KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมวิถีแห่งท่าน phonsak(w)
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิถีแห่งท่าน phonsak(w)  (อ่าน 67591 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #45 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:04:57 PM »

ทำหมันแมว บาปไหมหนอ???
« เมื่อ: สิงหาคม 13, 2010, 12:46:07 am »

ผมตอบว่า:


บาป = การกระทำด้วยจิตเจตนาอกุศล

คนที่ทำหมันสัตว์เกือบทั้งหมด ล้วนไม่มีจิตเจตนาอกุศล ส่วนใหญ่จึงไม่บาป เขาต้องการเลี้ยงแมวตัวนั้น และเขาไม่ต้องการให้ลูกๆของมันที่ออกมาต้องอดอยาก กลายเป็นแมวจรจัด แล้วอดอยากตายในที่สุด เพราะแมวตัวหนึ่งอาจออกลูกได้ในช่วงชีวิตของมัน 15-20 ตัว จะไปเลี้ยงไหวได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ มันชัดเจนอยู่แล้วว่า คนที่ทำหมันสัตว์มีเจตนาจิตเป็นกุศล

ปัญหาคือ คนในเว็บธรรมะส่วนใหญ่ เป็นผู้ไม่รู้ธรรมะ ไม่เข้าใจที่มาของศีล 5 จึงแนะนำผิดๆถูกๆ ทำให้คนทำหมันแมวมีความสับสน

คุณkoongKTMกล้ายอมทำผิดศีล 5 เพื่อส่วนแมวและลูกๆของมันในอนาคต ถือว่าทำกุศลใหญ่มาก


คุณ gum โต้ว่า:


ศีล 5 คือ ฐานทั้ง 5 ของชีวิต ศีล หรือ ศีละ แปลว่า ปกติ
นั่นย่อมหมายความไปด้วยว่า ปกติของมนุษย์นั้น มีสิ่งที่ควรทำอยู่ 5 อย่าง
นั่นคือ
1. ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
2. ไม่นิยมในทรัพย์ของผู้อื่น
3. ไม่นิยมในของรักของหวงของผู้อื่น
4. ไม่พูดจาโป้ปด
5. ไม่กินหรือดื่นของมึนเมาหมักดอง
แต่ ณ ปัจจุบันนี้ เราเอาศีล 5 มาแปลความผิด
จากคำว่า "ไม่" กลายเป็น "ไม่ควร"
จากคำว่า "ไม่ควร" กลายเป็น "เว้น"
จากคำว่า "เว้น" กลายเป็น "ตามความเหมาะสม"

ขนาดแพทย์ที่ผู้ป่วยยินยอมให้ทำแท้ง เพราะลูกไม่สมบูรณ์นั้น ก็ยังจัดว่าบาป
บาปเพราะไปห้ามการเกิดของผู้อื่น บาปที่ไปห้ามการชดใช้กรรมของผู้อื่น

จะทำหมัน หรือทำแท้ง ก็คือการห้ามการเกิดของผู้อื่น
แมวพูดไม่ได้เหมือนคน ว่าอยากจะทำหมัน
สัตว์สมสู่แค่ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และการสมสู่กันนั้นก็เพื่อดำรงค์เผ่าพันธุ์
แต่คนเรานั้น สมสู่กันได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ หากว่าต้องการ

ลองพิจารณาดูเองครับ


ผมตอบว่า:


1.  คุณ gum ครับ


ผมว่าคุณ gum กำลังเข้าใจผิดอย่างแรงที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า การทำผิดศีล 5 เป็นบาป ก็ต่อเมื่อมีจิตเจตนาเป็นอกุศลขณะกระทำ ถ้าทำผิดศีล 5 ด้วยจิตเจตนาเป็นกุศล นั่นคือกุศล ครับ

เพราะฉะนั้น การที่ใครจะพูดว่า ไม่..ไม่ควร..งดเว้น หรือ "ตามความเหมาะสม" เป็นเรื่องความเข้าใจศาสนาของเขาเอง

ถ้าคุณเป็นคนเคร่งแบบผิดๆ ยึดเอาว่า ผิดศีล 5 ทุกอย่างบาปทั้งนั้น = คุณต้องใช้คำว่า"เว้น หรืองด"

ถ้าคุณเป็นคนที่พอมีเหตุผลบ้าง ใช้ปัญญาพิจารณาว่า ทำเช่นนั้น เช่น โกหก เพื่ออะไร? ถ้าเพื่อไม่ให้ผู้ฟังเสียใจ = คุณต้องใช้คำว่า "ตามความเหมาะสม"

ถ้าคุณไม่แน่ใจในเรื่องศีล 5 = คุณต้องใช้คำว่า "ไม่ควร"


2.  คุณ gum ครับ(ต่อ)


ผมคิดว่า คุณน่าจะยังเข้าใจพุทธศาสนาผิดพลาด  และเคร่งครัดแบบผิดๆ

- ทำแท้ง ก็คือการห้ามการเกิดของผู้อื่น ส่วนใหญ่ 98% มีจิตเจตนาเป็นอกุศลขณะกระทำ = บาป  ที่สำคัญ คุณเออออเอง และสรุปเองนะครับว่า: ขนาดแพทย์ที่ผู้ป่วยยินยอมให้ทำแท้ง เพราะลูกไม่สมบูรณ์นั้น ก็ยังจัดว่าบาป

นี่เป็นความเข้าใจพุทธศาสนาที่ไม่ถูกต้อง

มันเห็นชัดๆว่า ครอบครัวของเด็กทำมหากุศลครั้งใหญ่ตัวต่อเอง และลูก  ไม่ต้องการให้เขาเกิดมาพิกลพิการ ยอมเสียสละชีวิตลูกที่ตนรักที่สุด  เพื่อไม่ให้ลูกต้องอดอยาก พิกลพิการ ทุกรูปแบบ ....คุณว่า แม่และพ่อเด็กยอมเสียสละชีวิตลูกที่ตนรักที่สุดด้วยจิตเจตนาอกุศล แล้วทำแท้งเด็กหรือ   บาปคือจิตอกุศลนะครับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เจตนาคือกรรม เจตนานี้คือเจตนาทางใจ เพราะตรัสด้วยว่า ใจเป็นใหญ่ ในเป้นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ   ถ้าคุณเอาเจตนาทางกายและวาจามาเป็นใหญ่ เหนือกว่า เจตนาทางใจ = คุณยังไม่เข้าใจพุทธศาสนาดีพอ

- ทำหมัน ก็คือการห้ามการเกิดของผู้อื่นเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ของผู้ไปทำหมันให้แมวหมา มีจิตเจตนาเป็นกุศลขณะกระทำ = บุญ และเป็นมหากุศลด้วย

และบุญนี้ถือเป็นมหากุศลด้วย เพราะทั้งๆที่รู้ว่าผิดศีล 5 เขาก็ยังทำ ด้วยจิตที่เมตตา กรุณา สงสารสัตว์อื่น   กลัวว่าลูกหลานของมันจะอดอยาก เป็นแมว หมาเร่ร่อน และเป็นภาระสังคม

สัตว์สมสู่ได้ปีละ 2 ครั้ง แต่ออกลูกได้ครั้งละ 3-7 ตัวนะครับ 5 ปีออกลูกมา 20 ตัว ใครจะหาอาหารให้พวกมัน เป้นเหตุให้มีหมาเร่ร่อน แมวเร่ร่อน เต็มเมือง เพราะคนที่ไม่รู้จักศีลธรรมแบบคุณ มันมีเต็มเมือง ไม่มีการคุมกำเนิดสัตว์

คนออกลูกได้ครั้งละหนึ่ง แต่ด้วยความยากจน ความอาย สุดท้ายก็ทิ้งลูก

ถ้าคนเรายังไม่มีความเมตตากรุณาอยู่ในใจ  เขาผู้นั้นย่อมไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:08:29 PM »

พระศรีอริยะเมตตรัย และพระอวโลกิเตศวร มี 2 องค์ « เมื่อ: สิงหาคม 13, 2010, 05:43:45 pm »

พระศรีอริยะเมตตรัย และพระอวโลกิเตศวร มี 2 องค์


คำว่า "พระพุทธเจ้า" มีพระนามปรากฏอยู่ใน 3 ภาวะด้วยกัน คือ พระธรรมกาย พระสัมโภคกาย และพระนิรมาณกาย     พูดง่ายๆ...ธรรมกาย สัมโภคกาย นิรมาณกาย เหล่านี้ คือ พระกายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่

 "ธรรมกาย" เป็นมูลฐานสร้างของสัมโภคกาย และสัมโภคกายเป็นมูลฐานสร้างนิรมาณกาย

พระพุทธเจ้าองค์แรก หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม ในโลกทั้งปวงหรือในจักรวาล คือ อาทิพุทธ ( จีนเรียก ออ ที้ หุก ท้อ ) ทรงเป็นองค์สยัมภูมิ ( เกิดขึ้นเอง ) อาทิพุทธจึงเป็นต้นกำเนิดของอำนาจพลังแห่งจักรวาลที่เรียกว่า "พระธรรม"  จริงๆ อาทิพุทธก็คือพระธรรม ไม่มีต้นไม่มีปลาย นั่นเอง   

ย้ำ!!! พระอาทิพุทธเจ้า เป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าอื่นๆ  รวมทั้งพระโพธิสัตว์และสรรพสิ่งต่างๆ  อาทิพุทธ เป็นผู้เกิดเองไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย   

แล้วอาทิพุทธ ซึ่งเป็นธรรมกาย และเป็นสภาวะอันเป็นอมตะ เป็นสิ่งไร้รูป ไม่อาจรับรู้ด้วยอำนาจสัมผัส ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด  อย่างไรก็ตาม  ท่านต้องอยู่ตามลำพังในจักรวาล  อาทิพุทธ จึงแตกกระจายตัวเองออกไปเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมาย  รวมทั้งสร้างสรรพชีวิตขึ้นในจักรวาลด้วย

พระพุทธเจ้ามากมาย  ล้วนเกิดขึ้นจากอำนาจฌานของพระอาทิพุทธเจ้า เรียกว่า ฌานิพุทธเจ้า หรือธยานิพุทธะ    กายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามากมายนั้น ไม่มีการแตกดับ อยู่ในสภาวะที่เป็นทิพย์ อยู่ชั่วนิรันดร์กาล  เรียกว่า  "สัมโภคกาย"

สัมโภคกาย-ในโลกทั้งปวงที่อยู่ในจักรวาลนั้น มีพุทธลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค แตกต่างกันในด้านชื่อเสียงเรียงนาม ในบุคคลิกลักษณะรูปร่างและประสบการณ์ อนึ่ง ธยานิพุทธะ หรือ สัมโภคกาย ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ไม่ได้ลงมาสร้างบารมีเหมือนพระมานุสสพุทธะ (พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์)

อธิบายให้ชัดๆเลย...พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า (จีนเรียก เซกเกียม้อหนี่ฮุด)  เป็นกายเนื้อหรือ นิรมานกาย ของสัมโภคกายพระอมิตภะพุทธเจ้า    พระพุทธเจ้าเป็นแค่ตำแหน่งหรือยศเท่านั้น   เมื่อมีมนุษย์คนใดบำเพ็ญบุญบารมีจนเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า   "พระสัมโภคกาย"ของพระพุทธเจ้าก็จะมาสิงสถิตในเขา

ความจริงแล้ว "พระโคดมพุทธเจ้า" ที่โปรดเวไนยสัตว์อยู่ในโลกมนุษย์ เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วนั้น ก็ไม่ใช่เป็นองค์พระพุทธเจ้าที่แท้จริง แต่เป็นเพียงรูปมายา ในการแผ่พุทธบารมีลงมาโปรดมนุษย์ของพระพุทธเจ้า ที่อยู่ในพุทธภาวะ "พระสัมโภคกาย" จากพุทธเกษตร เป็นการชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น


ไหนๆก็เปิดเผยความลับของฟ้าแล้ว  ก็ขอเปิดต่ออีกหน่อย


- พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นกายทิพย์ที่มีรัศมีรุ่งโรจน์ หรือ สัมโภคกาย ของพระสัทธรรมวิทยาตถาคต
- พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นกายเนื้อหรือ นิรมานกาย ของสัมโภคกายของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งกำเนิดเนิดจาก "พระสัทธรรมวิทยาตถาคต(พุทธเจ้า)"

อย่างไรก็ตาม พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์จะถือว่าเป็นตำแหน่งหรือยศก็ได้  เมื่อมีมนุษย์คนใดบำเพ็ญบุญบารมีจนเข้าถึงความเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  "พระสัมโภคกาย" ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์จากพุทธเกษตร ก็จะมาประทับอยู่กับเขา

ด้วยเหตุนี้  จึงมี"พระสัมโภคกาย" ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์จากพุทธเกษตร  มาประทับอยู่กับมนุษย์คนอื่นด้วย เช่น คุณ ชิงไห้ ที่ลือว่าเป็นอวตารของพระโพธิสัตว์กวนอิม


แล้วพระศรีอริยะเมตตรัยล่ะ ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต ใช่ไหม? และต่างอะไรกับพุทธเกษตรล่ะ


พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์มี 2 องค์ครับ

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่เป็นมนุษย์ที่ชื่อ "อชิตะ" นั้นอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ของมนุษย์
พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่เป็น"พระสัมโภคกาย" หรือธยานิพุทธจากพุทธเกษตร  นั้นอยู่ในพุทธเกษตร  ชื่อ ดุสิต เหมือนกัน

สรุป

ในพุทธศาสนามหายาน ได้จำแนกกายของพระพุทธเจ้าเป็น 3 กาย

๑. นิรมาณกาย คือ กายที่ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนมนุษย์ทั่วไป มหายานเชื่อว่า พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในโลกในสภาวะนิรมาณกายนี้ เพราะนิรมาณกายถูกเนรมิตจากสัมโภคกาย

๒. สัมโภคกาย คือ กายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีจำนวนนับไม่ถ้วน ดำรงพระองค์อยู่ประจำใน"พุทธเกษตร"หลากหลาย ซึ่งไม่มีการแตกดับ อยู่ในสภาวะที่เป็นทิพย์ อยู่ชั่วนิรันดร์กาล

๓. ธรรมกาย คือ พุทธภาวะแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่งในจักรวาล เป็นต้นกำเนิด ก่อให้เกิดสรรพสิ่งทั้งปวงที่เป็นจักรวาล  ธรรมกายเป็นสภาวะอันเป็นอมตะ เป็นสิ่งไร้รูป ไม่อาจรับรู้ด้วยอำนาจสัมผัส ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด

"พุทธเกษตร" หลากหลาย มีจำนวนมากมาย  พุทธเกษตรเหล่านี้ ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ของโลกมนุษย์ แต่อยู่เหนือสรวงสวรรค์ชั้นบนโลกมนุษย์ขึ้นไป

สัมโภคกาย-เป็นการแผ่ขยายอำนาจพุทธบารมีของ"พระธรรมกาย"ออกมาปรากฏให้เห็น    "สัมโภคกาย"จัดเป็นพุทธภาวะขั้นที่ 2  ส่วน "ธรรมกาย" เป็นพุทธภาวะขั้นปฐม-ขั้นที่ 1 มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ  ในขณะที่ "นิรมาณกาย"นั้น เป็นพุทธภาวะขั้นที่ 3 เกิดจากการแผ่อำนาจพุทธบารมีของ"สัมโภคกาย"ลงมาปรากฏพระองค์อยู่ในพุทธภาวะเป็นมนุษย์ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์

เนื่องจาก  พระพุทธเจ้าของเราเป็นสัมโภคกายของพระอมิตภะพุทธเจ้า    แล้วผมพูดถึงสัมโภคกายและนิรมานกายของพระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์เท่านั้น  บางท่านจึงอยากรู้ถึงสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า ที่จะมาเกิดเป็นพระศรีอริยะเมตไตรพุทธเจ้าในอนาคต    ผมพูดได้แค่....บางตำราบอกว่าพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้าในอนาคตคือ สัมโภคกายของพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า ที่จะแบ่งภาตลงมาจุติในโลกมนุษย์ 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 13, 2010, 05:47:58 pm โดย phonsak » 
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:12:17 PM »

พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม)เคยเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่? « เมื่อ: สิงหาคม 14, 2010, 03:29:47 pm »

ภุมมวารี อ้างอิงข้อความ:
   สาธุค่ะ
   ขอรบกวนท่านผู้เจริญอธิบายเพิ่ม พระสัทธรรมวิทยาตถาคต ค่ะ
   
   ......ขอบคุณค่ะ........

   
   พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม) เคยเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่? จากพระโอษฐ์ของโคตมะพุทธเจ้า
   
   
   1. ในคัมภีร์สหัสภุชสหัสเนตร อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร ได้กล่าวไว้ว่า
   
   “เมื่อพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงแสดงอภิญญาฤทธิ์พร้อมกับการกล่าวแสดงมหากรุณาธารณีมนตร์อันทรงอานุภาพแล้ว พระอานนท์เถระเจ้า ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระโพธิสัตว์มหาสัตว์พระองค์นี้มีนามอักษราเช่นใดฤๅ ถึงอาจกล่าวแสดงธารณีได้ปานฉะนี้ พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้มีนามว่า อวโลกิเตศวร, อโมฆบาศโลเกศวร,สหัสประภาเนตร
   
   ดูก่อนกุลบุตร พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์พระองค์นี้ มีฤทธานุภาพไพศาลเหนือการคาด
   คะเนตรึกคิด ในอดีตกาลล่วงมานับประมาณกัลป์มิได้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้
   ตรัสรู้พระสรรเพชุดาญาณ พระนามว่า สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงมีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาลให้บังเกิดขึ้น เพื่อยังความสุขศานติให้สําเร็จแก่สรรพสัตว์ แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว )

       ย้ำ! สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาล แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว )
   
   มีบทสรรเสริญสดุดีพระสัทธรรมวิทยาตถาคตใน บทมหากรุณาขมากรรม ว่า “นโมพระสัทธรรมวิทยาตถาคตเจ้าในอดีต ซึ่งคือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในปัจจุบัน”   

   2. ในมหากรุณาธรณีสูตร องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงมีพระดำรัสสรุปความแก่บรรดา พุทธโพธิสัตว์ และทวยเทพในที่ประชุมว่า
   
   "แท้ที่จริงแล้ว พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้ ได้สำเร็จธรรมในขั้น "พุทธะ" เมื่อครั้งหลายแสนกัปป์มาแล้ว ทรงพระนามว่า "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" แต่ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะโปรดเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ให้มาร่วมกันฉุดช่วยเวไนยสัตว์มากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเลทุกข์ พระองค์จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีก"
   
   ย้ำ! "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีกเป็นพระอวโลกิเตศวร"

   
   สรุป
   
   จากคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้าในมหากรุณาธรณีสูตร และในคัมภีร์สหัสภุชสหัสเนตร อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร จึงยืนยันได้ว่า
   
   1. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม) เป็นพระพุทธเจ้านามว่า "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" หรือ “พระสัทธรรมวิทยาตถาคต” แต่พระองค์ท่านไม่ยอมเข้านิพพาน พระองค์นำความกรุณาอันยิ่งใหญ่เข้ามาไว้ในใจอีก ทั้งนี้เพื่อจะได้อยู่ในภพ 3 คอยช่วยเวไนยสัตว์มากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเลทุกข์
   
   2. "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" หรือ “พระสัทธรรมวิทยาตถาคต” ทรงเนรมิต(อวตาร)หวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีกเป็น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม)
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:14:34 PM »

พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า พระองค์ท่านเป็นตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)
« เมื่อ: สิงหาคม 17, 2010, 08:44:23 pm »

อ้างถึง
ผมจะเป็นคนดี ถามว่า:
พอมีท่านใดทราบไหมครับว่า พระพุทธศาสนาของพระอรหันตสัมาสัพุทธเจ้า เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าฮินดูต่างๆหรือไม่ ครับ
 

ตอบ

เกี่ยวซิครับ พระอรหันตสัมาสัพุทธเจ้าท่านบอกเองว่า ท่านเป็นพรหมสูงสุดของฮินดู  ดูหลักฐานนะครับ ยกมาให้แค่ 2 พระสูตรในพระไตรปิฎกที่ชี้ว่า พระพุทธเจ้าคือ พระพรหมสูงสุด และพระราม(อวตารพระนารายณ์) และ 1 พระสูตรของมหายานที่ชแสดงว่า พระศากยะมุนีพุทธเจ้า เทียบได้กับพระอีศวร เมื่อรวม 3 พระสูตรนี้  คุณจะเห็นเองว่าพระพุทธเจ้าของเรา คือ ตรีมูรติ(พระพรหม/ศิวะ/นารายณ์)


*** 1. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระพรหมสูงสุด และเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


ในยุคพุทธกาลนั้น ศาสนาพราหมณ์เขาเรียก พระเจ้า ว่า พระพรหม ดังข้อความนี้

"พวกเราเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพระพรหม เกิดจากพระพรหม พระพรหมเนรมิตขึ้นมา เป็นทายาทของพระพรหม"

แต่โคตมะพุทธเจ้าเปลี่ยนคำว่าพรหมออก  แล้วเรียกพรหมเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง พระธรรมบ้าง ดังนี้


 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมนิรมิตขึ้น (เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น)"

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า "ธรรมกาย" ก็ดี "พรหมกาย" ก็ดี "ธรรมภูต" ก็ดี "พรหมภูต" ก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร
หรือ
พระไตรปิฎกของเถรวาท เล่มที่ 15 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า 150 เรื่อง อัคคัญญสูตร


*** 2. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


พระรามในศาสนาฮินดูคืออวตารของพระนารายณ์ใช่ไหมครับ  แล้วถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าทานเป็นพระรามมาเกิด ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์ จริงไหมครับ

มาจาก เล่ม ๖๐อรรถกถา พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ตอนท้ายของอรรถกถานี้มีดังนี้:

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะในเวลาจบสัจจะ
กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็นสุทโธทนมหาราช พระมารดาได้มาเป็นพระมหามายา  สีดาได้มาเป็นมารดาของราหุล เจ้าภรตะได้มาเป็นอานนท์ เจ้าลักขณ์ ได้มาเป็นสารีบุตร บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตแล.


*** 3. หลักฐานในพระสูตรที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิเทียบกับพระอีศวร***


มาจาก   วิมลเกียรตินิทเทสสูตร ปริเฉทที่ 1 พุทธเกษตร แปลโดยเสถียร โพธินันทะ


.......สารีบุตรเอย ! โลกธาตุของตถาคตนั้นบริสุทธิ์ แต่เธอมองไม่เห็นเอง”.......
   
   ท้าวสนังพรหมกุมาร ได้กล่าวกับพระสารีบุตรว่า
   
   “ขอท่านผู้เจริญอย่าได้ปริวิตก แลกล่าวว่าวพุทธเกษตรนี้ไม่บริสุทธิ์เลย ข้อนั้นเพราะเหตุเป็นไฉน ? เพราะเรานั้นได้เห็น ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งพุทธเกษตรของพระศากยมุนีเจ้า เปรียบดุจทิพยมณเฑียรแห่งพระอิศวรเทพ ฉะนั้น.”
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 17, 2010, 09:00:24 pm โดย phonsakw »

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ศิษย์หน่ำเทียนมึ้ง   แย้งว่า:
   
 
แล้วการอ้างอิงพระไตรปิฏก ควรรูว่ามีกี่เล่นเท่าที่ผมรู้มีเพียง 45 เล่มนะครับ
อ้างอิงจากเว็ป http://www.84000.org/
แล้วเล่มที่ 60 นี่ตกลงใครแต่งครับ ด้วยความเคารพขอทราบความรู้หน่อยครับ
 
หรือผู้ที่แต่งเล่มที่ 60 คือร่างทรงพระพุทธองค์ 


ตอบ


ขอประทานโทษครับ บางครั้งผมทำอะไรรีบร้อน ลงอ้างอิงผิดไป  ถ้าหาไม่เจอ ลองไปหาในทสรถชาดก ใน 2 บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ชัดเจนเลยครับ

http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110107.htm


อย่างไรก็ตาม ถ้าไปหาในชาดก - เอกาทสกนิบาตชาดก - ๗. ทสรถชาดก http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81_-_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81_-_%E0%B9%97._%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81 น่าจะมีการตัดทอนหรือบิดเบือนอะไรสักอย่าง  อันนี้ผมก็ไม่รู้นะ เพราะเขาลงถึงแค่

๑๕๗๖] พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครอง

ราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี.
จบ ทสรถชาดกที่ ๗.

ส่วน http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110107.htm ลงเต็มเลยครับ ลองดูนะครับ 

[๑๕๗๖] พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครอง

ราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็นสุทโธทนมหาราช พระมารดาได้มาเป็น พระมหามายา สีดาได้มาเป็นมารดาของราหุล เจ้าภรตะได้มาเป็น อานนท์ เจ้าลักขณ์ ได้มาเป็นสารีบุตร บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วน รามบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบทสรถชาดก

เพื่อความsureผมเลยไปค้นในhttp://www.84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=271564 มีข้อความดังนี้


พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปีดังนี้ ย่อมประกาศเนื้อความนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺพุคิโว ความว่า มีพระศอ เช่นกับแผ่นทองคำ. จริงอยู่ ทองคำเรียกว่า กัมพุ.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
พระมารดาได้มาเป็น พระนางสิริมหามายา
สีดาได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
เจ้าภรตะได้มาเป็น พระอานนท์
เจ้าลักขณ์ได้มาเป็น พระสารีบุตร
บริษัทได้มาเป็น พุทธบริษัท
ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต แล.

จบอรรถกถาทสรถชาดกที่ ๗

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #49 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:18:29 PM »

ฆ่าสัตว์หยาบช้า ตกนรกแน่นอน ยกเว้นสำนึกบาป ตั้งใจเว้นการกระทำแบบนั้นอีกอย่างเด็ด « เมื่อ: สิงหาคม 22, 2010, 12:48:52 am »

ฆ่าสัตว์หยาบช้า ตกนรกแน่นอน ยกเว้นสำนึกบาป ตั้งใจเว้นการกระทำแบบนั้นอีกอย่างเด็ด


อ้างจาก: [email protected] ที่ สิงหาคม 15, 2010, 08:11:44 AM

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือ
ชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ที่มีชีวิต
ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมกระเสือกกระสนด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ กายกรรม
ของเขาคด วจีกรรมของเขาก็คด มโนกรรมของเขาคด คติของเขาก็คด
อุบัติของเขาก็คด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคติ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ นรกอันมีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือกำเนิดดิรัจฉานอันมีปรกติกระเสือกกระสน
ของบุคคลผู้มีคติคด ผู้มีอุบัติอันคด ฯ
             
 อิอิ

ตอบ

พุทธพจนที่คุณยกมาเป็นภาวะปกติ ทำบาปกรรมก็ต้องได้รับผล พระพุทธเจ้าไม่เคยปฏิเสทเรื่องนี้ แต่ในภาวะไม่ปกติที่เราได้ อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา หรือ เราทำการก้าวล่วงบาปกรรม ผลกรรมที่จิตใต้สำนึกของเรานำมาให้เราในโลก มันจึงเบาบางลงไป และในนรกมันสลายไป
   
   อสังขาสูตร
   
สาวกของศาสดานั้นกลับได้ความเห็นว่า ทรัพย์ที่เราลักมีอยู่(และบาปอย่างอื่น) แม้เราก็ต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมาขังไว้     

   2. พระพุทธเจ้าบอกทางแก้ที่จะไม่ตกนรกในพระสูตรนี้ให้ด้วย
   
ข้อที่เราฆ่าสัตว์มากมายนั้น(และบาปอย่างอื่น) ไม่ดีไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนี้เป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

แต่เรื่องตามพุทธพจน์ที่คุณยกมา เขาไม่ได้ละ ลด เลิก ปาณาติบาต แต่อย่างใด  และยังทำปาณาติบาตด้วยจิตอกุศลอย่างชัดเจนอีก ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง เขาจึงต้องไปใช้กรรมในนรก

ผมชี้ทางไม่ให้คุณลงนรกเพราะความเข้าใจพุทธพจน์ในภาวะปกติที่ทำบาปอย่างเดียว  ไม่เข้าใจพุทธพจน์แบบครบถ้วนว่า กรรมเหล่านี้แก้ได้โดยการทำการก้าวล่วงบาปกรรม  สำนึกผิดแบบเด็ดขาด แล้วตั้งใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ทำบาปแบบนั้นอีกตลอดไป

แต่ถ้าคุณต้องการจะลงนรกต่อไปให้ได้  ยังไงๆกูก็จะลงให้ได้ อย่ามายุ่งเรื่องของกู... อันนี้ผมก็คงไม่ว่าอะไร ตามสบายครับ  ไปอาบไฟร้อนๆในนรกสัก 100 ปี  คงจะทำให้คุณเลิกบิดเบือนพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้า โดยพูดแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น  ไม่พูดให้ครบถ้วน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างจาก: ผู้เล็งเห็นทุกข์ ที่ สิงหาคม 22, 2010, 11:43:20 am
หยุดทำชั่ว ไม่ทำชั่วอีก ทำความดี และรักษาความดีนั้นไว้
 
**** ด้วยไหม 



ตอบ

ความชั่วมี 10 ชนิด(อกุศลกรรมบท 10)  "หยุดทำชั่ว ไม่ทำชั่วอีก ทำความดี และรักษาความดีนั้นไว้" เป็นความพูดที่กว้างมาก  ไม่ได้ช่วยให้ไม่ต้องรับกรรมในนรก  ต้องระบุให้ชัดว่าความชั่วชนิดไหน   หรือไม่ก็การสมาทานศีล หมายถึง การรับศีลทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติ  ต้องงดเว้นจากการประพฤติผิดต่างๆ ซึ่งจะเกิดผลดังนี้สำหรับบาปที่เคยทำมาแล้ว

 "บุคคลที่ไม่ได้ อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยก็ตกนรก แต่กับบุคคลผู้ได้อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย ผลกรรมก็จะทำให้เจ็บแสบในชาติปัจจุบันเท่านั้น"

"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นนำเขาไปสู่นรก บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่บาปกรรมให้ผลเพียงในปัจจุบันชาติเท่านั้น (ทิฏฺฐธมฺมเวทนีย์)(แล้ว)ไม่ปรากฎผลอีกต่อไป"

“บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก? คือบุคคลผู้มิได้อบรมกาย มิได้อบรมศีล มิได้อบรมจิต มิได้อบรมปัญญา มีคุณธรรมน้อย ใจต่ำ บุคคลเช่นนี้แหละ ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก"

 “บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อย แต่บาปนั้นให้ผลอันแสบเผ็ดเพียงในชาติปัจจุบันแล้วไม่ให้ผลอีกต่อไป? คือบุคคลผู้ได้อบรมกายแล้ว อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณธรรมมาก มีใจใหญ่อยู่ด้วยคุณ มีเมตตาเป็นต้น อันหาประมาณมิได้"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระองคุลิมาล ที่เลิกฆ่าคนเด็ดขาด หลังจากพระองคุลิมาลไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี แล้วถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น

พอมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" (รับเศษกรรมไปแล้วจากการโดนทำร้ายบนโลก จึงไม่ต้องรับกรรมใดๆอีกในปรโลก)

 "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" = องคุลิมาลไม่ต้องตกนรกหมกไหม้เป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี   เพราะว่าท่านสำนึกบาป(ทำการก้าวล่วงบาปกรรม) ทำให้ท่านรับผลกรรมเป็นอันแสบเผ็ดเพียงในชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นวิบากกรรมที่เบาบางลงมาก แล้ววิบากกรรมก็ไม่ให้ผลอีกต่อไป 

ด้วยเหตุนี้..พระองคุลิมาลองคุลิมาลจึงไม่ตกนรกเพราะจึงไม่ตกนรกเพราะการสำนึกบาปตั้งใจเลิกฆ่าคนอีกตลอดไป  ไม่ใช่เพราะว่า องคุลิมาลไม่ตกนรกเพราะการบรรลุอรหันต์แต่อย่างใด   ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน"[/b องคุลิมาลยังเป็นพระบวชใหม่อยู่
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #50 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:23:06 PM »

ทำสมาธิมือใหม่ อย่าใช่บทแผ่เมตตาที่พระสอน...เจอผีแน่ « เมื่อ: สิงหาคม 27, 2010, 01:24:25 pm »

ทำสมาธิมือใหม่ อย่าใช่บทแผ่เมตตาที่พระสอน...เจอผีแน่


คุณtalasa แนะนำว่า:

โดยปรกติแล้ว หลายท่านเวลาที่แผ่เมตตา มักจะใช้บทแผ่เมตตาบทนี้

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ - ขอสัตว์ทั้งปวง อย่าได้มีเวรให้แก่กันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ - ขอสัตว์ทั้งปวง อย่าได้เบียดเบียนทำร้ายกันเลย
อะนีฆา โหนตุ - ขอสัตว์ทั้งปวง อย่าได้มีความทุกข์ทางกายและความทุกข์
ทางใจใด ๆ เลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ - ขอให้มีความสุข รักษาตัวเองให้รอดพ้นไปได้ด้วยเถิด

ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อแผ่เมตตา หลายท่านจะกล่าวบทเหล่านี้ รวมกันไป


ผมไม่แนะนำให้ใช้บทแผ่เมตตาใดๆของคุณทั้งนั้น  เพราะอะไรรู้ไหมครับ

1. บทเหล่านั้นเป็นบทของพระภิกษุทั่วๆไป ประชาชนนำไปใช้  ผมรับประกันเลยครับ  เจอผีหลอกแน่นอน   ผีที่ได้รับกุศลจากการแผ่เมตตาของคุณ  พวกมันไม่หลอกคุณแน่  ไอ้ผีที่หลอกเป็นพวกที่ไม่ได้รับกุศลจากคุณ 

สัพเพ สัตตา = ทั้งหมด หรือทุกดวง

แล้วคุณมีผลบุญขนาดไหนกัน  จึงเรียกทุกสรรพชีวิตทั้งหมดมารับส่วนแบ่งกัน  เหมือนคุณมีข้าวจานเดียว เสือกไปตะโกนว่า "พวกเราทั้งหมดมากินอาหารกัน" ...มันบ้าไหม

2. น้องผมเคยอยู่อิหร่าน  มันทะลึ่งใช้บทสัพเพ สัตตา    พอมันนอน นอนไม่ได้เลย  ผีตัวนั้นตัวนี้มาอำ ไอ้ผีที่ได้รับส่วนบุญจากการแผ่เมตตา  มันก็มาดี ขอบคุณใหญ่  บอกด้วยว่ามันอิ่มจากบทสวดนี้  ไอ้ผีที่ไม่ได้รับส่วนบุญจากการแผ่เมตตาน่ะซิ  มันจะเอาตาย  ขยี้พลังลงมาใส่

3. ผมแผ่เมตตาตอนที่อยู่ในฌานเลย  จะหวะนั้นพลังจิตจะสูงที่สุด   แผ่ระบุไปเลยว่าให้ใคร ญาติเราคนไหน  อย่าไประบุทุกคนที่เป็นญาติเรานะ  มันมีมากมายมหาศาล  เดี๋ยวเจอดีแบบเดียวกัน

4. พอสมาธิเราแข็งแกร่งขึ้น  วิญญาณที่เขาเดือดร้อนเขาจะมาให้เรารู้เองตอนอยู่ในสมาธิ  บางทีมากันเป็นแสนดวง  ก็พายุนากิสที่ฆ่าประชาชนพม่านั่นไง  วิญญาณเหล่านั้นมาหาผม(รู้ในจิต)  ผมเห็นแล้วรู้เลยว่าน่าจะเป็นแสนดวง   ผมเลยบอกพวกเขาว่า ช่วยไม่ไหวในวันเดียว  ใครรับกุศลจากการแผ่เมตตาของผมแล้วก็ไปเลย  ไม่ต้องมาขอบคุณ และไม่ต้องมาหาอีก  มาเฉพาะที่ยังไม่ได้รับกุศล  พวกเขาก็ทำตามนั้น

กว่าวิญญาณพวกพม่าจะรับผลบุญครบ  ผมต้องแผ่เมตตา 6 วัน  วันสุดท้ายผมขอให้เขาส่งตัวแทนมาคนหนึ่ง ให้ผมเห็นทางจิตเลย  และให้มาสัมผัสตัวผมได้  ผมจะได้รู้ว่า  ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง  เพราะตอนที่พวกเขามา  ผมเห็นแต่หัวในความมืด เยอะมากเหลือเกิน

วิญญาณพวกพม่าก็ส่งตัวแทนมาคนหนึ่งจริงๆ เป็นผู้ชายนุ่งสโร่งแบบพม่า อ้วนนิดๆพองาม  มาจับมือขอบคุณผมใหญ่  ผมเห็นจะจะ  วิญญาณของเขามาจับมือ สัมผัสตัวผม(กายทิพย์,วิญญาณ)ด้วย จึงรูว่าไม่ใช่ความฝัน

ครั้งนั้นผมประเมินว่า  กระแสเมตตาของผม วิญญาณที่ได้รับประมาณ 20,000 ดวง ต่อครั้ง  แล้วก็ต้องชาร์ตพลังใหม่

5. เมื่อปีก่อนผมไปอุดร  พอเข้าไปในโรงแรม  ก็รู้ทันทีว่า  โรงแรมนี้มีผี   ผมก็คิดในใจว่า  ผีพวกนี้โชคดีจริงๆที่ผมมานอนที่นี่  ตกดึกผมก็นั่งทำสมาธิ  พอทำไปสักครึ่งชั่วโมง  ก็แผ่เมตตาให้เหล่าผีทั้งหมดในโรงแรม  หลังจากนั้นมาคิดดู  เดี๋ยวผมนั่งสมาธิอีก 15 นาที และแผ่เมตตาออกไปให้บรรดาสรรพวิญญาณระบุไปว่าทั้งหมดในจังหวัดนั้นเลย  ดูว่าเขาจะได้รับจำนวนสักกี่ดวง  เพราผมบอกให้เขามาหาด้วย

ปรากฏว่าตอนผมนอน มีเทวดาคนหนึ่งมาปลุก บอกว่า "ท่านมีวิญญาณมาหาท่านเยอะแยะเลย"
ผมก็ถามว่าสักกี่ดวง  เทวดาตอบ "200,000 ดวง"
ตอนนั้นผมง่วงมาก เลยให้เทวดาช่วยไปบอกพวกเขาว่า "กลับไปได้แล้ว  ผมไม่ไหวแล้ว ต้องนอน"
เทวดากลับมาอีกทีบอกว่า "เขาไม่ยอมกลับ  ต้องมาขอบคุณท่าน"
ผมก็สวนคำไปว่า "วิธีขอบคุณผมที่ดีที่สุด คือ ให้ผมนอน พรุ่งนี้ผมจะไปธุระ"

คราวนี้วิญญาณเหล่านี้ จะขอบคุณ หรือโกรธ หรืออย่างไงไม่รู้ เล่นดับไฟ ดับแอร์ ห้องผมหมดเลย  ผมจึงต้องตื่น ไปเข้าห้องน้ำ  ผมสังเกตดู  ไฟข้างนอกห้องผมยังติดอยู่นี่หว่า

พอผมกลับมา ก็นั่งสมาธิแผ่เมตตาให้วิญญาณเหล่านั้นอีกครั้ง บอกพวกเขาว่า "เปิดไฟ เปิดแอร์ได้แล้ว ให้ผมอยู่ในความมืดสนิท  ผมยังไม่บรรลุอรหันต์นะ ความกลัวยังมี  แล้วไอ้ความกลัวนี่แหละ  มันจะทำให้จิตเสียสมาธิ  แผ่เมตตาให้พวกท่านไม่ได้"

ทันทีที่ผมพูดในจิตเสร็จ  ทั้งไฟทั้งแอร์ก็ติด แล้วผมก็นั่ง-นอนทำสมาธิแผ่เมตตาให้เหล่าวิญญาณที่มาหาอีกครั้งหนึ่ง ระบุก่อนเลยว่า ...ให้วิญญาณที่ยังไม่ได้รับผลบุญ  รับไปก่อนเลย  วิญญาณที่รับไปแล้ว  รับทีหลัง

ผมก็แค่เตือนและแนะนำเท่านั้นนะครับ  เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่พวกท่าน

ถ้าทำสมาธิแล้วจิตอ่อนไสว ความกลัว ความโกรธ ความเกลียด ฯลฯ เบาบางลง  เหมือนผมในทุกวันนี้  ผมใช้บทแผ่เมตตาอย่างที่ท่านtalasaและพวกพระสอนได้ครับ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างจาก: AVATAR ที่ สิงหาคม 29, 2010, 11:36:21 pm
คุณtalasa แนะนำบทแผ่เมตตาบทนี้ แม่ชีเทเลซ่าของศาสนาคริสต์ก็มาด้วยหรือครับงานนี้คุณลุงphonsak ....ไปดื้อหัวรั้นกับแม่ชีด้วยหรือ...?

ล้อเล่นน่า...   รู้น่าคุณลุงไม่โกรธหรอก....

คฤหัสถ์ก็ดี นักบวชก็ดี ที่กล่าวว่าตัวรู้ ตัวเห็น และพูดจากับผีได้ เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิภายนอกศาสนา ไม่ควรเชื่อถือเอาเป็นครู เป็นอาจารย์

ดูกรอานนท์ บุคคลจำพวกใดที่ให้ผีในป่าช้าหัวเราะเยาะเย้ยเล่นเช่นนี้ บุคคลจำพวกนั้นถ้ามีขึ้น ก็เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอันตรายต่างๆ หาความสุขความเจริญไม่ได้
ดูกรอานนท์ คฤหัสถ์ก็ดี นักบวชก็ดีมากล่าวว่าตัวรู้ ตัวเห็น แลได้พูดจากับด้วยผี ดังนี้ ก็พึงให้รู้ว่าคนจำพวกนั้นไม่ใช่ลูกศิษย์ของเราตถาคตเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิภายนอกพระศาสนาไม่ควรเชื่อถือ
เอาเป็นครูเป็นอาจารย์ เพราะเขาเป็นคนเจ้าอุบาย เจ้าเล่ห์เจ้ากลเท่านั้น

ที่มีความรู้จริง เห็นจริง พูดจาสนทนากับผีได้ มีแต่พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครรู้จริงเห็นจริง เป็นคนอุตริทั้งนั้น
ดูกรอานนท์ เราจะทำนายไว้ให้เห็น ในอนาคตกาลข้างหน้า จักเกิดพวกมิจฉาทิฏฐิภายนอกพระศาสนา อวดอ้างว่าตัวรู้ ตัวเห็นผีได้ พูดจากับด้วยผี ครั้นบุคคลจำพวกนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็จักเบียดเบียนพระศาสนาของเราให้เสื่อมถอยลงไป ด้วยวาทะถ้อยคำเสียดสีต่างๆ พระสงฆ์สามเณรก็จักเกิดระส่ำระสาย หาความสบายมิได้
เขาจักสอนทิฏฐิวัตรอย่างเคร่งครัด ถืออรัญญิกธุดงค์อย่างพระเทวทัต ภายหลังก็จักเกิดพระบ้านพระป่ากันขึ้น แล้วก็จักแตกกันออกเป็นพวกๆ ไม่สามัคคีกัน ต่างพวกก็ถือแต่ตัวดี ศาสนาของเราก็จักเสื่อมถอยลงไป เพราะพวกมิจฉาทิฏฐิ เห็นแก่ลาภยศ หาความสุขมิได้ มรรคผลธรรมวิเศษก็จักไม่เกิดขึ้นแก่เขา เขาจักเรียนเอาแต่วิชาศีลธรรม อันพวกมิจฉาทิฏฐิสอนให้รู้อะไรกันขึ้นเล็กน้อย ก็อวดดีกันไป แท้ที่จริงความรู้เหล่านั้นล้วนแต่รู้ดีสำหรับไปสู่นรก เขาจักไม่พ้นจตุราบายได้เลย ดูกรอานนท์ ในอนาคตกาลภายหน้า จักมีอย่างนี้ไม่ต้องสงสัย ถ้า
ผู้ใดรู้ลัทธิทิฏฐิอย่างนี้ไว้แล้ว เมื่อได้เห็นก็จงเพียรพยายามละเว้น ก็จักได้ประสบความสุข

ใครไม่กลัวผีก็เฉยเสียกับคุณลุง...และใช้บทแผ่เมตตานั้นได้ตามปกติครับ...

อย่าลืมไปช่วยพวกที่ตายเมื่อครั้งเกิดสึนามีด้วยนาครับ...เผื่อเค้ารอคนใจบุญอย่างคุณลุงอยู่...!
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 


คุณยกพระสูตรนี้มาก็ดีแล้ว  ตอนต้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า:

อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลที่ปรารถนาซึ่งสวรรค์ และพระนิพพาน ก็จงรีบพากเพียรกระทำให้ได้ให้ถึงแต่ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีอยู่ที่ใจของเราทุกอย่าง จะเป็น การลำบากมากอยู่ก็แต่พระนิพพาน ผู้ที่ปรารถนาความสุข ในพระนิพพาน จงทำตัวให้เหมือนแผ่นดินหรือเหมือน ดังคนตายแล้ว คือให้ปล่อยความสุขและความทุกข์เสีย ข้อสำคัญก็คือให้ดับกิเลส ๑,๕๐๐ นั้นเสีย กิเลส๑,๕๐๐ นั้น เมื่อย่นลงให้สั้นแล้วก็เหลืออยู่ ๕ เท่านั้น คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ๑ มานะ๑ ทิฏฐิ๑ โลภะนั้น คือ ความทะเยอทะยานมุ่งหวังอยากได้กิเลสกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ๑ อยากได้วัตถุกาม คือสมบัติข้าวของ ซึ่งมีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้๑ เหล่านี้ชื่อว่าโลภะ, โทสะนั้นได้แก่ความเคืองแค้น ประทุษร้ายเบียดเบียน ท่านผู้อื่น ชื่อว่าโทสะ, โมหะนั้นคือความหลงมีหลงรัก หลงชังหลงลาภหลงยศเป็นต้น ชื่อว่าโมหะ, มานะ, นั้นคือ ความถือตัวถือตน ดูถูกดูหมิ่นท่านผู้อื่น ชื่อว่ามานะทิฏฐินั้น คือความถือมั่นในลัทธิอันผิด เห็นเป็นอุจเฉททิฏฐิและ สัสสตทิฏฐิไป ปล่อยวางความเห็นผิดไม่ได้ชื่อว่าทิฏฐิ ถ้า ดับกิเลสทั้ง ๕ นี้ได้แล้ว ก็ชื่อว่าดับกิเลสได้สิ้นทั้ง ๑,๕๐๐ ถ้าดับกิเลส

++++ คุณเป็นผู้มีมานะทิฏฐิมากทีเดียว  เถียงข้างๆคูๆ เพียงแค่ต้องการเอาชนะคะคานกับผมเท่านั้น   ตอนที่พระพุทธเจ้าพูด ท่านก็พูดชัดเจน แต่เพราะความอยากเอาชนะ  คุณจะไม่พูดข้อความให้เต็มหมด

พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้มิใช่หรือ?


ที่มีความรู้จริง เห็นจริง พูดจาสนทนากับผีได้ มีแต่พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครรู้จริงเห็นจริง เป็นคนอุตริทั้งนั้น.........

++++บทความทางศาสนาทั้งหมดของผม ไม่มีเรื่องใดที่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ใช่พุทธศาสนา  ผมนำเรื่องที่ตีความกันผิดๆในพุทธพจน์มาแสดงให้ถูกต้องเท่านั้น  ซึ่งเป็นเรื่องที่พุทธสาวกสมควรกระทำ  แต่ที่ผ่านมาสาวกมารที่นำผ้าเหลืองมาห่ม  แต่มิได้ปฏิบัติ  ไม่ได้ปัญญาทางพุทธศาสนา พวกนี้นำพระสูตรและพุทธพจน์ไปตีความเป็นอย่างอื่นโดยใช้ลูกเล่นของมาร

ส่วนผมจะเป็นพระอรหันต์ หรือสูงกว่าพระอรหันต์  ผมก็เคยบอกในเว็บนี้แล้วว่า  ผมสอนได้แม้แต่พระอรหันต์  สิ่งที่ผมรู้ มันเกินกว่าความรู้ของพระอรหันต์มากมายนัก 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2010, 10:52:55 pm โดย phonsakw » 
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #51 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:26:14 PM »

ทำไมองคุลิมาลหนีนรกได้ เทวทัตหนีนรกไม่ได้ 2 มาตรฐานหรือเปล่า? « เมื่อ: สิงหาคม 28, 2010, 03:50:09 pm »

ทำไมองคุลิมาลหนีนรกได้ เทวทัตหนีนรกไม่ได้  ความยุติธรรม 2 มาตรฐานหรือเปล่า?


ผมตอบไปในกระทู้หนึ่งว่า   การหนีนรกในทางพุทธศาสนาเถรวาทนั้นง่ายมาก  ไม่ต้องเข้าถึงอารมณ์ของโสดาบันหรอก  เอาไป 2 วิธี


1. ให้ทำการสมาทานศีล หมายถึง การรับศีลทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติ  ต้องงดเว้นจากการประพฤติผิดต่างๆ ซึ่งจะเกิดผลดังนี้สำหรับบาปที่เคยทำมาแล้ว

 "บุคคลที่ไม่ได้ อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยก็ตกนรก แต่กับบุคคลผู้ได้อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย ผลกรรมก็จะทำให้เจ็บแสบในชาติปัจจุบันเท่านั้น "

"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นนำเขาไปสู่นรก บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่บาปกรรมให้ผลเพียงในปัจจุบันชาติเท่านั้น (ทิฏฺฐธมฺมเวทนีย์)(แล้ว)ไม่ปรากฎผลอีกต่อไป"

“บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก? คือบุคคลผู้มิได้อบรมกาย มิได้อบรมศีล มิได้อบรมจิต มิได้อบรมปัญญา มีคุณธรรมน้อย ใจต่ำ บุคคลเช่นนี้แหละ ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก"


2. ให้ทำการก้าวล่วงบาปกรรม ผลกรรมที่จิตใต้สำนึกของเรานำมาให้เราในโลก มันจึงเบาบางลงไป และในนรกมันสลายไป   

   อสังขาสูตร
   
สาวกของศาสดานั้นกลับได้ความเห็นว่า ทรัพย์ที่เราลักมีอยู่(และบาปอย่างอื่น) แม้เราก็ต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมาขังไว้     

   พระพุทธเจ้าบอกทางแก้ที่จะไม่ตกนรกในพระสูตรนี้ให้ด้วย
   
ข้อที่เราฆ่าสัตว์มากมายนั้น(และบาปอย่างอื่น) ไม่ดีไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนี้เป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ (อธิษฐานสำนึกบาปในเรื่องนั้น)

แต่เรื่องตามพุทธพจน์ที่คุณยกมา ถ้าเขาไม่ได้ละ ลด เลิก ปาณาติบาต แต่อย่างใด  และยังทำปาณาติบาตด้วยจิตอกุศลอย่างชัดเจนอีก ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง เขาจึงต้องไปใช้กรรมในนรก

ผมชี้ทางไม่ให้พวกคุณลงนรกแล้วนะ  บาปกรรมใดๆแก้ได้โดยการทำการก้าวล่วงบาปกรรม  สำนึกผิดแบบเด็ดขาด แล้วตั้งใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ทำบาปแบบนั้นอีกตลอดไป เท่านี้ก็ไม่ต้องตกนรกแล้วนะ  รับแค่กรรมเล็กน้อยบนโลกเท่านั้น

แต่ถ้าใครก็ตามต้องการจะลงนรกต่อไป  ยังไงๆกู..ก็จะลงให้ได้ อย่ามายุ่งเรื่องของกู... อันนี้ผมก็คงไม่ว่าอะไร ตามสบายเลยครับ 


ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดของการหนีนรก

องคุลิมาล เลิกฆ่าคนเด็ดขาดแล้ว  และมาบวชเป็นพระ   หลังจากนั้น พระองคุลิมาลไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี กลับถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น

พอพระองคุลิมาลไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า:

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" (รับเศษกรรมไปแล้วจากการโดนทำร้ายบนโลก จึงไม่ต้องรับกรรมใดๆอีกในปรโลก)

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" = องคุลิมาลไม่ต้องตกนรกหมกไหม้เป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี   เพราะว่าท่านสำนึกบาป(ทำการก้าวล่วงบาปกรรม) ทำให้ท่านรับผลกรรมเป็นอันแสบเผ็ดเพียงในชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นวิบากกรรมที่เบาบางลงมาก แล้ววิบากกรรมก็ไม่ให้ผลอีกต่อไป 

ด้วยเหตุนี้..พระองคุลิมาลองคุลิมาลจึงไม่ตกนรกเพราะการสำนึกบาป ตั้งใจเลิกฆ่าคนอีกตลอดไป  ไม่ใช่เพราะว่า องคุลิมาลไม่ตกนรกเพราะการบรรลุอรหันต์แต่อย่างใด   เนื่องจาก..ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" ตอนนั้นพระองคุลิมาลยังเป็นพระบวชใหม่อยู่  ยังเป็นพระสดซิงๆอยู่เลย  กลิ่นคาวเลือดที่ฆ่าคนตัดนิ้วมือ 999 ศพ เพิ่งหายไปเท่านั้น

อ้างอิง:๓๖. อังคุลีมาลสูตร สูตรว่าด้วยพระองคุลิมาล
www.baanjomyut.com/pratripido...pidok/504.html

สรุป

เรื่องการทำผิดศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง และไม่ต้องรับผลกรรมในนรกนั้น  พระพุทธองค์อธิบายว่า: ผู้ที่จะตกนรกก็เพราะเหตุที่เขาไม่ยอมละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ สละความเห็นนั้น ดังข้อ 614 ในอสังขาสูตรที่ว่า

"สัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ สละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมาขังไว้"

แต่เขาจะไม่ตกนรก เพราะเขาได้ละวาจา ละความคิดนั้น สละความเห็นนั้น = ก้าวล่วงบาปกรรม ดังข้�"ข้อที่เราฆ่าสัตว์มากมายนั้น(บาปข้ออื่นก็แบบเดียวกัน) ไม่ดีไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนี้เป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำ บาปกรรมนั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ ด้วยประการอย่างนี้ ฯ"


ทำไมเทวทัตตกนรกอเวจีล่ะ  ทั้งๆที่สำนึกบาปเหมือนองคุลิมาล?

คำถามที่มาหาผมใน 2 เว็บ มีดังนี้:

....ตอนสุดท้ายถูกธรณีสูบลงมหานรกไปเลย  ทั้งๆที่ก่อนท่านจะมรณะท่านได้สำนึกผิดและได้กล่าวขอขมาโทษ   และถวายคางเป็นพุทธบูชายังลงนรกเลย(นี้ขนาดสำนึกอย่างจริงใจนะครับ)

....คุณบอกว่าพระองคุลิมาลไม่ตกนรกเพราะสำนึกบาป ไม่ใช่เพราะเป็นอรหันต์  แต่ผมว่าพระองคุลิมาลไม่ตกนรกเพราะเป็นอรหันต์  เห็นได้จากพระเทวทัตฆ่าไม่สำเร็จ ไม่ได้เป็นอรหันต์ จึงยังถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีนรกได้ แม้จะสำนึกผิดแบบเด็ดขาด แล้วตั้งใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ทำบาปแบบนั้นอีกตลอดไป
   
   พระเทวทัตก็สำนึกบาปเด็ดขาดเหมือนกัน  แต่จีวรคนละสี สองมาตรฐาน ๆ"

ตอบ   

คุณเอาความคิดของตนเองมาพูด และกำลังยัดเยียดเป็นคำพูดของพระพุทธเจ้า  ต้องเอาพุทธพจน์มาดูซิ  ผมจะอธิบายให้ชัดเลย

คัดจาก :www.bloggang.com/viewblog.php?id=travela...;group=37&page=4

“ พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทพดาทั้งหลาย พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้ ข้าพระองค์ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศีรษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ...”

เห็นหรือยังครับ พระเทวทัตเอาแต่อารัมภบท  พอจะเข้าตอนขอขมาโทษ พระเทวทัตขอขมาโทษไม่ทัน ได้แค่ข้าพระองค์ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศีรษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะเท่านั้น  พูดง่ายๆ เทวทัตได้สำนึกผิดเมื่อช้าไป กล่าวคำขอขมาในบาปหลายเรื่องไม่ทันสักเรื่อง  ไม่มีสักเรื่องเดียวที่เทวทัตขอขมาต่อพระพุทธเจ้าทัน

การสำนึกผิดโดยรวมในใจใช้ไม่ได้นะครับ  ต้องสำนึกผิดเป็นเรื่องๆ แล้วปฏิญานว่าจะไม่ทำผิดเช่นนั้นอีก  การสำนึกผิดโดยรวมในใจใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการสมาทานศีล 5  หมายถึง การรับศีลทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติ  ต้องงดเว้นจากการประพฤติผิดต่างๆ ซึ่งจะเกิดผลทำให้บาปที่เคยทำมาแล้ว ไม่ต้องรับผลในนรก  รับเพียงผลวิบากกรรมเล็กน้อยในชาตินี้เท่านั้น

แค่การถวายคางเป็นพทธบูชาในขณะถูกแผ่นดินสูบเท่านั้น  พระพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อพระเทวทัตชดใช้กรรมในนรกหมดสิ้นแล้ว จะมาเกิดเป็นพระอัฏฐิสระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต

อ่านตอนที่เทวทัตถูกธรณีสูบอีกที่ซิครับ มีตอนไหนที่ท่านขอขมากรรมในบาปในเรื่องไหนทันบ้าง ไม่มีเลย..ใช่ไหม    กรรมของเทวทัตทำไว้เป็นอนันตริยกรรมหลายเรื่อง คือ ทำสังฆเภท ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด  กรรมเหล่านี้ทำให้เทวทัตอารัมบทนานไปหน่อย  จึงทำการก้าวล่วงบาปกรรมไม่ทัน

ผมขอจบบทความนี้ด้วยพุทธพจน์คำก้าวล่วงบาปกรรมต้นฉบับของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำให้ก้าวล่วงออกจากกรรมเสีย โดยการกำหนดอธิษฐานจิต ตั้งใจมั่นว่า:

" กรรมนั้นๆเป็นสิ่งไม่สมควร ต่อไปนี้ตลอดไปนิรันดร เราจะไม่กระทำกรรมนั้นอีกเป็นอันขาด " [COLOR="Red"]สุตตันตมัชฌิชนิกาย สัจจวิภังคสูตร  22/542-546[/COLOR] 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2010, 04:50:45 pm โดย phonsak » 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยังไงๆ...ก็น่าจะเป็นเพราะองคุลิมาลเป็นพระอรหันต์นะครับ

ก้าวข้ามบ่วงกรรมหลุดพ้นออกไปได้  ก็ต้องพ้นนรก


ผมแสดงหลักฐานในพระไตรปิฎก เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้าล้วนๆตอนองคุลิมาลเป็นพระบวชใหม่  ตอนนั้นท่านไม่ได้เป็นอรหันต์  คุณจะไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็ตามใจคุณ   ผมขอหลักฐานคำพูดของคุณที่ว่า องคุลิมาลสำเร็จอรหันต์จึงพ้นบ่วงกรรมไม่ต้องตกนรกจากการฆ่า 999 ศพด้วยครับ  เพราะหลักฐานของผมพระพุทธเจ้าตรัสเองตอนที่องคุลิมารก้าวล่วงบาปกรรมแล้ว  ใครทำอะไรท่าน  ท่านก็ไม่ตอบโต้ด้วยการฆ่าตอบ


บทที่ 63 เมตตาแทนอาวุธ (ตอนที่ 2)

พระองค์ปล่อยให้พระบวชใหม่ นามว่า องคุลิมาล ออกไปบิณฑบาตเพียงลำพัง

        ทุกหนทุกแห่งที่พระองคุลิมาลบิณฑบาตผ่านไป มีแต่คนเอาไม้ไล่ทุบตีและเอาก้อนหินขว้างปา ทั้งเนื้อตัว และบาตร จีวรเต็มไปด้วยเลือดสดๆ แต่พระองคุลิมาลก็เจริญเมตตาอย่างแข็งขันอดทนได้ไม่หวั่นไหว

        บัดนี้พระองคุลิมาลได้ทิ้งอาวุธแบบเก่า คือเครื่องมือเข่นฆ่าคร่าชีวิตมนุษย์มาเป็นความเมตตา คือความรักเพื่อนมนุษย์แทนอย่างกล้าหาญ

        แม้ตัวเองจะต้องตายก็ไม่มีวันโกรธหรือเกลียดเพื่อนมนุษย์ที่ด่าทอ และขว้างปาหรือทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ

        จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ท่านบิณฑบาตผ่านหมู่บ้านหนึ่ง ประชาชนพากันออกมาเอาก้อนหินก้อนดินและท่อนไม้ทำร้ายท่าน และด่าท่านด้วยถ้อยคำหยาบคาย เพียงแต่ท่านหันไปมองเท่านั้น คนเหล่านั้นก็วิ่งหนีด้วยความกลัวในกิตติศัพท์ว่าถ้าท่านโมโหขึ้นมาเมื่อไร การสังหารหมู่ชาวบ้านอย่างเหี้ยมโหดจะเกิดขึ้นทันที

http://www.thaitownusa.com/New-0912000444-1.aspx
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #52 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:31:26 PM »

พระเจ้า=พระพุทธเจ้า=นิพพาน คือ แสง... « เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 09:00:04 pm »

พระเจ้า=พระพุทธเจ้า=นิพพาน คือ แสง...


1. พุทธศาสนามหายาน

อาทิพุทธะเป็นพระพุทธเจ้า โดยเชื่อว่าอาทิพุทธะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรก ที่ถือกำเนิด
ขึ้นพร้อมกับโลก อยู่ในโลกชั่วนิรันดร์ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในโลก และเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

อาทิพุทธะ ปรากฏพระกายในแสงสว่าง บางตำราว่า อาทิพุทธะจะปรากฏพระกายในแสง
แห่งเปลวเพลิง ที่มีรัศมีพุ่งจากดอกบัว

1. A พุทธศาสนามหายาน นิกายสุขาวดี

พระพุทธเจ้าอมิตาภะเป็นพระพุทธเจ้าที่สำคัญอย่างยิ่งพระองค์หนึ่งของมหายาน “อมิตาภะ” แปลว่า
“แสงสว่างอันหาที่สุดมิได้”

1. B พุทธศาสนามหายาน นิกายอื่น

ในมหาไวโรจนสูตร ยกให้พระองค์เป็นศูนย์กลางมณฑล เป็นตัวแทนของความจริงสากล ในอวตังสกสูตร
ที่มีรากฐานมาจากคัณวยูหสูตรและทศภูมิกสูตร กล่าวว่า พระไวโรจนะพุทธะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก
แห่งแสงสว่าง


2. พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

พระพุทธเจ้าได้ซ่อนความหมายนี้ใว้ในชื่อตระกูลหรือชื่อโคตรของพระองค์ โคตม โคตะมะ โคดม
ซึ่งมีความหมายถึง แสงสว่างอันรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์

หลวงปู่ดุลย์เทศน์ไว้เรื่องจิตคือพุทธะว่า

“.....ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิมเข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน ”

“ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง” = สนิพพานของจิตแต่ละดวง ศาสนาพราหมณ์เขาเรียกว่า “อาตมัน” อาตมันจึงเป็น “อายตนะนิพพาน”

“รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิมเข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน"  = “นิพพานของจิตมวลรวม” ศาสนาพราหมณ์หเขาเรียกว่า “ปรมาตมัน”
 

3. ในศาสนาพราหมณ์  นิยามของ พรหม ใน ภควัทคีตา

สิ่งที่บุคคลควรรู้สูงสุดคือ พรหม
พรหมคือสภาวะอันสูงสุด ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีเบื้องปลาย เป็นอมตะ ไม่เป็นทั้งสิ่งมีอยู่และสิ่งไม่มีอยู่  = อสังขตธาตุ
พรหมหยั่งรู้ถึง อารมณ์ โลภ โกรธ หลง แต่พรหมปราศจากอารมณ์เหล่านั้น = นิพพานธาตุ หรือ อสังขตธาตุ ซึ่งเป็นนามธรรมที่ไม่มีอารมณ์
พรหมไม่มีความยึดมั่นในสรรพสิ่ง = นิพพาน
พรหมคือสภาวะอยู่เหนือความดีและความชั่ว = ภาวะอรหันต์
พรหมมิอาจหยั่งรู้ได้ด้วยการคิดและใช้เหตุผล = ปัญญาทางโลกุตตระธรรม
พรหมคือแสงสว่างเหนือแสงสว่างทั้งปวง


4. ในศาสนาคริสต์

จากคำบรรยายของคริสตจักรแห่งหนึ่ง

ในพระคัมภีร์(คริสต์)บอกว่า พระเจ้าเรียกยอห์นเข้าไปเพื่อจะให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากสิ่ง
เหล่านั้น ก็คือบทที่ 3 ……..

“ ภาพที่ยอห์นเห็นคือภาพของสวรรค์ ก็จะมีพระที่นั่งอยู่พระที่นั่งหนึ่งแต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือยอห์นเห็น
พระเจ้าเป็นแสง  พระคัมภีร์สอนว่า พระเจ้าคือความสว่าง  เพราะฉะนั้นเราอย่าคาดหมายว่า
เห็นพระเจ้าแบบคุณลุงผมขาว ถือไม้เท้า ”

ข้อความตอนหนึ่ง จากพระคัมภีร์และบทเทศน์ คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร

“...แสงสว่างแห่งพระเจ้าจะเป็นแสงนำทางสำหรับมนุษยชาติทั้งมวลอย่างครบครัน.”

พระวจนะของพระเจ้า ท่านให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นแสงส่องนำเดินไปข้างหน้าพระเจ้าทรงสำแดงการ
ทรงนำของพระองค์ทางพระคัมภีร์แก่คนของพระองค์เป็นวิสุทธิมรรค


5. ในวิชาราชาโยคะ

ท่านบราห์มาได้หลุดพ้นเป็นอิสระจากบ่วงกรรม และข้อจำกัดต่างๆบรรลุถึงขั้นที่สมบูรณ์พร้อม
ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) อันเป็นวันที่ท่านได้ละร่างไปที่ถือว่าเป็นบทเรียนสุดท้ายของ
การเปลี่ยนจากมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นเทพ ท่านบราห์มาเห็นรูปลักษณะของ พระเจ้าเป็นแสงที่ไม่มีตัวตน
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #53 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:34:58 PM »

พระพุทธเจ้ากับสิ่งสูงสุดของศาสนาอื่น(ศิวะ อัลเลาะห้ ยะโฮวา ฯลฯ)เป็นพุทะเหมือนกัน « เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2010, 02:07:10 am »

มีผู้มาถามว่า : ผู้ใดมีความเห็นว่า พระพุทธเจ้า กับศาสดาในลัทธิอื่นใดๆ ก็เหมือนๆกัน หรือคำสอนของลัทธิอื่นใดๆ ก็เหมือนกันกับพระธรรมของพระพุทธองค์ที่สอนนิพพานเหมือนกัน

ตอบ

พระพุทธเจ้ากับศาสดาลัทธิศาสนาอื่นไม่เหมือนกันหรอกครับ  คำสอนของพวกท่านก็ต่างกัน  เพราะพระพุทธเจ้าเป็นตถาคต ผู้เป็นสัพพัญญู  จะมีศาสดาองค์อื่นมาเป็นพระพุทธเจ้าในยุค 5000 ปี หลังพุทธกาลไม่ได้ ศาสดาองค์อ่นจึงยังสอนคนให้เข้าถึงนิพพานไม่ได้

อย่างไรก็ตาม..พระพุทธเจ้ากับสิ่งสูงสุดของลัทธิศาสนา(พระศิวะ อัลเลาะห้ ยะโฮวา พ่อเกิดแม่เกิด ฯลฯ) เหมือนกัน   คือเป็นธรรมธาตุ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หรือเป็นพระเจ้าเหมือนกัน  แต่ทำหน้าที่ต่างกันเท่านั้น 

 ธรรมธาตุ ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เรียกว่า อรหันต์ หรืออาตมัน หรือพุทธะ

1. พุทธะผู้ที่เป็นพระบิดา(หรือต้นธาตุต้นธรรม หรือพระพุทธเจ้าองค์ปฐม(อาทิพุทธ) หรือพระธรรม) เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง  = พระพุทธ

2. พุทธะที่พระธรรมสอนอยู่ในจิตมนุษย์  คือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน(โคตมะพุทธเจ้า)ท่านเป็นอวตารสิ่งสูงสุด (ที่เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง)  แต่ท่านเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นตถาคตผู้สอนและชี้ทางให้เรากลับบ้านเก่าหรือนิพพาน = พระธรรม

3. พุทธะที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า(ตถาคต) คือ พระอรห้นต์สาวก = พระสงฆ์

พระรัตนตรัยของแท้ ที่เป็นสิ่งสูงสุดเป็นอย่างนี้ครับ  มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพียงแต่ว่าแยกกันทำหน้าที่เท่านั้น   

หลวงตามหาบัวและพุทธทาสภิกขุ  เป็นตัวอย่างของผู้ที่มีความเห็นเหมือนกับผมว่า พระพุทธเจ้ากับสิ่งสูงสุดของลัทธิศาสนา(พระศิวะ อัลเลาะห้ ยะโฮวา พ่อเกิดแม่เกิด ฯลฯ) เหมือนกัน   คือเป็นธรรมธาตุ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หรือเป็นพระเจ้าเหมือนกัน 


 หลวงตามหาบัว เทศน์บ่อยๆว่า

" มหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุนะ ...เป็นธรรมแท้ ธรรมธาตุ เป็นหนึ่งเดียวกัน.... พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง  ก็มันเป็นแล้วนั่นน่ะ มันมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..."


พุทธทาสภิกขุ จากหนังสือ ไกวัลยธรรม

สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย์" ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีความสิ้นสุด จึงอยู่ในฐานะที่เป็น สิ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง และอยู่ภายหลังสิ่งทั้งปวง หมายความว่า สิ่งทั้งปวง มีความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ท่ามกลาง อาณาจักรแห่งความไม่เปลี่ยนแปลงของ "ไกวัลย์" นั้น. .........

ในความหมายที่กล่าวถึง "พระเจ้า" ในฐานะเป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง ก็ควรหมายถึง "ไกวัลย์" เพราะว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง และสิ่งทั้งปวงก็ออกมาจาก "ไกวัลย์" อาศัยไกวัลย์ตั้งอยู่ ในลักษณะอย่างนี้ ย่อมกล่าวได้ว่า ไกวัลย์ เป็นมารดา ของสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นลูก ที่คลอดออกมาจากไกวัลย์ เปรียบด้วย ฟองน้ำ อันเกิดจากน้ำ ฉันใด ก็ฉันนั้น. (๑๑) .........

ครั้นมาถึง สมัยศาสนาคริสเตียน เกิดหลังพระพุทธศาสนา ประมาณ ๕๐๐ ปี ก็มีการรับรองว่า God หรือพระเจ้า เป็นสิ่งที่ "มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง" คือ มีอยู่ตลอดอนันตกาล สิ่งทั้งปวงนั้น ถูกสร้างขึ้น ด้วยน้ำมือของพระเจ้าทั้งสิ้น อันมีลักษณะ ที่ตรงกันกับ สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม". (๒๙) 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2010, 09:09:12 pm โดย phonsakw » 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างจาก: mankho2001 ที่ สิงหาคม 25, 2010, 10:08:56 pm
แล้วเหตุใดพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ไม่มีพระเจ้า ไม่มีผู้สร้างโลก


1.  มาอีกรายหนนึ่งแล้ว  ทำไมมีคนแบบคุณเยอะเหลือเกินในทุกเว็บ  คิดเองเอง เออออเอง  แต่ไปยัดเยียดความคิดของตนเองให้พระโอษฏ์ของพระพุทธเจ้า  พอให้ไปเอาหลักฐานมา  ก็ไม่มี  แล้วหายหน้าไปเฉยๆ

กรุณานำหลักฐานมาว่า "พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ไม่มีพระเจ้า ไม่มีผู้สร้างโลก"

ผมเจอแต่หลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ท่านเองเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง บางพระสูตรก็ตรัสว่านิพพานเป็นผู้สร้าง

...... ควรเรียกบุคคลผู้นั้นว่าเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดแต่โอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม เป็นธรรมนิรมิต (ผู้ที่ธรรมสร้าง) เป็นธรรมทายาท (ทายาทแห่งธรรม) ข้อนั้นเพราะเหตุไร?

เพราะคำว่า " ธรรมกาย " ก็ดี " พรหมกาย " ก็ดี " ธรรมภูต " ก็ดี " พรหมภูต " ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต " (ที.ปา. 11/51/91)= พระพุทธเจ้านั่นแหละคือพรหมสูงสุดที่เป็นผู้สร้าง   

ลองดูหลักการสูงสุดของศาสนาฮินดูนะครับ
   
   "พวกเราเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพระพรหม เกิดจากพระพรหม พระพรหมเนรมิตขึ้นมา เป็นทายาทของพระพรหม"

วชิราสูตร ยืนยันว่า: ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม เป็นผู้สร้างสรรพสัตว์ 

วชิราสูตร พุทธพจน์ และ พระสูตร ๔๑. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕

ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน ?
ไม่มีผู้สร้าง หรือกล่าวว่าผู้สร้างคือ ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล และความเป็นไปตามธรรมดา

(อิตติวุตตก กัณฑ์ ที่ 1825/275 ว่าด้วยเรื่อง ธรรมชาติ ที่ไม่มีจุดเกิด ไม่ถูกปรุงแต่ง มีอยู่ - จากพระไตรปิฎก ฉบับ ประชาชน หน้า 55) ยืนยันว่า: "นิพพาน" หรือ "อสังขตธาตุ" เป็นผู้สร้างโลกและจักวาล

 อ่าน 2 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ อสังขตธาตุ หรือนิพพาน เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง 
http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=784.0

2.  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนชื่อ พระเจ้า ผู้สร้างโลก เป็นพระพุทธเจ้า  ผู้สร้างโลกแทน  ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลไม่มีจริง เป็นแค่ความว่างเปล่า  แต่เมื่อสัตว์โลกหลงติดในกิเลสอวิชชา และหลงยึดติดกับภาพมายา  เห็นทุกอย่างเป็นของจริงหมด   การสร้างโลกจึงง่ายนิดเดียว  สะกดจิต---สั่งให้จิตประภัสสรหรือจิตพุทธะทุกจิตลืมไปให้หมดว่า  ตัวมันเองเป็นอณูของพระพุทธเจ้าต้นธาตุ-ต้นธรรม  แล้วปล่อยใวรัสกิเลสอวิชชาเข้าไป  พอจิตบริสุทธิติดไวรัสกิเลสอวิชชาแล้ว  เท่านั้นแหละมันก็จะหลงไปว่า ทุกอย่างที่มันพบเจอเป็นของจริงทั้งนั้น

พระพุทธเจ้าต่างๆเป็นเพียงเหล่าผู้พบโปรแกรมฆ่าไวรัสกิเลสอวิชชาเท่านั้นเอง   พระพุทธเจ้าของเราใช้วิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน 4 ฆ่ากิเลสอวิชชาเหล่านั้น  พอกิเลสอวิชชาโดยฆ่าตายหมด  เราก็จะเป็นผู้รู้แล้ว ผู้ตืนแล้ว ผู้เบิกบานแล้ว....ก็ต้องกลับบ้านเก่าคือ นิพพานตามเดิม
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #54 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:37:15 PM »

คำตอบของพระพุทธเจ้าและอดีตพระสังฆราชว่า นิพพานเป็นอัตตา และเจโตวิมุตรักษาโรคได้
« เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2010, 07:12:29 pm »

+++

จากเรื่องเคล็ดลับการรัษาโรคและอายุยืนในพระไตรปิฎก  ผมกล่าวว่า: การทำสมาธิ หรือทำสมถะกรรมฐาน หรือเจโตวิมุติ  ถ้าทำจนถึงระดับอรหันต์ ละความโลภ โกรธ หลงได้หมด  เขาจะรักษาความเจ็บป่วยได้  และยังสามารถยึดอายุไปได้นานเป็นกัปเป็นกัลป์ด้วย....ถ้าเขาต้องการ ตัวอย่างเช่นพระครูเทพโลกอุดรที่มีอายุยืนนานมาหลายพันปีแล้ว   
         
         พระพุทธเจ้าตรัสว่า   "อานนท์! ผู้อบรมอิทธิบาท 4 มาอย่างดีแล้ว ทำจนแคล่วคล่องแล้วอย่างเรานี้ ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึง 1 กัลป์ (คือ ๔,๓๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีมนุษย์, ไม่ใช่ 120 ปีแบบที่สมมุติสงฆ์มั่วตีความ)ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ "   
         
         นี่เป็นเคล็ดลับอายุยืนและไม่เจ็บป่วยจากพระไตรปิฎก

วันนี้ผมข้อเจอ บทความพิเศษ "นิพพานเป็นอัตตา" จากหนังสือเถรบัญญัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๒ 
   http://reocities.com/Tokyo/field/1244/interest/isp05304.htm
   
   พระพุทธเจ้าตรัสชัดเลยว่า:
   
    ดูกรอานนท์ ก็เมื่อเราใช้ อนิมิตตเจโตสมาธิวิหาร ทุกขเวทนาได้สงบลง อาพาธนั้นก็ทุเลาไป นับว่า ไม่สู้กระไรนักในการป่วยของเรา  แล้วก็ตรัสต่อไปว่า ตสฺมาตีหานนฺท อตฺตทีปา วิหรถอตฺตสรณา อนญฺญสรณา เป็นต้น
     
    ความว่า เพราะเหตุนั้นแล อานนท์ ท่านทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ ที่ยึด จงมีตนเป็นที่พึ่งอาศัย อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดังนี้เป็นอาทิ ตามที่ได้ยกมาพูดนี้ ควรพิจารณาดูว่า อะไรเป็นเหตุให้พระองค์ ตรัสกับพระอานนท์ว่า เพราะเหตุนั้นแล อานนท์ ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะที่ยึด จงมีตนเป็นสรณะที่พึ่ง     

    (สมเด็จพระสังฆราช)  เพ่งพินิจไปก็จะเห็นว่า (1)เพราะได้ทรงใช้ อนิมิตตเจโตสมาธิ วิหาร สำหรับระงับทุกขเวทนา อนิมิตตเจโตสมาธิวิหาร นั้นเป็นอะไร ก็คือตัว อสังขตธาตุที่ได้ความบริสุทธิ์เป็นนิพพาน ซึ่งนับว่าเป็นตัว อัตตา ดังกล่าวมาแล้วนั้นแล (2)เพราะฉะนั้น อัตตาในพระพุทธภาษิตนี้คือ พระนิพพาน ฯ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #55 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:40:47 PM »

ทำบุญ-ทำบาป ก็ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น มีแต่รู้อริยะสัจ 4 จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ
« เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2010, 12:23:52 am »

ทำบุญ-ทำบาป ก็ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น มีแต่รู้อริยสัจ 4 จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ


มิจฉาทิฏฐิ คือ  ความเห็นผิด  หรือเป็นทิฏฐิปาทาน คือความยึดมั่นด้วยทิฏฐิ  ถ้าพิจารณาแบบโลกุตระ ทั้งบุญ-บาป ล้วนเป็นความยึดมั่นด้วยทิฏฐิ  หรือ ทิฏฐิปาทาน  หรืออุปทานทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ในทางโลกหรือโลกียะ การเห็นชั่วว่าเป็นดี เห็นดีว่าเป็นชั่ว เห็นบาปว่าเป็นบุญ เห็นบุญว่าเป็นบาป  เรียกว่า   "สมาทานมิจฉาทิฏฐิ" อันนี้ไปทุคติแน่นอน  เพราะเป็นความเห็นผิดที่วิปริต ผิดจากทำนองคลองธรรม  ผิดมโนธรรมที่อยู่ในจิต

แต่ถ้าเป็นทิฏฐิปาทาน คือความยึดมั่นด้วยทิฏฐิ  ที่ถูกทำนองคลองธรรม แล้วมีเจตนาทำตามมโนธรรม ที่เรียกว่า "กุศล หรือบุญ"  ความยึดมั่นตามมโนธรรมที่ถูกทำนองคลองธรรม และทำกุศลกรรมต่างๆ ก็จะนำไปสู่สุคติภูมิหรือสวรรค์

พระยามารที่เป็น"สมาทานมิจฉาทิฏฐิ"  ฝรั่งเขาเรียกว่า ซาตาน  ที่อยู่ คือ นรก
พระยามารที่เป็น"มิจฉาทิฏฐิ" ทางด้านโลกุตตระ แต่เป็นสัมมาทิฏฐิทางด้านโลกียะ คือ ทำถูกต้องทำนองคลองธรรม  ทำแต่บุญไม่ทำบาป เรียกว่า "พญามาราธิราช หรือ วสวัตตีมาร " ที่อยู่ คือ สวรรค์ชั้น 6 หรือสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัสตี

สรุป

ในระดับโลกหรือโลกียะ การทำบุญถือเป็นสัมมาทิฏฐิ   การทำบาปถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ในระดับโลกุตตระ บุญและบาป ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น   สิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิมีเพียงได้ปัญญา ทำให้ละทั้งบุญ ทั้งบาป  ทีเป็นความยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นอุปทาน

พญามารไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีฝ่ายชั่ว  ก็ล้วนเป็นผู้ทำให้มนุษย์หลงทางอยู่ในสังสารวัฏฐ์ออกมาไม่ได้ จึงเป็นพวกที่มีมิจฉาทิฏฐิ  ส่วนความเห็นชอบ หรือสัมมาทิฏฐิ ที่พระพุทธองค์ตรัสถึง คือ ผู้ที่ทำจิตหลุดพ้นจากอุปาทาน

ภิกษุ ท.! ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) เป็นอย่างไร?
ภิกษุ ท.!
             ๑) ความรู้ในทุกข์
                ๒) ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
                ๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
                ๔) ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใดนี้
เราเรียกว่า ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อย่าเพิ่งพึงกล่าวเช่นนี้ ........."ทำบุญ-ทำบาป ก็ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น".........

บุคคลอันยังไม่แยบคายในธรรมแล้ว ยังให้สับสนและเสียประโยชน์ในการไปสู่เส้นทางแห่งการดับทุกข์(มรรค)

พึงกล่าว ........."ทำบุญ-ละบาป เพื่อสร้างสัมมาทิฏฐิ อันเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์".........

จะยังประโยชน์ต่อมหาชนให้เข้าถึงอริยสัจได้มากกว่า...AVATAR
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #56 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:43:13 PM »

กรวดน้ำ/เผากระดาษเงินกระดาษทอง อุทิศกุศลได้ทั้งนั้น « เมื่อ: สิงหาคม 15, 2010, 06:16:44 pm »

กรวดน้ำ/เผากระดาษเงินกระดาษทอง อุทิศกุศลได้ทั้งนั้น  ขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้รับ/ผู้ส่ง


จากเรื่อง 49 วัน หลังความตาย

เจ็ดวันรอบที่ สี่

เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษ เงินกระดาษทอง การจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ย ากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูก หลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม ้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์


ตอบ ผู้ที่เขียนเรื่องนี้เข้าใจผิดอย่างแรง เพราะไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ คงเป็นชาวพุทธเถรวาท หรือเป็นคนจีนที่เกิดในเมืองไทย
จริงๆ การเผากระดาษเงินกระดาษทอง คนจะทำการ ถ้าเขาไม่เชื่อ และวิญญาณผู้รับก็ไม่เชื่อ สิ่งนั้นย่อมเป็นขยะไป

แต่ถ้าเขาเชื่อและวิญญาณผู้รับก็เชื่อด้วย ย่อมเห็นผล เพราะเขาจะควักเงินตัวเอง = การเสียสละ จึงเป็นกุศล ย่อมส่งกุศลนั้นผ่านกระดาษเงินกระดาษทองโดยใช้ธาตุไฟ เป็นตัวส่งกุศลนั้นไปถึงผู้ตายได้

คนไทยทำบุญตักบาตร ส่ง(อุทิศ)ผลบุญให้เหล่าวิญญาณโดยใช้น้ำ - กรวดน้ำ

น้ำ และ ไฟ เป็นสิ่งกลางที่ใช้เป็นสื่อไนทุกภพภูมิ การกรวดน้ำ และ ใช้ไฟเผาวัตถุ จึงสามารถอุทิศส่งผลบุญไปให้วิญญาณผู้ตายได้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อและวัฒนธรรม(ศาสนา)ของเขาด้วย


คนในศาสนาอิสลาม เขาจะรับกุศลผลบุญจากคนที่ยังไม่ตายช่วยส่งไปให้ได้อย่างไร


ตอบ อิสลามเขาเชื่ออย่างไรล่ะครับ เขาเชื่อว่า มีพระเจ้าองค์เดียว และพระเจ้าองค์นั้นสามารถช่วยเหลือวิญญาณผู้ตายได้

น้องผมเคยอยู่อิหร่าน เขาเล่าว่า วิญญาณคนอิหร่านเคยมาหาเขาเพื่อขอบคุณ ที่เขาสวดมนต์บทแผ่เมตตาของชาวพุทธ สัพเพ สัตตาอะไรสักอย่าง วิญญาณคนอิหร่านได้รับ เขาบอกว่า "เขาอิ่มนานเลย ไม่หิวอีก"

ที่อิหร่านในพิธีทำบุญขอบคุณพระเจ้า อะไรสักอย่าง มีการบูช่ายัณ แล้วพระเจ้าส่งของที่ชาวบ้านบูชายัณมาให้เหล่าวิญญาณคนอิหร่าน วิญญาณได้กินเหมือนกัน แต่กินแล้ว อิ่มไม่นานก็หิวอีก

ผมเลยตอบน้องชายไปว่า การแผ่เมตตาจากสมาธิออกให้วิญญาณ สามารถทะลวงอบายภูมิ แม้แต่นรกอเวจี ไปช่วยวิญญาณบาปได้ ขึ้นอยู่กับสมาธิเขาอยู่ในฌานไหน

การสวดมนต์ ก็เป็นอุบายในการทำสมาธิแบบหนึ่ง ย่อมส่งให้วิญญาณได้ บทสัพเพ สัตตา จะมีกำลังส่งไปถึงวิญญาณได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับจิตของผู้นั้นนิ่งถึงระดับไหน

คนอิสลามเชื่อว่า มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยวิญญาณต่างๆได้ ด้วยเหตุนี้อาหารบูชายัญนั้น จึงต้องส่งผ่านพระเจ้า

แต่ถ้าชาวพุทธเถรวาทไปอุทิศกุศลโดยการกรวดน้ำให้วิญญาณคนอิสลามที่เคร่งครัดมากๆล่ะ.... เขาย่อมไม่ได้รับกุศลผลบุญนั้น เพราะเขาไม่เชื่อ เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวที่ทำได้ วิญญาณคนอิสลามนั้นอยู่ในเมืองไทยมาตลอดชีวิต และไม่ได้เคร่งครัดมากล่ะ.... เขาย่อมได้รับกุศลผลบุญนั้น เพราะเขาเชื่อ หรือแม้ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้สนิทใจ

แต่ถ้าเป็นการแผ่เมตตา ไม่ว่าเขาจะเป็นพุทธ เป็นคริสต์ หรืออยู่ศาสนาใด เขาย่อมได้รับผลบุญทั้งนั้น ผมเคยอยู่ในหมู่บ้านหนึ่ง มีวิญญาณคนอิสลามอยู่มาก ผมแผ่เมตตาจนวิญญาณเหล่านั้นไปหมดทั้งหมู่บ้าน เพื่อนสนิทผมคนหน่งที่ตายไปแล้วเป็นคริสต์ เกิดเป็นเปรต ผมยังแผ่เมตตาช่วยเขาได้ มันดีใจมาก กระโดดขี่หลังผมเลย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุณ สำนึกความเลว เขียนว่า:

ถึงเขาจักได้รับก็มิมีอันจะใช้ได้เลยเเม้เเต่น้อย


อย่าเพิ่งมั่นใจอย่างนั้น ไอ้แบ๊งค์ร้อยเมืองไทย คนในโลกโดยเฉพาะเมืองไทยยังรับ และใช้ซื้อของได้เลย แล้วแบ๊งค์กงเต๊กหรือแบ๊งค์เผาผีของคนจีน จีนปรโลกเขารับรอง ทำไมจะใช้ไม่ได้

กุศล สร้าง การยอมรับในแบ๊งค์ร้อย แบ๊งค์ดอลล่าร์ฉันใด

กุศล ก็สร้าง การยอมรับในแบ๊งค์กงเต๊กหรือแบ๊งค์เผาผีของจีนฉันนั้น
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #57 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:46:11 PM »

นิพพาน กับ อายตนะนิพพาน ไม่เหมือนกัน « เมื่อ: สิงหาคม 27, 2010, 11:04:49 pm »

นิพพานมี 2 อย่าง

1. อายตนะนิพพาน 
2. นิพพาน

1. อายตนะนิพพาน = ธรรมกาย  สิ่งนี้เป็นอัตตา


พระไตรปิฎกบาลี ที.ปา.๑๓/๔๙/๘๕

"ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีอัตตา (ตน) เป็นที่พึ่ง มีอัตตาเป็นสรณะ จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่เถิด "

(อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา)

อายตนะนิพพาน(ธรรมกาย) มีทั้งอายตนะภายในของแต่ละบุคคล(ธรรมกายแต่ละคน)  และมีทั้งอายตนะนิพพานกายนอก(ธรรมกายภายนอก) = เมืองพระนิพพาน

ในทางมหายานเรียกตัวอายตนะนิพพาน(ธรรมกาย)แต่ละบุคคลว่า "สัมโภคกาย"   และเรียกอายตนะนิพพานกายนอก(ธรรมกายภายนอก) หรือ เมืองพระนิพพาน ว่า "พุทธเกษตร"

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถึง อายตนะนิพพาน ว่า:

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย "อายตนะนั้นมีอยู่" ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญ
จายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็น
การไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิ
ได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ"

พระอวโลกิเตศวรยืนยันกับพระสารีบุตรว่า ธรรมกาย คือ อายตนะนิพพาน  บันทึกอยู่ในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระอวโลกิเตศวรตรัสสอนพระสารีบุตรว่า

" ธรรมกาย ก็คือปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งพระตถาคตตรัสรู้ ก็คือ อายตนะนิพพานนั้นเอง ย่อมปราศจากการมาในอดีต ฤาการไปในอนาคต แลในปรัตยุบันกาลเล่าก็ปราศจากการตั้งอยู่มั่นคง "

 สรุป

 สภาวธรรมแห่งการตรัสรู้ของพระตถาคต (องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)ซึ่งเป็นแก่น คือ ธรรมกาย=อายตนะนิพพาน  ในขณะที่มหายานเรียกธรรมกายตัวนี้ว่า "สัมโภคกาย"  เป็นกายทิพย์ที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร   คัมภีร์เถรวาทเรียกกายทิพย์ที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดรว่า "กายธรรมหรือธรรมกาย"
   
 2. นิพพาน คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่มหายานเรียกว่า "อาทิพุทธ" หรือธรรมกาย

เถรวาทเรียก "นิพพาน"  ส่วนมหายานเรียกนิพพานว่า "ธรรมกาย"
อายตนะนิพพาน เถรวาทเรียก "ธรรมกาย"  ส่วนมหายานเรียกนิพพานอายตนะนิพพานว่า "สัมโภคกาย"

ธรรมกายตามความหมายของมหายาน
=  พุทธภาวะแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่งในจักรวาล
=  แสงสว่างสุกสกาวในความว่างเปล่า(สุญญตา)
=  ท้องฟ้าอันเวิ้งว่างสุกใสแห่งบรรยายกาศ
=  ธรรมธาตุทั้งหมด
=  อาทิพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
=  ธรรมชาติอันเปลือยเปล่าแห่งสรรพสิ่ง มีแสงสว่างในตัวเองเพราะเป็นธาตุรู้ (ธรรมธาตุ)

หลวงปู่ดู่ฯ อธิบายว่า:

"นิพพานจริงๆแล้ว เป็นความว่าง ไม่มีอะไรเลย"

หลวงปู่ดุลย์อธิบายว่า :

" โดยปราศจากรูปปรมาณู(หมายถึง ดับวิญญาณธาตุและดับนามรูปแล้ว) ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน"

ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง = ความว่างของจิตแต่ละดวง จึงบริสุทธิ์และสว่าง = อายตนะนิพพาน(ธรรมกาย)
รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน     = อาทิพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์รวมกัน = ธรรมกายในความหมายของมหายาน

ในศาสนาพราหมณ์   นิพพานหรือโมกษะ คือ การที่อาตมันย่อยหรือชีวาตมัน  เข้ารวมเป็น  เอกภาพกับพรหมัน
ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน"

อาตมันย่อย            = อายตนะนิพพาน
เอกภาพกับพรหมัน = นิพพาน หรือ อาทิพุทธ หรือ ธรรมกายตามความหมายของมหายาน

สรุป

เถรวาท เรียก อายตนะนิพพานว่า "ธรรมกาย"     เรียก พุทธภาวะแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่งในจักรวาล ที่เป็นแสงสว่างสุกสกาวในความว่างเปล่าว่า "นิพพาน"

มหายาน เรียก อายตนะนิพพานว่า "สัมโภคกาย" เรียก พุทธภาวะแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่งในจักรวาล ที่เป็นแสงสว่างสุกสกาวในความว่างเปล่าว่า "ธรรมกาย" หรือ "อาทิพุทธ"

แท้จริงแล้ว อาทิพุทธ ก็คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์   ปรมาตมัน ก็คือ สัมโภคกายแต่ละดวง(เรียกแบบมหายาน) ที่ว่างและสว่าง ไปรวมกับ ความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 eye เขียน:

อิอิ

เป็นแบบป๋าพอลก็มีพุทธเกษตรเดียวนะจิ่

"พุทธเกษตรเมืองพระนิพพาน"

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ไปเป็นศาสดาเอกอยู่ในพุทธเกษตรเดียวกัน


ตอบ
 

หาใช่เช่นนั้นไม่  มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงพระนิพพานโดยง่าย   ต้องปฏิบัติแบบหลวงปู่มั่น ซึ่งล้านคนจะเข้าถึงสักคน   จึงด้องอาศัยพุทธบารมีพระองค์ต่างๆเข้าช่วย  เพื่อไปเกิดในพุทธเกษตรต่างๆเอาไว้ก่อน และค่อยๆละกิเลสที่นั่น  ไม่ต้องไปอยู่ในสวรรค์นรกของสังสารวัฏฏ์  และมาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกอีก  ซึ่งก็ต้องเผชิญกิเลสและรับวิบากกรรมต่างๆอีก ทำให้ยากต่อการเข้านิพพาน

แต่ถ้าอาศัยพุทธบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เช่น พระอมิตาภพุทธเจ้า หรือบารมีของพระโพธิสัตว์ที่มีพุทธเกษตร เช่น พระเยซู   เราก็ไม่ต้องไปวนเวียนในสวรรค์นรกในสังสารวัฏฏ์อีก  แล้วค่อยๆฝึกละกิเลสที่นั่น ด้วยเหตุนี้ ศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธมหายานนิกายสุขาวดี  พวกเขาเกิดครั้งเดียวบนโลกนี้ และก็ตายครั้งเดียว และไปเกิดในพุทธเกษตรที่ตนเลือกไว้แล้ว ตามความเชื่อของตน

พอละกิเลสหมดแล้ว  เราก็เลือกเอาว่าจะเข้านิพพานที่เป็นพุทธภาวะแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่งในจักรวาล  ซึ่งเป็นแสงสว่างสุกสกาวในความว่างเปล่า(สุญญตา) = ธรรมกายตามความหมายของมหายาน(นิพพานตามความหมายเถรวาท)  หรือเราจะคงอยู่เป็นสัมโภคกายในพุทธเกษตรต่อไป เพราะนิพพานมี 2 อย่าง

1. อายตนะนิพพาน มีเมืองพระนิพพาน พุทธเกษตรต่างๆรองรับ บุคคลต้องละราคะโทสะโมหะให้หมด ละความยึดมั่นในขันธ์ 5  จึงจะได้ ธรรมกาย ซึ่งเป็นอายตนะนิพพานของพระอรหันต์  สิ่งนี้เรียกว่า "บุคคลศูนยตา"

 2. นิพพานแท้ แสงสุกสกาวที่เป็นกาวะดั้งเดิมของจักรวาล  อายตนะนิพพาน(ธรรมกาย) ต้องละความยึดถือแม้ในพระนิพพานตัวแรก ซึ่งเป็นเมืองพระนิพพาน ฟรือพุทธเกษตร และละธรรมกายของตนเองด้วย  สิ่งนี้เรียกว่า "ธรรมศูนยตา"     
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2010, 09:51:55 pm โดย phonsakw » 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิพพาน  รออยู่

รอ ผู้รู้ ทฤษฎี  ให้ปฏิบัติไป สัมผัส

แล้วจะเลิกอ้างโน่น นี่

นั่นเทียว  .........ผู้เล็งเห็นทุกข์

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #58 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:48:15 PM »

พระพรหมที่เอราวัณเป็นคนไทยนะครับ « เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:24:48 pm »

คุณต้องเล่าว่า....เมื่อดิฉันทำบาปอะไร มักจะได้รับผลกรรมนั้น ในทันที หรือในระยะใกล้นั้นเลย  อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าดีใจค่ะ  เพราะแสดงว่าเราได้ชดใช้กรรมที่เบาในชาตินี้เลย  แล้วเราก็กลัวที่จะกระทำบาปด้วย  เพราะมันจะตอบสนองเราอย่างทันตาเห็น

ในโลกนี้ไม่เคยมีใครไม่เคยทำบาปมาก่อน การสำนึกผิดและงดเว้นจากการประพฤติผิดต่างๆ  พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะเกิดผลดังนี้สำหรับบาปที่เคยทำมาแล้ว

"บุคคลที่ไม่ได้ อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยก็ตกนรก แต่กับบุคคลผู้ได้อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย ผลกรรมก็จะทำให้เจ็บแสบในชาติปัจจุบันเท่านั้น"

"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นนำเขาไปสู่นรก บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่บาปกรรมให้ผลเพียงในปัจจุบันชาติเท่านั้น (ทิฏฺฐธมฺมเวทนีย์)(แล้ว)ไม่ปรากฎผลอีกต่อไป"

“บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก? คือบุคคลผู้มิได้อบรมกาย มิได้อบรมศีล มิได้อบรมจิต มิได้อบรมปัญญา มีคุณธรรมน้อย ใจต่ำ บุคคลเช่นนี้แหละ ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก"

“บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อย แต่บาปนั้นให้ผลอันแสบเผ็ดเพียงในชาติปัจจุบันแล้วไม่ให้ผลอีกต่อไป? คือบุคคลผู้ได้อบรมกายแล้ว อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณธรรมมาก มีใจใหญ่อยู่ด้วยคุณ มีเมตตาเป็นต้น อันหาประมาณมิได้"


มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนที่ทำงานเกิดอุบัติเหตุแขนหัก หรือเดาะไม่ทราบ  เขาโทรมาขอร้องให้ดิฉันรับภาระในดรวจเวรที่ทำงานแทนเขา  เพราะเขาอาจต้องไปรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลหากว่าผลตรวจออกมาว่าจะต้องผ่าตัด  เขาก็จะต้องผ่าตัดในวันที่เขาจะต้องมาตรวจเวร  ซึ่งดิฉันคิดว่าธุระไม่ใช่  เพราะหากดิฉันลืมไปตรวจ  ก็จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน  ดิฉันจึงปฏิเสธไป  แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า ถ้าไม่มีใครจริง ๆ ก็บอกแล้วกัน  (แต่เจตนาคือไม่อยากยุ่ง) ภายหลังทราบว่าเขาเข้ารับการผ่าตัดวันนั้นจริง แต่คงให้คนอื่นตรวจเวรให้ .........................

คุณต้องครับ

1. เมื่อ 20 กว่าปีก่อนผมนั่งซ้อนท้ายมอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง แล้วไปชนกับมอร์เตอร์ไซค์อีกคัน  ผมกระดูกหัวเข่าร้าว  จังหวะที่ชนกันนั้น  จิตของผมเห็นภาพตอนที่ผมไปทำร้ายตนอื่นบาดเจ็บหนักสมัยวัยรุ่น...งง.ว่าภาพเหล่านั้นมันเข้ามรในหัวในเวลานั้นได้อย่างไร

2. ตอนผมอายุ 30 ปี  ผมอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่ง  ผมสงสัยเหลือเกินว่า คนที่ดีขนาดผม ทำบุญมานับคั้งไม่ถ้วน แล้วยังทำสมาธิทุกวัน  เหตุใดฟ้าจึงกลั่นแกล้งผมอย่างนี้

บังเอิญผมเป็นคนที่สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณได้  ผมจึงไปที่ศาลพระพรหมโรงแรมเอราวัณ  ขอให้ท่านช่วยตอบคำถามของผมที

จากนั้นไม่นาน ตอนบ่ายวันเสาร์  ผมนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น(ภวังค์) แต่ยังรู้สึกตัวอยู่  จิตผมเห็นชายคนหนึ่งอยู่หน้าประตูบ้าน มีรังสีรอบตัว  ใจของผมเหมือนมีคนบอกว่าพระพรหมมาหา ผมสงสัยว่าทำไมพระพรหมองค์นี้ไม่มี 4 หน้า และเป็นคนไทย  ตอนหลังผมไปค้นคว้าดู จึงพบความจริงว่า หลวงสุวิชชาอัญเชิญ พระปิ่นเกล้า ซึ่งเกิดไปเป็นพรหมมาอยู่ที่ศาลพระพรหมโรงแรมเอราวัณ  แต่เรื่องนี้ขอผ่านไปก่อนนะครับ

ท่านหายตัวเข้าบ้านผม มายืนอยู่ข้างๆผม  ท่านให้ผมเห็นกรรมที่ผมก่อไว้กับผู้หญิงหลายคนมากสมัยเป็นหนุ่ม  ช่วงนั้นผมจัดได้ว่าเป็นเสือผู้หญิง  แล้วท่านให้ผมรู้ว่า  ตายไปผมจะไปลงนรกของพวกลักเพศ โดนเล่นประตูหลังซะน่วม  แล้วยังอาจต้องเกิดใหม่มาเป็นขวัญใจพวกลักเพศด้วย

จังหวะที่ผมเห็นกรรมและวิบากกรรมเหล่านั้น  ผมไม่แก้ตัวอะไรกับพระพรหมเลย  ผมยอมรับผิดอย่างเดียว และบอกว่ากรรมที่ผมต้องหักถือว่าเบามากเหลือเกิน  ถ้าต้องลงนรกไปรับกรรม ผมก็น้อมรับ ไม่ขอหลีกเลี่ยง  เพราะเราทำขั่วเช่นนั้นจริงๆ  กลับไปแก้ตัวใหม่ก็ไม่ได้  แม้ว่าพอเราโตแล้ว เราไม่มีพฤติกรรมแบบนั้นอีกก็ตาม

จู่ๆ...พระพรหมก็บอกผมว่า  กรรมในนรกและกรรมเรื่องนี้ของเจ้าสลายไปแล้ว  ผมสงสัย เลยถามว่า  "อะไรกัน บาปกรรมของผมหายไปได้อย่างไร  ก็ผมยอมรับผิดแล้ว  จะลงโทษอย่างไรในนรก  ผมก็เต็มใจ  แต่ผมจะไม่เป็นเสือผู้หญิงแบบนั้นอีก"

ผมยังไม่ทันพูดจบ พระพรหมก็ตอบกลับมาว่า "ให้ไปค้นในพระไตรปิดฎก อีกหน่อยเจ้าจะรู้เอง"

นี่เป็นที่มาที่ผมเข้าไปในเว็บไหน  ผมก็ต้องนำเรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม (การสำนึกบาปและตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำบาปข้อนั้นอีก)ออกเปิดเผยให้ชาวพุทธทุกคนรับรู้ว่า  มันทำให้วิบากกรรมบนโลกของเราเบาบางลง  ส่วนวิบากกรรมในนรกไม่มีอีก
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 963


ดูรายละเอียด
« ตอบ #59 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 11:00:25 PM »



.....................ขอเชิญคุณลุง phonsak(w)    และท่านที่เป็นแฟนคุณลุง phonsak(w) เชิญโพสต์กันต่อได้ตามอัธยาศัยครับ..................








 

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
พิมพ์
กระโดดไป: