แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 7
1  การปฏิบัติของผู้ที่ได้ ฌาณ / ประสบการณ์ของผู้ที่ได้ไปสวรรค์ / Re: สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 12:16:25 PM
สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ นั้นถูกแล้ว   แต่ต้องเข้าใจว่า  ใจที่ว่าหมายถึง ภวังค์จิต  หรือ จิตใต้สำนึก

ในภวังค์จิต  หรือ ในจิตใต้สำนึกของเรามันมีภพภูมิอยู่  ภพภูมิที่อยู่นั้นคือ  สวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆนั่นเอง

สวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆแสดงออกให้เรารับรู้ได้ 2 ทาง

1. ทางใจที่เป็นภวังค์จิต  หรือ เป็นจิตใต้สำนึก  มนุษย์เราเรียกการรับรู้นั้นว่า "ความฝัน"  แม้ว่าฝันของเราทุกวัน มักจะเป็นลมๆแล้งๆ    แต่มีความฝันอีกแบบ ที่จิตวิญญาณของเราออกจากร่างกาย  แล้วไปท่องเที่ยวในภพภูมิเหล่านั้น  ภพภูมิเหล่านั้นก็คือ สวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆที่ผมพูดถึง

- คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกสมาธิจนมีอภิญญาถอดจิต(ถอดกายทิพย์ หรือถอดวิญญาณ)ได้  ส่วนใหญ่จะไม่รู้ และไม่เชื่อว่า  ในภวังค์จิต  หรือ ในจิตใต้สำนึกของเขา  มีสวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆอยู่  นอกจากมีวิญญาณหรือกายทิพย์อื่นใด เช่น ผี เปรต อสูร เทวดา มาปรากฏให้เขารับรู้ทางอายตนะตา หู จมูก ร่างกาย ให้เขารับรู้ เช่น ได้กลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ กลิ่นเห็น  แต่คนบางคนที่เรียกว่า  พวกมีSixth Sense (ซิกซ์เซ้นส์)  พวกเขาจะรับรู้ถึงการมาปรากฏของ ผี เปรต อสูร เทวดา ฯลฯ  แต่พวกที่คิดว่าฉลาดแต่โง่ฉิบหายในโลกมนุษย์ กลับไปเรียกพวกมีSixth Sense (ซิกซ์เซ้นส์)ว่า  "จิตหลอน"

- คนที่ฝึกสมาธิจนมีอภิญญาถอดจิต(ถอดกายทิพย์ หรือถอดวิญญาณ)ได้ เช่น ผมphonsak จะพบผี เปรต อสูร เทวดา ฯลฯ  รวมทั้งพบพุทธะืั้เป็นกายทิพย์บริสุทธิ์ เป็นประจำ  ผมจึงรู้เรื่องการมีอยู่ และการปรากฎ ของสวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆแสดงออกให้เรารับรู้ได้ 2 ทาง  ทางที่ 2 คือ

2.  การปรากฎของสวรรค์นรกพรหมโลกและอบายภูมิต่างๆ  ออกมาภายนอกให้เรารู้เห็นเลย  เราจะรู้เห็นได้เมื่อเราใกล้ตาย  หรือเมื่อเราตายไปแล้วเท่านั้น  เพราะว่าโลกของเรามีมิติที่ซ้อนกันอยู่  มีผู้ที่มีอภิญญาเป็นพุทธะขั้นพระพุทธเจ้าเท่านั้น  จึงจะเชื่อมมิติที่ซ้อนกันอยู่นั้นให้มนุษย์รู้เห็นได้ด้วยตาของมนุษย์เองเลย   ดังที่พระพุทธเจ้าเชื่อมมิติที่ซ้อนกันอยู่นั้นให้มนุษย์รู้เห็นได้ด้วยตาของมนุษย์เอง  ที่เรียกว่า "วันพระเจ้าเปิดโลก"  หรือ "วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก"
2  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" = อัตตาแท้ เป็นที่พึ่งให้กับ อัตตาอุปทาน เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2012, 05:14:44 PM
ทีมงานเว็บที่นี่โดนมารสิงใจ  ลบกระทู้ของผมออกเสมอ  โดยไม่มีเหตุผล   ผมจะลง ประวัติศาสนาโลกที่ถูกต้อง ต่อ  ในกระทุ้ภาค 1, 2, 3  แต่ทั้งกระทู้ 3 กระทุ้นั้นก็หายวับไปแล้ว   ก็ไม่เป็นไร  ขอใ้ห้ทีมงานเว็บที่นี่พ้นจากการโดนมารสิง เป็นเครื่องมือของมารด้วยเถิด

สรุปได้อีกนัยหนึ่ง   ประวัติศาสนาโลกที่ถูกต้อง คือ  ประวัติการหาและค้นพบ อัตตาที่เป็นอัตตาแท้ เป็นอมตะ ไม่มีทุกข์   ดึงอัตตาแท้ตัวนี้ ออกมาเป็นที่พึ่งแก่ อัตตานุทิฎฐิ หรือ อัตตาอุปทาน ที่เป็นความยึดถือบ้าๆบอๆของเรา  

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" = อัตตาแท้ เป็นที่พึ่งให้กับ อัตตาอุปทาน  

 "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน คือ ให้ปฏิบัติจนได้ตนที่เป็นอรหันต์ จึงจะบรรลุถึงอัตตาแท้ที่เป็นอมตะ ไม่มีทุกข์

ในการสร้างอัตตาที่พึ่งแก่ตนตามหลักพระพุทธศาสนานั้น  จะต้องปฏิบัติให้ถึง พระธรรมคือ ถึงอัตตาที่เป็นที่พึ่งแก่ตน(อัตตา)อุปทาน

แต่เมื่อมารไม่ยอมให้เราพบและบรรลุธรรมเข้าถึงอัตตาแท้  พระพุทธเจ้าจึงสอนทางให้พึ่งพระพุทธเจ้าต่างๆ  พระอมิตาเป็นที่พึ่งที่ดีและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด  แต่เมื่อพญามารไม่ให้ชาวพุทธเทรวาทเขาถึงพระอมิตาภะพุทธเจ้า  ฟ้าจึงต้องส่งพระเยซูและนบีโมฮัมหมัดมาเป็นเมสไซอาร์ เป็นผู้ช่วยให้รอด   นำมนุษย์ที่ไม่รู้ทางพึ่งพระอมิตา  ไปพึ่งเมสไซอาร์ เป็นผู้ช่วยให้รอดแทน
3  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนิตยโพธิสัตว์ และหลักศีลธรรมที่ถูกต้อง เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 02:14:43 PM


ดรัณภพ เขียน : 

1...พระนิยตโพธิสัตว์ ท่านมีมหาเมตตาและมหากรุณาธิคุณไม่มีประมาณ กิจของท่านคือการบำเพ็ญบารมี ความรู้ และเสียสละ เพราะท่านประกอบไปด้วยทศบารมี 10 ประการ

2...ดังนั้น ท่านจะไม่ละเมิดศีลเป็นเด็ดขาด ท่านยอมตายก็ไม่ยอมให้บุคคลอื่นได้รับทุกข์ใด พระโพธิสัตว์ก็เหมือนร่มโพธิสัตว์ เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

3...คอยให้ร่มเงาร่มเย็น แม้ท่านจะถูกต่อว่า ต่อขานหรืออาฆาตมาดร้ายเพียงใด ท่านก็หาหวั่นไหว ดุจภูผาไม่สะเทือนด้วยแรงลมฉะนั้น เอาไว้ฟผมจะนำคำสอนของพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสแก่สุเมธฤาษี เกี่ยวกับการบำเพ็ญทศบารมีมาให้นะครับ ดังนั้น การที่ใครจะกล่าวอ้างว่าตนเป้นพระนิยตโพธิสัตว์นั้น อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ ในสมัยที่ในหลวงเราทรงเสด็จหาหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ทรงตรัสถามว่า พระองคืทรงปรารถนาพุทธภูมิใช่หรือไม่ หลวงพ่อฤาษีฯจึงทูลตอบว่าพระองค์น่ะใกล้จะสำเร็จแล้วเหลืออีกเพียง 5 ชาติเท่านั้น

4...ดังนั้น ท่านใดสงสัยว่าลักษณะของพระนิยตโพธิสัตว์เป็นเช่นไร ก้โปรดดูในหลวงของเราเป็นตัวอย่างครับ หรือไม่ก็หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ หลวงปู่พุทธะอิสระ นอกนั้น ต้องพิจารณาประกอบหลายๆอย่างครับ

ตอบ

1.  คุณไม่รู้ว่า  ความเมตตากรุณาของผมในชาตินี้มีมากเพียงใด  ขนากผมหมดตัวไม่มีเงินเลย  ผมยังอตส่าห์ไปยืมอื่นมาทำบุญให้ผู้ที่เดือนร้อนหลายต่อหลายครั้ง  (7 ครั้ง)  จนอยู่ในภาวะหนี้สินล้มพ้นตัว  ถ้าคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องบุญผิดล่ะก็   เจ้าหนี้เเหล่านั้นเขารุมทึ้งผมแน่  เพราะผมหมดกรรมที่จะนำความฉิบหายทางทรัพย์สินหมดแล้ว

2.   ความรู้เรื่องศีลของคุณยังไม่ถูกต้อง  ละเมิดศีล = มีเจตนาทำผิดศีลด้วยจิตอกุศล คือ บาป   แต่ถ้าผิดศีล โดยมีเจตนาเป็นกุศล คือมหาบุญ  พระเวสสันดร ยกเมียให้เป็นเมียระดับทาสของคนอื่น  ยกลูก 2 คนให้เป็นทาสของชูชก  2 เรื่องนี้เป็นผิดศีล โดยมีเจตนาเป็นกุศล คือ มหาบุญ อย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด

ผมพูดคุยกับแมลงสาบได้   แมลงสาบตัวเล็กตัวหนึ่ง เดินมาชนเท้าผม  ขอร้องผมว่า  ช่วยเขาด้วย  เขาเกิดเป็นแมลงสาบมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว  ผมก็ปล่อยไป  ไม่อยากยุ่งกับเขา  แมลงสาบตัวเล็กตัวนั้นก็เข้ามาชนเท้าผมและขอร้องอีก  ผมก็ปล่อยไป  เขาก็มาอีก  ทำอย่างนี้ 5 ครั้งรวด  ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  ดังนั้นผมจึงไม่ได้คิดไปเองแน่นอน  ครั้งที่ 5 นั้น ผมจึงตัดสินใจกระทืบแมลงสาบน้อยตัวนั้นเลย  อีกหลายชั่วโมงหลังจากนั้น  ผมก็ทำกรรมฐานแผ่เมตตาให้วิญญาณแมลงสาบตัวนี้  ตกดึกมันมาขอบคุณผม   ที่ปล่อยให้มันพ้นคำสาบของพญายม  เพราะผมก็คุยและติดต่อพวกวิญญาณต่างๆได้เช่นเดียวกัน

หลังจากวันนั้น  ก็มีแมลงสาบมาหาผมอีกหลายครั้งหลายหน  ขอให้ผมช่วยเหลือทั้งนั้น  รายหนึ่งเป็นวิญญาณของพวกนาซีเยอรมัน  ที่ไปรมแก๊ซชาวยิวตายจำนวนมากในสงครามโลก  เขารับโทษโดยต้องเกิดเป็นแมลงสาบไปเรือยๆ  จนกว่าเขาจะพบผู้มีบุญที่จะปลดปล่อยเขาออกจากความเป็นแมลงสาบได้   เขาเป็นแมลงสาบมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว  เกิดทีไรก็เป้นแมลงสาบทุกที  แล้วก็ต้องโดนฆ่าตายด้วยยา(เครื่องฉีดฆ่าแมลงสาบทุกครั้ง)  ผมแกล้งชวนเขาคุยไปเรื่อยๆ  ให้เขาเผลอ แล้วผมก็ยกเท้าขึ้น  กระทืบแมลงสาบตัวนั้นเลย   ผมกลัวเขาไม่ตายสนิท เลยกระทืบย้ำๆจนแมลงสาบตัวนั้นร่างแหลกเหลวไปหมด  แล้วผมก็ไปทำกรรมฐานแผ่เมตตาให้วิญญาณแมลงสาบตัวนั้น  ตกดึกมันมาขอบคุณผม เหมือนตัวแรก  แต่จะมาเป็นกลุ่มควันเล็กๆ

พระโพธิสัตว์มีศีลธรรมจริงๆ  แต่ต้องตีความให้ออกว่า  ศีลธรรม คือ อะไร   พระโพธิสัตว์ย่อมรู้ว่า  ศีลธรรม เป้นเรื่องของจิตคิดปรุงแต่งด้วยกุศลหรืออกุศลตอนทำสิ่งนั้น   ศีล 5 เรื่องฆ่าคนฆ่าสัตว์ โกหก ลักทรัพย์ ดื่มเหล้า ประพฤติผิดในกาม  ถ้าทำด้วยเจตนาอกุศลเท่านั้น  จึงจะเป็นบาป   ศีล 5 เรื่องฆ่าคนฆ่าสัตว์ โกหก ลักทรัพย์ ดื่มเหล้า ประพฤติผิดในกาม  ถ้าทำด้วยเจตนากุศล    เรียกว่า มหากุศล ครับ

พระโพธิสัตว์ที่บรรลุธรรมขั้นอนาคามีถึงอรหันต์  ท่านยึดหลักความเมตตากรุณา  เพราะทุกองค์สามารถรู้อนาคตของสัตว์นั้น   พระโพธิสัตว์เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับคนอื่นก่อนตัวเอง   จึงยอมทำสิ่งที่คนอื่นตีความศีลแบบมิจฉาทิฏฐิบอกว่าผิดศีล  เพราะท่านรู้ว่านั่นไม่ผิดศีล  แต่เป็นมหากุศล   แต่ถ้าผิดศีลจริง  ท่านก็ยอมตกนรก

3.  ผมให้ข้อมูลคุณเพิ่ม   "ในหลวงองค์ปัจจุบันเคยเกิดเป็นช้างป่าเลไลย์ ที่มีพุทธทำนายว่าจะได้เป็นนิตยโพธิสัตว์"

4.  ผมให้ข้อมูลคุณเพิ่มเกี่ยวกับ   หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ นะครับ

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ท่านเคยบอกผมว่า จิตของท่านมีหลายจิต แบ่งภาคออกไปสร้างบารมีเป็นพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า 4 จิต คือ 1. หลวงปู่ดู่ 2. หลวงพ่อโต 3. หลวงปู่ทวด จิตดวงที่ 4 ของท่าน ผมไม่มีเวลาถามทานในคอนนั้น

แต่ผมถามพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม ท่านบอกว่า จิตดวงที่ 4 ของพระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่จะมาสร้างบารมีเป้นพุทธเจ้า จะมาในอีก 50 ปี ที่ต้องมาในช่วงนั้น เพราะโลกจะเกิดวิกฤต จึงต้องพึ่งบารมีของท่าน

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์(อชิตะ) ท่านยังบอกผมเรื่องลับๆหลายเรื่อง เช่น ท่านบอกว่า แม่ของโคตมะพุทธเจ้า พระนางศิริมหามายา ก็เป็นจิตอีกจิตนึงของท่าน(พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์-อชิตะ) ทีี่อธิษฐานขอเกิดเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า  แล้วตอนนี้พระนางศิริมหามายา ก็เป็นเทพบุตร เปลี่ยนอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนานแล้ว    ตัวท่านสูงใหญ่มาก  ผมเคยเจอ 2 ครั้ง

ส่วน   ผมphonsakเป็นนิตยะโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกหลังจากพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า  เรื่องทั้งหมดที่ผมบอกคุณไปเป็นความจริงทั้งนั้น  แต่คุณและเพิ่อนสมาชิกท่านอื่นจะเชื่อหรือไม่  นั่นเป็นเรื่องของพวกคุณ 
4  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / ความรู้เกี่ยวกับคำว่า "เซียน" ที่ถูกต้อง เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 06:54:16 PM
คำว่า "เซียน (great master)" เป็นชื่อที่คนไทยรู้จักกันมานานแล้ว  และใช้เรียกผู้มีความชำนาญบางอย่างมากเป็นพิเศษว่า "เซียน"  เช่น เซียนพระเครื่อง เซียนสนุ๊ก  คนไทยและคนจีนมักเรียกผู้วิเศษ ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีอำนาจอิทธิฤทธิ์หรือมีของวิเศษต่างๆว่า "เซียน"     

แต่ความหมายของเซียน ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น  มันมากกว่านั้นเยอะ ในบทความนี้ผมขอเขียนไว้เฉพาะบางส่วน

สมัยก่อนคำว่าเซียน สามารถเทียบได้ใกล้เคียงกับคำว่า "ฤาษี"  สมัยนี้น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ."พระเกจิ หรือ
ผู้วิเศษ"

- ในทางโลก  ผู้ที่เก่งหรือชำนาญในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ เราเรียกว่า "เซียนด้านนั้นด้านนี้
- ในทางศาสนา  ผู้ที่เก่งหรือชำนาญในด้านการทำความดีต่างๆ  จนถึงขั้นบำเพ็ญสมถะหรือสมาธิให้ใจสงบนึ่ง  จนได้ฌาน 4-8  พระพุทธเจ้าเรียกว่า   ผู้มีสมถะเป็นยาน หรือ ผู้บำเพ็ญสมถะจนบรรลุระดับสูง

การบริกรรมภาวนาใดๆ  ล้วนเป็นการทำให้จิตใต้สำนึก หรือภวังค์จิตของเราสงบ  การรวมหรือเพ่งจิคอยู่ที่จุดเดียวนั้น  ถ้าเป็นการโฟกัสโดยจิตที่ฟุ้งซ่านไปที่จุดเดียว  ย่อมทำไม่ค่อยได้ และไม่มีพลังงานจิตที่พอเพียง   แต่การโฟกัสจิตที่ไม่ฟุ่งซ่านไปที่จุดเดียว  ย่อมเกิดพลังงานจิตที่มหาศาลขึ้นมาได้  ผู้ที่ฝึกสมถะจนได้ฌานระดับสูง  และสามารถผู้ที่นำพลังงานจิตไปใช้ประโยชน์ได้ดีมี 5 จำพวก หรือพวกมีอภิญญา 5

ภาวนาปลุกจิตใต้สำนึกจนสำเร็จเป็นเซียน

พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญผู้ที่ทำสมถะจนได้อำนาจวิเศษใดๆ  ที่เราเรียนว่า เซียน เลย   แต่พระพุทธองค์สรรเสริญเฉพาะเซียน ที่นำเอาอำนาจวิเศษเหล่านั้น  ไปขจัดขัดเกลากิเลสตนหมดเท่านั้น  เซียนพวกนี้มี 2 พวก

1.  พระสมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นยาน(เครื่องนำไป) หมายถึง ผู้เจริญสมถกรรมฐาน จนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาวิมุตติต่อ

2.  พระอุภโตภาควิมุต  คือ พระอรหันต์ผู้บำเพ็ญสมถะมาเป็นอย่างมากจนได้สมาบัติ ๘ แล้ว จึงใช้สมถะนั้นเป็นฐานบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไปจนบรรลุอรหัตตผล  หลุดพ้นจากความทุกข์

" เราย่อมอยู่ด้วยธรรม(ที่เป็น)เครื่องขัดเกลากิเลส(อย่างถูกต้องดีแล้ว)   ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือฌาน(ทั้งหลาย)นี้  เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ    เรากล่าวว่า (ยัง)เป็น(เพียง)ธรรมเครื่องอยู่(ให้)เป็นสุขในอัตภาพนี้"

หมายความว่า เซียน มี 2 จำพวก

1.  เซียนที่ได้อภิญญา 5 อย่างใดอย่างหนึ่ง  =   "เซียน" ผู้สำเร็จฌานสมาบัติต่างๆ  แล้วเป็นผู้อยู่อย่างเป็นสุขตามอัตภาพของตน  คือใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเท่าที่สภาพความเป็นอยู่

 2. เซียนที่ได้อภิญญา 5 ไปต่ออภิญญา  6  =   เซียน ผู้สำเร็จฌานสมาบัติต่างๆ  แล้วเลื่อนระดับไปจนบรรลุอรหัตตผล  หลุดพ้นจากความทุกข์  ด้วยการทำวิปัสสนากรรมฐาน และการทำให้สมถะกรรมฐานของตน จนไม่หลุดหลงไปตามกิเลสตัณหาตลอดกาล เช่น พระอิศวร  ราชาแห่งโยคะ  พระพุทธองค์เรียกผู้ทำสมถะกรรมฐานของตน  จนไม่หลุดหลงไปตามกิเลสตัณหาตลอดกาลว่า  พระอรหันต์ ที่เจโตวิมุตติไม่กำเริบแล้ว

แต่เดิม...เซียน(ผู้วิเศษ)ที่มีแค่อภิญญา 5 ใช้พลังจิตที่ขำนาญของตน แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆได้  ถือเป็น เซียนธรรมดา(ผู้วิเศษธรรมดา) แต่เมื่อเป็นเซียนที่บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ที่เจโตวิมุตติไม่กำเริบแล้ว  เป็นอรหันต์แล้ว    เราจึงเรียกท่านว่า  "เซียนอรหันต์  เซียนพุทธะ กับ อรหันต์โพธิสัตว์" 

เซียนอรหันต์  เซียนพุทธะ หรือ โพธิสัตว์อรหันต์  แตกต่างจากเซียนธรรมดา(ผู้วิเศษธรรมดา) ตรงที่เซียนธรรมดา(ผู้วิเศษธรรมดา)เป็นแค่อทิสมานกาย(กายทิพย์มนุษย์)  ในขณะที่เซียนอรหันต์  เซียนพุทธะ หรือ โพธิสัตว์อรหันต์  เป็นเซียนหรือเป็นโพธิสิตว์ ที่กำเนิดจากพระอรหันต์ท่านนั้นดับหรือละลายอทิสมานกาย(กายทิพย์มนุษย์)ของตนไปแล้ว  จึงได้กายธรรมหรือธรรมกาย  แล้วกายธรรมหรือธรรมกายก็นิรมิตกายทิพย์ตัวใหม่ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายออกมา  เรียกว่า "สัมโภคกาย  หรือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือกายทิพย์บริสุทธิ์" 

ในขณะที่อทิสมานกาย(กายทิพย์มนุษย์)นั้นเกิดแก่เจ็บตายได้  เพียงแต่ถ้าเป็นเทพหรือเทวดาจะมีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์เท่านั้น  ยิ่งเป็นพรหม(ทางโลกหรือโลกียะ)จะอายุยาวนานมากๆๆๆๆๆ  จนถึงขนาดหลงผิดไปเลยว่า  ตนเองเป็นอมตะ อยู่ได้ชั่วนิจนิรันดร  เช่น  พกาพรหม  และอุทกพรหม  ที่ทั้งคู่หลงผิดว่าพรหมชั้นที่ตนอยู่คือนิพพาน


ย้ำ!  ผู้ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆได้  จนถึงขั้นเป็นเซ็ยน  น่าจะเป็นผู้ที่ได้ ฌาน ๔ จตุตถสมาบัติ ฌาน   หรือกว่านั้นขึ้นไปจนถึงฌาน 5-8 ซึ่งเป็นอรูปฌาน

...สมถยานิก = ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหันต์
5  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 คืออะไร สำคัญอย่างไร / Re: อิทธิบาท 4 ที่ทำให้สามารถต่ออายุได้นานถึงวันสิ้นโลก คืออิทธิบาท 4 ของพระพุทธเจ้า เมื่อ: กันยายน 09, 2012, 12:40:28 PM
อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ถิ่นธรรม
เรื่องของอายุกัปป์ไม่มีในพระพุทธศาสนา แต่งเิติมเอาภายหลังให้เข้ากับลัทธิความเชื่อของตน


ตอบ

ใช่แล้วครับ ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ

กัป เป็นคำที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในศาสนาฮินดู ลงมาถึงศาสนาพุทธ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่งมาถูกเปลี่ยนแปลงและตีความใหม่โดยแก๊งค์หัวล้าน ที่เอามาเหลืองมาห่ม ไม่ปฏิบัติให้เข้าถึงแก่น
6  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 คืออะไร สำคัญอย่างไร / Re: อิทธิบาท 4 ที่ทำให้สามารถต่ออายุได้นานถึงวันสิ้นโลก คืออิทธิบาท 4 ของพระพุทธเจ้า เมื่อ: กันยายน 09, 2012, 12:30:27 PM
อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ pummuq
คุณเข้าใจผิดน่ะ คำว่ากัปนั้นคือกัปป์อายุของมนุษย์ในตอนนั้น ตอนนั้นอายุหนึ่งกัปก็คือ 100 ปีไม่ใช่เป็นกัปป์แบบที่คุณเข้าใจ เป็นกัปป์อายุมนุษย์
ผมไม่แน่ใจคำสะกดที่ถูกต้อง


ไปฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากปราชญ์สมัยเรายังไม่เกิดกันได้ครับที่


อิทธิบาท 4 ทำให้มีชีวิตอยู่ชั่วกัปป์ ชั่วกัลป์ - YouTube


ตอบ

1 กัป = 100 ปี หรือ 120 ปี เป็นคำสอนของพญามาร ที่เข้ามาสิงใจสมมุติสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติได้ไม่ถึงขั้น ไปคิดว่าปัญญาคือการใช้สมองคิดอย่างเดียว

ปัญญาที่แท้จริง ที่จะเข้าถึงแก่นธรรม เป็นปัญญาจากการปฏิบัิติเท่านั้น ปัญญาจากสมองคิด อยู่ภายใต้การบงการของพญามาร

กัป เป็นคำที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในศาสนาฮินดู ลงมาถึงศาสนาพุทธ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่งมาถูกเปลี่ยนแปลงและตีความใหม่โดยแก๊งค์หัวล้าน ที่เอามาเหลืองมาห่ม ไม่ปฏิบัติให้เข้าถึงแก่น
7  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 คืออะไร สำคัญอย่างไร / อิทธิบาท 4 ที่ทำให้สามารถต่ออายุได้นานถึงวันสิ้นโลก คืออิทธิบาท 4 ของพระพุทธเจ้า เมื่อ: กันยายน 08, 2012, 06:45:54 PM
อิทธิบาท 4 ที่ทำให้สามารถต่ออายุได้นานถึงวันสิ้นโลก คืออิทธิบาท 4 ของพระพุทธเจ้า


ตามหลักของวิทยาศาสตร์ มนุษย์เราตายตามธรรมชาติเพราะมีเชื้อแบตทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ เข้ามาทำลายเนื้อเยื่อ และเซลอวัยวะภายใน หรือทำให้กายของเราสกปรก และเสื่อมสภาพไป  ถ้ามันไม่ทำลายเนื้อเยื่อ ไม่ทำลายเซลอวัยวะภายในของเรา  เราย่อมเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย

   มนุษย์ทั่วโลกและมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย  ต่างก็มีความพยายามหาตัวยา  ที่สามารถคงสภาพเนื้อเยื่อ และเซลอวัยวะภายในของเราเอาไว้   เราจะได้ไม่ตาย  แต่จนถึงวันนี้  ยังไม่มีใครพบตัวยาอายุวัฒนะแบบนั้น

   ไม่มีใครเฉลียวใจคิดเลยว่า  เชื้อโรค = พลังร้ายที่เจ้ากรรมนายเวรของเราปล่อยออกมาทำร้ายเรา  เป็นผลมาจากบาปกรรมที่เราเคยก่อไว้กับเขา

ในทางพุทธศาสนา  การต่ออายุให้ยืนยาวทำได้โดยการทำบุญเอาไว้มากๆ  และทำบุญทำทานหรือทำสมาธิแล้วแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร  เมื่อเจ้ากรรมนายเวรให้อภัย อโหสิกรรมให้เราแล้ว  เราก็มีชีวิตยืนนาน ไม่ตายเร็ว

    
   แต่ทว่าเจ้ากรรมนายเวรมันมีจำนวนมหาศาลเหลือเกิน  เพราะเราทุกคนเวียนว่ายตายเกิด  มาแสดงละครบนโลกใบนี้ และโลกในมิติอื่น นับจำนวนชาติไม่ได้  พระพุทธเจ้าตรัสว่า    คนเราแต่ละคน เกิด-ดับ เกิด-ดับ เกิด-ดับ หากนำกระดูกมากองรวมกันจะกองได้เท่าภูเขาลูกใหญ่ที่สุดเลย

    
   ด้วยเหตุนี้  พระอรหันต์ทั่วไป  ท่านจึงต้องยอมตาย  ไม่ยอมต่อชีวิตให้ยืนยาวเกินกว่าที่ควรอยู่ได้ตามปกติของมนุษย์    แต่มีพระอรหันต์อีกประเภทหนึ่ง  คือ  พระครูเทพโลกอุดร  และ พระอริยะวังโส  พวกท่านตั้งจิตอธิษฐานกับพระพุทธเจ้า  ขออยู่ดูแลพระพุทธศาสนาให้ถึง 5000 ปี ตามอายุของพุทธศาสนา  และพวกท่านทั้ง 2 ก็ไปพากเพียรบริกรรมตามวิธีที่ท่านถนัด  ที่สำคัญ คือ  ทุกครั้งท่านต้องแผ่เมตตาให้กับบรรดาเจ้ากรรมนายเวรของท่านซึ่งมีเป็นอนันต์เสมอ

   ตามหลักแล้ว ถ้ากายเนื้อหรือขันธ์ 5 ของใครสะอาดบริสุทธิ์  ไม่ใช่เฉพาะจิตเท่านั้นที่บริสุทธิ์  ย่อมหมายความว่าเจ้ากรรมนายเวรที่มีเป็นอนันต์ของเขาหมดไปแล้ว     เชื้อโรค ที่เป็นพลังที่เจ้ากรรมนายเวรส่งมา ก็จะไม่สามารถเข้าไปทำลายกายเนื้อหรือขันธ์ 5 ที่สะอาดบริสุทธิ์ของท่านได้
    
   กายเนื้อหรือขันธ์ 5 ของผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ใช่เฉพาะจิตเท่านั้นที่บริสุทธิ์  คือ  กายเนื้อของพระพุทธเจ้าของเราและพระพุทธเจ้าทุกพระองค์  พระพุทธเจ้าของเราตรัสว่า:
    
   “อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว  ไม่มีใครสามารถปลงชีวิตของตถาคตได้  

   ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉานหรือมนุษย์หรือเทวดามารพรหมใด ๆ”


    
 *** นี่แหละคือ อิทธิบาท 4 ขั้นที่ทำให้สามารถต่ออายุได้นานถึงวันสิ้นโลก ***

ฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเอาเองนะครับ

   "อานนท์ อิทธิบาท 4 นี้  เราตถาคตเจริญ ทำให้มากแล้ว....ถ้าเราตถาคตปรารถนา จะพึงอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”
  
   =  พระพุทธเจ้าของเราและพระพุทธเจ้าทุกพระองค์  ต้องฆ่าตัวตายเอาเองทั้งนั้น  ไม่งั้นไม่มีทางตาย
    
  สรุป   การจะมีชีวิตอยู่ได้เป็นกัป ถึงวันสิ้นโลกได้   เป็นเรื่องที่เรียกว่า “เหนือธรรมชาติ” ทำได้เฉพาะพระอรหันต์ที่ละลายบาปกรรมที่มีผลต่อการตายหมดแล้วเท่านั้น จึงจะทำได้
    
   และพระอรหันต์ท่านนั้น ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ในชาติเดียวอย่างแน่นอน   เพราะต้องแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่มีผลต่อการตายทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนเป็นอนันต์  คนที่ทำได้ต้องเพียรพยายามข้ามภพข้ามชาติมาอย่างนับชาติไม่ถ้วนทีเดียว  อย่างพระพุทธเจ้าของเราต้องสร้างบารมีมาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป   มีเหลือกรรมสุดท้ายในชาติที่เป็นพระพุทธเจ้าไม่มากแล้ว  ท่านจึงสามารถทำอิทธิบาท 4 ได้ถึงขั้นต่ออายุตัวเองได้ถึงวันสิ้นโลก  ถ้าท่านจะทำ

       พึงรู้ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องฆ่าตัวตายเองทั้งนั้น   ไม่มีใครสามารถฆ่าพวกท่านได้  เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์  ได้ทำอิทธิบาท 4 ข้ามภพข้ามชาติ  ได้ถึงระดับโลกุตตระขั้นเหนือธรรมชาติแล้วทั้งนั้น  พวกท่านสามารถต่ออายุได้นานเป็นกัป  จึงถึงวันโลกแตกได้สบาย  เรื่องนี้เป็นเรื่องเด็กๆ  ไม่มีปัญหาสำหรับพวกท่านหรอก
    
  “ดูก่อนอานนท์……ใครก็ตามถ้าเจริญอิทธิบาท 4 ประการ  ทำให้มาก  ทำให้คล่องตัวดุจยาน  ทำให้เป็นดุจพื้นที่มั่นคง  อบรมฝึกปรือ  เริ่มอย่างดีอย่างถูกต้อง เขาผู้นั้นถ้าปรารถนา จะพึงอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง"
8  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องถอดจิตหลุดพ้นของท่านออกจากขันธ์ 5 ไม่งั้นนิพพานไม่ได้ เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2012, 03:15:42 PM
คุณไทยเพียวครับ


มีเพียงผู้เดียวที่หลีกหนีความตายได้ คือ ผู้เป็นพระพุทธเจ้าครับ  เพราะมีหลักอยู่ว่า

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์  ย่อมต้องถอดจิตหลุดพ้นของท่านออกจากขันธ์ 5 เอง   เพราะบุญบารมีท่านสูงสุด ใครจะฆ่าหรือทำลายขันธ์ 5 ของท่านก็ไม่ได้
   
   หลักฐาน 1:
   
   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลจะปลงชีวิตตถาคต ด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วย ความพยายามของผู้อื่น" (พระไตรปิฎก เล่ม 7 พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2)
   
   
   หลักฐาน 2: 
   
   “อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงชีวิตของตถาคตได้ ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉานหรือมนุษย์หรือเทวดามารพรหมใด ๆ
   
   
   หลักฐาน 3: 
   
   จุนทะ! สูกรมัททวะ ที่เหลือนี้ท่านจงฝังเสียในบ่อ  เราไม่มองเห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ที่บริโภคแล้ว จักให้ย่อยได้, นอกจากตถาคต”  = มีแต่ตถาคตเท่านั้น ที่พิษอะไรก็ทำอะไรท่านไม่ได้
   
   ถามว่า
   
   1.   เมื่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์  ไม่สามารถตายได้ด้วยการกระทำของผู้อื่น  และพระตถาคตทั้งหลายย่อมตายด้วยอะไรล่ะครับถึงจะปรินิพพานได้
   
   ......ตถาคตทั้งหลายย่อมฆ่า หรือทำลายร่างกายของตัวตายเองใช่หรือเปล่า? คือ ถอดจิตหลุดพ้นของท่านออกจากขันธ์ 5 เอง
   
   2.   ใครหรืออะไรจะฆ่าโคตมะพระพุทธเจ้าย่อมไม่ได้  สูกรมัททวะ ซึ่งเป็นอาหารพิษแก่มนุษย์ และแม่เหล่า เทพ พรหม กินเข้าไปแล้ว เสร็จแน่(ไม่ย่อย)   นอกจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กินแล้ว(ย่อยได้) และไม่เป็นพิษกับพระองค์ด้วย 
   
  นอกจากนี้  พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า หากพระองค์ประสงค์จะอยู่ต่อพระองค์สามารถเจริญอิทธิบาท4และจะมีชีวิตดำรงค์อยู่ต่อไปอีกได้ตลอดกัป
   
   อ่านคำยืนยันของพระพุทธองค์นะครับ
   
   
   ดูก่อน...อานนท์ อิทธิบาท ๔ ตถาคตได้เจริญแล้ว ได้ทำให้มากแล้ว   ได้ทำให้เป็นยานแล้วได้ทำให้เป็นที่ตั้งอาศัยแล้ว ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว,
   
   ดูก่อน...อานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อหวังอยู่ ก็จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป
   
   หรือตลอดส่วนที่เหลือแห่งกัป.
....ดังนี้....
   
   
   สรุป
   
   
   ด้วยท่อนสุดท้าย "อานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อหวังอยู่ ก็จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป"
   
   
   นี่ก็คือพระพุทธองค์ไม่ได้หวังอยู่ต่อ  เพราะพระพุทธองค์ท่านไปรับบิณฑบาทของพยามารไว้แล้วว่าจะปรินิพพาน
9  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / สังสารวัฏฏ์คือการกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นผี และการเป็นคน เมื่อ: มิถุนายน 30, 2012, 04:31:57 PM
สังสารวัฏฏ์คือการกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นผี และการเป็นคน ตอน 1


ถ้าจิต เป็นวิญญาณขันธ์อย่างเดียว  ตายแล้วย่อมสูญ

เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า  วิญญาณ  เป็นปัจจัยให้เกิด  นามรูป

แล้วนามรูปคืออะไรล่ะ  คือขันธ์ 5 ไม่ใช่หรือ? ขันธ์ 5 = อะไร?

ขันธ์ 5 = รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ วิญญาณขันธ์

 ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ว่า  วิญญาณ(ขันธ์)  จะเป็นปัจจัยให้เกิด  นามรูป  เพราะนามรูป มีวิญญาณขันธ์อยู่ด้วยแล้ว
  
นอกจากนี้  ตอนที่คุณตาย ทุกตัวในขันธ์ 5 มันตายหมด  เพราะตายคือขันธ์ 5 ตาย = รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ตายหมด

ผลลัพธ์ ตาย = 0  

สรุป

วิญญาณขันธ์ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นจิตแน่นอน  เพราะถ้าวิญญาณขันธ์ เป็นสิ่งเดียวที่เป็นจิต  เราตายแล้ว ก็สูญไปเลย


สังสารวัฏฏ์คือการกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นผี และการเป็นคน ตอน 2


แต่เพราะว่า  มันมีวิญญาณอยู่ 2 ตัว คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์

วิญญาณธาตุ สร้าง วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ 5

(ขันธ์ 5 = รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ[color=maroon]วิญญาณขันธวิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป " ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ภิกษุ ท.! ความรู้สึกอย่างยิ่งด้วยปัญญา

เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า

 "เพราะ นามรูปนั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี
: เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ"

ดังนี้. ภิกษุ ท.! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป : ย่อมไม่เลยไปอื่น; ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง : ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;

สรุป

เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้.  เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้.  "วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป : ย่อมไม่เลยไปอื่น

= วิญญาณธาตุ(ตัวเก่า) สร้างวิญญาณขันธ์ในนามรูป  เราตายคือขันธ์ 5 รวมวิญญาณขันธ์ ตาย

ก่อนตาย ขันธ์ 5 รวมวิญญาณขันธ์ของเรา  แม่งดันเสือกไปสร้างวิญญาณ(ธาตุ)ตัวใหม่ออกมาด้วย

ตอนนี้พอเข้าใจหรือยัง  พวกเราเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นคน ตายแล้วก็เป็นผี   พอเป็นผีแล้ว ผีเสือกตายก็กลายเป็นคน  กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้  

พูดภาษาวิชาการหน่อยก็คือ  พวกเราเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นคน(นามรูป) พอคนตายแล้วก็เป็นผี(นามกาย)  พอผี(นามกาย)ตายแล้วก็เป็นคน(นามรูป)  หรือจะพูดว่า เราเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นวิญาณธาตุและวิญญาณขันธ์  

 พอวิญญาณขันธ์ตาย  ก็กลายเป็น วิญญาณธาตุ   (พอคนตาย ก็กลายเป็น ผี)
 พอวิญญาณธาตุตาย  ก็กลายเป็น วิญญาณขันธ์   (พอผีตาย ก็กลายเป็น คน)

แม่งเวียนว่ายตายเกิดระหว่างผีกลับคนไปเรื่อยๆ
10  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / Re: บาป คืออะไร? บุญ คืออะไร? อย่าเพิ่งแน่ใจนะว่า สิ่งที่คุณรู้มานั้นถูกต้อง เมื่อ: มิถุนายน 10, 2012, 02:31:15 PM
อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ รัศมีธรรม 
ขออนญาตออกความเห็นนะคะ พระเวสสันดรเป็นชาติเกิดของบุคคลผู้หนึ่งที่สร้างคุณความดีมาเนื่นนาน สะสมบารมีมาจนเรียกได้ว่าบารมีเต็มแล้ว ในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดรนั้น มนุษย์อย่างเราๆ เทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวธุลีแห่งคุณงามความดีของท่าน การที่คุณกล่าวในข้อความว่า "พระเวสสันดร ปากของท่านโคตรขั่วเลย" จึงไม่เป็นการบังควรและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวง แม้ว่ามีเจตนาดี แต่ก็ควรต้องคำนึงถึงเรื่องความถูกต้องเหมาะสมและการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณชนอยู่นั่นเอง (ไม่ได้มีเจตนาจะโต้เถึยงแต่อย่างใด ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)


ตอบ

ผมจะเลือกเขียนภาษาสละสลวยอย่างใดก็ได้  แต่ถ้าผมเขียนอย่างนั้น  คุณรัศมีธรรมจะเกิดความเร้าใจ ลงมาตอบโต้กับผมไหมล่ะ

ผมจึงเลือกเขียนภาษาวิบัติ  เพื่อจะให้คุณได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์ได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

ขอให้กฎแห่งกรรมเป็นผู้ตัดสินผมเถอะ  คุณยังจิตไม่สูงพอที่จะตัดสินผม  เมื่อไรที่คุณเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า
"ฆ่าแม่ของเธอ แล้วเธอจะบรรลุอรหันต์" หรือ "เจอพระพุทธเจ้าให้ฆ่าทิ้งเสีย" ตอนนั้นคุณค่อยมาตัดสินผมดีกว่า


อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ rinchang 
เข้าใจความพยายามนะ คุณ จขกท แต่บทความคุณมันดูเพี้ยนจัง
ว่าแต่เข้าใจคำว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ" จริง ๆ หรือเปล่าหล่ะ

มันดูเหมือนเข้าใจศาสนาพุทธแบบหลอน ๆ ไงไม่รู้


ตอบ

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
สำเร็จด้วยใจ
ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดี หรือทำดีตามไปด้วย
เพราะความดีนั้นสุขย่อมติดตามเขาไปเหมือนเงาติดตามตัว

อ้างอิง ขุ.ธ.(ไทย)๒๕/๒/๒๔

"สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าใจผู้บงการได้รับการอบรมดี ความประพฤติการงานทุกด้าน
ย่อมดีไปตามๆกัน ถ้าใจชั่วเพราะขาดการอบรม
สิ่งที่ใจเป็นผู้พาดำเนินย่อมเหลวไปตามๆกัน"

(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน )

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ ใ จ เ ป็ น ใ ห ญ่ ใ จ เ ป็ น ป ร ะ ธ า น ทุ ก สิ่ ง ส ำ เ ร็ จ ด้ ว ย ใ จ ” และขอให้พสกนิกรเป็นผู้คิดดี ไม่มุ่งร้ายผู้อื่น ห่างไกลกิเลส ย่อมทำให้พ่อหลวงมีความสุข

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 5 ธันวาคม พระพุทธศักราช 2553 ใจความว่า “พระพุทธภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งเป็นพระพุทธพรสำคัญ พึงอัญเชิญไว้เหนือเศียรเกล้า เพื่อปกปักรักษาชีวิตให้สวัสดี มีความร่มเย็นเป็นสุข แม้กำลังอยู่ในท่ามกลางโลกที่ร้อนแรงเช่นในปัจจุบัน

พระพุทธภาษิต หรือ พระพุทธพร บทนั้นมีความว่า “ ใ จ เ ป็ น ใ ห ญ่ ใ จ เ ป็ น ป ร ะ ธ า น ทุ ก สิ่ ง ส ำ เร็ จ ด้ ว ย ใ จ ” และ “ ใ จข อ ง เ ร า มี ค่ า สู ง สุ ด ไ ม่ พึ ง น ำ ไ ป แ ล ก กั บ สิ่ ง ใ ด ทั้ ง สิ้ น “ พระพุทธภาษิต บทนี้เป็นพระพุทธพรที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง
11  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / บาป คืออะไร? บุญ คืออะไร? อย่าเพิ่งแน่ใจนะว่า สิ่งที่คุณรู้มานั้นถูกต้อง เมื่อ: มิถุนายน 10, 2012, 12:00:26 PM
บาป คืออะไร?  บุญ คืออะไร?


บาป...คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาอกุศล  แล้วส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

บุญ....คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาเป็นกุศล และส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ"

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า  "กายและวาจาเป็นใหญ่  กายและวาจาเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยกายและวาจาแต่อย่างใด"

เจตนาของใจเป็นผู้กำหนดว่า สิ่งใดเป็นบุญหรือเป็นบาป   ด้วยเหตุนี้  สิ่งใดจะเป็นบุญหรือบาป อยู่ที่ใจเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลตอนกระทำสิ่งนั้น

พระเวสสันดร  ปากของท่านโคตรขั่วเลย  ยกลูกเมียให้เป็นทาสคนอื่น  แต่ใจของท่านคิดเสียสละสิ่งที่ตนเองรักที่สุด  เพื่อให้เกิดมหากุศลที่พอเพียงเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต   ช่วยมนุษย์ เทพ พรหม ยักษ์ และสรรพจิต ให้พ้นทุกข์

ถ้าท่านไม่เข้าใจเรื่องนี้  ท่านก็ยังไม่รู้ว่า อะไรคือ "บุญ"  อะไร คือ "บาป"


บททำสอบความเข้าใจเรื่องบุญและบาปที่ถูกต้อง


พ่อของคุณเจ็บป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย  ตาย 100 % แน่นอน  แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งไม่ให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะอยู่อย่างทุกข์ทรมานที่สุดไปได้อีก 1 เดือน

แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะพ้นทุกข์ทรมานอันนั้น  ตายในวันนั้นเลย

ผู้ที่โดนมารหลอก  จะคิดว่าการสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นอนันตริยกรรม เป็นบาปที่หนักที่สุด   โดยไม่รู้ว่าบาปนั้นมาจากไหน  และจะเป็นบาปได้ยังไรกัน

ส่วนผู้ที่เข้าใจพุทธศาสนา  จะรู้ว่าบุญคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยความรัก เมตตา กรุณา และการเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวเอง  บาปคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยจิตอกุศล เห็นแก่ตัวเองและพวกพ้อง

ด้วยเหตุนี้  การสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นจึงเป็นมหากุศล  เพราะแม้สิ่งที่เรียกว่าเป็นอนันตริยกรรม(บาปหนักที่สุด)  คุณยังกล้าทำได้ ถือว่าเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่ความรัก ความเมตตาสงสารบิดาที่กำลังทุกทรมานอย่างหนักอยู่

ใครที่บอกว่าเป็นบาปเป็นอนันตริยกรรม  ต้องตอบให้ได้ว่า  มันเป็นบาปได้อย่างไร  บาปคืออะไร  ที่มาของบาปมายังไง  เพราะผมเห็นแต่ จิตของลูกคนนี้มีแต่กุศลทั้งนั้น

แต่ไอ้ลูกระยำ  มันจะไม่ยอมเสียสละตนเอง  แม่งจะจ่ายเงินเพื่อทรมานพ่อของมันไปอีก 1 เดือน


สรุป


พระพุทธองค์ตรัสว่า "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาคือกรรม"

แล้วเจตนาที่จะเป็นบาปกรรม คือ เจตนาทางใจที่เป็นอกุศลและกระทำการลงไป เพราะพระพุทธองค์ตรัสด้วยว่า " ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ "
12  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / ทำอย่างไรไม่ให้คิด ขณะปฏิบัติสมาธิ เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2012, 09:06:14 AM
ทำอย่างไรไม่ให้คิด ขณะปฏิบัติสมาธิ

คุณต้องรู้ก่อนว่า  การที่คนเราฟุ้งซ่าน คิดโน่น คิดนี่  ไม่สามารถทำสมาธิได้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากเจ้ากรรมนายเวรของเรา ทำการรบกวน  ถ้าคนที่ทำสมาธิแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวียนที่ตามเบียดเบียนอยู่ทุกครั้งที่ทำสมาธิ  และพยายามทำบุญอุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเรื่อยๆ  เขาก็จะทำสมาธิได้ดีขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

เรื่องข้างต้นสามารถอธิบายได้อีกอย่างหนึ่งคือ ความฟุ้งซ่าน คิดโน่น คิดนี่ มาจากกิเลสตัณหาและความยึดมั่นถือมั่น  เราต้องค่อยๆขจัดหรือละลายกิเลสตัณหาและความยึดมั่นถือมั่นก่อน  ด้วยการทำบุญและทำสมาธิ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา ซึ่งก็คือการละลายกิเลสตัณหาและความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง

เรื่องข้างต้น  ผมยังไม่พบว่าอยู่ในคำสอนของท่านผู้รู้คนใด  ผมจึงอธิบายเรื่องนี้
13  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ทางแห่งพระนิพพาน เดินไปอย่างไร มีวิธีปฏิบัติอย่างไร / นิพพานอยู่ที่ใด? แล้วเมืองพระนิพพานอยู่ไหน? เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 03:40:08 PM
นิพพานอยู่ในทุกที่ เหมือนอากาศและอวกาศ

แต่ถ้าถามว่าเมืองพระนิพพานอยู่ที่ไหน ก็ต้องบอกว่า

เมืองพระนิพพาน ย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดนั้น พระนิพพาน เป็นพระมหานครอันใหญ่ เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ คำที่ว่าที่สุดแห่งโลกนั้น....คิริมานนท์สูตร

ที่สุดแห่งโลก = ที่สุดแห่งกิเลส ตัณหา อวิชชา

ในคิริมานนท์สูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า
- ที่สุดโลกเบื้องต่ำ มีเพียงลมเท่านั้น
- ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องขวางนั้น มีอนันตจักรวาลเป็นเขต นอกอนันตจักรวาลออกไปเป็น อากาศว่างๆอยู่ จึงว่าโดยขวางมีอนันตจักรวาลเป็นที่สุด
- ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบนนั้น มีอรูปพรหมเป็นเขต

ทางไปเมืองพระนิพพาน ก็ต้องดับความโลภ ดับความโกรธ ดับความหลง ให้หมดเท่านั้นเอง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ. ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ".

ดับความโลภ ดับความโกรธ ดับความหลงหมดแล้ว ขั้นนี้เรียกว่า "บุคคลศูนยตา" ได้ธรรมกาย หรือกายธรรมอมตะ อยู่ในพุทธเกษตรเมืองพระนิพพาน

แต่ทางไปพระนิพพาน ต้องดับความยึดมั่นถือมั่นในธรรมกายที่เป็นอมตะ ขั้นนี้เรียกว่า "ธรรมศูนยตา"  เหลือเพียงแต่จิต หรือนิพพานจิต  ไม่มีธรรมกาย  อยู่ที่ใดก็ไม่รู้  จะเรียกว่าอยู่ทุกที่ก็ได้  เพราะจิตว่างตลอด
14  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / การกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นผี และการเป็นคน เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2012, 10:12:34 PM
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ในมหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ ว่า:

"ดูกรอานนท์เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป..."

และในสูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.

ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้

...เพราะ วิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม
รูป" ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ความรู้สึกอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป : ย่อมไม่เลยไปอื่น; ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง : ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

สรุป

พระสูตรบทนี้ แสดงให้เห็น การกลับไปกลับมาระหว่างการเกิดเป็นผี เทวดา ฯลฯ (โอปปาติกะ กำเนิดขึ้นทันที) และการกำเนิดเป็นคนและสัตว์
15  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ / อะไรเป็นเหตุให้คนเราเวียนเกิด เวียนตาย ไม่รู้จักจบสิ้น? เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2012, 11:05:56 PM
อะไรเป็นเหตุให้คนเราเวียนเกิด  เวียนตาย  ไม่รู้จักจบสิ้น ?

ตอบ  ต้องดูว่าอะไรเป็นตัวที่ทำให้เขาเป็นอมตะ  

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ"

สรุป

เหตุที่ทำให้เราเวียนเกิด  เวียนตาย  ไม่รู้จักจบสิ้น  ก็คือ โทสะ โมหะ ราคะนั่นเอง  ถ้าไม่มีราคะโทสะโมหะ  เราก็ไม่เกิด ไม่แก่  ไม่เจ็บ ไม่ตาย  เข้าสู่ความเป็นอมตะ

เมื่อเรากำจัดโทสะ โมหะ ราคะได้หมดสิ้น เราก็จะรู้ว่า  เรานั้นเองที่แสดงละครเป็นตัวละครต่างๆตามสภาวะจิตของเราในแต่ละชีวิต  มีทั้งแสดงเป็นเปรต แสดงเป็นหมา แมว อสูร มนุษย์ เทวดา แสดงเป็นพรหม อรูปพรหม แม้แต่แสดงเป็นพุทธะ หรือพระเจ้า  

ไม่อยากแสดงละครต่อ  ก็ต้องเปลี่ยนเป็นบทไปเป็นพุทธะหรือพระเจ้า ซึ่งไม่เวียนเกิด  ไม่เวียนตาย อีกต่อไป
หน้า: [1] 2 3 ... 7