KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมวิถีแห่งท่าน phonsak
หน้า: 1 2 [3] 4
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิถีแห่งท่าน phonsak  (อ่าน 41382 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 08:49:39 AM »

พระพรหมมี โลกียะพรหม และโลกุตตระพรหม  โลกียะพรหมนั้นไม่เที่ยง ไม่ได้เป็นอมตะ  ยังมีเกิด มีตาย   

โลกุตตระพรหม  ชั้นนิพพานเป็นแดนอมตะ ที่เที่ยง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย


เราได้สอนเธอแล้วนะ  และเธอไม่สามารถค้านเราได้เลย เรื่องพรหมวิหาร - เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา - ว่ามี 2 ระดับ ระดับโลกียะ และระดับโลกุตตระ 

เธอควรรู้ว่า  ปริยัตินั้นไม่สามารถเปิดปัญญาทางธรรมได้เลย  ปัญญาทางธรรมเกิดขึ้นได้จากการปฎิบัติเท่านั้น

เธอลองไปถามแหล่งปริยัติพวกนี้...ให้ทีเถอะ  พระผู้มีพระภาคที่เรียกว่า "พรหมกาโย" ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว จะมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เหมือนกับพรหมในชั้นโลกียะอย่างนั้นหรือ  ถ้างั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่แตกต่างอะไรกับรูปพรหมหรืออรูปพรหมอื่นๆซิ  เราจะเล่าเรื่องพรหมโลกของโลกียะและโลกุตตระให้เธอฟังสักเรื่องหนึ่ง

........................

เธอรู้จัก  พกาพรหม หรือผกาพรหมไหมล่ะ?

ผกาพรหมผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะคำป้อยอของคนอื่น และป้อยอตนเอง เหมือนเธอ(พระนาย)เลย จึงหลงผิด  เพราะผกาพรหมอยู่ในพรหมโลกชั้นนั้นนานเกินไป  ทำให้คิดว่า ตนเองเป็นพระอิศวร ผู้สร้าง และพรหมโลกแดนที่ตนอยู่  เป็นแดนอมตะ ที่เที่ยง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ผกาพรหมลืมไปว่า ตนเองเคยเกิดเป็นพรหมชั้นสูงกว่านี้มาแล้ว  แล้วก็ตกชั้น ล่วงลงมาเกิดเป็นพรหมชั้นต่ำ  แล้วก็ยังตกชั้นต่ำลงมาอีก

... เมื่อมีโอกาสพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสสอนพกาพรหมให้เห็นว่า  พรหมโลกของพกาพรหมและพรหมในชั้นโลกิยะอื่นๆ   ยังไม่ใช่ดินแดนอมตะ  ที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน มั่นคง  เป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  "เราตถาคตยังรู้อีกว่า ตัวท่านนี้หาได้รู้จักที่อยู่แห่งพรหมชั้นสูงเช่น อาภัสราพรหม สุภกิณหาพรหม เวหัปผลาพรหมก็หาไม่ แลสัตว์ทั้งหลายจักไปอุบัติเกิดในพรหมโลกชั้นนั้นๆได้อย่างไร ตัวท่านนี้ก็มิได้รู้"

  "อาตมานี้ไม่แก่ไม่ตาย เป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าใครที่ไหนทั้งปวง อาตมาเป็นผู้ล่วงพ้นจากบ่วงมัจจุราชแล้ว อนึ่งเล่า พระโคดมเจ้าในมนุษยโลกกล่าวคุณพระนิพพานว่าเป็นแดนอมตะ จะเป็นจริงไปได้อย่างไร ภพที่อาตมาอยู่นี้ต่างหากเป็นแดนอมตะ เพราะมิรู้แก่ มิรู้ตาย พระนิพพานของพระโคดมเจ้านั้นจึงเป็นสิ่งที่กล่าวกันเล่น หาสาระความจริงอันใดมิได้ "

ที่มาจากพรหมนิมันตนิกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๕๕๑ หน้า ๕๙๐ บาลีฉบับสยามรัฐ (เก็บความจากหนังสือภูมวิลาสินี)

สรุป

พรหมวิหารมี 2 ระดับ  ระดับโลกิยะ แลระดับโลกุตตระ  แดนพรหมโลกของพระพรหมในระดับโลกียะ ยังไม่เที่ยง ยังไม่ใช่แดนอมตะ ที่มิรู้เกิด มิรู้แก่ มิรู้ตาย

นิพพาน เป็นพรหมโลกในระดับโลกุตตระสูงสุด  ที่เป็นแดนอมตะ ที่มิรู้เกิด มิรู้แก่ มิรู้เจ็บ มิรู้ตาย

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดินแดนที่มีสุขยิ่งกว่านี้มีอยู่ นั่นคือ พระนิพพาน"   ถ้าเธอยังไม่รู้จักและแยกไม่ออกระหว่างโลกียะ กับ โลกุตตระ  เธอก็จะเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าพรหมวิหารธรรมมีทั้งในระดับโลกียะ และโลกุตตระ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 08:50:48 AM »

ถ้าจะคลาดเคลื่อนก็ตรงสร้างคำว่า "โลกุตตระพรหม" อยู่ ชั้นนิพพาน นี่ละ
และยังบัญญัติเรียก นิพพาน เป็น พรหมโลก ถือว่าไม่ถูกต้อง ถ้าพระไตรปิฏก
มีบันทึกไว้อย่างนี้จริงๆ ก็เอามายืนยันให้ดูหน่อยเถอะ


ตอบ

คุณเข้าใจคำว่า ตรรกะไหม  และการเปรียบเทียบไหมครับ?  นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์(สัตว์ประเสริฐ) ไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน

- ปกติหรือธรรมดาของมนุษย์ทั้งโลก ที่เรียกว่า ยังอยู่ในวิสัยทางโลก เรียกว่า โลกิยะ ไม่ใช่โลกุตตระ คือ ผู้พ้นจากโลก (โลกุตระ แปลว่า เหนือโลก)  ธรรมที่พ้นโลกคืิอนิพพาน  ก็เรียกกันว่า  "โลกุตตระธรรม"

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า จิตของคนเราอาจแบ่งภูมิชั้นได้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่   ๑.กามาวจรภูมิ     ๒.รูปาวจรภูมิ     ๓.อรูปาวจรภูมิ  ๔.โลกุตตรภูมิ  เป็นชั้นที่พ้นโลกแล้ว ได้แก่ ภูมิจิตของผู้หมดกิเลสแล้ว คือ พระอรหันต์

แต่ถ้ากิเลสเหลืออยู่น้อยมากที่สุดแล้ว ก็มีการเปลี่ยนชื่อเรียก โลกุตตรภูมิ ว่า สุทธาวาสภูมิทั้ง ๕ ของพระอนาคามี และเรียกผู้ที่อยู่ในชั้นสุทธาวาสว่า พรหมชั้นสุทธาวาส

เมื่อพระพุึุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว  ภูมิก็เรียกเป็นโลกุตตรภูมิ  แล้วในพระไตรปิฎก  พระพุทธเ้จ้า เรียกว่า  พรหมภูโต(พรหมภูต) พรหมกาโย(พรหมกาย)

จึงต้องเรียก พรหมในโลกุตตรภูมิ ชั้นของพระอรหันต์ว่า  โลกุตตรพรหม

แม้แต่นิพพานที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์อยู่  ก็เรียกว่า โลกุตตรนิพพาน

" นิพพานของพระพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่าโลกุตตรนิพพาน " ....คิริมานนท์สูตร
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #32 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 08:52:47 AM »

คืออยากรู้ว่า พระเจ้า มีจริง ป่าวครับ พระเจ้าในที่นี้คือ ของคริสนะครับ
เพราะถ้าคนมีญาณ ผมเชื่อว่าต้องสัมผัส ได้
ปล.อ่านคำถามดีๆ กระทู้นี้ ไม่ได้ต้องกรความแตกแยก เพราะผม นับ ถือทั้ง 2 ศาสนา


ตอบ

คุณสมบัติของพระเจ้า ที่เป็นพระบิดา มีอะไรล่ะครับ

1. ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นอมตะ
2.  เป็นมหาบริสุทธิ์
3.  เป็นสัพพัญญู  รู้ทุกอย่าง
4.  เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง โลก จักรวาล สวรรค์ นรก ฯลฯ

คุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ มีในอัลเลาะห์  มีในยะโฮวา มีในเง็กเซียน มีในนิพพาน มีในพระพุทธเจ้า  มีในพรหมัน หรือปรมาตมัน และสิ่งสูงสุดในทุกศาสนา

1.อัลเลาะห์อวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อที่ทั่วโลกเรียกคือ พระพุทธเจ้า fws.cc/whatami/index.php?topic=135.0

2.นักปฏิบัติกรรมฐานพึงรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน 

3. 3 พระสูตรยืนยันว่า: พระพุทธเจ้าคือตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์ http://community.thaiware.com/index.php/topic/358431-3-adheuuaaanceo-adhoeaeoiuaoauauoaeaeocdhoaoali/
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #33 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2011, 12:06:44 PM »

เมา ข้อมูล  มากเล้ย ย ย ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Sinhbat
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 19


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 01:01:49 PM »

บางคนเชื่อไม่ลืมหูลืมตาเลยนะครับ ผมเป็นมารนะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ว่าจะลาแล้วพอมาเห็นบทความแกฮาสุดๆ เส้นตื้นนิดหวังว่าท่านไม่ว่านะ สไปเดอร์แมนชัดๆ นักโยงใย
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2011, 10:18:05 AM »



สัจธรรมสูงสุด ที่ผู้ที่ยังโดนมารหรืออวิชชาครอบงำอยู่ ยากจะเข้าใจได้

  [๑๑๙๓] สภาวธรรมที่เป็นจิต เป็นไฉน
   จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
   มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นจิต

   [๑๑๙๔] สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต เป็นไฉน
   เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง
   สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นจิต

   
   ตอบ
   
       
   จิต ใน 1193 คือ จิตสังขาร หรือ จิตในปฏิจจสมุปบาท
   
   จิต ใน 1194 คือ นิพพานจิต หรือจิตบริสุทธิ์ ไม่มีราคะโทสะโมหะอยู่  ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า  นิพพทานจิต  หรือ พุทธะ
   
   ๑๑๙๔ สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต แต่เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง  สิ่งนี้เรียกว่า ธรรมกาย  หรือกายธรรม หรือธรรมธาตุ  หรือธรรมขันธ์  ธรรมขันธ์ไม่ได้ดึงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ มาปรุงแต่งเหมือนขันธ์ 5

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง  ที่เรียกว่า ธรรมกาย  หรือกายธรรม หรือธรรมธาตุ  หรือธรรมขันธ์  สิิ่งนี้จึงเป็นกายแท้ของพวกเรา  หรือเป็นอัตตา  ที่โดนอัตตาอุปทาน หรือ อัตตานุทิฏฐิ ที่เกิดจากกิเลส  ปิดปังเราไม่ให้เห็น กายอัตตา หรือกายพระเจ้า  ที่เป็นอมคฃตะ  ไม่มีวันตายของเรา

   
 อธิบายให้มันชัดๆเลย  ธรรมกาย  หรือกายธรรม  ไม่ใช่จิตสังขาร หรือไม่ใช่จิตที่มีการปรุงแต่ง  ไม่ใช่ธาตุที่มีการปรุงแต่ง
   
   จิต ใน 1193 คือ จิตสังขาร หรือ จิตในปฏิจจสมุปบาท  จิตสังขารสร้างมนุษย์ที่ไม่เป็นอมตะขึ้นมา ขันธ์ 5 จึงเป็นอัตตาเก๊  เรียกว่า อัตตตานุทิฎฐิ หรืออัตตาปอุปทาน หรือ อนัตตา
   
   จิต ใน 1194 คือ นิพพานจิต หรือจิตบริสุทธิ์ ไม่มีราคะโทสะโมหะอยู่   นิพพานจิตจะสร้างมนุษย์ที่เป็นอมตะ เป็นอัตตาจริงถาวร  เรียกว่า อัตตา หรือกายธรรม หรือธรรมกาย หรอธรรมขันธ์ ขึ้นมาโดยไม่ต้องมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ มาปรุงแต่งเหมือนขันธ์ 5 หรือกายมนุษย์ไม่อมตะ
   
   ชาวโลกเรียก บรรดาธรรมกายอรหันต์ที่เป็นอัตตาว่า "พระเจ้า"  เรียกผู้สูงสุดของธรรมกายอรหันต์ว่า พระบิดา หรืออัลเลาะห์ หรือยะโฮวา หรือเง็กเซียน หรือพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่ไม่ใช่มนุษย์(อาทิพุทธ)  เวลาท่านอวตารมาเป็นมนุษย์เพื่อสอนสัจธรรมสูงสุด  ชาวโลกจะเรียกท่านว่า "ตถาคต หรือพระพุทธเจ้า"
   
  สรุป
   
   สภาวธรรมที่ชื่อว่าไม่เป็นจิต  หมายถึง ไม่เป็นจิตสังขาร หรือไม่เป็นจิตที่มีการปรุงแต่ง    แต่มันเป็นจิตที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง  หรือ เป็นธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง  พระพุทธเจ้าเรียก สภาวะธรรมที่เป็นจิตสังขาร หรือ จิตในปฏิจจสมุปบาท หรือ จิตไม่บริสุทธิ์ว่า  "จิต"  และเรียกสภาวธรรมที่เป็นจิตบริสุทธิ์ว่า นิพพานจิต หรือพุทธะ  และเรียกธาตุที่นิพพานจิตสร้างขึ้นมาว่า ธรรมกาย หรือ ธรรมขันธ์ หรือ ธรรมธาตุ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #36 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2011, 10:19:53 AM »

สัจธรรมปรมัตถ์มีหนึ่งเดียว หรือ 2 หรือมี 4 กันแน่

สัจธรรมปรมัตถ์มีหนึ่งเดียว แต่แยกเป็น 2 เพื่อยืนยันซึ่งกันและกัน


freestyle  โพสว่า

แต่สัจธรรมปรมัตถ์มีหนึ่งเดียว
ไม่มีสอง
สังขตะ ไม่ใช่สัจะธรรมปรมัตถ์
................................

แต่นายพระนายโพสต์มา  ผมเขียนใหม่เป็นภาษามนุษย์ดีกว่า  ภาษานกแก้วนกขุนทอง เดี๋ยวจะงง

--->>  ปรมัตถธรรม

สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ตามหลักอภิธรรมว่ามี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

อธิบาย

จิต เจตสิก รูป = คุณ และผม และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล  กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิต เจตสิกและรูป (หรือ= นามกับรูป หรือ กายกับใจ) นั้น ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นธรรมฝ่ายโลกียะ หรือ ธรรมฝ่ายทุกข์  หรือ เป็นธรรมฝ่ายเวียนว่ายตายเกิด

ส่วนนิพพาน เป็นธรรมฝ่ายโลกุตตระ หรือ เป็นธรรมฝ่ายพ้นโลก หรือ ฝ่ายพ้นทุกข์ พ้นจากกิเลสทั้งปวง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

สรุป

สัจธรรมปรมัตถ์มีหนึ่งเดียว แต่แยกเป็น 2 เพื่อยืนยันซึ่งกันและกัน  คือ

1.สัจธรรมฝ่ายโลกียะ หรือ สัจธรรมฝ่ายทุกข์  หรือ สัจธรรมฝ่ายเวียนว่ายตายเกิด
เรียกอีกอย่างว่า สัจธรรมที่เป็น สังขตธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก รูป  (นามกับรูป หรือ กายกับใจ)

2. สัจธรรมฝ่ายโลกุตตระ หรือ สัจธรรมฝ่ายพ้นโลก หรือ สัจธรรมฝ่ายพ้นทุกข์  พ้นจากกิเลสทั้งปวง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่  อสังขตธรรม หรือ นิพพาน หรือ พระเจ้า(พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า)

สัจธรรมปรมัตถ์มีหนึ่งเดียว คือ พวกเราเป็นอสังขตธรรม หรือ นิพพาน หรือ พระเจ้า(พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า)  และพวกเราก็แสดงบทบาทเป็น สังขตธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก รูป  (นามกับรูป หรือ กายกับใจ)  หรือ พวกเราคือ ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2011, 10:29:55 AM »

ความจริงที่พระศรีอริยะเมตตรัยและพระโพธิสัตว์กวนอิมเล่าให้ผมฟัง

ใครจะเชื่อ หรืไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรนะครับ  ผมแค่อยากจะเล่าให้ฟังเท่านั้น

คณพระนายเขียน:  ตำนานกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์  ที่  เจ้าของกระทู้
คือ  คุณธัชต์ธฤษณัช  ...  นำมาโพสลงใน กระทู้นี้
ไม่มีอยู่จริง


ผมแย้งว่า

อย่าไปเชื่อพวกปริยัติอย่างคุณพระนายครับ
  เขาไม่รู้จริงหรอก  เรื่องที่คุณธัชต์ธฤษณัชเล่านั้น  พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมก็บอกกับผมเรื่องกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เช่นเดียวกัน  แสดงว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง เพราะท่านไม่พูดโกหกแน่

แล้วผมก็เคยพบปะพูดคุยกับพระกกุสันธะพุทธเจ้า ท่านเรียกตัวเองว่า พระ..องค์แรก = พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ในภัทรกัปนี้องค์แรก  แตท่านไม่ใช่ในโลกใบนี้ 

โคตมะพุทธเจ้าผมก็เคยเจอ  โคตมะพุทธเจ้าเป็น พระ องค์ที่ 4 = พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์เดียวที่เป็นมนุษย์ อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ ในภัทรกัปนี้

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์  ผมก็เคยพูดคุยสนธนากับท่าน ท่านบอกว่าท่านเป็นพระ องค์ที่ 5 ในภัทรกัปนี้  แตท่่านไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้(มิตินี้)เท่านั้น   

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์บอกผมอีกว่า  จิตของท่านมีหลายจิต  แบ่งภาคออกไปสร้างบารมีเป็นพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า 4 จิต คือ 1. หลวงปู่ดู่ 2. หลวงพ่อโต  3. หลวงปู่ทวด  จิตดวงที่ 4 ของท่าน  ผมไม่มีเวลาถามทาน

แต่ผมถามพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม  ท่านบอกว่า จิตดวงที่ 4 ของพระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ที่จะมาสร้างบารมีเป้นพุทธเจ้า  จะมาในอีก 50 ปี  ที่ต้องมาในช่วงนั้น  เพราะโลกจะเกิดวิกฤต  จึงต้องพึ่งบารมีของท่าน

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์(อชิตะ) ท่านยังบอกผมเรื่องลับๆหลายเรื่อง เช่น  ท่านบอกว่า  แม่ของโคตมะพุทธเจ้า  พระนางศิริมหามายา ก็เป็นจิตอีกจิตนึงของท่าน  ทีี่อธิษฐานขอเกิดเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ยังบอกผมว่า  ผู้ที่รู้ความจริงว่า พระพุทธเจ้าที่แท้เป็นพระเจ้า พระยะโฮวา พระศิวะ อัลเลาะห์อะไรพวกนี้ แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้  ก็คือการปรากฏของพระองค์ ที่ชาวพุทธเรียกว่า "พุทธะ" ก็ถึงเวลาของท่านที่ต้องมาหาคนๆนั้นแล้ว

ที่สำคัญ พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์  ท่านก็เรียกผมว่า  พระ องค์ที่ 6 = พระเจ้า หรือพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์องค์ที่ 6 เธอชื่อ รามะพุทธเจ้า เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงผมไม่รู้  ผมแค่เก็บบัญทึกไว้ในความทรงจำของผมเท่านั้น

อ้างจาก: ballbeamboy2;5357828
1. เจ้าแม่กวนอิม ท่านหน้าตา เหมือนรูปปั้นเปล่าครับ
2. พระพุทธเจ้า สมัยเรานี่ ท่านหน้าตาเป็นไงครับ  รังศรี ของท่านนี่ เป็นสีขาวปะครับ (เอามารวมกันทั้งเจ็ดสี)   
 3. แล้วพระศรีอริยเมตไตรยจะลงมาเกิด ประเทศไหนเหรอครับ
แล้ว
4. ตอนที่ท่านคุยกับพระโพธิสัตว์กวนอิม พูดภาษาไรเหรอครับ

5. แล้วพี่เชื่อป่ะครับ ว่าพี่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่หก   พี่ละลึกชาติได้เปล่าครับ   ถ้าละลึกได้ลองละลึกว่าได้รับคําทํานายเปล่า ถ้าได้ ผมยินดีด้วยครับ

ตอบ

1. เจ้าแม่กวนอิมท่านมีหลายองค์ครับ 

กวนอิมประทานพร ที่ถือกิ่งหลิว และแจกันเล็ๆในมือ  อวตารของท่านมีหลายองค์ เช่น ชิงเอ๋อ  หรือคุณชิงไห่ ที่เป็นคนเวียตนาม  วีณา ที่เป็นคนฟิลิปปินส์

กวนอิมท่านนี้ท่านเคยอวตารเป็นมนุษย์ มาทดลองใจผมที่โลตัสโฮมโปร  แต่ผมรู้ว่าเป็นท่าน เพราะท่านปิดบังรัศมีแสงที่ออกจากตัวท่านไม่ได้  แล้วพอผมจะกลับไปรถผม  ผมสงสัยว่าพระโพธิสัตว์มีหลายองค์  จะเป็นกวนอิมหรือไม่  ท่านตอบผมในจิตของผมเสียงดังว่า กวนอิม  หันมาโบกมือให้ผม  แล้วก็หายวับไปกับตาเลย

กวนอิมท่านแปลงเป็นอะไรก็ได้  แต่หลอกผมไม่ได้  แปลงเป็นพระนางสิริมหามายา แปลงเป็นพระศรีอาร์ ฯลฯ ท่านก็หลอกผมไม่เคยได้   เพราะนิสัยท่านเหมือนเดิม  ท่านจะขอเงินให้ผมทำบุญทำท่านเท่านั้นเท่านี่  เช่น ขอ 10,000 บ้าง 30,000 บ้าง 100,000 บ้าง  พอผมตกลงให้ไป  ท่านก็จะขอเพิ่มอีก 3000 5000 เสมอ


คุณต้องจำไว้เสมอเมื่อเจอคนประเภทนี้  มีคนเดียวที่กล้าขอแบบหน้าด้าน  ไม่เกรงใจเช่นนี้ คนนั้นคือ พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม

ถ้าอยากเห็นตัวจริงของท่าน  คุณต้องอธิษฐานจิต เหมือนหลวงพ่อดำ อนาลโย แล้วท่านจะมาให้คุณเห็น

กวนอิมพันมือ เกิดเมื่อไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ที่แล้ว อวตารของท่าน เช่น เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน

2.  พระพุทธเจ้าท่านนิรมิตตัวท่านเป็นรูปร่างหน้าตาเหมือนพระพุทธรูปที่คุณเคารพบูชา  ที่ผมเคยพบเห็นท่าน  ท่านเป็นดวงแสงที่ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้มีความสุข  ท่านพูดได้ทุกภาษา  ผมสงสัยว่าท่านผู้อังกฤษได้ไหม  ท่านพูดคุยกับผมเป็นภาษาอังกฤษเลย

3.  เจ้าแม่กวนอิมเรียกพระศรีอริยะเมตตรัยองค์สุดท้ายว่า  "หลวงปู่"  ท่านก็น่าจะเป้นคนไทย

4.  เจ้าแม่กวนอิมท่านพูดภาษาไทยครับ  ถ้าจะให้ท่านพูดภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฟิลิปปินส์ ฯลฯ  ต้องให้เจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ในประเทศนั้นมาหา  เพราะท่านมี 700 กว่าองค์อยู่ตามประเทศต่างๆ

5.  คำตรัสสอนของโคตมะพระพุทธเจ้าจะผิดพลาดไม่ได้  ผมเองก็อยากให้ผิดพลาด  ขอลองดีสักหน่อยว่า  คำตรัสสอนของโคตมะพระพุทธเจ้าจะผิดพลาดไม่ได้จริงหรือ

ก็ผมจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า  จะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา  มันก็เป็นสิทธิของผม  หลวงปู่มั่นยังถอนความเป็นพระโพธิสัตว์ได้  แต่คนที่โคตมะพระพุทธเจ้า พยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าไว้แล้ว  ถอนไม่ได้จริงหรือ

ปลาล่องหน: พี่คะ จะเป็นไปได้มั๊ยที่จิตของท่านทั้ง 4 ท่าน ก็รวมเป็นพระศรีอาริย์ท่านในตอนนี้อยู่แล้ว และท่านก็บรรลุนิพพาน ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว อนุโมทนาสาธุค่ะเรื่องพระพุทธเจ้าองค์ที่6

ตอบ

พระศรีอาริย์เป็นหน่อพุทธภูมิ  ท่านบรรลุเป็นอรหันต์นาแล้ว  แต่ไม่ยอมทิ่งความเมตตากรุณาออกจากใจ  จึงเรียกว่า อนาคามีชั้นพิเศษ

พระศรีอาริย์พุทธเจ้า ต้องพึ่งบุญบารมีของพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ทุกพระองค์  จึงจะเป็นพระศรีอาริย์พุทธเจ้าได้

พระศรีอาริย์พุทธเจ้าไม่ได้เกิดในโลกใบนี้ในมิตินี้นะครับ  แต่เกิดในโลกใบนี้เหมือนกัน  แต่ในมิติอื่น  ที่นั่นจะมีแต่คนมีศีลธรรม  คนตัวสูงใหญ่กว่าคนในโลกนี้หลายสิบเท่าครับ

พระอชิตะเมื่อได้เป็นพระศรีอาริย์โพธิสัตว์แล้ว  ท่านก็ไปพบพระนางสีริมหามายาซึ่งเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระศรีอาริย์โพธิสัตว์อีกองค์หนึ่ง  แล้วก็ถ่ายทอดความรู้ของท่านให้  หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อโต  หลวงปู่ทวด พวกท่านก็ป้อนข้อมูลของพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ทุกพระองค์  ในชาติที่เป็นพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็จะป้อนความรู้ให้พระศรีอาริย์โพธิสัตว์ทุกองค์

ลมเหนือ๐:ที่สำคัญ พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ ท่านก็เรียกผมว่า พระ องค์ที่ 6 = พระเจ้า หรือพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์องค์ที่ 6 เธอชื่อ รามะพุทธเจ้า เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงผมไม่รู้ ผมแค่เก็บบัญทึกไว้ในความทรงจำของผมเท่านั้น
 
งั้นก็แสดงว่าคุณคือ พระ องค์ที่ 6 หรอคับ :boo:


ตอบ

พระศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์ ท่านเป็นคนบอกผมเอง  ท่านเรียกผมชื่อยวเลย  แต่ผมจำได้ขึ้นต้นต้วย "พลศักดิ์" แล้วตามมาด้วย รามะ ฯลฯ ลงท้ายด้วยพุทธเจ้า  ผมเป้นหนึ่งในขบวนการก่อกำเนิดพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น  เหมือนที่เวสสันดรเป็นหนึ่งในขบวนการก่อกำเนิดโคตมะพุทธเจ้า

พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมอธิบายให้ผมฟังว่า "ศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์" เป็นแค่ตำแหน่งหมือนกวนอิม  เหมือนพลเอก อะไรทำนองนี้  แล้ว ะระพุทธศักดิ์..รามะ..พุทธเจ้า ก็เป็นองค์เดียวกับพระศรีอริยะเมตตรัยโยพุทธเจ้าในอดีตอันมาหลายกัปหลายกัลป์มาแล้ว  ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดพิธีกรรมกินเจ

พระศรีอริยะเมตตรัยโยพุทธเจ้า  ไม่ใข่ องค์เดีวกับพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า พระจ้าที่เป้นมนุษย์องค์ที่ 5 ในภัทรกัปป์นี้นะครับ

จำไว้นะครับ "ศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์" เป็นแค่ตำแหน่ง  "ศรีอริยะเมตตรัยโพธิสัตว์"จึงมีหลายองค์ได้

บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
phonsakw
กัลยาณมิตร ลำดับที่ 1
**

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 2
กระทู้: 94


ดูรายละเอียด
« ตอบ #38 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2011, 01:08:24 PM »

freestyle  โพสว่า
อสังขตะนี่เองที่เป็นพุทธะ
นอกจากนี้ ไม่มีพุทธะใดๆอีก
เป็นสิ่งที่แทรกซึมได้ทั่วจักรวาล
เป็นน้ำสร้างสีขี้นมาจาก ตัณหาและกิเลสของสรรพสัตว์ที่ยังมีอวิชชา


ตอบ

ในคัมภีร์อุปนิษัท กล่าวว่า

"เราเปล่าเปลี่ยว เพราะมีมาก่อนสรรพสิ่งและดำรงอยู่ ทั้งจะต้องดำรงอยู่ต่อไป ไม่มีใครมาทำให้แปรผันได้ เราคืออมตะแต่ก็ไม่ทรงสภาวะอมตะ สามารถเล็งเห็นทุกอย่าง และไม่สามารถเล็งเห็น เราคือพรหม และเรามิใช่พรหม"

อธิบาย

"เราเปล่าเปลี่ยว เพราะมีมาก่อนสรรพสิ่งและดำรงอยู่ ทั้งจะต้องดำรงอยู่ต่อไป ไม่มีใครมาทำให้แปรผันได้ เราคืออมตะ = คุณ ผม และทุกคน คือ อสังขตะธาตุ คือ พระนิพพาน คือ พระพุทธเจ้า คือพระอรหันต์


เราคืออมตะแต่ก็ไม่ทรงสภาวะอมตะ สามารถเล็งเห็นทุกอย่าง และไม่สามารถเล็งเห็น เราคือพรหม และเรามิใช่พรหม" =ทุกสรรพชีวิต ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นเราผู้เป็น "พรหมอมตะ หรือพรหมอรหันต์"

เราสามารถบรรลุเป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญญูสามารถเล็งเห็นทุกอย่าง  หรือเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น เช่น สัตว์ สัตว์นรก โลกียะพรหม เทพ ยักษ์ ได้ด้วย เราจึงมิใช่พรหม  และไม่สามารถเล็งเห็นอะไรเลย
บันทึกการเข้า
Sinhbat
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 19


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2011, 10:00:45 AM »

55ท่านphonsakหน้าจะมีหลายมือนะ หลงแต่ในตำรามหายาน กับคริสต์อิสลามนี่เอง ของเถรวาท ไม่เคยศึกษาเลย แล้วโยงมั่ว เป็นไอ้แมงมุมเลย ฮาจริงๆ มาจากสำนักวัดพระธรรมกาย หรือไม่ก็สำนักอาจารย์การุณย์สินะ ไปฝากตัวเป็นศิษย์เมื่อไร หรือดั้งเดมลุงเป็นคริสต์ไม่ใช่เร้อ  ตกใจ เจ๋ง
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #40 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 06:19:30 PM »

นิพพานพรหม นิพพานของพระพุทธเจ้า(โลกุตตระนิพพาน) และอายตนะนิพพาน แตกต่างกัน

พยัคฆ์นิล เขียนในกระทู้ http://fws.cc/leavesofeden/index.php?topic=1998.new#new

 :  และมีนิพพานพรหมด้วย  ทำให้ผู้ที่อ่านคัมภีร์มาหลายเล่มสับสน ว่าสูญญตา คือ นิพพานพรหมหรืออรูปพรหม หรือเปล่าและต่างกันตรงไหน   แต่ว่าสำหรับผมมองว่า มันต่างกันตรงตัณหา  ผู้ที่จะนิพพานได้ต้องหมดตัณหา  เพราะตัณหาคือกิเลส


ตอบ

นิพพานพรหม  เมืองพระนิพพาน  และโลกุตตรนิพพาน แตกต่างกัน
- นิพพานพรหมต้องทำอรูปณาน....จึงจะเข้าไปถึงได้
- เมืองพระนิพพาน ต้องเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงบุคคลศูนยตา ได้ธรรมกาย อันเป็นอายตนะนิพพาน....จึงจะเข้าไปถึงได้
- โลกุตตรนิพพาน พระอรหันต์ ต้องละบุคคลศูนยตา หรือละอายตนะนิพพาน เหลือเพียงจิตที่ว่างเฉยๆ(นิโรธ)....จึงจะเข้าไปถึงได้


นิพพานพรหม เป็นที่สุดแห่งจักรวาลโลก  เป็นที่อยู่ของอรูปพรหม 4 ชั้น

เมืองพระนิพพานคงตั้งอยู่ในที่สุดของโลก คืออยู่ในนิพพานพรหม  เหนือแดนอรูปพรหม

ส่วนนิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่า โลกุตตรนิพพาน เป็น นิพพานที่สุดที่แล้ว

นิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่า โลกุตตรนิพพาน เป็นนิพพานจิต อยู่เหนือจากเมืองพระนิพพาน   ที่อยู่เหนือในแดนอรูปพรหม ไปอีก



อ้างอิงจากคิริมานนทสูตร ตอนนิพพานโลก ที่สุดแห่งโลก พุทธวจน (จากคำบอกเล่าของพระอานนท์)


"ดูกรอานนท์ นิพฺพานํ นครํ นาม อันชื่อว่าเมืองพระนิพพานย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดเพียงนั้น พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่ เป็นที่บรมสุข หาที่เปรียบมิได้

คำว่าที่สุดแห่งโลกนั้น จะถือเอาอากาศโลกหรือจักรวาลโลกเป็นประมาณนั้นมิได้

อากาศโลกและจักรวาลโลกนั้นมีที่สุดเบื้องต่ำก็เพียงใต้แผ่นดิน แผ่นดินนี้มีน้ำรอง ใต้น้ำนั้นมีลม ลมนั้นหนาได้ 9 แสน 4 หมื่นโยชน์ สำหรับรองรับน้ำไว้ ใต้ลมนั้นลงไปเป็นอากาศหาที่สุดมิได้ ที่สุดโลกเบื้องต่ำก็เพียงเท่านั้น

ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องขวางนั้นมีอนันตจักรวาลเป็นเขต นอกอนันตจักรวาลออกไปก็เป็นอากาศว่างๆ อยู่ จึงว่าโดยขวางมีอนันตจักรวาลเป็นที่สุด

ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบนนั้นมีอรูปพรหมเป็นเขต เพราะอรูปพรหม 4 ชั้นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นนิพพานพรหมหรือนิพพานโลก นิพพานโลกนี้เป็นที่ไม่สิ้นสุด

นิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่า โลกุตตรนิพพาน เป็น นิพพานที่สุดที่แล้ว

ต่ออรูปพรหม 4 ชั้นขึ้นไปก็เป็นแต่อากาศว่างๆ อยู่ จึงว่าที่สุดเบื้องบนเพียงอรูปพรหมเป็นที่สุดของโลก เมืองพระนิพพานคงตั้งอยู่ในที่สุดของโลกเหล่านั้น ดังนี้


พระพุทธเจ้าตรัสห้ามเสียว่า อย่าพึงเข้าใจอย่างนั้นเลย ที่ทั้งหลายเหล่านั้น ใครๆ ก็ไม่สามารถจะไปถึงด้วยกำลังกายหรือด้วยกำลังพาหนะมียานช้าง ยานม้าได้ อย่าเข้าใจว่าตั้งอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเลย แต่ว่าพระนิพพานนั้นหากมีอยู่ในที่สุดของโลก เป็นของจริงไม่ต้องสงสัย

ให้ท่านทั้งหลายศึกษาให้เห็นโลกรู้โลกเสียให้ชัดเจน ก็จะเห็นพระนิพพาน พระนิพพานตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลกนั่นเอง..."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2012, 06:21:38 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #41 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 06:24:09 PM »


ตน=อัตตา=ธรรม=ธรรมกาย=พระรัตนตรัย=พุทธะ=พระเจ้า

เห็นซึ่งกายในกาย เห็นซึ่งเวทนาในเวทนา เห็นซึ่งจิตในจิต เห็นซึ่งธรรมในธรรม ในพระสูตร -มหา.ที ๑๐/๑๑๙/๙๓.  274-สัมมาสติ ในฐานะเครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่ง
http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=7134.0

เป็นการแกะเปลือกอัตตาอุปทาน  งัดอัตตาปลอมๆตัวนี้ทิ้งไป  แล้วจะเห็นว่าอัตตานุทิฏฐิลัวนี้เป็นอนัตตา เป็นอัตตาปลอมๆ  แกะของปลอมออกเมื่อไร  ก็จะเห็นอัตตาของจริงที่ ไม่เกิด ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย = ธรรมกาย หรืออายตนะนิพพาน

พระพุทธเจ้าตรัสชัดๆว่า "ธรรมกายเป็นอัตตา" ในพระสุตตันตปิฎกเล่ม 74 หน้าที่ 571 ว่า  "....หรือบารมีย่อมทำลายปฎิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา"

แต่พวกมารมันก็ยังกวนตีน  เถียงหน้าด้านๆ  เติมข้อความลงไป อ้างครูบาอาจารย์ในมหามกุฏราชวิทยาลัย  ตีความเพิ่มคำว่า สัสสตทิฏฐิที่เห็นผิดว่า   บารมี  ย่อมทำลาย   สัสสตทิฏฐิที่เห็นผิดว่า ธรรมกาย เป็น อัตตา

ปฏิปักษอื่น...ในพุทธศาสนา  ก็รู้ชัดอยู่แล้วว่าหมายถึง  กิเลส ตัณหา อวิชชา  กิเลส ตัณหา อวิชชาตัวนี้แหละ มันปิดบังให้พวกนี้กล้าบังอาจบิดเบือนพุทธพจน์

" เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ"

"ตน" นั้นก็คือ อัตตา   ตนชนิดนี้กำจัด กิเลส ตัณหา และอวิชชา ออกหมดแล้ว  แต่ตนอีกชนิดนึงซึ่งยังมี กิเลส ตัณหา และอวิชชาอยู่ คือ ตน..อุปทาน(อัตตวาทุปาทาน) หรือตน..ทิฏฐิ(อัตตานุทิฏฐิ)

สรุป

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง =  ให้ตน..อุปทานพึ่งตนที่กำจัด กิเลส ตัณหา อวิชชาออกหมดแล้ว = ให้พึ่งพุทธะหรือพึ่งพระเจ้าในตัวเอง  ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับพระรัตนตรัย


หลวงตามหาบัว เทศน์ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต ตถาคตแท้ ๆ คือธรรม".......

หลวงตามหาบัวเทศน์บ่อยๆด้วยว่า

" มหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุนะ ...เป็นธรรมแท้ ธรรมธาตุ เป็นหนึ่งเดียวกัน.... พระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ก็มันเป็นแล้วนั่นน่ะ มันมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..."

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ เทศน์ว่า

"สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้
ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม
สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ"octo เขียน:  ใครบอกครับว่า อนัตตาเป็นทุกข์ และไม่เที่ยง (สำนักธรรมกายสอนมาหรือ)
แค่เรื่อง อนัตตายังไม่รู้เรื่อง ทะลึ่งอวดเก่งไปแสดงความง่าว เรื่องนิพพาน น่าอายที่สุด...

ตอบ

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสบอกครับ  ไม่รู้มึงมาเพื่อทำลายศาสนาพุทธโดยตรงเลยใช่ไหม มึงถึงไม่รู้เื่่รื่องนี้

ในอนัตตลักขณสูตรนั้น พระพุทธองค์ให้นิยามคำว่า "อัตตา" ไว้ชัดเจน

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย....

ถ้ารูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ว่า รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูป....ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย "

จากท่อนจบที่พระพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?

ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า. = อนัตตา

สรุป

ถ้ามีรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ใด ที่ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสิ่งนั้นว่า ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย สิ่งนั้นก็เป็น "อัตตา"

สรุป

พระพุทธเจ้าตรัสออกชัดเจนอย่างนี้แล้วว่า  สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา = อนัตตา  แต่ootoบอกว่า:

ใครบอกครับว่า อนัตตาเป็นทุกข์ และไม่เที่ยง (สำนักธรรมกายสอนมาหรือ)
แค่เรื่อง อนัตตายังไม่รู้เรื่อง ทะลึ่งอวดเก่งไปแสดงความง่าว เรื่องนิพพาน น่าอายที่สุด..

พระพุทธเจ้าเป็นผู้...น่าอายที่สุด...ในสายตาของศาสดาลัทธิอุบาศน์ของocto แล้วหรือนี่
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #42 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 06:25:56 PM »


นิพพานเป็นจิตหลุดพ้น ไม่ใช่จิต(สังขาร)ที่ยังไม่หลุดพ้น ยังอยู่ภายใต้บ่วงมารนิพพานก็คือนิพพาน
จิตก็คือจิต


ตอบ

นั่นเป็นคำพูดที่กวนตีนอย่างเดียว  เพราะผู้พูด  (ผมไม่ได้หมายถึงคุณคนเดียวนะครับ)  ไม่ได้ ผ่านการศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกวิธี 

ปริยัติ -  จิต  คือ  จิตสังขาร  ดังจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าเริ่มต้นขบวนการจิตในปฏิจจสมุปบาท ก็เริ่มจากสังขารก่อน  จิต  หรือ  จิตสังขาร ตัวนี้เป็นจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากมาร(อวิชชา)

"ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคล ยังยึดมั่น ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้น จากมารฯ"

ปฏิบัติ -  นิพพาน คือ จิตที่ดับกิเลสแล้ว  พระผู้มีพระภาคพูดหลายต่อหลายครั้ง  เรียกนิพพานว่า "จิตหลุดพ้น" บางครั้งก็เรียกว่า "จิตพ้นวิเศษ"   บางครั้งก็เรียกว่า "จิตปภัสสร"

ลองฟังผู้ปฏิบัติ  ที่ปฏิบัติเข้าขั้นพระอริยะสงฆ์ พูดบ้างก็ดีนะ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

"องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า ...โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ... พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

"ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง หลวงปู่มั่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์เสด็จมาเยี่ยมท่าน"

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

"จิตวิญญาณมันไม่ใช่ของแตกของทำลาย แลไม่ใช่ของสูญหาย พระพุทธเจ้าสอนให้จิตมันเที่ยง เหมือนพระนิพพานเป็นของเที่ยง ไม่แปรผัน ยักย้าย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็ฯทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ "

หลวงปู่ลี ธมมฺโร วัดอโศการาม

" โลกนิพพาน ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย กายเป็นของสูญ จิตเป็นของไม่สูญ ไม่ตาย จิตที่ดับจากกาย ย่อมหายไป เหมือนกับไฟที่ดับจากเทียน"

อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)

" พระธรรมกาย ได้เแก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะแก่เทวา และมนุษย์ หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ไม่สูญสลาย อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้ตาทิพย์ของเทวดาก็มองไม่เห็น"

สรุป

นิพพานจะเอาจิต(สังขาร)  ที่เรียกว่าจิตเข้าไปไม่ได้  เพราะจิตชนิดนี้ไม่บริสุทธิ์  มีความโลภ โกรธ หลง และความยึดมั่นถือมั่น  จึงอยู่ในการควบคุมของอวิชชาหรือมาร  ถูกมารมัดไว้

นิพพานเป็นที่บริสุทธิ์  หลุดพ้นจากความโลภ โกรธ หลง และความยึดมั่นถือมั่น  จึงไม่อยู่ในการควบคุมของอวิชชาหรือมาร    เมื่อไม่มีความโลภ โกรธ หลง และไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้น จากมารฯ...อะไรล่ะที่หลุดพ้นจากมาร....ก็จิตนั่นแหละหลุดพ้น จิตจึงได้อิสระภาพ  พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระมหากัสสปว่า

" ดูกรกัสสปะ  เธอมีธรรมจักษุครรถ์อันถูกต้อง  และนิพพานจิต  ลักษณะที่แท้จริงย่อมไม่มีลักษณะ   เธอพึงรักษาไว้ให้ดี "

พระพุทธเจ้าตรัสชัดๆว่า "นิพพานจิต"

ถ้านิพพานไม่ใช่จิตแล้ว...จะไปสร้างอายตนะนิพพานได้อย่างไร เพราะมีแต่จิตเท่านั้นสร้างอายตนะได้
ถ้านิพพานไม่ใช่จิตแล้ว...ธรรมชาติที่รู้แจ้ง จะมีได้อย่างไร  เพราะมีแต่จิตเท่านั้นที่จะไปรู้อะไรต่ออะไรได้

แต่จิต(สังขาร) เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตไปรู้ พอไปรับรู้แล้ว มันดันเสือกไปรับอารมณ์ด้วย ไปยึดถือด้วย  จึงเกิดปฏิจจสมุปบาท 

แต่นิพพานจิตเป็นธรรมชาติที่รู้แจ้งเฉยๆ  คือรู้อารมณ์เหมือนกัน แต่ไม่ไปรับอารมณ์ ไม่ไปยึดถือ  ในพระไตรปิฎกมักเปรียบนิพพานว่าเหมือนกับไฟที่ดับแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่าไฟที่ดับไปนั้นหายไปไหนหรืออยู่ในสภาพใด  พระอริยะสงฆ์ต่างๆก็เทศน์บอกจนหมดเปลือกแล้วว่า

จิตเป็นของไม่สูญ ไม่ตาย

ไฟ = จิตสังขาร+กิเลสตัณหา =  จิตรับอารมณ์ด้วย ไปยึดถือ ไปปรุงแต่ง

นิพพานจิต =ธรรมชาติที่รู้แจ้งเฉยๆ  = จิต ไม่มีกิเลสตัณหา จิตไม่รับอารมณ์ด้วย ไม่ไปยึดถือ ไม่ไปปรุงแต่ง

..........................................................................

ดูกรภิกษุทั้งหลาย "อายตนะนั้นมีอยู่" ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้าพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะ(นิพพาน)นั้น

แถลงปัญหามหาภูต
             [๓๔๙] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน  อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้.
             ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้

             [๓๕๐] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวง
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้.

             
อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ใน
ธรรมชาตินี้.  นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้. เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้.
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #43 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 06:34:01 PM »

อนัตตาธรรม และ มหาสุญญตา

อนัตตาธรรม มี 2 อย่าง อนัตตา และ อัตตา  เป็นกาย+ใจ  มหาสุญญตา เป็นใจอย่างเดียว

อนัตตาธรรม นั้นมี 2 อย่าง

1. อนัตตา = ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
2. อัตตา   = เที่ยง ไม่ทุกข์

ทั้งอนัตตาและอัตตาพระพุทธองค์หมายถึง  กายที่มีใจครอง   ส่วนจิตหรือใจเฉยๆ ที่เป็นความว่างเฉยๆ  ที่เที่ยง ไม่ทุกข์  คือ มหาสุญญตา

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั้นคือ พระองค์ดับเวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น....วิถีจิตอันปรกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติ และ สัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆทั้งสิ้น!!!  เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์  ภาวะอันนั้น จะเรียกว่า "มหาสุญญตา" หรือ "จักรวาลเดิม" หรือเรียกว่า "พระนิพพาน"

- จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ของมนุษย์และสัตว์โลก   ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ = อนัตตา = เบญจขันธ์ หรือนามรูป.....นี่เป็นสมมุติ

- จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ของเปรต เทพ พรหม ยักษ์ ฯลฯ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ = อนัตตา =นามกาย.....นี่เป็นสมมุติ
- จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ของพระอรหันต์ในอายตนะนิพพานภายใน+นอก ที่เที่ยง ไม่เป็นทุกข์ = อัตตา = ธรรมกาย หรือธรรมขันธ์ อาศัยอยู่ในนิพพานที่เป็นพุทธเกษตร หรือเมืองพระนิพพาน.....นี่เป็นวิมุติติ

- นิพพาน = มหาสุญญตา = ความว่างเดิมของจักรวาล  ไม่มีทั้งสมมุติและวิมุตติอะไรอยู่ทั้งนั้น  มีแต่นิพพานจิตที่ว่างอยู่ แต่ไม่ใช่สูญนะแก

หลวงปู่ดุลย์อธิบายว่า - นามเดิมก็คือความว่างของจักรวาล


  1. จิตบริสุทธื์นิพพานมันจะเป็นอะไรก็ได้

 
-จิตบริสุทธื์นิพพาน จะมีกายที่โปร่งใส(กายแก้ว)หรือธรรมกายก็ได้ 
-จิตบริสุทธื์นิพพาน จะแปลงเป็นกายทิพย์ใดก็ได้  เป็นเปรต เป็นยักษ์ก็ได้
-จิตบริสุทธื์นิพพาน จะแสดงรูปเป็นความว่างสว่างก็ได้
-จิตบริสุทธื์นิพพาน จะอยู่อรูปเหมือนอรูปพรหมก้ได้  พระพุทธองค์จึงเรียกอรูปพรหมว่า "นิพพานพรหม" หรือ "นิพพานโลกีย์"

คุณปัญญาอ่อน คุณพระนาย คุณนราทิพย์ ไม่ขอหลักฐานในพระไตรปิฎกล่ะครับ  ผมมีนะครับ

อนัตตลักขณสูตร

ถ้ามีรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ใด ที่ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ   และบุคคลพึงได้ในสิ่งนั้นว่า ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย สิ่งนั้นก็เป็น "อัตตา"

ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมกายเป็นอัตตา  แล้วผมบอกว่า ธรรมกายก็คือจิตนิพพาน  ธรรมกายมันจะอยู่เป็นอะไรก็ไดทั้งนั้น

ถ้าธรรมกายจะอยู่เป็นจิตที่ไม่มีรูป  มันก็ย่อมจะอยู่ได้  เป็นความว่างเฉยๆก็ย่อมได้  พระพุทธเจ้าเรียกว่า อยู่ในนิโรธ เป็นนิพพานความว่าง

คราวนี้ผมจะให้ใบเสร็จบ้างล่ะ  เห็นคุณfreeชอบใช้คำนี้

หลวงปู่ดู่ฯ อธิบายว่า:
     
     "นิพพานจริงๆแล้ว เป็นความว่าง ไม่มีอะไรเลย" ก่อนหน้านั้นท่านพูดถึงนครหรือเมืองพระนิพพาน ลองอ่านดูนะครับ:
     
       “เมื่อไปถึงวิมานแก้วได้แล้ว เป็นวิมานแก้วของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกุฏิของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ก็มีวิมานพระธรรม อยู่ไปทางขวามือของพระพุทธเจ้ามีตู้พระไตรปิฎกอยู่หลายตู้ เขียนเป็นภาษาบาลีอักษรขอม ถ้าอยากรู้แปลว่าอะไรให้ถามหลวงปู่ทวด ซ้ายมือเป็นวิมานของพระสงฆ์ มีพระสงฆ์อยู่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน

แกเดินจิตให้ดีจากวิมานแก้วจะไปถึงพระพุทธรูป 4 องค์ของกัปป์นี้ มีลักษณะหน้าตักกว้างไม่เท่ากันตามบารมี องค์แรกเป็นของพระกกุสันโธมีหน้าตักกว้าง 20 วา องค์ที่สองพระโกนาคม หน้าตัก 15 วา องค์ที่สาม ของพระกัสสปหน้าตัก 10 วา องค์ที่สี่ หน้าตัก 5 วา ถ้าเป็นพระศรีอริย์องค์ที่ห้า ยังไม่ปรากฎถ้าอธิษฐาน ขอดูจะพบว่ามีหน้าตักเท่ากับองค์แรก เพราะท่านสร้างบารมีมาถึง 16 อสงไขยกับแสนมหากัปป์

ทำจิตให้ดี เดินจิตให้ถึงที่หลังพระทั้ง สี่องค์ มีที่เวิ้งว้างไม่มีประมาณนั้นแหละคือ แดนพระนิพพานจริงๆ ไม่มีอะไรเลยเป็นสภาพของความว่าง แต่ไม่ใช่สูญนะแก

สรุป


อายตนะนิพพาน มีธรรมกายที่มีร่างอยู่ คือมีกายของ
ธรรมเป็นรูป ส่วนตัว ธรรมเป็นนาม  กายป็นกายแสงสุกใส  อยู่ในแดนหรือเมืองนิพพาน  ที่มหายานเรียกว่า "พุทธเกษตร"  พระอรหันต์ยุคนี้ดับขันธ์ไป  ก็ไปอยู่กับโคตมะพุทธเจ้าที่พุทธเกษตรของโคตมะพุทธเจ้า

นิพพาน  ซ่อนกายไว้แล้ว  เหลือแต่ตัวธรรมซึ่งเป็นนาม เป็นจิตที่ไม่มีรูป แดนพระนิพพานของจิตที่ไม่ต้องการรูป  มันก็ไม่มีรูป

พระนาคเสน มหาเถระ ผู้ตอบปัญหาพระเจ้ามิลินทราชา บอกว่า

 "นิพพานไม่อาจชี้ได้ว่าอยู่ที่ไหน อาจชี้ได้เพียงพระธรรมกายเท่านั้น"
เพราะว่านิพพานเป็นตัวจิตหรือตัวธรรมที่เป็นนามของธรรมกายหรือกายธรรม  ส่วนตัวธรรมกายหรือกายธรรมเป็นตัวกายที่อยู่ในจิตนั้น



2. เห็นขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาเมื่อไร ก็จะเห็นว่าพระนิพพานเป็นอัตตา เมื่อนั้น

คุณthaiPureและคุณfreestyleครับ


ถึงพวกคุณหรือผมจะเอาหลักฐานในพระไตรปิฎกอะไรมายืนยัน  คุณปัญญาอ่อนเขาไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้นล่ะครับ  แม้พระพุทธเจ้าลงมาสอนเขาโดยตรง ก็อาจจะสอนไม่ได้   เพราะคนเรามีกรรมเป็นของตน  คุณปัญญาอ่อนเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมาก  เช่นเดียวกับคุณนราทิพย์  คุณพระนาย  และคุณocto  แต่เพราะพวกเขาก่อกรรมทำเข็ญ ด้วยการกวนตีนผู้รู้ธรรมมากกว่าเขา...เป็นว่าเล่น  ทำให้ฟ้าปิดจิตของเขาไม่ให้เข้าใจ basicง่ายๆคือ

- ยึดตัวตนมนุษย์(คือ ยึดขันธ์ 5  =ยึดอัตตาอุปทาน หรือยึดอัตตาทิฏฐิ)  ตัวตนมนุษย์ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นคนละตัวกับ ตัวตนที่เป็นธรรมกาย ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

- ตัวตนที่เป็นธรรมกาย  จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อไม่ยึดตัวตน ที่เป็นขันธ์ 5 (กายมนุษย์)  เพราะตัวตนที่เป็นขันธ์ 5 เป็นตัวตน(อัตตาอุปทาน หรืออัตตาทิฏฐิ) หรือเป็นอนัตตา

มหายานเขาเรียกผู้ปฏิบัติที่ทำได้จริง จนรู้ว่าขันธ์ 5 (กายมนุษย์) เป็นอนัตตาหรือเป็นศูนยตา = เห็น บุคคลศูนยตา แล้ว  เห็นขันธ์ 5 (กายมนุษย์)เป็นมายาลวงแล้ว=เป็นอรหันต์   เมื่อเขาตายไป เขาจึงจะได้ธรรมกายที่เป็นอมตะ เทียง ไม่มีทุกข์ จะอยู่โดยมีรูปหรือไม่มีรูปก็ได้

สรุป

สิ่งที่ผมอธิบายมาข้างต้น  ตรงกับที่ สมเด็จพระสังฆราช อริยวงศาคตญาณ (แพ ติสูรเทโว)เทศน์ว่า

"สัตว์โลกยังมีอวิชชาจะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตา เว้นเมื่อเข้าถึงอสังขตธาตุได้ความบริสุทธ์เป็นนิพพาน จะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาทันที แล้วจะเห็นว่าพระนิพพานเป็นอัตตา"

ต้องปล่อยพวกที่เชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตาไป  เพราะเขาไม่เคยอ่านความหมายของคำว่า "อนัตตา และอัตตา" ในอนัตตลักขณสูตร

บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #44 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 06:36:20 PM »

ไฟหมดเชื้อแล้วย่อมดับ = จิตสังขาร+อวิชชา ดับ  แต่นิพพานจิตไม่ได้ดับ

บางท่านคิดว่า: จิตเสมือนไฟไหม้กระดาษ เมื่อเชิ้อหมดไฟย่อมดับ เมื่อดับย่อมไม่มีไฟให้เห็น  เลยคิดว่านิพพานสูญ

ตอบ

เข้าใจถูกแล้ว  แต่ก็เข้าใจผิดด้วย

เข้าใจถูกแล้ว  เพราะจิตนั้นคือจิต(สังขาร)ที่ดับไป

1.จิต(สังขาร)+กิเลสตัณหาและความคิดปรุงแต่งทั้งปวง = อนัตตา หรือสิ่งที่เป็นของสูญเมื่อหมดเชื้อกิเลส
2.จิต(สังขาร)+กิเลสตัณหาและความคิดปรุงแต่งทั้งปวง = ไฟ หรือสิ่งที่เป็นของสูญเมื่อหมดเชื้อกิเลส
3. อนัตตา = ไฟ
เมื่อเชิ้อหมดไฟย่อมดับ เมื่อดับย่อมไม่มีไฟให้เห็น  คือ อนัตตา หายไป หรือสิ่งที่เป็นของสูญเมื่อหมดเชื้อกิเลส สลายไป
4. 0 = 0


แต่ก็เข้าใจผิดด้วย ตรงนิพพาน  เพราะจิตที่ดับไป  ไม่ใช่นิพพานจิต  นิพพานจิตเพียงแต่ว่าง  แต่ไม่สูญ

เพราะสิ่งที่สร้างจิตสังขาร+กิเลสตัณหาและความคิดปรุงแต่งทั้งปวง มันยังอยู่ คือ พระนิพพาน
 
อิตติวุตตก กัณฑ์ ที่ 1825/275 ว่าด้วยเรื่อง ธรรมชาติ ที่ไม่มีจุดเกิด ไม่ถูกปรุงแต่ง มีอยู่ - จากพระไตรปิฎก ฉบับ ประชาชน หน้า 55) ยืนยันว่า: "นิพพาน" หรือ "อสังขตธาตุ" เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล  หรืออ่าน

3 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ/นิพพาน/พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง  http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0


ความเห็นของครูบาอาจารย์


1. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

นิพพานไม่สูญ  นิพพานเป็นแดนของวิสุทธิเทพคือผู้เป็นพระอรหันต์ ที่ละลายกายทิพย์หมดสิ้นแล้ว เหลืออยู่แต่จิตสุขใสเป็นดวงประกายพรึก พระอรหันต์สถิตย์อยู่ในแดนพระนิพพานนั้น..

ย้ำ!  นิพพานต้องละลายกายทิพย์(จิตสังขาร)หมดสิ้นแล้ว เหลืออยู่แต่จิตสุขใสเป็นดวงประกายพรึก พระอรหันต์สถิตย์อยู่ในแดนพระนิพพานนั้น..


2. หลวงปู่ดู่


"แดนพระนิพพานจริงๆ ไม่มีอะไรเลยเป็นสภาพของความว่าง แต่ไม่ใช่สูญนะแก”

มีคำพูดของหลวงปู่ที่กล่าวถึงความว่าง หรือสูญญตาว่า เป็นสมบัติของจิตเรา หรือที่เรียกว่าจิตเดิมแท้ มีสภาพบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ถ้าเราทำให้ปราศจากความปรุงแต่ง จึงจะถึงสภาวะนี้ได้......ท่านจึงพูดว่า “นิพพานจริงๆ แล้วเป็นความว่าง ไม่มีอะไรเลย”

ผู้เขียนจึงเรียนถามว่าแล้ว วิมานแก้วพระพุทธเจ้าที่เราขึ้นไปกราบกัน “ไม่ใช่หรือ” ท่านตอบว่า”ใช่” เป็นพุทธนิมิตเป็นเครื่องรองรับผู้ปฏิบัติ

ทำให้นึกถึงในประวัติของพระอาจารย์มั่น ตอนที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงนิมิตให้เห็นพระอาจารย์มั่นเกิดความสงสัย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้น “จนถึงบัดนี้เธอยังสงสัยอะไรอีกหรือ  ตถาคตมาในรูปธรรม ไม่ได้มาในนามธรรม

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้แสดงนิมิต ให้พระอาจารย์มั่นดู คือในสมาคม เณรน้อยอรหันต์มาถึงก่อนก็นั่งหัวแถว พระผู้ใหญ่,พระพุทธเจ้าเสด็จมาทีหลังก็นั่งตามลำดับมา ซึ่งพระอาจารย์มั่นก็เข้าใจว่า “ความบริสุทธิ์ของพระองค์เสมือน ไม่มีใครมากน้อยไปกว่ากัน

3. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


"ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง   หลวงปู่มั่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ เสด็จมาเยี่ยมท่าน

4. หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

นิพานัง ปรนัง สูญญัง นั้น หมายถึงว่าสภาวะนิพพาน เป็นสภาวะที่สูญสิ้นจากกิเลส ความเลว ทั้งปวง……

นิพานัง ปรนัง สุขัง จึงเป็นผลตามมา คือว่า เมื่อไม่มีกิเลส และความเลวของจิต แล้ว (จิต)ย่อมมีแต่ความสุข และปราศจากความทุกข์ทั้งปวง

นี่เป็นเหตุผลว่า นิพพาน(จิต)นั้นเป็นสภาวะที่ไม่สูญสิ้นไป


อธิบาย

ตถาคตมาในรูปธรรม ก็ได้ คือเป็นพุทนิมิตหรือธรรมกายมาปรากฏ

ตถาคตมาในนามธรรม  ก็ได้  คือ เป็นจิตที่ติดต่อกับเราทางจิต  ไม่ต้องมีรูป หรือไม่ต้องมีพุทธนิมิตหรือธรรมกายมาปรากฏ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 2 [3] 4
พิมพ์
กระโดดไป: