KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมคุยกันสบาย...สบายครับ
หน้า: 1 ... 27 28 [29]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ  (อ่าน 286844 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #420 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2019, 12:59:43 PM »

มงคลพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระสังฆราช
 
วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ
 "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)"
ประมุขคณะสงฆ์ไทย ครบรอบ 92 ปี
นับเป็นมงคลวโรกาสที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีอีกครั้ง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560
ตลอดเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้ พระองค์ทรงมีคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนกิจได้ครบถ้วน ปกครองคณะสงฆ์ด้วยความมั่นคงในพระธรรมวินัย
มีนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2470 ที่ ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี
วัยเยาว์ เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ทรงเข้าพิธีบรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2480 ที่วัดสัตตนารถปริวัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นันโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความมุ่งมั่น
พ.ศ.2486 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พ.ศ.2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
กระทั่งปี พ.ศ.2490 ย้ายมาอยู่จำพรรษา ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) และให้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2491 ที่พัทธสีมาวัดราชบพิธฯ
มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ทรงมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ พ.ศ.2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
พ.ศ.2509 ทรงเข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
พระองค์สร้างคุณูปการแด่คณะสงฆ์อย่างมากมาย อาทิ งานด้านการศึกษา เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัยแก่ พระภิกษุ-สามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย เป็นต้น
งานปกครองคณะสงฆ์ ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการมหาเถรสมาคม, กรรมการคณะธรรมยุต, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต), แม่กองงาน พระธรรมทูต
พ.ศ.2552 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ
วันที่ 5 ธ.ค.2552 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์"
วันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ.2560 เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เนื่องในมงคลสมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 92 ปี วันที่ 26 มิ.ย.2562
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์การบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เวลา 09.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร
- ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธประทีปวโรทัยและพระพุทธ อังคีรสน้อย ประธานพระวิหาร
- ทรงจุดเครื่องทองน้อยบูชา พระอัฐิ อัฐิพระบูรพการีและ พระบูรพาจารย์
- พระราชาคณะ 10 รูปสวดมาติกา
- พระสงฆ์สดับปกรณ์ อุทิศพระบูรพการีและพระบูรพาจารย์
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 10.00 น. สมเด็จพระราชาคณะ-พระราชาคณะอีก 16 รูปขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์
- เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล / ประธานสงฆ์ให้ศีล
- เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร
- พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระชนมายุ
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์
- ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ประมาณ 250 รูป
- ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และฉันเพล
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 12.00 น. พิธีถวายผ้าป่าสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนามหาเถระ) อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
เวลา 16.00 น. คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวาย เพื่อเป็น สวัสดิมงคล เสร็จพิธี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2019, 01:01:49 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #421 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 12:59:40 AM »

สวัสดี ครับ
 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #422 เมื่อ: กันยายน 17, 2019, 11:01:02 AM »

สวัสดีครับ...
หายไปนานเลยครับ
ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าอย่างไรบ้างคุยสู่กันฟังบ้างนะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #423 เมื่อ: มกราคม 05, 2020, 01:40:05 AM »

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2563 ครับ
ผ่านพ้นไปอีก 1 ปีครับ ขอให้ทุกท่านสะสมคุณงามความดี และสร้างบารมีบุญกุศลให้เจริญงอกงามกันต่อไปนะครับ

ในโอกาสนี้ขออัญเชิญพรพระราชทานปีใหม่ของสมเด็จพระสังฆราชเนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓

ขอท่านจงเป็นผู้กล่าววาจางาม เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ เทอญ

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า
          บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง
          “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม หรือด้วยการอ้อนวอนร้องขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาดลบันดาล หากแต่ด้วยการมีสติรู้ตัว งดเว้นจากการกระทำ การพูด และการคิดชั่ว นับเสียแต่บัดนี้ แล้วมีสัมปชัญญะรู้คิด ในอันที่จะทำสิ่งที่ดีงามให้ทวียิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะจิต ในที่สุดก็ย่อมจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย นำพาให้ได้รับผลอันพึงปรารถนาในเบื้องหน้า ในขณะเดียวกัน หากท่านกำลังเผชิญกับความทุกข์ ก็จงอย่าท้อแท้ อย่าหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกห่อเหี่ยวตรอมตรม และอย่าตีโพยตีพายโทษผู้หนึ่งผู้ใด แต่จงเร่งใช้โอกาสที่ประสบความทุกข์อยู่นั้น เป็นเครื่องฉุกใจให้คิดได้ ให้ตระหนักเห็นถึงสภาวลักษณะตามธรรมดาของโลก ให้เข้าใจในความจริงว่าไม่มีชีวิตใดเลยที่ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ แล้วปฏิญาณในใจ ณ ขณะปัจจุบันนั้นว่า จะไม่เผลอทำชั่ว ซึ่งย่อมส่งผลเป็นความทุกข์ในอนาคตอีก พร้อมกับเร่งขวนขวายศึกษาอบรมตน ให้งอกงามด้วยคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
          ผู้ปรารถนาความสุขในปีใหม่ จึงพึงระลึกรู้อยู่เสมอว่า ต้นเหตุของความทุกข์ คือการประกอบกรรมชั่ว ต้นเหตุของความสุข คือการประกอบกรรมดี การที่คิดว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว จัดเป็นความคิดอย่างมิจฉาทิฐิ ด้วยเหตุที่ยังไม่มีปัญญาสอดส่องรู้ถึงกฎแห่งกรรม อันเป็นกฎแห่งธรรมะ ท่านทั้งหลายควรเริ่มต้นแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง แล้วไม่ประมาทในการศึกษาอบรมเพิ่มพูนคุณธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าสืบไปเถิด
          ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณงามความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ จงบันดาลความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติ และประชาชน ยังความปราโมทย์เบิกบานพระกมล ให้บังเกิดใน สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อจักได้เสด็จสถิตธำรง ทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยอยู่ยิ่งยืนนาน ทรงปกป้องพสกนิกร ให้ภิญโญสโมสรด้วยความสุขเกษมศานต์ ตลอดพุทธศักราช 2563 โดยทั่วกัน เทอญ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #424 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2020, 02:49:03 PM »

"สมเด็จพระสังฆราช" ประทานพระคติธรรมเนื่องใน "วันมาฆบูชา"

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.63 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานคติธรรม
เนื่องในวันมาฆบูชาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ความว่า

ดิถีมาฆบูชาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ในดิถีเพ็ญเดือน 3 ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือน ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ และเป็นพระอรหันต์ โดยมีหลักการสำคัญที่ทรงพระมหากรุณาประทานไว้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง
2. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ
3.การชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

โดยสารัตถะแห่งโอวาทปาติโมกข์นั้น นอกจากเป็นการประทานหัวใจของพระพุทธศาสนา ยังทรงสั่งสอนหลักสำหรับการเผยแผ่พระศาสนาไว้ด้วย มีหลัก 2 ประการแรกว่า
การไม่กล่าวร้าย และการไม่ทำร้าย เป็นต้น
ทั้งนี้แม้ผู้สดับพระธรรมเทศนาเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ล้วนเป็นพระภิกษุบริษัท หากแต่พระธรรมย่อมเป็นของสาธารณะสำหรับทุกชีวิต ที่ควรน้อมนำเข้ามาสู่ตน ไม่จำกัดว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทุกคนจึงพึงน้อมนำหลักการ "ไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย" มาเป็นพื้นฐานของการครองตน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกระแสข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือยุยง
ซึ่งอาจนำไปสู่ความร้าวฉานถึงขั้นประหัตประหารกัน หากทุกท่านยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะไม่กล่าวร้าย และไม่ทำร้ายใครๆ ไม่ว่าในกาลไหนๆตามหลักการของโอวาทปาติโมกข์
ถ้าท่านได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจ ก่อให้เกิดความโกรธเคือง หรือขุ่นข้องหมองใจ ท่านย่อมสามารถระงับการกระทำทางกายและทางวาจาที่เกรี้ยวกราด หยาบช้าหรือรุนแรงไว้ได้ ก่อให้เกิดสันติภาพในหมู่คณะรอบตัวท่าน อันจักขยายผลไปสู่ชาติบ้านเมือง และสังคมโลกได้ในที่สุด

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความงอกงามไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2020, 02:51:39 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #425 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:46:27 PM »

ฝึกจิตผจญ Covid- 19

เป็นไข้
ไปไหนมาแล้วปกปิด
กลัวแจ็กพอตแตกเข้าตัว
กลัวสังคมรังเกียจ
กลัวการถูกกักกันยืดยาว
ทำตนเป็นความเสี่ยงของตนและคนอื่น
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นภัยในวงกว้างอย่างใหญ่ได้
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยความประมาท
ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมใหญ่
จึงเป็นบาปใหญ่ในทางอันตราย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตต่อไป
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตเสี่ยงภัยถึงชีวิตยืดเยื้อไม่จำกัด
ไปเที่ยวต่างประเทศ
กลับมาแล้วกักตัวเอง ๒ สัปดาห์ตามข้อควรปฏิบัติ
ด้วยความคิดว่าไม่อยากเอาตัวเอง
ไปเป็นความเสี่ยงให้กับคนรอบข้าง
แม้จะต้องเสียหายเรื่องการงานก็ตัดใจสละ
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยการให้ทานอย่างใหญ่
มีความเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ
จึงเป็นบุญใหญ่ในทางปลอดภัย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตหน้า
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตปลอดภัย
ไม่รู้สึกต้องระวังชีวิตแบบห่วงหน้าพะวงหลังไม่หยุด
และได้รับความเมตตากรุณาตั้งแต่เกิด
ในจังหวะที่บุญเก่านี้เผล็ดผล
รู้ตัวว่าติดไวรัสร้าย
แล้วไม่ตื่นตระหนก
เล็งสถิติที่มีคนหายมากกว่าคนตาย
จัดเป็นกรรมว่าด้วยการฝึกสติ
ไม่ตื่นตูมเกินเหตุ
ผลย่อมปรุงแต่งจิตใจให้เห็นอะไรตามจริง
ไม่วิ่งเต้นเหนื่อยเปล่ากับเรื่องที่ยังไม่ใช่เรื่อง
รู้ตัวว่าเข้าข่ายติดไวรัสแล้วไม่รอด
ถือโอกาสใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายจากความเป็นพุทธ
หยุดความยึดติดว่าต้องมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ
หยุดความทึกทักว่าตัวเองต้องตายตามชราภาพ
หยุดความอยากโวยวายหรือลากใครต่อใครตามไปด้วย
หันมาหมั่นสำรวจใจว่า นาทีนี้ถ้าจะตาย
เราจะเอาจิตดีๆ หรือความคิดร้ายๆ
ตายตามตัวเราไป
เมื่อซักซ้อม เมื่อไถ่ถามตัวเองบ่อยพอ
จนกระทั่งเวลาที่เหลือไม่อยากทำอะไรมากไปกว่า
บำเพ็ญจิตให้สว่าง ตามแนวทางการเจริญสติ
จนรู้ว่าสังขารไม่เที่ยง ไม่มีลมหายใจใดเป็นลมเดิม
ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดคงอยู่ในหัวตลอดไป
อะไรๆเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรม
ทั้งที่ทำแล้ว และที่กำลังทำในบัดนี้
จนจิตเกิดปัญญา ได้ข้อสรุปว่า
ไม่มีตัวเรา ไม่มีเราที่จะหายไป
มีแต่การเลิกหลงว่าเป็นเรา
ความรู้แจ้งว่าอะไรๆเป็นอนัตตานั่นแหละ
คือทางออกของความกลัว
คืออิสรภาพจากความทุกข์
เราจะเอาปัญญาแบบพุทธนั้นแหละไปตาย
เมื่อถึงเวลาตายจริงจิตย่อมตกผลึก
รวมลงเป็นสมาธิขั้นสูง
เห็นแจ้งแทงธรรม
อันเหนือการมีทุกข์
พ้นจากการเวียนกลับมาเป็นทุกข์ได้จริงๆ!

ดังตฤณ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #426 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:49:05 PM »

"ทุกวันนี้จะไปไหน อันตรายเหลือเกิน
เดินไปไหนมาไหนก็มีเชื้อโรค
ออกไปข้างนอกก็มีกราดยิง
สมัยนี้มันเป็นยุคมิคสัญญี
เราจะมีอะไรเป็นที่พึ่งดี?
แน่วแน่ในศีล แน่วแน่ในภาวนา
นี่ล่ะ...จะเป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน"

หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #427 เมื่อ: มีนาคม 19, 2020, 07:24:22 AM »

มีเหตุผล
ที่ทุกวันนี้เราคุยกันแต่เรื่องโควิด
มีเหตุผล
ที่เราจะรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่า
ราวกับใกล้เผชิญหน้าศัตรูในสงคราม
มีเหตุผล
ที่เราจะเตือนกัน ส่งคำแนะนำถึงกัน
ไม่ให้ประมาทกับโควิด
มีเหตุผล
ที่เราจะเตรียมความพร้อม
เพื่อการอยู่รอดของตนและคนในครอบครัว
แต่ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราต้องหมกจมกับอารมณ์กลัวให้เครียดเปล่า
ทั้งที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้น
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดขึ้นกับเราหรือไม่
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะเอาใจไปรับแรงกดดันจากบรรยากาศ
เหมือนจับกังที่รีบแบกกระสอบขึ้นหลัง
ก่อนถึงคิวขนส่งของเราจริงๆ
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะต้องคิด คิด และคิดอยู่ตลอดเวลา
แบบวนไปเวียนมาซ้ำๆไม่เลิกว่า ต้องทำไงอีก
ทั้งที่แน่ใจว่าเตรียมความพร้อมเท่าที่จะทำได้แล้ว
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะพูดใส่กันว่า ‘ไม่มีอารมณ์’
ตอนมีใครชวนให้หาความบันเทิงบ้าง
หรือหาความสงบสุขจากการนึกถึงพระบ้าง
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะระแวงเภทภัยอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
เจอใครไม่ได้ จับต้องอะไรไม่กล้า
เหมือนคนเป็นบ้า ไหล่กระตุก มือกระตุกไปทุกกระดิก
โลกนี้มีความสมเหตุสมผลโดยตัวของมันเอง
เมื่อเราคิดได้สมเหตุสมผลพอดีกัน
ใจก็จะอยู่กับโฟกัสที่พอดี
คือ ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก
มีจิตหนักแน่น ไม่ใช่หนักอกหนักใจ
เป็นสุขกับวันนี้ได้ ไม่ใช่มัวเป็นทุกข์กับวันหน้าอยู่ตลอด
ต่อให้รู้ตัวว่าติดโรค
ก็เห็นตามจริงว่า โรคนี้รักษาหายขาดกันเกือบทั้งเมือง
ไม่ใช่แค่รู้ตัวว่าเฉียดใกล้คนติดโรค
แล้วโวยวายก้องโลกว่าโชคร้าย
ต้องตายแน่ แย่ไปชั่วลูกชั่วหลาน
โควิดอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆตื้นๆแบบ
ป๊อบแป๊บแล้วมันจะผ่านไป
แต่ก็ไม่ยากถึงขนาดต้องปักใจเชื่อว่า
สมควรประสาทกินกันได้แล้ววันนี้!
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #428 เมื่อ: มีนาคม 22, 2020, 08:39:28 PM »

รักคุณ"ป้า"เท่าฟ้า

ช่วงวิกฤตไวรัสโคโรน่าหรือโควิด 19 ทุกคนต่างหวาดวิตก ถึงขั้นวิตกจริตจิตตกกันแทบครึ่งค่อนประเทศ
เศรษฐกิจและธุรกิจเกือบทุกแขนงต่างได้รับผลกระทบมากเป็นวงกว้าง
ไม่พ้นแม้วงการกีฬาและยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดอยู่ในวงจำกัด
คุณป้าวัย 60 คนที่ผมร่วมทำงานด้วยมา 30 ปี
ท่านมีโรคร้ายอยู่แล้วหลายโรค ซ้ำเติมด้วยไวรัสโคโรน่าหรือโควิด 19 เข้าไปอีก
มันยิ่งวิกฤตยิ่งกว่าวิกฤตกับชีวิตของท่านเหลือเกิน 
คุณป้าท่านมีลูกทั้งหมด 4 คน คนโตชื่อ หาญ คนที่2ชื่อ จ้าง
อีก 2 คนเป็นบุตรบุญธรรมชื่อ นก และ ชื่อ ยิ้ม 
นโยบายภายในบ้านของคุณป้าพี่หาญจะเป็นคนสั่งการและวางแผนทั้งหมด
แม้แต่เรื่องอาหาร พี่หาญจะให้เชฟทำอาหารดินเนอร์แบบ full course ให้พี่หาญก่อน
อาหารที่เหลือจึงค่อยถูกแบ่งให้คุณป้าและลูกอีก 3 คน
เรื่องหมอรักษาคุณป้าก็เช่นกัน พี่หาญแกก็จัดการสรรหาหมอมาคนแล้วคนเล่า
แต่ดูเหมือนว่าหมอคนใหม่นี้พี่หาญจะไม่ได้เข้าไปยุ่ง…!
หมอคนนี้ดูดีมีสกุลไม่ธรรมดา แถมยังไม่รับค่ารักษาพยาบาลคุณป้าและที่สำคัญมีเงินเป็นโกดัง....
ซึ่งก็ดีกว่าหมอเจ๊กคนเก่าอย่างชนิดเทียบชั้นกันไม่ได้ ที่จ้องจะกดปุ่มตะพึดตะพือ ยื่นบิลขอค่ารักษาอย่างเดียว
รักษามา 18 เดือนเห็นท่าคุณป้าจะไม่รอดและอาจจะไม่มีเงินค่ารักษา จึงขอถอนตัวไม่รักษาคุณป้าต่อ
ก่อนจะออกไปยังมีคำพูดเย้ยหยันคุณป้าและลูกๆอีกว่า "ผมทำงานที่อื่นนาทีต่อนาทีได้เงินมากกว่าค่าจ้างที่ต้องรักษาป้าเยอะ"
ผมนี่โคตรรู้สึกสงสารคุณป้าและลูกคุณป้าเลยที่ได้หมออย่างนี้
หมอใหม่คนนี้ดูแล้ว คาดว่าน่าจะรักษาโรคร้ายและไวรัสโควิด19 ของคุณป้าที่อาการกำลังวิกฤตอยู่ตอนนี้ได้อย่างแน่นอน....
ผมมีความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ........
แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ผมอดสงสัยไม่ได้ก็คือ...”ใคร”กันนะที่ส่งหมอใหม่คนนี้มา.......อืม..หรือว่าจะเป็น......! !
ท้ายนี้ขออวยพรให้คุณป้าผ่านพ้นวิกฤตอันหนักหนานี้ไปได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก 
กลับมาแข็งแรงและหายเป็นปกติโดยเร็วนะครับ



รักคุณ"ป้า"เท่าฟ้า

AVATAR...KAMMATAN.COM
http://www.kammatan.com/board/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2020, 09:34:26 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #429 เมื่อ: มีนาคม 28, 2020, 12:58:29 PM »

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานพระคติธรรม เป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ความว่า

“ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด
เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ
เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา
ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า
ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม
อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ
ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี

มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า
‘เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม,
ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก, ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต’

ขอทุกท่านจงเป็น ‘ผู้กล้าหาญ’ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว
ขอจงเป็น ‘ผู้ที่ไม่พูดพล่าม’ โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ
แต่จงประพฤติตนเป็น ‘บัณฑิต’ ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ

ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม
ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม
นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

 
วโร วรญฺญู วรโท วราหโร
 อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสยิ
 อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ
 เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ประทานธรรมอันประเสริฐ
ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ
แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้
ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน เทอญ.”

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #430 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2020, 11:03:01 AM »

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา 6 พ.ค. 2563

ขอทุกคนหันกลับมาพิจารณาชีวิตของตนให้อยู่ในความไม่ประมาท
เร่งสั่งสมเพิ่มพูนกุศลธรรมให้เกิดสติและปัญญา ช่วยให้พ้นจากภัยได้

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2563
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 6 พ.ค. ความว่า

ดิถีวิสาขบูชา อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวันสำคัญสากลของโลก
มีกาลกำหนดขึ้นไว้เป็นนักขัตฤกษ์พิเศษ เพื่อให้พุทธบริษัทได้กระทำสักการบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยดวงจิตตั้งมั่นในความเชื่อและความเลื่อมใสต่อพระพุทธคุณ ซึ่งเป็นโอสถวิเศษ และเป็นเครื่องป้องกันสรรพพิบัติภัยทั้งปวง

ภัยใหญ่หลวงสำหรับทุกชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนามี 3 ประการ กล่าวคือ ความแก่ 1 ความเจ็บ 1 และความตาย 1
ไม่มีภัยอื่นใดที่ผู้คนหวาดหวั่นครั่มคร้ามไปมากกว่าภัยทั้งสามประการนี้อีกแล้ว

พระพุทธองค์ผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ
ได้โปรดประทานหนทางดับภัยไว้แล้วแก่โลก กล่าวคือ “อริยมรรค”
ซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อล่วงพ้นภัย ย่อมดับเหตุแห่งการเกิด ที่นำไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ได้อย่างสิ้นเชิง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระปัจฉิมวาจาก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า
“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”
แปลความว่า “สังขารมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”


จึงขอทุกท่านหันกลับมาพิจารณาชีวิตของตน ผู้ล้วนกำลังเผชิญภยันตรายกันอยู่ทั่วหน้า
โดยไม่อาจทราบได้ว่าความเจ็บและความตายจะมาถึงเมื่อไร ขอจงเร่งสั่งสมอบรม “ความไม่ประมาท” ให้ถึงพร้อม
ขอจงเร่งขวนขวายสั่งสมเพิ่มพูนกุศลธรรมให้เจริญงอกงามขึ้นในตน เพื่อผลคือ “สติ” และ “ปัญญา”
อันสามารถช่วยให้ล่วงพ้นจากภัยได้ ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

ขอสาธุชนอย่าละเลยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันนับเป็น “ปฏิบัติบูชา” ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย
เพื่อความดำรงคงมั่นแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประทีปส่องใจเวไนยนิกรทั้งปวงสืบไปตลอดกาลนาน เทอญ.

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #431 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 09:22:45 AM »

๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันคล้ายวันประสูติในสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ
เนื่องในมงคลสมัยพระชนมายุ ๙๓ พรรษา
ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพร ให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง มีพระชนม์ยืนนาน
ปราศจากโรคาพยาธิ ปราศจากอุปัทวันตรายทั้งปวง
ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ทีฆายุโก โหตุ สงฺฆราชา
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3602


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #432 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2020, 09:36:17 PM »

อนุโมทนาสาธุครับพี่ต่าย

วันนี้ผมไปทำบุญที่มูลนิธิหลวงปู่มั่นมาเช่นกันครับ เอาบุญมาแบ่งนะครับผม : )
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 959


ดูรายละเอียด
« ตอบ #433 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2020, 11:54:39 AM »

อนุโมทนาสาธุครับน้องกอล์ฟ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3602


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #434 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 05:20:27 PM »

ผมไปทำบุญที่บึงกาฬ มาครับพี่ต่าย เอาบุญมาแบ่งนะครับ แล้วได้ไปขึ้นภูทอก ด้วย
เป็นสถานที่เหมาะกับการภาวนามากๆ ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 ... 27 28 [29]
พิมพ์
กระโดดไป: