KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับกระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:49:05 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
"ทุกวันนี้จะไปไหน อันตรายเหลือเกิน
เดินไปไหนมาไหนก็มีเชื้อโรค
ออกไปข้างนอกก็มีกราดยิง
สมัยนี้มันเป็นยุคมิคสัญญี
เราจะมีอะไรเป็นที่พึ่งดี?
แน่วแน่ในศีล แน่วแน่ในภาวนา
นี่ล่ะ...จะเป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน"

หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต

 22 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:46:27 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
ฝึกจิตผจญ Covid- 19

เป็นไข้
ไปไหนมาแล้วปกปิด
กลัวแจ็กพอตแตกเข้าตัว
กลัวสังคมรังเกียจ
กลัวการถูกกักกันยืดยาว
ทำตนเป็นความเสี่ยงของตนและคนอื่น
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นภัยในวงกว้างอย่างใหญ่ได้
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยความประมาท
ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมใหญ่
จึงเป็นบาปใหญ่ในทางอันตราย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตต่อไป
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตเสี่ยงภัยถึงชีวิตยืดเยื้อไม่จำกัด
ไปเที่ยวต่างประเทศ
กลับมาแล้วกักตัวเอง ๒ สัปดาห์ตามข้อควรปฏิบัติ
ด้วยความคิดว่าไม่อยากเอาตัวเอง
ไปเป็นความเสี่ยงให้กับคนรอบข้าง
แม้จะต้องเสียหายเรื่องการงานก็ตัดใจสละ
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยการให้ทานอย่างใหญ่
มีความเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ
จึงเป็นบุญใหญ่ในทางปลอดภัย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตหน้า
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตปลอดภัย
ไม่รู้สึกต้องระวังชีวิตแบบห่วงหน้าพะวงหลังไม่หยุด
และได้รับความเมตตากรุณาตั้งแต่เกิด
ในจังหวะที่บุญเก่านี้เผล็ดผล
รู้ตัวว่าติดไวรัสร้าย
แล้วไม่ตื่นตระหนก
เล็งสถิติที่มีคนหายมากกว่าคนตาย
จัดเป็นกรรมว่าด้วยการฝึกสติ
ไม่ตื่นตูมเกินเหตุ
ผลย่อมปรุงแต่งจิตใจให้เห็นอะไรตามจริง
ไม่วิ่งเต้นเหนื่อยเปล่ากับเรื่องที่ยังไม่ใช่เรื่อง
รู้ตัวว่าเข้าข่ายติดไวรัสแล้วไม่รอด
ถือโอกาสใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายจากความเป็นพุทธ
หยุดความยึดติดว่าต้องมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ
หยุดความทึกทักว่าตัวเองต้องตายตามชราภาพ
หยุดความอยากโวยวายหรือลากใครต่อใครตามไปด้วย
หันมาหมั่นสำรวจใจว่า นาทีนี้ถ้าจะตาย
เราจะเอาจิตดีๆ หรือความคิดร้ายๆ
ตายตามตัวเราไป
เมื่อซักซ้อม เมื่อไถ่ถามตัวเองบ่อยพอ
จนกระทั่งเวลาที่เหลือไม่อยากทำอะไรมากไปกว่า
บำเพ็ญจิตให้สว่าง ตามแนวทางการเจริญสติ
จนรู้ว่าสังขารไม่เที่ยง ไม่มีลมหายใจใดเป็นลมเดิม
ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดคงอยู่ในหัวตลอดไป
อะไรๆเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรม
ทั้งที่ทำแล้ว และที่กำลังทำในบัดนี้
จนจิตเกิดปัญญา ได้ข้อสรุปว่า
ไม่มีตัวเรา ไม่มีเราที่จะหายไป
มีแต่การเลิกหลงว่าเป็นเรา
ความรู้แจ้งว่าอะไรๆเป็นอนัตตานั่นแหละ
คือทางออกของความกลัว
คืออิสรภาพจากความทุกข์
เราจะเอาปัญญาแบบพุทธนั้นแหละไปตาย
เมื่อถึงเวลาตายจริงจิตย่อมตกผลึก
รวมลงเป็นสมาธิขั้นสูง
เห็นแจ้งแทงธรรม
อันเหนือการมีทุกข์
พ้นจากการเวียนกลับมาเป็นทุกข์ได้จริงๆ!

ดังตฤณ

 23 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2020, 02:49:03 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
"สมเด็จพระสังฆราช" ประทานพระคติธรรมเนื่องใน "วันมาฆบูชา"

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.63 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานคติธรรม
เนื่องในวันมาฆบูชาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ความว่า

ดิถีมาฆบูชาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ในดิถีเพ็ญเดือน 3 ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือน ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ และเป็นพระอรหันต์ โดยมีหลักการสำคัญที่ทรงพระมหากรุณาประทานไว้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง
2. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ
3.การชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

โดยสารัตถะแห่งโอวาทปาติโมกข์นั้น นอกจากเป็นการประทานหัวใจของพระพุทธศาสนา ยังทรงสั่งสอนหลักสำหรับการเผยแผ่พระศาสนาไว้ด้วย มีหลัก 2 ประการแรกว่า
การไม่กล่าวร้าย และการไม่ทำร้าย เป็นต้น
ทั้งนี้แม้ผู้สดับพระธรรมเทศนาเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ล้วนเป็นพระภิกษุบริษัท หากแต่พระธรรมย่อมเป็นของสาธารณะสำหรับทุกชีวิต ที่ควรน้อมนำเข้ามาสู่ตน ไม่จำกัดว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทุกคนจึงพึงน้อมนำหลักการ "ไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย" มาเป็นพื้นฐานของการครองตน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกระแสข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือยุยง
ซึ่งอาจนำไปสู่ความร้าวฉานถึงขั้นประหัตประหารกัน หากทุกท่านยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะไม่กล่าวร้าย และไม่ทำร้ายใครๆ ไม่ว่าในกาลไหนๆตามหลักการของโอวาทปาติโมกข์
ถ้าท่านได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจ ก่อให้เกิดความโกรธเคือง หรือขุ่นข้องหมองใจ ท่านย่อมสามารถระงับการกระทำทางกายและทางวาจาที่เกรี้ยวกราด หยาบช้าหรือรุนแรงไว้ได้ ก่อให้เกิดสันติภาพในหมู่คณะรอบตัวท่าน อันจักขยายผลไปสู่ชาติบ้านเมือง และสังคมโลกได้ในที่สุด

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความงอกงามไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ



 24 
 เมื่อ: มกราคม 05, 2020, 01:40:05 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2563 ครับ
ผ่านพ้นไปอีก 1 ปีครับ ขอให้ทุกท่านสะสมคุณงามความดี และสร้างบารมีบุญกุศลให้เจริญงอกงามกันต่อไปนะครับ

ในโอกาสนี้ขออัญเชิญพรพระราชทานปีใหม่ของสมเด็จพระสังฆราชเนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓

ขอท่านจงเป็นผู้กล่าววาจางาม เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ เทอญ

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า
          บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง
          “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม หรือด้วยการอ้อนวอนร้องขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาดลบันดาล หากแต่ด้วยการมีสติรู้ตัว งดเว้นจากการกระทำ การพูด และการคิดชั่ว นับเสียแต่บัดนี้ แล้วมีสัมปชัญญะรู้คิด ในอันที่จะทำสิ่งที่ดีงามให้ทวียิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะจิต ในที่สุดก็ย่อมจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย นำพาให้ได้รับผลอันพึงปรารถนาในเบื้องหน้า ในขณะเดียวกัน หากท่านกำลังเผชิญกับความทุกข์ ก็จงอย่าท้อแท้ อย่าหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกห่อเหี่ยวตรอมตรม และอย่าตีโพยตีพายโทษผู้หนึ่งผู้ใด แต่จงเร่งใช้โอกาสที่ประสบความทุกข์อยู่นั้น เป็นเครื่องฉุกใจให้คิดได้ ให้ตระหนักเห็นถึงสภาวลักษณะตามธรรมดาของโลก ให้เข้าใจในความจริงว่าไม่มีชีวิตใดเลยที่ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ แล้วปฏิญาณในใจ ณ ขณะปัจจุบันนั้นว่า จะไม่เผลอทำชั่ว ซึ่งย่อมส่งผลเป็นความทุกข์ในอนาคตอีก พร้อมกับเร่งขวนขวายศึกษาอบรมตน ให้งอกงามด้วยคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
          ผู้ปรารถนาความสุขในปีใหม่ จึงพึงระลึกรู้อยู่เสมอว่า ต้นเหตุของความทุกข์ คือการประกอบกรรมชั่ว ต้นเหตุของความสุข คือการประกอบกรรมดี การที่คิดว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว จัดเป็นความคิดอย่างมิจฉาทิฐิ ด้วยเหตุที่ยังไม่มีปัญญาสอดส่องรู้ถึงกฎแห่งกรรม อันเป็นกฎแห่งธรรมะ ท่านทั้งหลายควรเริ่มต้นแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง แล้วไม่ประมาทในการศึกษาอบรมเพิ่มพูนคุณธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าสืบไปเถิด
          ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณงามความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ จงบันดาลความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติ และประชาชน ยังความปราโมทย์เบิกบานพระกมล ให้บังเกิดใน สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อจักได้เสด็จสถิตธำรง ทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยอยู่ยิ่งยืนนาน ทรงปกป้องพสกนิกร ให้ภิญโญสโมสรด้วยความสุขเกษมศานต์ ตลอดพุทธศักราช 2563 โดยทั่วกัน เทอญ

 25 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2019, 11:01:02 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
สวัสดีครับ...
หายไปนานเลยครับ
ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าอย่างไรบ้างคุยสู่กันฟังบ้างนะครับผม

 26 
 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2019, 10:47:30 PM 
เริ่มโดย golfreeze - กระทู้ล่าสุด โดย golfreeze
เพชรแห่งธรรม

โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

คำนำ

เมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๗   หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ได้ไปจำพรรษาที่วัดจวงเหยิน รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  ประมาณเดือนสิงหาคม ท่านได้บันทึกเทปธรรม ๑ ตลับส่งมาให้แก่คณะสงฆ์และนักปฏิบัติธรรม วัดเขาคงคา อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติ

บันทึกเทปดังกล่าวมีความยาว ๑๒๐ นาที แบ่งเป็นสองตอน ตอนแรกท่านใช้ชื่อว่า “สนทนาธรรมกับท่าน” ตอนที่สองใช้ชื่อว่า “ฝากธรรมถึงเพื่อน”  ต่อมาได้มีการนำคำบรรยายทั้งสองตอนไปตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง เพชรแห่งธรรม

ตอนแรกของคำบรรยาย หลวงพ่อได้ปูพื้นให้เห็นความสำคัญของการฝึกตนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากศาสนา โดยเฉพาะการฝึกให้ “ใจดี” เพื่ออยู่ในโลกอย่างไม่มีความทุกข์  สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องแต่ก็ปล่อยวางได้ในเวลาเดียวกัน  ไม่ปล่อยให้อารมณ์อกุศลครอบงำใจ  คำถามหนึ่งของท่านที่ชวนให้ฉุกคิดก็คือ  “เดี๋ยวนี้ท่านมีกายท่านมีใจ (แต่)ท่านพึ่งกายพึ่งใจของท่านได้ไหม?”  ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้ผู้คนกลายเป็นทาสของกายและใจ จนเป็นทุกข์ หาไม่ก็ใช้กายและใจไม่เป็น จนนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

คำบรรยายตอนที่สอง หลวงพ่อได้พูดเจาะลึกถึงวิธีฝึกจิตด้วยการเจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน โดยแจกแจงลำดับขั้นของการภาวนาอย่างละเอียด เริ่มต้นด้วยการดูกาย จนเห็นเวทนาและจิต เมื่อมีความคิดก็เห็นและรู้ทัน จนเห็นธรรมไม่ว่ากุศลหรืออกุศลธรรม

หลวงพ่อเน้นถึงความสำคัญของการดู เห็น หรือรู้ซื่อ ๆ  ไม่ว่าทำอะไรก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นกับกายและใจก็เห็น ซึ่งจะทำให้รู้หรือเห็นความจริงเป็นลำดับ  เริ่มจากการเห็นความจริงของรูปนาม  กล่าวคือแท้จริงแล้วไม่มี “กู”  มีแต่รูปธรรมและนามธรรม   ไม่ว่าทำอะไร ก็ล้วนเป็นรูปทำและนามทำ ไม่ใช่ “กู”ทำ  เมื่อเดินก็ไม่ใช่ “กู”เดิน แต่เป็นรูปที่เดิน  เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่ “กู”คิด แต่เป็นนามที่คิด ต่อไปก็เห็นอาการของรูปและนาม  ความปวดความเมื่อยเป็นแค่อาการของกาย  ความโกรธเป็นอาการของใจ  ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่กูปวดกูเมื่อยหรือกูโกรธ เป็นเพราะไม่เห็นความจริงดังกล่าว ผู้คนจึงยึดเอาอาการของรูปและนามมาเป็นกู เกิดทุกข์ตามมา

เมื่อปฏิบัติต่อไปก็จะเห็นว่ารูปและนามนั้นเป็นก้อนทุกข์ทั้งนั้น ทำให้ไม่หาทุกข์มาซ้ำเติมตนเองอีกต่อไป  ขณะเดียวกันก็ปล่อยวางรูปและนามมากขึ้น ทำให้ทุกข์เบาบางลง    ปัญญาหรือญาณที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติยังนำไปสู่การเห็นความจริงที่ลึกซึ้งมากขึ้นว่า สิ่งทั้งปวงล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์และเป็น  สมมุติทั้งสิ้น  ที่สุดก็เห็นสภาวะที่ท่านเรียกว่า “วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ”  ญาณดังกล่าวจะเป็นเครื่องทำลายสังโยชน์หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดให้หมดสิ้นไป ทำให้คนเราเป็นมนุษย์หรือเป็นพระได้อย่างแท้จริง  การปฏิบัติดังกล่าวสามารถดับทุกข์ให้หมดสิ้นได้ นับเป็นธรรมที่ล้ำค่ามาก ท่านจึงเรียกว่า “เพชรแห่งธรรม”

ในคำบรรยายดังกล่าว หลวงพ่อยังได้พูดถึงประสบการณ์การภาวนาของตัวท่านเอง จากเดิมที่ติดสงบ มาสู่การสร้างความรู้สึกตัว  และขยันรู้ จนเห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้ง เกิดภาวะที่ท่านเรียกว่า “หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีอะไรเหลือ”

ไม่บ่อยนักที่หลวงพ่อจะบรรยายลำดับขั้นของการภาวนาตามแนวหลวงพ่อเทียนได้อย่างชัดเจน โดยอิงประสบการณ์ของตัวท่านเอง  หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่ามากสำหรับผู้ที่ใฝ่การเจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ และพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งจนถึงปี ๒๕๔๗  ครั้งหลัง ๆ มีการเปลี่ยนชื่อคำบรรยายทั้งสองตอน และทำหัวข้อย่อยเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น  ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้หาอ่านได้ยากแล้ว คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อคำเขียนจึงนำมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปีนี้เพื่อแจกเป็นธรรมทานเนื่องในงานบูชาคุณหลวงพ่อ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อ และครบรอบปีแห่งการละสังขารของหลวงพ่อ (๑๒ และ ๒๓ สิงหาคม) ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปญฺโญ  (๑๕-๑๗ สิงหา คม ) และวัดป่าสุคะโต (๒๒-๒๓ สิงหาคม )

การตีพิมพ์ครั้งใหม่นี้เชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ใฝ่ในการเจริญสติและปฏิบัติธรรมทั้งหลาย  หากได้ลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อ เชื่อได้ว่าทุกท่านจะมีเพชรแห่งธรรม ที่ช่วยตัดความหลงให้สลายไปเป็นลำดับจนเข้าถึงความสิ้นทุกข์ในที่สุด

พระไพศาล วิสาโล
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒

ขอบคุณข้อมูลธรรมะดีๆจาก : http://www.visalo.org/prefaces/pedhengdham.html?fbclid=IwAR0q8Rl5lqJ9igK-7bks-RQX3WlhaUXquXmY12zWBPOs09qEjC13PkUhAW4

 27 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 12:59:40 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย the suffering
สวัสดี ครับ
 ยิงฟันยิ้ม

 28 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2019, 12:59:43 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
มงคลพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระสังฆราช
 
วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ
 "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)"
ประมุขคณะสงฆ์ไทย ครบรอบ 92 ปี
นับเป็นมงคลวโรกาสที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีอีกครั้ง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560
ตลอดเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้ พระองค์ทรงมีคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนกิจได้ครบถ้วน ปกครองคณะสงฆ์ด้วยความมั่นคงในพระธรรมวินัย
มีนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2470 ที่ ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี
วัยเยาว์ เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ทรงเข้าพิธีบรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2480 ที่วัดสัตตนารถปริวัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นันโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความมุ่งมั่น
พ.ศ.2486 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พ.ศ.2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
กระทั่งปี พ.ศ.2490 ย้ายมาอยู่จำพรรษา ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) และให้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2491 ที่พัทธสีมาวัดราชบพิธฯ
มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ทรงมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ พ.ศ.2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
พ.ศ.2509 ทรงเข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
พระองค์สร้างคุณูปการแด่คณะสงฆ์อย่างมากมาย อาทิ งานด้านการศึกษา เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัยแก่ พระภิกษุ-สามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย เป็นต้น
งานปกครองคณะสงฆ์ ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการมหาเถรสมาคม, กรรมการคณะธรรมยุต, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต), แม่กองงาน พระธรรมทูต
พ.ศ.2552 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ
วันที่ 5 ธ.ค.2552 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์"
วันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ.2560 เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เนื่องในมงคลสมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 92 ปี วันที่ 26 มิ.ย.2562
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์การบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เวลา 09.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร
- ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธประทีปวโรทัยและพระพุทธ อังคีรสน้อย ประธานพระวิหาร
- ทรงจุดเครื่องทองน้อยบูชา พระอัฐิ อัฐิพระบูรพการีและ พระบูรพาจารย์
- พระราชาคณะ 10 รูปสวดมาติกา
- พระสงฆ์สดับปกรณ์ อุทิศพระบูรพการีและพระบูรพาจารย์
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 10.00 น. สมเด็จพระราชาคณะ-พระราชาคณะอีก 16 รูปขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์
- เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล / ประธานสงฆ์ให้ศีล
- เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร
- พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระชนมายุ
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์
- ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ประมาณ 250 รูป
- ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และฉันเพล
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 12.00 น. พิธีถวายผ้าป่าสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนามหาเถระ) อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
เวลา 16.00 น. คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวาย เพื่อเป็น สวัสดิมงคล เสร็จพิธี

 29 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2019, 03:29:01 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562 เป็นวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี

เวลา 09.58 น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปยังพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1-9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา แล้วทรงกราบ

จากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร (มหาดเล็กเชิญพระแสงดาบคาบค่ายตามเสด็จ ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร และดุริยางค์) เสด็จฯไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัยหน้าพระแท่นมณฑล แล้วทรงกราบ ทรงรับการถวายความเคารพจากผู้มาเข้าเฝ้าฯ แล้วประทับพระราชอาสน์

จากนั้นทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก นำคณะสงฆ์ถวายศีล ขณะเดียวกันโหรหลวงบูชาฤกษ์ที่ศาลจตุโลกบาลทั้ง 4 และศาลพระอินทร์ที่มณฑปพระกระยาสนาน

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชถวายศีลจบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ ทรงเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลเสด็จ

จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานโดยริ้วขบวนพราหมณ์นำไปยังมณฑปพระกระยาสนาน แล้วเสด็จไปยังเครื่องสังเวยกลางหาว ทรงจุดธูปเงิน เทียนทอง สังเวยเทวดากลางหาว แล้วเสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน พันตำรวจโท ปัญญา สุดาทิพย์ ถอดฉลองพระบาทถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา แล้วทรงเหยียบใบอ้อ

 

สรงพระมุรธาภิเษก

เวลาพระฤกษ์ 10.09-12.00 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวังถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน เปิดพระครอบพระมุรธาภิเษกรัชกาลที่ 1 ถวาย แล้วลงจากมณฑปพระกระยาสนาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวักน้ำพระพุทธมนต์อันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 4 สระเมืองสุพรรณ จากพระครอบพระมุรธาภิเษก รัชกาลที่ 1 สรงพระนลาฏ (หน้าผาก)

เวลา 10.26 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตไขสหัสธาราอันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 4 สระเมืองสุพรรณ แล้วถวายบังคม 3 ครั้ง ขณะนั้นโหรหลวงลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พรามหณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค กระบอกละ 10 นัด (ตามกำลังวันเสาร์) ที่สนามหญ้าศาลาสหทัยสมาคม ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 101 นัด

ณ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงมุรธาภิเษกจากสหัสธารานั้น ถือว่าเป็นวินาทีที่เปลี่ยนพระราชสถานะเป็น พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามราชประเพณี หลังจากนั้นการออกพระนาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

เมื่อสรงสหัสธาราแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระอนุวงศ์ และพราหมณ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์ ตามลำดับ

-สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบพระกริ่ง รัชกาลที่ 4 ที่พระปฎษฎางค์ (แผ่นหลัง) และถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบยันต์เดิม รัชกาลที่ 4 ที่พระหัตถ์

-พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำอภิเษกที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 5

-พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4 ทรงวักน้ำและทรงแตะที่พระนลาฏ

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 1

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรใหญ่ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรน้อย ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ที่พระหัตถ์ ทรงรับใบมะตูมทรงทัด แล้วทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ทอง พระมหาสังข์นาก พระมหาสังข์เงิน พระมหาสังข์งา พระมหาสังข์สัมฤทธิ์ พระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) แล้วทูลเกล้า ฯ ถวายแหวนใบกระถินทรงสวม ที่พระอนามิกาขวา (นิ้วนาง)

-หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล ทูลเกล้า ฯ ถวายพระเต้าน้ำอภิเษกต่าง ๆ ทรงรับพระเต้ารดพระองค์ที่พระอังสา (บ่าไหล่) ซ้ายและขวา เว้นแต่พระเต้าเทวบิฐ รัชกาลที่ 4 ทรงรดที่พระชงฆ์ (แข้ง) และพระบาท  (เท้า)

– พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

เสร็จพิธีสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว มหาดเล็กสอดฉลองพระบาทถวาย และถวายฉลองพระองค์คลุม หลังจากสรงมุรธาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับน้ำอภิเษก ทรงรับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เป็นลำดับถัดไป

 

ทรงรับน้ำอภิเษก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นหอพระสุราลัยพิมาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงฉลองพระองค์ครุยสายสะพาย นพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า ผู้ที่จะทูลเกล้าฯถวายน้ำอภิเษกเข้าไปยืนประจำที่รอบพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานเข้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่บูรพาทิศเป็นปฐม

– ทิศบูรพา (ตะวันออก) พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์  กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล  และทูลเกล้า ฯ  ถวายน้ำอภิเษกด้วยถ้วยศิลาจารึกพุทธคาถาเป็นทิศแรกแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) เสร็จแล้ว ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ประจำทิศที่พระหัตถ์ทุกทิศตามลำดับ หลังผู้ถวายน้ำอภิเษก

– ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล

– ทิศทักษิณ (ใต้) พลโท หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล

– ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

– ทิศประจิม  (ตะวันตก) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

– ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

– ทิศอุดร (เหนือ) นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา

– ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) นายจรัส สุวรรณเวลา ราชบัณฑิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรที่ประทับทรงรับน้ำอภิเษกนั้นไปตามทิศ แล้วประทับทิศบูรพาอีกครั้ง เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกและน้ำเทพมนตร์แทนทิศกลาง

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำอภิเษกสำหรับทิศกลาง

พระราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้าฯถวายพระครอบเฟืองสมฤทธิ์ บรรจุน้ำเทพมนต์ ทรงจุ่มพระหัตถ์ขวาลงในน้ำพระครอบเฟืองสัมฤทธิ์ แล้วทรงลูบที่พระนลาฏ และทูลเกล้าฯถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ที่พระหัตถ์ขวา แล้วทรงลูบพระเศียร

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เป็นลำดับถัดไป..

 30 
 เมื่อ: มีนาคม 16, 2019, 01:41:29 PM 
เริ่มโดย golfreeze - กระทู้ล่าสุด โดย golfreeze
ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อเดิมว่าต้นไม้อะไร

          พระศรีมหาโพธิ์ ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่ได้เรียกว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่เรียกโดยชื่อตามภาษาพื้นเมือง ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นภาษาชาวบ้าน เรียกว่า "ต้นปีบปัน" อีกอย่างหนึ่งเป็นภาษาหนังสือเรียกว่า "ต้นอัสสัตถะ" หรือ "อัสสัตถพฤกษ์" เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงเรียกว่า "โพธิ์" แปลว่า ต้นไม้เป็นที่อาศัยตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต่อมาเพิ่มคำนำหน้าขึ้นอีกเป็น มหาโพธิ์บ้าง พระศรีมหาโพธิ์บ้าง และว่าเป็นต้นไม้สหชาติของพระพุทธเจ้า คือ เกิดพร้อมกันในวันที่พระพุทธเจ้าสมัยที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ

ความรู้เกี่ยวกับต้นโพธิ์
.................................

ต้นโพธิ์นี้แต่เดิมชื่อ ต้น อัสสัตถะพฤกษ์ (อัสะ แปลว่า ม้า /สัตถะ แปลว่า ประโยชน์) เป็นต้นไม้เพื่อเลี้ยงม้า

…..“ใบโพธิ์” “ต้นโพธิ์” เป็นสัญญลักษณ์ ทางพระุพุทธศาสนามาช้านาน ด้วยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธ...ดูเพิ่มเติม
ความรู้เกี่ยวกับต้นโพธิ์

ต้นโพธิ์นี้แต่เดิมชื่อ ต้น อัสสัตถะพฤกษ์ (ัอัสะ แปลว่า ม้า /สัตถะ แปลว่า ประโยชน์) เป็นต้นไม้เพื่อเลี้ยงม้า

…..“ใบโพธิ์” “ต้นโพธิ์” เป็นสัญญลักษณ์ ทางพระุพุทธศาสนามาช้านาน ด้วยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชื่อเดิม คือ ต้นปีปปัน (Pipal) หรืออัสสัตถพฤกษ์ .....ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่าต้นโพธิ์เปรียบได้กับพุทธอุเทสิกเจดีย์อย่างหนึ่ง

ต้นโพธิ์เป็นหนึ่งในสหชาติทั้ง 7 =เกิดพร้อมกันกับพระพุทธองค์ คือ
1 พระนางยโสธราพิมพา
2 พระอานนท์
3 กาฬุทายีอำมาตย์
4 นายฉันนะ
5 ม้ากัณฑกะ
6 ต้นพระศรีมหาโพธิ์
7ขุมทองทั้ง 4 (สังขนิธี,เอลนิธี,อุบลนิธี,บุณฑริกนิธี )

ทำให้พันธ์ต้นโพธิ์กลายเป็นพันธ์ไม้ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธเสมอมานับแต่สมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ในพระพุทธประวัติสองต้นคือต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ และ ต้นอานันทโพธิ์

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10