทธิ์(จิตสังขาร) ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร

ถ้าหากปล่อยวางเสียได้ จิตก็จะบรรลุเข้าสู่สภาพธรรมที่ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ เป็นที่พึ่งอันเที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริง

         มีพระบาลีในปัณฑิตวัคคแห่งพระธรรมบทกล่าวไว้ ดังนี้คือ

         ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตกฺกิเลเสหิ ปณฺฑิโต

         แปลว่า

         บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส

         แสดงว่า จิตที่บริสุทธิ์นี้ คือ ตน



2.  อัตตา(ใช่ตัวตน) เป็นผู้สร้าง อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)ขึ้นมา  หรือ
   = สิ่งที่เที่ยง(อมตะ) เป็นผู้สร้าง สิ่งที่ไม่เที่ยง(ไม่เป็นอมตะ)ขึ้นมา หรือ
   = สิ่งที่ไม่เคยทุกข์ เป็นผู้สร้าง สิ่งที่เป็นทุกข์ขึ้นมา
   = นิพพานธาตุ หรือ พระเจ้า เป็นผู้สร้าง โลก จักรวาล และสรรพชีวิต ซึ่งไม่เที่ยง เป็นอนิจจังขึ้นมา

การสร้างนี้เป็นเพียงการสะกดจิตให้จิตไม่บริสุทธิ์เห็นว่า โลก จักวาล และทุกอย่างล้วนเป็นของจริง  ทั้งๆที่มันเป็นความว่างเปล่าเท่านั้น  การสร้างสิ่งลวงเหล่านี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้อณูของพระเจ้าทุกๆอณูได้เรียนรู้ว่า ภาวะนิพพานที่ไม่เป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมที่สุดแล้ว  ถ้าอณูพระเจ้าอณูไหนต้องการอยู่เป็นเทวดา เป็นโลกีย์พรหม เป็นมนุษย์ เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก ฯลฯ ก็มีสิทธิ์จะเลือกเป็นสิ่งเหล่านั้นที่ได้ จากการทำบุญทำบาปของตน

พระ(พุทธ)เจ้า เป็นแก่นแท้ ที่อยู่ในจิตของมนุษย์และสรรพชีวิตทั้งหลาย ที่เป็นจิตไม่บริสุทธิ์   หรือ จิตบริสุทธิ์ที่สุด เป็นแก่นแท้ ของจิตไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายแหล่

พวกท่านทั้งหมดล้วนเป็น(อณู)พระเจ้า  พวกเราเหล่าพระเจ้าลงมาเพื่อรับรู้ประสพการณ์ในภพภูมิต่างๆ ที่พวกเราร่วมกันสร้างกับพระบิดาของเรา  ซึ่งพระบิดานี้จะเรียกว่า พระพุทธเจ้าต้นธาตุ ต้นธรรม, อาทิพุทธ, ยะโฮวา, อัลเลาะห์, พ่อเกิดแม่เกิด. เต๋า,สมเด็จปฐมพุทธเจ้า, พระวิสุทธิพุทธรังสีบรมบิดา ฯลฯ แล้วแต่จะเรียก



Re: จิตบริสุทธิ์ เป็นอัตตา เป็นผู้สร้าง จิตไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็น อนัตตาขึ้นมา
mankho2001 « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 06:48:16 pm »

ขอเติมตามที่เข้าใจด้วยปัญญาที่น้อยนิด ที่ท่านทั้งหลายชอบแปลคำว่า
อนัตตา=ไม่ใช่ตัวตนก็จริงอยู่ เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจแต่ถ้าจะให้ดีควรเติมไปอีกหน่อยว่า ไม่ใช่ตัวตนหรือไม่เป็นตัวตนด้วยตัวของมันเอง ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเป็นเหตุปัจจัย(เข้าหลักปฏิจจสมุปบาทเป๊ะ)
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:51:36 AM »

พระโมคคัลลานะตายแล้วฟื้น หรือสงบไปเท่านั้นเอง « เมื่อ: กันยายน 12, 2010, 12:56:57 am »

  พระโมคคัลลานะที่ฟื้นขึ้นมาอีกนั้นก็เพราะยังไม่ตาย ถึงกระดูกจะแตกละเอียดหมดก็จริง แ่ต่จิตวิญญาณนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่จุติจิตและกัมมชรูปก็ยังมีการเกิดดับอยู่ พระโมคคัลลานะจึงเข้าฌานประสารกายให้เป็นปกติได้เพื่อที่จะไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพาน

มารมันลวงเราทุกทางครับ  เรื่องไร้สาระที่คนถูกทุบจนเละที่สุด  กระดูกแหลกละเอียด  มันจะให้เราเชื่อว่าไม่ตาย อภินิหารไม่มีจริง เพื่อบิดพริ้วตีความพระไตรปิฎกผิด มันก็ทำ  แต่ผมมาเพื่อชนมาร  มารมันจะหลอกผมได้อย่างไร 

1. จิตของพระอรหันต์ไม่มีจุติจิตและกัมมชรูปเกิดดับ บ้าๆบอๆอะไรของคุณแล้วครับ มีแต่จิตบริสุทธิ์ที่เป็นอมตะนิรันต์ สามารถสำแดงปาฏิหาริย์ได้

2. พระมหาโมคคัลลานะ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระมหาโมคคัลลานเถระถูกโจรทุบ

...............

พวกโจรใจบาป ได้รับเงินสินบนแล้วพากันไปล้อมจับพระเถระถึงที่พัก แต่พระเถระรู้ตัวและหลบหนีไปได้ถึง 2 ครั้งในครั้งที่ 3 พระเถระได้พิจารณาเห็นกรรมเก่า ที่ตนเคยทำไว้ในอดีตชาติติดตามมา และเห็นว่ากรรมเก่านั้นทำอย่างไรก็หนีไม่พ้น จึงยอมให้พวกโจรจับอย่างง่ายดาย และถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแตกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี พวกโจรแน่ใจว่าท่านตายแล้ว จึงนำร่างของท่านไปทิ้งใน ป่าแห่งหนึ่ง แล้วพากันหลบหนีไป

3. มารพยายามทำลายหลักฐานในพระไตรปิฎก  ทำลายไม่ได้  ก็ใช้วิธีล่อลวง  เช่น เข้าสิงในสมองผู้ที่ยังไม่เข้าถึงธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสให้ตีความผิดๆ และเผยแพร่ความคิดงี่เง่าของพวกเขาสู่สาธารณะชนในทุกทาง  เพื่อสืบทอดมรดกความรู้ผิดๆต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าคุณmaimiphaiคิดว่า แน่กว่าโจร  บอกว่าพระโมคคัลลานะยังไม่ได้ตาย  ลองฟังพระอรหันต์ที่มีตำแหน่งพระสังฆราชเทศน์นะครับ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

"...... ไม่มีอะไรให้สงสัยว่าเป็นสิ่งสุดวิสัย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีเรื่องของท่านพระโมคคัลาน์เป็นเครื่องยืนยันรับรอง คือเมื่อปฏิบัติธรรมถึงจุดปรารถนาสูงสุดแล้ว

ท่านถูกโจรเจ้ากรรมในอดีตพยายามหาทางทำลายชีวิตของท่าน ท่านพยายามใช้อิทธิฤทธิ์หลบหนี แต่โจรก็ติดตามไม่หยุดยั้ง จนท่านเบื่อหน่ายที่จะหลบหนีต่อไป จึงยอมให้โจรจับได้

และทุบท่านจนร่างกายแหลกเหลว นิพพานในที่สุด เมื่อนิพพานแล้ว ท่านได้รวมร่างเข้าอีกครั้งหนึ่งเหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ แล้วกราบทูลลา

เรื่องของท่านพระโมคคัลลาน์เป็นเครื่องให้ความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ่มชัดว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตเจ้าก็ดี แม้ดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ท่านก็เพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น "

4.  ยังดีนะนี่ มารมันสิงคุณให้เขียนว่า พระโมคคัลลานะไม่ได้ตาย  นี่ถ้ามารสิงคุณให้เขียนว่า  คนที่ตายแล้วก็ตา่ยเลย จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วบอกว่าพระเยซูไม่ได้ตายจริง สาวกช่วยกันโกหก  รับรองกลายเป็นเรื่องใหญ่ทางศาสนาแน่  เพราะศาสนาคริสต์ดำรงอยู่ได้เพราะพระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย



บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:05:44 AM »

หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว « เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 05:58:01 pm »

หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว


หลายคนเขียนว่า: ผมว่าอย่างเนี้ยต้องเรียกว่า เละเทะ ไปหมดแล้วครับ ยังงัยก็อ่านไปสนุกๆ ก็แล้วกัน เพราะท่านอรหันต์ Tuenum มาโปรดแล้วครับ เอ้าทุกท่านมาร่วมสาธุ

ตอบ

ปรามาสกับพูดความจริงนั้นแตกต่างกัน  แล้วแต่มุมมอง  คุณมองคนในแง่ร้าย จึงบอกว่าผมปรามาส...ผมไม่ถือครับ  หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง "พระเยซู" ตอนหนึ่งว่า  

"...พอเริ่มทำสมาธิจับอารมณ์ จิตมันหลุดเลยพอโผล่พลุ้บถึงดาวดึงส์ ไปโผล่ช่องระหว่างพระจุฬามณีกับบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ไปเดินป๋อที่นั่น พอขึ้นไปเดินไปก็มีบาทหลวงคนหนึ่งเดินสวนทางมา เดินตรงมาข้างหน้า ก็เลยถามว่า พระเยซูใช่ไหม?? ตามธรรมดาอารมณ์เป็นทิพย์มันจะบอกเลยว่าใครเป็นใคร ถ้ายังสงสัยก็ยังใช้ไม่ได้ ความเป็นทิพย์มันจะบอกชัด จะไปสงสัยไม่ได้เลย ท่านก็บอกใช่ครับ ถามว่า ทำไมถึงแต่งตัวรุ่มร่ามอย่างนี้ละ บนสวรรค์เขาแต่งตัวอย่างนี้เรอะ ท่านบอกว่า เอ้า?ถ้าผมไม่แต่งตัวแบบนี้ เกรงว่าท่านจะจำไม่ได้จะสงสัย

ถ้ายังงั้นสภาพความจริงของท่านเป็นยังไง ท่านก็ทำให้ดูภาพนั้นก็หายไป กลายเป็นภาพเทวดาสวยงามมาก เครื่องประดับขาวแพล้บเรียกว่าจับตาเลย เป็นประกายแวววับ ชฎาก็แหลมเปี๊ยบ ถามว่า อยู่ที่ไหน บอกว่า อยู่ชั้นดุสิต พอบอกอยู่ชั้นดุสิตเราตกใจ ต้องเป็นพระโพธิสัตว์แหงๆ เขาไม่ใช่ต่ำนะ

พอกลับมาก็มานั่งคิดว่า พระเยซูนี่เป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ชั้นดุสิตต้องมีบารมีเข้มแข็งมาก ถ้าไม่เข้มแข็งเข้าชั้นนี้ไม่ได้ เพราะชั้นนี้เข้าได้ ๓ พวก คือพุทธบิดาพุทธมารดาของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเข้มแข็งแล้ว แล้วก็พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จึงจะอยู่ชั้นนี้ได้ สวรรค์ทุกชั้นไม่ใช่ว่าใครจะอยู่ได้ทุกชั้นนะ ต้องเป็นไปตามขั้น ก็เลยมานั่งนึกว่า ทำไมมาอยู่ชั้นดุสิตได้ เขาต้องเป็นพระโพธิสัตว์ มาดูอารมณ์ของท่านตอนหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าไม้กางเขนนะ คือไม้กางแขน สระแอหายไป เหลือสระเอ มันลด คือกางแขนถูกตะปูตอก ถ้าจิตไม่ดีพอเขาจะเป็นเทวดาไม่ได้ ตามพระบาลีบอกว่าถ้าจิตเศร้าหมองก่อนจะตายไปก็ต้องลงอบายภูมิ นั่นเขาถูกเจ็บขนาดนั้น เขายังไม่โกรธ คุณลองคิดดูให้ดี ไม่ใช่เรื่องเล็กนะเขาใหญ่มาก ใช่ไหม?

1. พระโพธิสัตว์มีแต่ในศาสนาพุทธ แล้วพระเยซูจะเป็นใครได้ล่ะนอกจากชาวพุทธ 
2. หลักความเชื่อของคริสเตียนระบุว่า พระเยซูเป็นพระเจ้าที่เป็นพระบุตร ไม่มีเกิด  ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย 1.4 พระเจ้า...ทรงเป็นอมตะ ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์
3. หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า  แล้วพระพุทธเจ้าก็เคยบอกท่านแล้วว่า ถ้าสงสัยในเรื่องใดให้ถาม  เรื่องสำคัญขนาดพระเยซู หลวงพ่อก็ไม่ได้ถาม
4.  บังเอิญ..ผมเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ  พอบรรลุธรรมพ้นจากอำนาจมารที่จะมาหลอกผม  ผมก็ค้นคว้าต่ออีกนิด  จึงพบความจริงว่า


- คนที่เป็นอมตะ ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ มีแต่พระอรหันต์

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัดราคะ โทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ"

หลักฐานนี้ ชี้อย่างชัดเจนที่สุดว่า พระเยซูเป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายแล้ว  และเป็นอมตะ

- พระเยซูที่เป็นพระบุตรของพระเจ้าเป็นอสังขตธาตุ

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตธรรมมีอสังขตลักษณะ ๓ อย่างนี้ คือ

   ไม่ปรากฏความเกิด ๑  =
ไม่เกิด

   ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย ๑ = ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

   (และ) เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน ๑ = อมตะ



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
phonsakw « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 10:54:39 pm »

bhunyaphorn อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
แล้วแต่คุณจะตีความคำว่าปรามาสของเราละกันค่ะ


แต่ที่คุณว่า  เพราะหลวงพ่อมีมิจฉาทิฏฐิ   นี่ล่ะค่ะที่เราว่าอย่าปรามาสท่านเลย


ขอไม่ดูกระทู้นี้ต่อแล้วกันนะคะ  พอดีกว่า

คุณbhunyaphornพอดีกว่า  แต่ผมยังไม่พอนะครับ  เรื่องใหญ่ๆระดับเสี่ยงลงนรกอย่างนี้ ผมต้องพูดให้ชัด  เพราะผมคนเดียวที่พูดได้  คนอื่นพูดและวิจารณ์อาจหนีนรกไม่พ้น  ด้วยเหตุนี้  สิ่งที่ผมพูด ถือว่าสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามเลียนแบบโดยเด็ดขาด

บรรดาพระอรหันต์มีสัมมาทิฏฐิเรื่องอริยสัจจ์ 4 หรือในเรื่องโลกุตตระธรรมเท่านั้น  แต่บรรดาพระอรหันต์ไม่มีสัมมาทิฏฐิในเรื่องโลก  และเรื่องใบไม้นอกกำมือของพระพุทธเจ้า  พระอรหันต์อาจมีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ได้  เนื่องจากเองที่ใช้สมองคิดทั้งหมด  มารเขามีอำนาจ

ถ้าพระอรหันต์ไม่มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องโลก และเรื่องใบไม้นอกกำมืออื่นๆ   พระอรหันต์ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้วซิครับ

หลวงตามหาบัว มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องการเมือง  ฝึกไฝ่เข้าข้างลูกศิษย์คือนายสนธิ ลิ้มทองกูล  และเชื่อคำยุยงของนายสนธิ  จนด่าทักษิณจนเละ  และยังคว่ำบาตร...ความเป็นอรหันต์ของท่านเป็นเหตุให้ทักษิณฉิบห..จนถึงทุกวันนี้   พูดง่ายๆ  หลวงตามหาบัวเป็นผู้มีส่วนทำลายระบอบประชาธิปไตย  และระบบความยุติธรรมในเมืองไทย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ไปใช้สมองคิดในเรื่องพระเยซู  ท่านจึงสับสน ตีความไม่ออก ทั้งๆที่หลักฐานมีอยู่ตรงหน้า  ท่านก็มองไม่เห็น โดนมารบังตาเอาไว้ หลักฐานเหล่านี้คือ
1. พระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ อยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต
2. พระเยซูบอกเองว่า ท่านเป็นพระเจ้าที่เป็นพระบุตร
3. พระเยซู(พระเจ้าที่อยู่ภายใน)ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 12:20:18 am »

หลักฐานต่างๆชี้ว่า: พระเยซูเป็นพระอรหันต์โพธิสัตว์พุทธมหายาน

     
      จากกระทู้ มารู้จักพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้ากัน+คำยืนยันว่า สรวงสวรรค์ของพระคริสต์มีจริง http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=794.0 ผมบอกว่าจะนำหลักฐานที่ชี้ว่าพระเยซูเป็นชาวพุทธมาแสดงใน 3 วัน  บังเอิญได้หลักฐานมาก่อน  ผมจึงถือโอกาสแสดงหลักฐานเลย

      1.   ตามประวัติของพระเยซู   เมื่อพระเยซูอายุได้ประมาณ 13-14 ปี ได้ไปนมัสการที่วัดยิวในกรุงเยรูซาเล็ม หลักจากนั้นประวัติพระเยซูก็หายไป ไม่มีการกล่าวถึงอีกเลย มาปรากฏอีกที ก็ตอนที่ พระเยซูอายุประมาณ 30 ปีแล้ว

      เป็นตอนที่...พระเยซูได้ไปพบกับท่าน จอห์น เดอะบั๊บติสต์ (john the baptist) ผุ้เป็นอาจารย์โดยได้ถือศีลจุ่มที่แแม่น้ำจอร์แดน พอพระเยซูได้ถือศิลจุ่มเท่านั้น  ก็ดูเหมือนว่าท่านได้บรรลธรรมโดยทันที  ปรากฏ....มีแสงแล้วมีเสียงบอกให้พระเยซูไปเผยแผ่พระบัญญัติของพระเจ้า    การบรรลุธรรมแบบนี้ก็เช่นเดียวกับที่พระมหากัสสปบรรลุธรรมทันทีเมื่อเห็นพระพุทธเจ้าชูดอกบัวขึ้นมา

      ที่สำคัญ...คุณรู้ไหม?.....  จอห์น เดอะบั๊บติสต์ก็เป็นนักบวชนิกายเอสเซนส์  ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งไปเผยแผ่ในดินแดนตางๆ
       
      2.   ในหนังสือเรื่อง JESUS LIVES IN INDIA ระบุว่า  ที่พระเยซูหายไปตอนอายุได้ประมาณ 13-14 ปีนั้น พระเยซูได้ออกเดินทางไปประเทศอินเดียที่รัฐโอริสา

      ไปเรียนศาสนาเชน ศาสนาพราหมณ์ แล้วก็ได้สอนขัดแย้งกับนักบวชเหล่านั้น  เช่น คัดค้านเรื่องวรรณะ ต่อมาได้เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาด้วยเช่นกัน แต่ความขัดแย้งก็ยังรุนแรงเช่นเดิม

      จนลูกศิษย์ได้พาพระองค์ไปยังเนปาลและได้เรียนภาษาบาลีคำสอนพุทธศาสนาที่นั่นจนมีความเชี่ยวชาญด้วย เมื่อพระองค์อายุได้ประมาณ 30 ปี ก็มีคนส่งข่าวมายังพระองค์ว่า นางมาเรียป่วย พระองค์จึงเดินทางกลับ

     
      3.   ในหนังสือชื่อ   Commerce   Between  the  Roman  Empire  and  India  กล่าวถึงความมีอยู่ของพุทธศาสนานิกายมหายานว่ามีความเจริญแพร่หลายที่สุดในปาเลสไตน์และอียิปต์   รากฐานของมหายานคือความเชื่อเรื่อง  อาทิพุทธ   คำว่า ก๊อด (God) ก็หมายถึงอาทิพุทธ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าต้นธาตุ-ต้นธรรม  God เป็นภาษาต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในภาษาซีเรียน  ซึ่งเป็นภาษาพูดของมารดาพระ เยซู   และคำนี้พระเยซู  ท่านนำมาใช้ในการเทศน์สอนประชาชน

     
      อธิบายชัดๆ... คำว่า  ก๊อด   ในพระคัมภีร์ใหม่จริง ๆ  แล้วหมายถึง พระพุทธเจ้า  [/b] ศาสตราจารย์เดวิดส์บอกว่า  คำนี้ย่อมมาจากคำว่า  ก๊อตตะมะ  (Godtama)  ซึ่งเป็นชื่อโคตรของพระพุทธเจ้า  แม้คำว่า  อิลิยาห์  (Elijah)  ในพระคัมภีร์ใหม่ก็เลือนมาจากคำว่า  อริยะ   ว่าไปทำไมมี  คำว่า  บุตรพระเจ้า  (The Son  of  God)  ก็เลียนแบบการพูดถึงพระในพระพุทธศาสนาว่า  “พุทธบุตร”  นั่นเอง

      แล้วพระเยซูเรียกตัวท่านเองว่า บุตรพระเจ้า  = พุทธบุตร นั่นเอง

      ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้กำเนิดหรือศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู ท่านก็เป็นชาวพุทธ
      เช่นเดียวกับ ผู้ให้กำเนิดหรือศาสดาของศาสนพุทธ คือ พระพุทธเจ้า ท่านก็เป็นคนในศาสนาพราหมณ์ ชื่อตอนบวชชื่อ "มุนีสมณะ"

      ย้ำ!!!  คำว่า ก๊อด ในพระคัมภีร์ใหม่จริง ๆ แล้วหมายถึงพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์เดวิดส์บอกว่า คำนี้ย่อมมาจากคำว่า ก๊อตตะมะ (Godtama)

      แท้จริง พระเยซูผู้เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์  เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัยของพุทธศาสนา(พระสงฆ์ - อรหันต์)    คำว่า The Son of God ก็คือบุตรของพระพุทธเจ้า หรือ พุทธบุตร

      4.   แล้วทำไมผมถึงบอกว่า พระเยซูเป็นพระอรหันต์โพธิสัตว์พุทธมหายานล่ะ   ถ้าคุณยังมองไม่เห็น   ลองคิดดู ......  คนที่สามารถห้ามพายุได้   รู้ล่วงหน้าเหตุการณ์ต่างๆได้  ทำนายแบบเป๊ะๆเลยทั้งนั้น นอกจากนี้ ยังรักษาคนป่วยด้วยฤทธิ์ได้  ไม่ว่าจะเป็นคนง่อย, คนแขนขาพิการ, คนตาบอด, คนใบ้ และคนเป็นโรคเรื้อน  นอกจากนี้ พระเยซูยังแสดงปาฏิหาริย์   ขนาดชุบชีวิตคนตายได้   เรียกสำรับอาหารจากฟ้า และการเป่าก้อนดินเหนียวให้เป็นสัตว์มีปีกบินได้  เรียกได้ว่า พระเยซูผู้นี้ได้อภิญญา 5 ครบถ้วนแล้วแน่นอน   แต่ที่สำคัญคือ

      -  พระเยซูฟื้นขั้นมาจากความตายได้เช่นเดียวกับพระโมคคัลลานะ  เราบอกว่า พระโมคคัลลานะ  เป็นพระอรหันต์  แล้วพระเยซูล่ะ ทำไมจึงจะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้     
      -  ที่สำคัญที่สุด นาทีสุดท้ายก่อนพระเยซูจะตายบนไม้การเขน  พระเยซูได้พูดในประโยคสุดท้ายว่า :

      " โอ้พระบิดาเจ้า ทรงอภัยให้พวกเขาเถิด พวกเขาไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป "

      แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลง   คุณยังไม่เห็นอีกหรือว่า  พระเยซูผู้นี้เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีเมตตาขนาดไหน  แม้ว่าโดนทารุณสุดโหดจนตาย  ท่านมิได้โกรธเลย  กลับให้อภัยต่อผู้ที่ทำร้ายท่าน

      5.   พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปริเฉทที่ ๑ พระพุทธเกษตรวรรค  พระสูตรวิมลเกียรตินิรเทศสูตร ว่า:

      “พระโพธิสัตว์ย่อมบำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์โปรดสรรพสัตว์ จึงอาจสามารถให้สำเร็จซึ่งพุทธเกษตรได้ อุปมาดังบุคคลผู้ปรารถนาจักสร้างปราสาทในแผ่นดินที่ว่าง เขาย่อมยังกิจที่ปรารถนาให้สำเร็จได้ แต่ถ้าเขาไม่อาศัยแผ่นดินกลับไปอาศัยอากาศเพื่อนสร้างปราสาทไซร้ ย่อมไม่มีหนทางสำเร็จฉันใด พระโพธิสัตว์ก็มีอุปไมยฉันนั้น กล่าวคือ ในการยังพระพุทธเกษตรให้สำเร็จบริบูรณ์ ก็เพื่อประโยชน์แห่งสรรพสัตว์นั้นเอง”

      ด้วยเหตุนี้  พระเยซูจึงสามารถสร้างพุทธเกษตร ที่ชื่อว่า สรวงสวรรค์ของพระคริสต์ได้ เพื่อประโยชน์แห่งสรรพสัตว์นั้นเอง  โดยผู้ที่จะสามารถเข้าไปได้ต้องเชื่อและศรัทธาในพระเยซู  และรับพิธีมิสซา ดื่มเหล้าองุ่น แทนโลหิตของพระเยซู  ทานปังปอน แทน ร่างกายของพระเยซู



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
the suffering « ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 03:44:15 pm »

การไปรับรองสิ่งใดยการเทียบเคียงและประมาณการ

ใช้ได้ กี่ % ยิงฟันยิ้ม



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
mankho2001 « ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 07:03:42 pm »

ท่านสำเร็จตอนกี่ขวบครับ แล้วใยท่านไม่สอนเรื่องศีล-ธรรม ที่ปุถุชนควรเข้าใจ ท่านสอนว่าจงรักผู้อื่นเหมือนที่เรารักตนเองแต่ท่านไม่ได้อธิบายว่าทำไม แล้วอีกอย่างคำสอนของท่านไม่กระชับ เหมือนของพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ที่เราพอจะรู้จัก แล้วใยท่านไม่เอยถึงศาสดาของท่านว่าเป็นใครหมายถึง ชื่อ ได้แต่เอ่ยว่าพระบิดา อีกอย่างผมก็เป็นคนทั่วไปที่ยังมีกิเลสอยู่โสดาบันยังเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้คงไม่มีความสามารถที่คนธรรมดาอย่างผมจะไปรู้ว่าใครเป็นหรือไม่เป็นอรหันต์ถึงรู้ก็ใช่ว่าชีวิตเราจะดีขึ้นหรือเลวลงเพราะพระพุทธองค์ก็บอกแนวทางไว้แล้ว หงายของที่คว่ำให้แล้ว จุดตะเกียงให้แล้ว เหมือนตอนที่ท่านสุภัททะปริพาชกถามพะรพุทธองค์ว่า บรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่ตั้งตนเป็นศาสดาของศาสนานั้นๆต่าสำเร็จจริงตามที่พูดหรือเปล่าหรือว่าเป็นอรหันต์บ้างไหม พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าข้อนั้นอย่าไปรู้เลย แม้แต่พระอานนท์ซึ่งตอนนั้นยังไม่สำเร็จเป็นอรหันต์ยังรู้เลยว่านี่เป็นคำถามที่ไร้สาระและเสียเวลาที่จะตอบเปล่าๆ บุคลลใดเข้าถึงแค่โสดาบันได้แล้วย่อมเห็นคุณโทษในสังสารวัฏ และปฏิบัติตามแนวทางมรรคมีองค์8ขึ้นอย่กับว่าจริงจังจริงใจแค่ไหน ขอแสดงความคดิเห็นตามสติปัญญาที่มีครับ



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
phonsak « ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 12:25:03 am »

- พระเยซูอยู่ในยุคสงครามสุดโหด จึงต้องใช้ชีวิตเข้าแลก  เพื่อให้ผู้คนเห็นความเมตตากรุณา  ค่อยๆกลับมาเป็นคนไม่เถื่อน
- พระพุทธเจ้าอยู่ในยุคที่คนจำนวนมากมีศีลธรรมระดับสูงพอสอนพอที่จะสอนธรรมระดบสูงได้



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
AVATAR « ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 01:28:47 am »


ไม่มั้งครับลุง...สมัยพระพุทธเจ้าพระองค์มาก่อนพระเยซู ผู้คนโหดและเถื่อนกว่าอีกครับ...โดยเฉพาะพวกทางตะวันออกนิยมบูชายัญและกินเนื้อคนด้วย พระสงฆ์ที่จะเดินทางมาเผยแพร่ในทางตะวันออกพระพุทธเจ้าทรงเตือนและให้หนักแน่นก่อนออกเดินทาง...ลองไปศึกษาประวัติศาสตร์ดูนะครับ

 

เมื่อภิกษุถูกเบียดเบียนทำร้าย ทางพระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาอย่างไร ?
 หากชนเหล่าอื่นจะพยายามทำร้ายภิกษุนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ คือด้วยการประหารด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยการประหารด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยการประหารด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยการประหารด้วยศัสตราบ้าง ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายนี้เป็นสภาพที่เป็นไปด้วยการประหาร ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง.... ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ว่าพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า พึงตัดทอนอวัยวะใหญ่น้อยทั้งหลายด้วยเลื่อยอันมีด้ามสองข้างไซร้ ภิกษุผู้ที่ยังใจให้ประทุษร้ายในโจร แม้พวกนั้นย่อมไม่เชื่อว่าทำตามคำสอนของเรา..... อนึ่ง ความเพียรอันเราปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติอันเราตั้งไว้มั่นแล้วจักไม่หลงลืม กายอันเราให้สงบแล้ว จักไม่กระวนกระวาย จิตอันเราตั้งไว้มั่นแล้ว จักมีอารมณ์อย่างเดียว การประหารด้วยฝ่ามือ.... ด้วย ก้อนดิน.... ด้วยท่อนไม้.... ด้วยศัสตราทั้งหลาย จงเป็นไปในกายนี้เถิด คำสอนของพระพุทธเจ้า .... เราจะทำให้จงได้ดังนี้ ฯ ”

มหาหัตถิปโทปมสูตร มู. ม. (๓๔๒)
ตบ. ๑๒ : ๓๕๑ ตท.๑๒ : ๒๙๑
ตอ. MLS. I : ๒๓๒




พระองค์โพธิสัตว์ที่ลงมาสร้างบารมีมักจะมีคำพูดเด็ดๆแบบนี้

ใครตบหน้าทางขวาฉัน ฉันจะยื่นหน้าทางซ้ายให้ตบอีก
ใครตัดแขนขวาฉัน ฉันจะยื่นแขนซ้ายให้ตัดอีก
ใครมายิงอกขวาฉัน ฉันจะยื่นอกซ้ายให้ยิงอีก



แต่คงไม่ใช่...

ใครมาแขวะฉันเว็บโน้น...ฉันจะมาแอบแขวะเธอคืนเว็บนี้อีก

...ถ้าอย่างนี้คงไม่ใช่แล้วครับ...อย่าว่าแต่แค่ 8,605,447 ปีเลยครับ คงวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารนี้อีกนานนนนนเป็นนิรันดร์แหละครับ....ว่างั้นมั๊ยครับคุณลุง phonsak... ยิ้มเท่ห์



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
the suffering « ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 09:24:30 am »

เดินทางสายกลาง...ไม่สุขหรือทุกขืเกินไป

จึงจะประสบผลสำเร็จ

เหมือนกรรมกรหากินลำบากยากแค้นกลับบ้านก็หมดแรง

แต่คนชั้นกลางมีพอกิน เหลือเวลาป.ธรรม  ได้ ส่วนคนรวยเกิน(ส่วนมาก)ก็ติดโลภ แหละ

เฮ้อ....รุ้ว่าทุกข์ ท่วมกาย ท่วมใจ (ลูกศรปักอก)

มัวมาถามกันอยู่ได้ว่า ใครยิงลูกศรมา ยิงมาทำไม ตูไปทำให้มรึง โกรธเคืองมาแต่ชาติปางไหน

ไม่ยอมให้หมอผ่าเอาลุกศรออกสักที  ยิงฟันยิ้ม



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
AVATAR « ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 12:45:48 am »


ท่าน ผู้เล็งเห็นทุกข์ ไม่ทราบหรือครับว่า คุณลุง phonsak รู้ว่าใครยิงลูกศรมา และทำไมจึงยิง...!!!

 ยิ้มเท่ห์



Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
the suffering « ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 10:58:15 am »

เฮา  ขอเรียนเสอทุก ๆท่านดังนี้

1.ปลีกวิเวก ให้มากๆ 
2.ปฏิบัติให้มากๆ
3.แล้วมาส่งอารมณ์/สอบความก้าวหน้าทางจิตกันดีกว่ามั๊ย 

ด้วยความเคารพ  ยิงฟันยิ้ม




Re: หลวงพ่อฤาษีบอกว่าพระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ ผมบอกว่าพระเยซูเป็นอรหันต์แล้ว
AVATAR « ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 20, 2010, 08:03:53 am »

ชอบจริงเลยครับคำนี้ "ปลีกวิเวก"

โดยส่วนตัวแล้วผมก็ชอบอยู่คนเดียวแบบนี้จริงๆครับ...งั้นขออนุญาตไปก่อนล่ะครับท่าน...



 ยิ้ม    ยิ้มกว้างๆ    ยิงฟันยิ้ม    ยิ้มกว้างๆ    ยิ้ม     ยิ้มเท่ห์


บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:08:26 AM »

พรหมชาลสูตรที่ ๑ ชี้ว่า กายของตถาตตยังดำรงอยู่ « เมื่อ: ตุลาคม 04, 2010, 01:03:05 pm »

[quote name='ไร้สังกัด' timestamp='1286071539' post='5923']
พรหมชาลสูตรที่ ๑.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว
ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ
ขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลา
ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.


ไม่ว่าจะเป็น จิต เจตสิก รูป หรือ กาย ก็ไม่มีอะไรเหลือ แล้วจะไปเหลือจิตบริสุทธิ์ อะไรที่ไหน

[/quote]

เอาพรหมชาลสูตรที่ 1 มาลง  แต่คุณไม่เข้าใจความหมายอะไรเลย

พรหมชาลสูตรที่ ๑.

พระพุทธพจน์

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่"


พรหมชาลสูตรที่ ๑.ชี้ชัดว่า

กายของตถาคต......... ยังดำรงอยู่  = กายนี้เป็นกายแท้ ที่เป็นอัตตา(เที่ยง ไม่ทุกข์ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา) = ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ = กายอนัตตาท่ตายไป เพราะมันไม่เที่ยง ทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา = เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ปรมัตถธรรม มี 4 อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน     จิตหมายถึงจิตสังขาร   นิพพานหมายถึงนิพพานจิต

พระสูตรในนิกายเซ็น: พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ดูกรกัสสปะ ท่านมีธรรมจักษุครรถ์อันถูกต้อง เพราะนิพพานจิต ลักษณะที่แท้จริง ย่อมไม่มีลักษณะ เธอพงรักษาไว้ให้ดี ”

คาถาพระนิพพานนิมิต
" นิมิตจิตติ นิมิตจิตตา นิพพานจิตติ นิพพานจิตตา [size="4"][/size]"

...



    ส่วนตถาคตเป็นผู้ถอนตัญหาอันจะนำให้เวียนอยู่ในภพได้แล้ว (ถ้า)กายยังดำรงอยู่ตราบใด ก็มีผู้แลเห็น (แต่)เมื่อกายทำลายไปแล้ว ก็ไม่มีผู้แลเห็น.

พระพุทธเจ้าตรัสสอนมาทางเถรวาทว่า กายพระองค์มี 2 กาย คือ กายเนื้อ(นิรมาณกาย) และธรรมกาย

พระพุทธเจ้าตรัสสอนไปทางมหายานว่า กายพระองค์แยกให้ละเอียดแล้วมี 3 กาย คือ กายเนื้อ(นิรมาณกาย) และธรรมกาย และสัมโภคกาย(กายทิพย์ที่วนเวียนอยู่ในปรโลกให้ผู้คนพบเห็นได้)


คุณครูนภา ไม่มีทางเห็นพระพุทธเจ้า  เมื่อกายเนื้อ(นิรมานกาย)ของพระองค์ตายไปแล้ว  เพราะคุณยังไม่ตาย และยังเข้าไม่ถึงโลกุตตระธรรม  เพราะพระพุทธองค์บอกวิธีพบเห็นพระองค์ไว้แล้วว่า

"ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเราตถาคต  ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม"

แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่มั่น หลวงพ่อคง หลวงพ่อสด หลวงปู่ดู่ ฯลฯ ท่านสามารถพบพระพุทธเจ้าได้ เพราะพวกท่านได้เข้าถึงโลกุตตระธรรมแล้ว  แต่ถูกไอ้พวกปริยัติที่ไม่ปฏิบัติ ไปกล่าวหาพวกท่านว่า "วิปัสสนูกิเลส"
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #69 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:11:37 AM »

เจาะลึกที่สุดเรื่องพระเวสสันดร กัณหา-ชาลี และมัทรี « เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 01:23:51 am »

หนู  ไม่เข้าใจค่ะ
ตอนที่ท่าน  บริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่  ในภพนั้น...
การที่ท่านให้ลูก  และจะให้ภรรยา
อันนี้ .. ข้องใจ  ตรงที่..ชีวิตของผู้อื่นไม่ใช่ของท่าน

พระพุทธเจ้าสามารถตัดสินจะให้กับใครก็ได้ด้วยหรือค่ะ
แล้วความทุกข์ที่เกิดจากลูก และ ภรรยา
จะไม่เป็นบาปกับพระพุทธเจ้าหรอค่ะ

เป็นการทำความดีบนทุกข์ของคนอื่นหรือเปล่า

ช่วยอธิบายให้หนูเข้าใจที  หนูโง่เขลาเบาปัญญามากค่ะ ร้องไห้



เรื่องที่คุณstudent gig สงสัยเป็นเรื่องที่ลึกซึ๊งที่สุด  ถ้าคุณเข้าใจ คุณจะเข้าใจพระศาสนาทั้งหมดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตทั้งสิ้น

คุณพูดถูกที่สุดเลย  พระพุทธเจ้าไม่มีสิทธิ์ในชีวิตของคนอื่น  ชีวิตของกัณหาชาลี และนางมัทรี เป็นชีวิตของผู้อื่นไม่ใช่ของท่าน  การกระทำทางกายของพระพุทธเจ้าทำแบบนี้ ไม่ต่างจากชาวบ้านในเมืองไทยที่ขายลูกเมียกิน

เหตุใดพระพุทธเจ้าทำกลายเป็นมหากุศล  แต่ชาวบ้านทำกลายเป็นโคตรบาปเลย ขายลูกเมี่ยกัน?

ความแตกต่างอยู่ที่จิตของผู้กระทำครับ

จิตของชาวบ้านเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน จึงทำชั่วลงไปได้   ส่วนจิตของพระพุทธเจ้าเห็นแก่ชาวโลก จึงยอมเสียสละสิ่งที่เป็นที่รักดังดวงใจของตนเอง คือ ลูกและเมีย....ชาวบ้านไม่มีจิตแบบนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ" 

พระเวสสันดร ปากท่านโคตรชั่วเลย ยกลูก ยกเมีย ให้เป็นทาสคนอื่น แต่เรามาดูใจของพระเวสสันดรซิ ใจของท่านคิดเสียสละสิ่งที่รักที่สุดของตน คือ ลูกเมีย เพื่อตัวท่านจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า เพื่อจะได้ช่วยโปรดสอนสรรพชีวิตทั้งปวงใน 3 ภพ....ใจของท่านมีแต่เสียสละอย่างเดียว

คราวนี้มาดูชาวบ้านที่ขายลูกเมียกันบ้าง ทั้งปากของชาวบ้านคนนั้น และใจของเขา ล้วนคิดและทำทุกอย่างแบบเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น  ไม่เห็นแก่ลูกเมียเลย

นอกจากนี้ กัณหาชาลี และนางมัทรี ล้วนเห็นแก่พระเวสสันดร  ต้องการให้พระเวสสันดรสำเร็จกิจในการเป็นพระพุทธเจ้าช่วยทุกคนต่อไป  พวกเขาจึงเสียสละตัวเอง แม้ว่ากายของพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ยอม แต่ใจล้วนยอม

สรุป

บาปคือ ความเห็นแก่ตัว บุญคือ การเสียสละ

สิ่งที่พระเวสสันดรทำ  ปากของท่านโคตรชั่วเลย  แต่บาปไม่ได้เกิดขึ้นจากกายและวาจา  บาป-บุญล้วนเกิดจากใจเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็น "มหากุศล"


...


คุณstudent gig ครับ


คำตอบข้างบนผมวิเคราะห์เน้นที่พระเวสสันดร เพื่อให้เห็นภาพถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า  "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ"    ไม่ว่าวาจาแสนชั่วของพระเวสสันดรจะเป็นอย่างไร แต่ใจพระเวสสันดรมีแต่คิดเสียสละอย่างเดียวจึงเป็นมหากุศล

คราวนี้มาดูที่กัณหาชาลี และนางมัทรีว่า แม้กายของพวกลูกเมียพระเวสสันดรจะไม่ยอม และไม่พอใจในการกระทำของพระเวสสันดรตอนแรก  แต่ใจของทั้งกัณหาชาลี และนางมัทรีตอนหลัง ยินยอมสมัครใจเพื่อช่วยพ่อให้สำเร็จโพธิญาณทั้งสิ้น

จากwww.kalyanamitra.org/daily/.../index.php?option...

ชาลี

.....พระเวสสันดรได้กล่าวสุนทรวาจาไว้ว่า "ดูก่อนพ่อชาลีลูกรัก พ่อจงมาเพิ่มพูนบารมีของพ่อให้เต็ม จงช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นชุ่มฉ่ำ ลูกรัก ขอลูกจงทำตามคำของพ่อ ขอลูกทั้งสองจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ ไม่หวั่นไหวต่อสาครคือภพ เมื่อพ่อข้ามฝั่งคือชาติแล้ว จักยังมนุษย์ และเทวดาทั้งหลายให้ข้ามพ้นด้วย"

พระชาลีราชกุมารได้ทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดาเช่นนั้น จึงตัดสินใจเด็ดขาด ปรารถนาจะให้ความประสงค์ของพระบิดากลายเป็นจริง ทรงคิดว่า พราหมณ์เฒ่าคนนี้จง ทำตามใจชอบเถิด จะเอาเราไปเป็นข้าทาสบริวาร ทำร้ายร่างกาย หรือทรมานเราอย่างไร ก็จะยอมทนทุกอย่าง แต่เราจะไม่ทำให้พระบิดาลำบากพระทัยเด็ดขาด จากนั้นพระกุมารได้โผล่พระเศียรแหวกใบบัวออกมา ขึ้นจากน้ำ หมอบลงแทบพระบาทเบื้องขวาของพระบิดา สวมกอดข้อพระบาทไว้มั่น ทรงกันแสงด้วยความรักที่มีต่อพระองค์

กัณหา

..........."ลูกกัณหาเอ๋ย ลูกจงออกมาเถิด จงมาเพิ่มพูนทานบารมีของพ่อให้เต็ม จงช่วยรดหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ ขอลูกจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ พ่อจักข้ามฝั่ง คือ ชาติ จักยกทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ให้ข้ามพ้นจากภัยในสังสารวัฏ"

พระกัณหาชินาราชกุมารีทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดา ก็ตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวเช่นกัน ได้ขึ้นจากสระน้ำ มาหมอบลงแทบพระบาทเบื้องซ้ายของพระบิดา แล้วกอดข้อพระบาทไว้มั่น พร้อมกับกันแสงด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากจากพระบิดาไป

พระเวสสันดรแนะนำพระโอรสว่า ชาลีลูกรัก ถ้าลูกปรารถนาจะเป็นไท ลูกควรให้ทองคำ ๑,๐๐๐ ลิ่มแก่พราหมณ์ชูชกจึงจะเป็นไทได้ ส่วนน้องสาวของลูกเป็นผู้ทรงอุดมรูป หาหญิงใดในชมพูทวีปเสมอเหมือนได้ยาก ถ้าใครปรารถนาจะทำน้องสาวของเธอให้เป็นไท ก็พึงให้ทาสชาย ทาสหญิง ช้าง ม้า โค อย่างละ ๑๐๐ และทองคำ ๑๐๐ ลิ่ม แก่ชูชก น้องของเธอจึงจะเป็นไทได้Ž

นางมัทรี  จากhttp://iam.hunsa.com/gamekadid/article/22595

บัดนี้ลูกรักทั้งคู่ไปไหนเสีย จึงมิมารับแม่เล่า ครั้นเข้าไปถามพระเวสสันดรก็ถูกตัดพ้อต่อว่าต่าง ๆ จนพระนางมัทรีถึงวิสัญญีภาพสลบลง พระเวสสันดรทรงปฐมพยาบาลจนพระนางมัทรีฟื้น แล้วจึงแจ้งความจริงว่า พระองค์ได้ทรงยกลูกรักชายหญิงทั้งสอง มอบให้แก่ชูชกไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน พระนางก็อนุโมทนาซึ่งทานนั้นด้วย

บริจาคมัทรี http://www.jarun.org/v6/th/lrule09p0901.html

อีกตอนหนึ่งพระอินทร์แปลงเป็นตาเฒ่า มาขอพระราชทานพระมัทรี พระเวสสันดรก็ลองใจพระมัทรีว่า
มัทรีเอ่ย เจ้าจะเห็นเป็นไฉน พระราชสวามีก็เสียดายพระมัทรี สู้อุตส่าห์ลำบากมาด้วยกันนะ มัทรีเอ่ย ก็จะยกให้เป็นทานแก่ตาเฒ่าวนิพกยาจกเข็ญใจ เอาไปเป็นเมียหรือเป็นคนใช้เขา เป็นอย่างไรหรือพระมัทรีเอ่ย
พระมัทรีกราบถวายบังคมทูลว่า ยินดีพระเจ้าค่ะ เพื่อพระราชสวามีหวังสัมโพธิญาณ ข้าพระพุทธเจ้าขอรับใช้ละออกธุลีพระบาททุกประการ

สรุป

เห็นหรือบังครับว่า   ทั้งกัณหาชาลี และนางมัทรี ล้วนลำบากทางกาย  กายไม่เต็มใจทั้งนั้น  แต่ใจของกัณหาชาลี และนางมัทรี ล้วนเต็มใจทำ เพื่อให้พ่อและผัวบรรลุสัมโพธิญาณ  จะได้ช่วยยกทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ให้ข้ามพ้นจากภัยในสังสารวัฏ

...


คราวนี้มาลองวิเคราะห์ตัวอย่างเรื่องศีล 5 เหล่านี้ดูบ้าง


เมื่อไรที่คุณเข้าใจเรื่องพระเวสสันดร  คุณจะเข้าใจเรื่องบาปบุญ และเรื่องศีล 5 แบบทะลุถึงจุดทันที   ลองดูตัวอย่างเหล่านี้ซิ กายและวาจาเป็นบาป ผิดศีล 5 ทั้งสิ้น แต่เพราะ "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ"  การกระทำของเขาเหล่านั้นจึงล้วนเป็นบุญใหญ่

1. เมียยอดรัก ไม่ยอมยื้อชีวิตยอดรักเอาไว้ ให้หมอถอดเครื่องช่วยชีวิตยอดรักออก เพราะไม่ต้อง
การให้ยอดรักต้องทนทรมานต่ออีกวันสองวัน เจตนาในใจคือ ให้ยอดรักพ้นจากการทรมาน ไม่ได้
ต้องการฆ่ายอดรัก แม้การกระทำเช่นนั้น จะมีผลให้ยอดรักจึงตายไวกว่าที่ควร 1-2 วัน ก็หาใช่บาปไม่

2. หลวงพี่เท่งตะโกนโกหกว่า "ตำรวจมา ตำรวจมา" เจตนาเพื่อช่วยคนที่ถูกรุมกระทืบ การโกหก
เช่นนั้น คนร้ายที่รุมกระทืบคนๆนั้นจึงหนีไป คนนั้นเลยรอดตาย นอกจากการโกหกจะไม่บาปแล้ว
ยังเป็นบุญใหญ่ด้วย

3. พระภิกษุสองรูปเดินไปด้วยกัน พบหญิงตกน้ำ ... พระคนหนึ่งกระโดดลงไปช่วยแบกหญิงคน
นั้นขึ้นมา เจตนาต้องการช่วยชีวิตคน(หญิง) แม้ว่าจะผิดวินัยสงฆ์ ท่านก็ทำ เจตนาทางใจคือกรรม
ไม่ใช่เจตนาทางกายเป็นตัวกรรม ด้วยเหตุนี้ พระคนนี้จึงได้บุญใหญ่ ไม่ใช่ได้บาป

... พระอีกคนไม่ลงไปช่วย เจตนาไม่ต้องการผิดวินัยสงฆ์ เกาะยึดคัมภีร์พระวินัยไว้แน่น เจตนา
ทางใจคือกรรม พระคนนี้จึงน่าจะได้บาปใหญ่ เพราะจิตไม่มีความเมตตากรุณา มีแต่ความเห็นแก่ตัว
เองเท่านั้น ตายไป น่าจะเอาพระไตรปิฎกเล่มยักษ์ให้กอด แล้วเอาไปถ่วงน้ำให้ตาย 500 ชาติ

ถ้าคุณเข้าใจเรื่องที่ผมเขียน  คุณก็เป็นผู้ที่เข้าใจพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ว่า  บุญบาปล้วนอยู่ในจิตของเราว่าจะคิดปรุงแต่งเป็นกุศลหรืออกุศล



Re: เจาะลึกที่สุดเรื่องพระเวสสันดร กัณหา-ชาลี และมัทรี
mankho2001 « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 07:20:21 pm »

ท่านยอมเสียทั้งลูกเมียและบ้านเมือง เอาเป็นว่าถ้าตอนนั้นท่านไม่ยอมเสียอะไรเลย ก็จะไม่มีพระพุทธเจ้าที่มีนามว่า โคตม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:20:29 AM »

พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า? « เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 01:05:35 pm »

อัตตา = อนัตตา ในจุดที่เที่ยง ไม่ทุกข์ ไม่แปรปรวน เพราะไม่มีอารมณ์กิเลสอยู่


owner board : คุณพลศักดิ์นี้พูดจาวกวน กลับกลอกอยู่เสมอ อย่างเช่นครั้งนี้...
   
คือตอนแรกยอมรับว่า "เมื่อเป็นสิ่งปรุงแต่ง มันก็ไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ และเป็นอนัตตา "
   
แต่ตอนหลังกลับมากลับคำใหม่ว่า " สิ่งปรุงแต่ง ที่มันเที่ยง อยู่เป็นอมตะ และเป็นอัตตา มันมีนะครับ "

   
   ตอบ
   
" สิ่งปรุงแต่ง มันก็ไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ และเป็นอนัตตา "  = สิ่งปรุงแต่งที่มีอารมณ์โลภ โกรธ หลง = สังขตธาตุ
   
" สิ่งปรุงแต่ง ที่มันเที่ยง อยู่เป็นอมตะ และเป็นอัตตา มันมีนะครับ " = สิ่งปรุงแต่งที่ไม่มีอารมณ์โลภ โกรธ หลง  สิ่งปรุงแต่งเหล่านี้อยู่ในเมืองพระนิพพาน หรือพุทธเกษตร เรียกว่า "สัมโภคกาย หรือธรรมกาย(เถรวาท)" = อสังขตธาตุ

สิ่งที่ไม่ปรุงแต่ง เที่ยง และอมตะ ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา ก็มีเช่นกัน คือ มันอยู่ตรงกลาง = พุทธภาวะเบื้องต้น ที่เป็นแสงสุกสกาว เรียกว่า "ธรรมกาย(ตามความหมายของมหายาน)" หรือนิพพานจิต หรือ พระเจ้า หรือพระพุทธเจ้าต้นธาตุ-ต้นธรรม ซึ่งเป็นผู้ทำให้เกิดทั้งสังขตธาตุ และอสังขตธาตุ

เลือกกันเอาเองว่า คุณอยากเป็นสิ่งปรุงแต่งที่เที่ยงหรือไม่เที่ยง หรือเป็นสิ่งไม่ปรุงแต่ง ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสิ่งปรุงแต่งที่เที่ยงและไม่เที่ยง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
   
  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัดราคะ โทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ"
   
มนุษย์มีอายุสั้นลงเรื่อยๆ  ก็เพราะไปปรุงแต่งด้วยอารมณ์โลภ โกรธ หลง   เมื่อมนุษย์เริ่มทำความดี รักษาศีล และปฎิบัติธรรมกัน  การคิดปรุงแต่งด้วยอารมณ์โลภ โกรธ หลงก็ค่อยๆลดลง   เป็นเหตุให้อายุคนก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 10ปี ก็เป็น 20ปี เป็น 100ปี เป็นพันปี เป็นหมื่นปี เป็นแสนปี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไปถึงอสงขัยปี  -  พวกที่อายุยืนถึงอสงขัยปี  ด้วยเหตุที่ใจของเขาไม่มีอารมณ์ราคะ โทสะ โมหะ นั่นเอง
   
พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่พระเจ้า ปเสนทิโกศล ว่า:
   
“คนที่มีสติอยู่ตลอดเวลา รู้จักประมาณในการบริโภค ย่อมมีเวทนาเบาบาง แก่ช้า ครองอายุอยู่ได้นาน”
   
คนที่มีสติอยู่ตลอดเวลา = พระอรหันต์ ที่วิปัสสนาตลอด หรือ พระอรหันต์วิปัสสโก  นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังได้เคยตรัสกับพระอานนท์ไว้ด้วยว่า:
   
“อานนท์ ผู้อบรมอิทธิบาท ๔ มาอย่างดีและทำจนแคล่วคล่องแล้วอย่างเรานี้ หากปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึง ๑ กัลป์ (คือ ๔,๓๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีมนุษย์) ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้”

ซึ่งก็คือ พระอรหันต์ที่ทำทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน แต่สมถะแบบไหนผมไม่รู้  เพราะมีหลายวิชามากมาย  อาจจะเป็นพระอรหันต์ที่มีวิชาต่อธาตุขันธ์(ดิน น้ำ ลม ไฟ)หรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่รู้ ไม่ได้ไปค้นคว้า
   
ตอนนี้owner board ก็มีอายุน้อยลง 3 วัน เพราะอารมณ์โกรธ ไม่พอใจผม   ส่วนผมมีอายุยืนขึ้น 3 วัน เพราะไม่มีอารมณ์โกรธ และไม่มีอารมณ์ไม่พอใจท่านowner board  ไว้ผมอายุ 125 ปี จะไปเยี่ยมคารวะหลุมศพหลวงพี่ หรือถ้าผมพบวิธีการในพระไตรปิฎกว่าต้องทำกรรมฐานแบบไหน อายุจะได้ยืนถึงอสงขัยปี  ผมจะไปเยี่ยมท่านowner board  ตอนอายุ 2000 ปี 1 ครั้ง ไปเยี่ยนตอนอายุ 3000 ปี อีก 1 ครั้ง

สรุป

อนัตตา = ไม่เที่ยง ทุกข์ แปรปรวน เปรี่ยบเสมือนเป็นเส้นโค้งที่โค้งไปโค้งมา
อัตตา   = เที่ยง ไม่ทุกข์ ไม่แปรปรวน  อัตตา คือ อนัตตาในจุดหรือภาวะอารมณ์ปรุงแต่งด้วยกิเลสเป็น 0 เปรียบเหมือนเป็นเส้นตรงที่เรียบตลอด   ความจริง เส้นตรง = เส้นโค้งในจุดที่แบนราบ



 Re: พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า?
the suffering « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 04:01:42 pm »

แค่  ความไม่รู้เนอะ


ก็หาหลักฐาน มาคุยกัน

แต่เมื่อเดินทางไปถึงจุดรู้แล้ว *** ก็ มองตากัน ก็ รู้ทั้ง 2ฝ่าย   ยิงฟันยิ้ม



Re: พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า?
phonsak « ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 23, 2010, 11:27:25 pm »

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสแบบที่หลวงพี่กำลังบอกนะครับว่า "สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ และไม่ใช่อัตตา"
เริ่มต้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายมันไม่ติดอวิชชา ไม่หลงกลกิเลสตัณหา มันจึงเที่ยง ไม่ทุกข์ และเป็นอัตตา  สิ่งนี้เป็นจิตประภัสสร   อย่างไรก็ตาม หลังจากจิตประภัสสรมันหลงกลกิเลสตัณหา อวิชชา  ปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดขึ้น

สังขาร  หรือสิ่งปรุงแต่งที่มีกิเลสอวิชชา  กิเลสอวิชชา เปรียบเสมือนโคลนตมที่หมักหมมเน่าเปื่อยอยู่ในจิตปภัสสร  ทำให้เกิดความไม่เที่ยง ความทุกข์ และอนัตตา  เมื่อเราถอนกิเลสอวิชชาออกหมดจากสังขารแล้ว จิตเราจึงจิตปภัสสรขึ้นมาใหม่  แล้วจิตปภัสสรนั้น ก็จะปรุงแต่ง สร้างอายตนะที่เที่ยง ที่เรียกว่า อายตนะนิพพาน หรือธรรมกาย ขึ้นมารองรับ

แต่เพราะว่าเดิมเริ่มต้น จิตเราเป็นปภัสสรอยู่แล้ว  เราจึงมีอายตนะนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง  แต่พวกเราดันเสือกทะลึ่งไปติดกิเลสอวิชชา   เราเลยต้องลงมาวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับอายตนะที่ไม่เที่ยง คือ ขันธ์ 5


"สิ่งปรุงแต่งนั้นจะดีหรือเลวจะมีกิเลสตัณหาหรือไม่มีกิเลสตัณหาก็ตาม ก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความไม่เที่ยง ต้องทนอยู่และไม่ใช่อัตตาทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้น"

ผมก็สอนหลวงพี่มาหลายครั้งแล้ว  นำพุทธพจน์มาลงเป็นสิบๆครั้ง  แต่หลวงพี่ก็ไม่เคยอ่านสักที  คราวนี้ช่วยอ่านช้าๆนะครับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
   
  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัดราคะ โทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ"


สังขาร  หรือสิ่งปรุงแต่งชนิดนี้แหละที่ไม่มีกิเลสอวิชชา(โลภ-โกรธ หลง)  มันจึงเที่ยง ไม่ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือไม่ใช่อนัตตา แต่เป็นอัตตา


   " ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ที่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีเลย อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่ โลกอื่นก็มิใช่ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองก็มิใช่ อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา เป็นการไป เป็นการยืน เป็นการจุติ เป็นการเกิด อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์ "

นี่คือ....อายตนะหรือสิ่งปรุงแต่งที่ไม่มีกิเลสอวิชชา(โลภ-โกรธ-หลง) อยู่
เรียกแบบเถรวาท  = ธรรมกาย(อายตนะนิพพาน)แต่ละท่าน อูย่ในเมืองพระนิพพาน
เรียกแบบมหายาน = สัมโภคกายแต่ละท่าน อยู่ในพุทธเกษตร





Re: พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า?
the suffering « ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 06:06:43 pm »

ขอบคุณข้อมูลที่ค้นคว้ามา;D

แล้ว ข้อมูล ในตน มีอะไรมั่ง.... ยิงฟันยิ้ม



Re: พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า?
AVATAR « ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 03:36:55 am »


......................................................มีก็เหมือนไม่มี   ไม่มีก็เหมือนมี..................................................................

       ยิ้ม



Re: พลศักดิ์ พูดจากลับกลอกเรื่องอัตตา อนัตตาหรือเปล่า?
the suffering « ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 26, 2010, 12:32:37 pm »

ต้องการพ้นทุกข์ (รึเป่า)

              ก็ทำแต่หาข้อมูล

                    ไม่ลงมือทำซะที 

                                 แล้ว จา พ้นทุกข์ มั๊ยละ ปู่ 5 5  5


เนี่ยะเป็นประมาณที่เค้าเรียกว่า จิต ติดนิวรณ์ ความสงสัย ความฟุ้งซ่าน ... เนอะ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:30:01 AM »

หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต « เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 06:11:24 pm »

หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต


ศีลข้อ 3 เป็นเรื่องของการละเมิดเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ก็เป็นกรรมสิทธิ์ของสามี ผู้ชายที่แต่งงานแล้ว ก็เป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยา

- ถ้าภรรยาหลวงอนุญาตให้สามี เอาผู้หญิงอื่นได้... ก็ไม่บาป
- ถ้าสามีหลวงอนุญาตให้ภรรยา เอาผู้ชายอื่นได้... ก็ไม่บาป
- ถ้าชายหญิงนั้นยังหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ อยู่ภายใต้ผู้ปกครอง หญิงชายอื่นไปเอาเขา ก็เป็นการละเมิดผู้ปกครอง
- ในต่างประเทศ ผู้ปกครองเขาถือว่า ชายหญิงอายุถึงวันแล้ว เช่น 18ปีขึ้นไป เป้นสิทธิ์ของเขาที่จะเอาใครก็ได้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ จึงไม่บาป บาปจะเกิดขึ้น เมื่อชายหญิงคนนั้นแต่งงานแล้ว ห้ามเด็ดขาด

ในภวคีตา อรชุน ผัวหลวงของนางเทราปตี อนุญาตให้เมียตัวเอง เอากับพี่น้องได้ทุกคน เธอจึงมี 5 ผัว...บาปก็ไม่เกิด เพราะผัวหลวงอนุญาต

ศาสนาอิสลามอนุญาตให้สามีมีภรรยาได้ 5 คน โดยที่ภรรยาหลวงต้องอนุญาต...บาปจึงไม่เกิด
ในเมืองไทย แม้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ภรรยาไม่อนุญาตให้สามีมีเมียคนอื่น...บาปจึงเกิด ถ้าสามีฝืนจะไปเอาหญิงคนอื่น

ศีล 5 เป็นเรื่องของการละเมิดกรรมสิทธิ์ บาปคือคนที่ถูกละเมิดไม่เต็มใจให้ละเมิด ถ้าเต็มใจก็ไม่บาป


Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
mankho2001 « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 07:06:32 pm »

ที่อิสลามให้มีเมียเยอะได้แต่ต้องเลี้ยงดูได้ด้วยและเป็นการอ้างว่าเป็นคำสอนของศาสดา และเป็นการรักษาศาสนาให้อยู่นาน ถ้ามีเมีย 5 คน ก็มีลูกอย่างน้อย 5 คนอิสมลามเพิ่มมอีก5 เป็นการขยายประชากรครับ



Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
the suffering « ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 09:26:30 am »

แค่มักมากในกามราคะ (ความติดสุขทาง อายตนะ6)

ก็ไม่ผ่านหนทางขวางการรอดพ้นจากโลกแล้ว  ...ง่ะเนอะ

ก็ *คน*  หาข้ออ้างแก้ตัวไปวันๆ ยิงฟันยิ้ม



Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
phonsak « ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 01:21:47 pm »

พระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ ไปอ่านประวัติสิ  มักมากในกามทั้งนั้น  มีแต่พระพุทธเจ้าของเรา ที่ไม่มีใครกล้าลงประวัติว่า สมัยแตกเนื้อหนุ่มมีสนมกี่ร้อยคน  แต่มีปราสาท 3 ฤดูปรนเปรออยู่ ปราสาทหนึ่งก็น่าจะมีสนมไม่ตำกว่าร้อย 

เผลอๆท่านร่วมเพศกับผู้หญิงจนเบื่อ  จึงสอนว่า "กามราคะคือยอดแห่งอริยะมรรค"



Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
the suffering « ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 03:57:51 pm »

ไม่รู้ ...เหรอว่า

เพศฆราวาส และเพศบรรชิต....มันต่างกัน

เหมือนอาหารเก่าและอาหารใหม่ 

มันก็อันเดียวกันแต่ผ่านขบวนการแปรรูปไปแล้ว   5 5 5 5

มันจบไปแล้ว ด้วยมิติของกาลเวลา ยิงฟันยิ้ม



Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
mcgar « ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 12:28:40 am »

พระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ ไปอ่านประวัติสิ  มักมากในกามทั้งนั้น  มีแต่พระพุทธเจ้าของเรา ที่ไม่มีใครกล้าลงประวัติว่า สมัยแตกเนื้อหนุ่มมีสนมกี่ร้อยคน  แต่มีปราสาท 3 ฤดูปรนเปรออยู่ ปราสาทหนึ่งก็น่าจะมีสนมไม่ตำกว่าร้อย 

เผลอๆท่านร่วมเพศกับผู้หญิงจนเบื่อ  จึงสอนว่า "กามราคะคือยอดแห่งอริยะมรรค"


ขึ้นหิ้ง จะ้่เทียบอะไรก็หัดให้มันมีความพอดีมั่ง

พูดจาไม่รู้กาละเทศะ


Re: หญิงจะมี 5 ผัว 10 ผัวก็ไม่บาป ถ้าผัวหลวงอนุญาต
the suffering « ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 01:30:06 am »

ให้ดู ปฏิคะที่เกิดขึ้น ที่จิตเมื่อผ่านสัมผัสทางตา ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #72 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:39:25 AM »

ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง? « เมื่อ: ตุลาคม 13, 2010, 12:54:36 pm »

ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง?



 
นี่...คุณรู้ไหมว่าถ้าคุณจะปฎิรูปพุทธศาสนาก็ต้องแก้พระไตรปิฎกด้วยน๊ะ...เพราะพุทธศาสนาเรายึดตามหลักในพระไตรปิฎก..

ทำไมคุณป้าฉลาดน้อยอย่างนี้ล่ะครับ  พระไตรปิฎกไม่ผิด และไม่เกี่ยวเลย ไม่ต้องปฏิรูป  แต่ที่ต้องปฏิรูปศาสนาพุทธ คือ ปฎิรูปคำสอนของไอ้พวกมารศาสนา ที่เรียกว่า พวกปริยัติ  พวกนี้ไม่ปฏิบัติ  จึงไม่ได้ปัญญาทางศาสนา  เมื่อไม่ได้ปัญญาทางพุทธศาสนา  พวกนี้จึงตีความพระไตรปิฎกผิดๆ แล้วทะลึ่งเอาการตีความพระไตรปิฎกขั้นหายนะของพวกมัน  เอาไปเผยแพร่ให้คนไทยและชาวโลกรับรู้ =  ทำลายพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า

มันใช้ไม่ได้ครับ  เราต้องปฏิรูปยกเครื่อง  ยกคำสอนโหลยโท่ยในพุทธเถรวาทของสมมุติสงฆ์ ที่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธองค์ออกไป เพราะมารมันคุมฝ่ายปริยัติ  ทำให้เกิดของปลอมที่เรียกว่า สัทธรรมปฏิรูปพุทธศาสนาขึ้น

ผมตัวอย่าง 3 เรื่องที่ต้องยกเครื่องคำสอน ที่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า ออกไป


1.  นิพพานเป็นธรรมกาย และธรรมกายเป็นอัตตา แก๊งค์มารผ้าเหลือง ดันทะลึ่งสอนว่า  นิพพานเป็นอนัตตา  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าพูดถึงสิ่งที่เป็นอนัตตา คือ ขันธ์ 5 หรือสังขตธาตุ หรือจิต(สังขาร) เท่านั้น  อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ครับ   มีอย่างที่ไหน
 
  - ไปบอกว่า นิพพานเป็นอนัตตา แล้วเราจะไปนิพพานหาพระแสงอะไรล่ะ เพราะมันก็ยังทุกข์ และเกิดแก่เจ็บตายอยู่  แล้วคำนิยาม อัตตา ของพระพุทธเจ้าในอนัตตลักขณะสูตร ก็ชัดเจ้นอยู่แล้วว่า อัตตา = สิ่งที่เที่ยง ไม่ทุกข์ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา = ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย = อสังขตธาตุ(นิพพาน) 
 
2.  นอกจากไปทะลึ่งสอนว่า นิพพานเป็นอนัตตาแล้ว ยังอวดฉลาด เอาคำสอนซื่อบื่อของตน ไปบอกชาวโลกว่า ศาสนาพุทธไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า และไม่มีพระเจ้า และศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่ศาสนาพุทธเป็นเทวนิยม ชนิดที่สมบูรณที่สุด เพราะบอกถึงวิธีการเข้าไปเป็นเทวะในทุกชั้น  รวมถึงชั้นพระเจ้า(วิสุทธิเทพ)

 เก่งจริงๆเลยนะเรื่องฉลาดน้อยอย่างนี้   ไม่มีความรู้เลยว่า พระเจ้าที่แท้ก็คืออสังขตธาตุ  หรือพุทธะ หรือพระอรหันต์    แต่เรื่องเหล่านี้ไว้ค่อยถกกันในกระทู้อื่น
 
3. พระพุทธเจ้าไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่  ผมได้แสดงพระสูตรในพระไตรปิฏกแลปิฎกมหายานไปล้ว  ที่ชัดเจนเลยคือ พรหมชาลสูตรที่ ๑.

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่"

แต่พวกปริยัติ  ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  จึงโดนมนตราของมาร ให้อ่านเท่าไร ก็ตีความพุทธพจน์นี้ไม่ได้  มันเป็นความผิดของพระไตรปิฎก หรือความผิดของสมมุติสงฆ์ล่ะครับ

สรุป

ปฎิรูปพุทธศาสนาไม่ต้องแก้พระไตรปิฎก  แต่ต้องแก้คนตีความพระไตรปิฎก  ผมขอเสนอตัวเองเป็นแกนนำฝ่ายฆราวาสในการปฎิรูปพุทธศาสนา....ขอผู้รับรองด้วยครับ 

อ้อ!  ไม่มีเลยหรือ?  ก็อย่างว่าล่ะครับ  มารมันคุมใจของพุทธศาสนิกชนไว้หมดแล้ว  แม้แต่คนที่เห็นด้วยกับผม  ก็หดตัว หดหัว ไม่กล้าแสดงตัวให้เห็น



Re: ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง?
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2010, 07:16:45 pm »

[email protected] เขียน:



สรุป

ปฎิรูปพุทธศาสนาไม่ต้องแก้พระไตรปิฎก แต่ต้องแก้คนตีความพระไตรปิฎก ผมขอเสนอตัวเองเป็นแกนนำฝ่ายฆราวาสในการปฎิรูปพุทธศาสนา....ขอผู้รับรองด้วยครับ

อ้อ! ไม่มีเลยหรือ? ก็อย่างว่าล่ะครับ มารมันคุมใจของพุทธศาสนิกชนไว้หมดแล้ว แม้แต่คนที่เห็นด้วยกับผม ก็หดตัว หดหัว ไม่กล้าแสดงตัวให้เห็น



อิอิ

ยกมือคนแรกเลย
เห็นด้วยครับ
ต้องแก้ที่คนตีความ

ตกลงสรุปว่า   แก้ที่ป๋าพอลล์(phonsak)ก่อนเป้นคนแรกเลย อิอิ



ตอบ


ไม่ต้องแก้ที่ผมครับ  ผมไม่เกี่ยวพันธ์  ผมอาจจะเป็นแค่ร่างทรงของพระพุทธเจ้าก็ได้นะ  สิ่งที่ผมบอก อาจจะล้วนเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ตรัสผ่านผมให้พวกคุณรู้ก็เป็นได้ 

แต่เนื่องจากวิบากกรรมเก่าของผม  มารเขาจึงสามารถเอาขี้และโคลนตมสกปรก มายัดใส่ได้  ทำให้พุทธศาสนานิกชนที่ยังมีกิเลสหนาแน่น ไม่สนใจคำสอนของพระพุทธองค์ที่ผ่านผม  แต่ไปสนใจกับขี้และโคลนตมที่โสโครกแทน



Re: ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง?
the suffering« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2010, 10:49:49 pm »

ไม่มีใครสามารถทำให้ คนทุกคนเป้นคนดีได้ ทั้งหมด

เพียรละความชั่ว ไม่ทำความชั่วอีก

ทำความดี(กาย วาจา ใจ) และรักษาความดีนั้นไว้

ไม่คบคนพาล

รักษาตนให้ตลอดปลอดภัย

เพื่อ อยู่ ป.ธรรม ยิงฟันยิ้ม



Re: ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง?
AVATAR « ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2010, 11:48:30 pm »

ดู...ดู๊...ดู...ดูเธอทำ....

สาวกท่านสร้างมาเยอะนะนั่น...แต่ผมอีกคนนึงล่ะที่ไม่ขอไปด้วย...กับท่าน phonsak wangwiwat ยิ้มเท่ห์



Re: ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปคำสอนโหลยโท่ยของคณะสงฆ์ฝ่ายปริยัติหรือยัง?
the suffering « ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 01:16:24 am »

แฮ่ แฮ่  ...

..เนียะคือปฏิคะ แล้วเน้อ

แต่ก็ ..ถือว่าผ่านการพิจารณาของท่าน แล้ว
 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #73 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:41:12 AM »

พระโพธิสัตว์ตัวแม่ พระโพธิสัตว์ตัวลูก « เมื่อ: ตุลาคม 17, 2010, 04:26:49 pm »

เข้าใจเรื่องพระโพธิสัตว์ตัวแม่ และพระโพธิสัตว์ตัวลูก จึงเข้าใจพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง


"พระโพธิสัตว์" มี 2 ประเภท

1. "พระโพธิสัตว์" ในความหมายที่ 1 เป็นความหมายของเถรวาท คือ ผู้ซึ่งจะได้มาตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ท่านอธิษฐานจิตถึงพระพุทธภูมิ ทุ่มเทปฏิบัติธรรม ช่วยผู้อื่นทั้งทางโลกและทางธรรม สะสมบารมี ๑๐ ทัศ   

พระโพธิสัตว์ในความหมายของเถรวาทนี้หมายถึง...ทุกๆคนเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องบรรลุธรรมให้ถึงขั้นอรหันต์ก่อน ถ้าหากว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีจิตเมตตาประจำใจ ทำแต่คุณประโยชน์ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก ไม่ประพฤติเบียดเบียนสนับสนุนผู้อื่นในทางผิดศีลธรรม เขาก็อธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์(เถรวาท)ได้

2.  "พระโพธิสัตว์" ในความหมายที่ 2 เป็นความหมายของมหายาน (ภาษาญวนเรียกว่า “โบ่ต๊าก” ภาษาจีนเรียกว่า “ ผ่อสัก,ผู่สัก,ผู่ซ่า”)  หมายถึง   ผู้ข้องอยู่ในโพธิคือความรู้ เป็นผู้รู้ คือ เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเมื่อใดก็ได้   แต่ท่านยังไม่ปรารถนาพุทธภูมิ  ก็เนื่องจาก :   

พระโพธิสัตว์ในความหมายของมหายาน ได้ตั้งปณิธานไว้ว่า  จะช่วยบำบัดทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์  ถ้าท่านเข้าสู่พุทธภูมิเสียแล้ว สรรพสัตว์จะตกอยู่ในความยากลำบากในการเข้าถึงพระนิพพาน    ด้วยเหตุนี้ พวกท่านจึงไม่เข้าสู่พุทธภูมิ

หลักสำคัญของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือ หลักแห่งพระโพธิสัตวภูมิ   ซึ่งเป็นหลักที่พระพุทธศาสนามหายาน  จะเห็นได้ว่า  พระโพธิสัตว์ในความหมายของมหายานนี้ พวกท่านมีความรู้ ขนาดเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเมื่อใดก็ได้   แสดงว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ที่เหนือกว่าอรหันต์ไปแล้ว แต่เพราะไม่ยอมละทิ้งความเมตตากรุณาออกจากใจ  ท่านจึงยอมตกภูมิลงมาอยู่ในอนาคามีภูมิ 

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เรียก พระอรหันต์ที่ยอมตกภูมิลงมาอยู่ในอนาคามีภูมิว่า "หน่อพุทธภูมิ" หรือ "ภูตพระเจ้า" ท่านจัดเป็น  "อนาคามีชั้นพิเศษ"

เพราะฉะนั้น... พระโพธิสัตว์ในความหมายของมหายาน จึงต้องบรรลุเป็นอรหันต์มาก่อน  ผมเรียก พระโพธิสัตว์มหายานว่า พระอรหันต์โพธิสัตว์ หลวงปู่ดู่เรียกว่า "หน่อพุทธภูมิ" หรือ "ภูตพระเจ้า" = ท่านสามารถละกิเลสทั้งหยาบและละเอียดออกจากใจแล้ว ไม่มีความโลภ โกรธ หลง และความยึดมั่นถือมั่นเหลืออยู่ เพียงแต่ท่านไม่ยอมเข้านิพพาน  เอาความเมตตากรุณามาหล่อเลี้ยงจิตของท่านให้อยู่ใน 3 ภพต่อไป

ย้ำ! พระอรหันต์โพธิสัตว์มหายาน ต้องการอยู่ช่วยสรรพสัตว์ต่อไป ท่านจึงต้องนำความเมตตากรุณามาใส่ลงในใจใหม่


ตัวอย่างของพระอรหันต์โพธิสัตว์ หรือ"หน่อพุทธภูมิ" หรือ "ภูตพระเจ้า"


1. พระอชิตะเถระ ท่านบรรลุอรหันต์ไปแล้วเมื่อครั้งพุทธกาล แต่เพราะท่านตั้งใจอยู่ช่วยสรรพสัตว์ต่อไป ท่านจึงต้องนำความเมตตากรุณามาใส่ลงในใจใหม่ และท่านก็ยังตั้งปณิธานจะมาตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต และขนสรรพสัตว์ไปนิพพานให้มากที่สุดด้วย  ท่านจึงต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง  16 อสงไขยแสนกัป เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้ายิ่งด้วยวิริยะ   

(พระศรีอริยเมตไตรยิ่งด้วยวิริยะ   บำเพ็ญบารมีนานถึง   16  อสงไขย์แสนกัป  นานกว่าโคตมะพระพุทธเจ้า 4 เท่า เพราะพระพุทธเจ้ของเราเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งด้วยปัญญา  ท่านบำเพ็ญบารมี  4 อสงไขยแสนกัปเท่านั้น )

อนึ่ง พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่เป็นมนุษย์คือ พระอชิตะ  อยู่บนสวรรค์ขั้นดุสิต  ส่วนเป็นตัวที่เป็นแม่คือ พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่เป็นสัมโภคกาย อยู่ที่พุทธเกษตรดุสิต  ตัวแม่นี้เป็นพระกุณาของพระพุทธเจ้า ออกมาจากฌานของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง  พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่เป็นสัมโภคกาย(ตัวแม่)ออกมาจากฌานของพระรัตนสมภพพุทธเจ้า(หนึ่งในพระฌานิพุทธเจ้า)

2. เจ้าแม่กวนอิม... จิตอรหันต์ของท่าน ตั้งความปราถนาหรือปณิธานเอาไว้ว่า "หากยังมีสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ จักไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ"

การตั้งความปราถนาหรือปณิธานของพระอรหันต์เหล่านี้ ทำให้กายทิพย์ที่เป็นกายธรรม(ธรรมกาย) ยังคงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ต่อไป แม้ว่าละกิเลสตัณหาหมดแล้ว

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ตัวจริง ที่เป็นตัวแม่ ท่านเป็นสัมโภคกาย อยู่ในแดนสุขาวดี  ส่วนตัวลูกที่เป็นเจ้าแม่กวนอิมนั้นอยู่บนโลกชื่อเมี่ยวซ่าน

จะเห็นได้ว่า  พระโพธิสัตว์ไม่ว่าของฝ่ายมหายานหรือฝ่ายเถรวาทที่เป็นตัวลูก ล้วนเป็นมนุษย์ทั้งนั้น = พระมานุษิโพธิสัตว์ คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ทั่วไป ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อมๆกัน

แต่ที่บางท่านยกตัวอย่างพระฌานิโพธิสัตว์มานั้น  พึงตระหนักว่า พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่กำหนดไม่ได้ว่าเกิดเมื่อใด  ท่านเป็นพระเมตตาของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์  ออกมาจากฌานของพระฌานิพุทธเจ้าทั้ง 5 ท่าน  พระฌานิโพธิสัตว์จัดเป็น พระโพธิสัตว์คัวแม่  ของพระมนุษีโพธิสัตว์


สรุป

1."พระโพธิสัตว์" มี 2 ประเภท คือ พระโพธิสัตว์เถรวาท และพระโพธิสัตว์มหายาน
2. พระโพธิสัตว์เถรวาท และพระโพธิสัตว์มหายาน ล้วนอยู่ในสภาพที่เป็นมนุษย์ เรียกว่า พระมานุษีโพธิสัตว์
3. พระโพธิสัตว์มหายาน อีกประเภทหนึ่งไม่ใช่มนุษย์  คือ พระฌานิโพธิสัตว์  พวกท่านเป็นกายทิพย์วิเศษ ที่เรียกว่า สัมโภคกาย อยู่ในพุทธเกษตร หรือเมืองพระนิพพาน  พระฌานิโพธิสัตว์  พวกท่านเป็นสัมโภคกาย  หรือกายที่เป็นตัวแมของพระโพธิสัตว์เป็นมนุษย์   พระฌานิโพธิสัตว์  ที่เป็นตัวแม่ของพระโพธิสัตว์ที่เป็นมนุษย์ ในสมาธิของท่าน  ท่านได้ยับยั้งจิตปภัสสรของท่านเอาไว้ ยังไม่เสด็จเข้าสู่พุทธภูมิ 

ผมขอยกตัวอย่างพระโพธิสัตว์ตัวแม่(สัมโภคกาย) และพระโพธิสัตว์ตัวลูก(พระมานุษีโพธิสัตว์)  2 องค์ให้เห็นนะครับ

เช่น พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ ตัวแม่ เป็นสัมโภคกายอยู่ในพุทธเกษตรดุสิต   พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ ตัวลูก เป็นพระมานุษีโพธิสัตว์อยู่ในโลก  พอตายไปก็ไปอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต   

4. พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ พระวัชรปาณีโพธิสัตว์  พวกท่านเหล่านี้ล้วนเป็นพระโพธิสัตว์ ตัวแม่(สัมโภคกาย)หรือพระฌานิโพธิสัตว์  พวกท่านไม่ได้เป็นพระมานุษีโพธิสัตว์ หรือ พระโพธิสัตว์ตัวลูก
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #74 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 01:43:36 AM »

ตอบกระทู้เรื่องพระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเป็นตรีมูรติ « เมื่อ: ตุลาคม 19, 2010, 08:28:03 pm »

จาก http://fws.cc/leavesofeden/index.php?action=post;quote=6217;topic=1442.0;num_replies=5;sesc=2a6bdcfbcc3194a09f00f10975bf55af

อิอิ ป๋าพอลล์คร๊าบ
เอาเนื้อความชาดก กับรามเกียรติ์ มาเปรียบกันดีกว่าคร๊าบ
จะได้เห็นโมเมชัดๆๆ

ท้าวทศรถ ณ.กรุงพาราณศรี ในชาดก
กับกับท้าวทศรถ ณ.กรุงอโยธยาของรามเกียรติ์ คนละเมืองกันคร๋าบ

อ่านเนื้อความในชาดกให้ดี
เปรียบกับรามเกียรติ์ จะได้ชัดๆ
เป็นคนละเรื่องกันเลยนะคร๊าบ

ทศรถชาดก
ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราช ทรงละความถึงอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรมในกรุงพาราณสี ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ พระธิดา ๑ พระองค์ พระโอรสองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า รามบัณฑิต องค์น้องทรงพระนามว่า ลักขณกุมาร พระธิดาทรงพระนามว่า สีดาเทวี

รามเกียรติ์
ท้าวทศรถกษัตริย์กรุงอยุธยา มีพระมเหสี 3องค์คือ นางเกาสุริยา นางไกยเกษี และนางสมุทรเทวี

พระนารายณ์อวตารมาสู่ครรภ์ของพระนางเกาสุริยา แล้วกำเนิดเป็นพระราม
พระนางไกยเกษีให้กำเนิดพระพรต
พระนางสมุทรเทวีให้กำเนิดพระลักษณ์และพระสัตรุต 
ส่วนพระนางมณโฑ มเหสีของทศกัณฑ์ ให้กำเนิดพระนางสีดา 


อิอิ



พระพุทธเจ้าตรัสแต่ความจริง  ในขณะที่รามายณะเป็นวรรณคดีประเภทมหากาพย์ของอินเดีย เชื่อว่าเป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป   ด้วยเหตุนี้ ความจริงมันจึงต่างจากนิทานที่เล่าสือต่อกันมานานหลายพันปี

ถ้าคุณจะแย้งผมในประเด็นนี้  ผมว่าแย้งในประเด็นที่ว่า รามายณะบอกว่าสีดาเป็นเมียราม  ในขณะที่ทศรถชาดก พระพุทธเจ้าตรัสว่า สีดาเป็นน้องสาว ก็รู้ๆกันอยู่  เมื่อเรื่องถูกแต่งขึ้นมาจากความจริง  จะให้มันส์มันก็ต้องมีการแต่งสีแต่งแป้งกัน

ประเด็นสำคัญอยู่ตัวที่ตัวละครทุกตัวในรามายณะ เป็นตัวเดียวกับตัวละครทุกตัวในทศรถชาดก  ซึ่งโอกาสที่จะไม่ใช่คนเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ในทางหลักความน่าจะเป็น

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
พระมารดาได้มาเป็น พระนางสิริมหามายา
สีดาได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
เจ้าภรตะได้มาเป็น พระอานนท์
เจ้าลักขณ์ได้มาเป็น พระสารีบุตร
บริษัทได้มาเป็น พุทธบริษัท

ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต แล.

จบอรรถกถาทสรถชาดกที่ ๗



ความเดิม: 3 พระสูตรยืนยันว่า: พระพุทธเจ้าคือตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)


อ้างถึง
ผมจะเป็นคนดี ถามว่า:
พอมีท่านใดทราบไหมครับว่า พระพุทธศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัพุทธเจ้า เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าฮินดูต่างๆหรือไม่ ครับ

 ยิ้ม

ตอบ

เกี่ยวซิครับ พระอรหันตสัมาสัพุทธเจ้าท่านบอกเองว่า ท่านเป็นพรหมสูงสุดของฮินดู  ดูหลักฐานนะครับ ยกมาให้แค่ 2 พระสูตรในพระไตรปิฎกที่ชี้ว่า พระพุทธเจ้าคือ พระพรหมสูงสุด และพระราม(อวตารพระนารายณ์) และ 1 พระสูตรของมหายานที่แสดงว่า พระศากยะมุนีพุทธเจ้า เทียบได้กับพระอีศวร เมื่อรวม 3 พระสูตรนี้  คุณจะเห็นเองว่าพระพุทธเจ้าของเรา คือ ตรีมูรติ(พระพรหม/ศิวะ/นารายณ์)


*** 1. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระพรหมสูงสุด และเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


ในยุคพุทธกาลนั้น ศาสนาพราหมณ์เขาเรียก พระเจ้า ว่า พระพรหม ดังข้อความนี้

"พวกเราเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพระพรหม เกิดจากพระพรหม พระพรหมเนรมิตขึ้นมา เป็นทายาทของพระพรหม"

แต่โคตมะพุทธเจ้าเปลี่ยนคำว่าพรหมออก  แล้วเรียกพรหมเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง พระธรรมบ้าง ดังนี้


 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมนิรมิตขึ้น (เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น)"

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า "ธรรมกาย" ก็ดี "พรหมกาย" ก็ดี "ธรรมภูต" ก็ดี "พรหมภูต" ก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร
หรือ พระไตรปิฎกของเถรวาท เล่มที่ 15 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า 150 เรื่อง อัคคัญญสูตร



*** 2. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


พระรามในศาสนาฮินดูคืออวตารของพระนารายณ์ใช่ไหมครับ  แล้วถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าทานเป็นพระรามมาเกิด ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์ จริงไหมครับ

มาจาก ทสรถชาดก ตอนท้ายของอรรถกถานี้มีดังนี้:

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
พระมารดาได้มาเป็น พระนางสิริมหามายา
สีดาได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
เจ้าภรตะได้มาเป็น พระอานนท์
เจ้าลักขณ์ได้มาเป็น พระสารีบุตร
บริษัทได้มาเป็น พุทธบริษัท
ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต แล.

จบอรรถกถาทสรถชาดกที่ ๗


*** 3. หลักฐานในพระสูตรที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิเทียบกับพระอีศวร***


มาจาก   วิมลเกียรตินิทเทสสูตร ปริเฉทที่ 1 พุทธเกษตร แปลโดยเสถียร โพธินันทะ


.......สารีบุตรเอย ! โลกธาตุของตถาคตนั้นบริสุทธิ์ แต่เธอมองไม่เห็นเอง”.......
   
   ท้าวสนังพรหมกุมาร ได้กล่าวกับพระสารีบุตรว่า
   
   “ขอท่านผู้เจริญอย่าได้ปริวิตก แลกล่าวว่าวพุทธเกษตรนี้ไม่บริสุทธิ์เลย ข้อนั้นเพราะเหตุเป็นไฉน ? เพราะเรานั้นได้เห็น ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งพุทธเกษตรของพระศากยมุนีเจ้า เปรียบดุจทิพยมณเฑียรแห่งพระอิศวรเทพ ฉะนั้น.”
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7
พิมพ์
กระโดดไป: