KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมวิถีแห่งท่าน phonsak
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิถีแห่งท่าน phonsak  (อ่าน 41546 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:02:58 AM »

ขอบเขตของจักรวาล + ความโง่ของมนุษย์ « เมื่อ: ตุลาคม 22, 2010, 03:44:45 pm »

ลามะ อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
ใครโพสต์ต่อ ไปเคี้ยวหญ้า

ผมกำลังจะตอบปัญหาของคุณที่ว่า มีสองอย่างที่ยังหาขอบเขตสิ้นสุดไม่ได้ นั่นคือ
1 ขอบเขตจักวาล
2 ความโง่ของมนุษย์

บังเอิญ คุณดันโพสต์ข้อความว่า ใครโพสต์ต่อ ไปเคี้ยวหญ้า ผมก็เลยไม่ขอตอบในกระทู้นั้น มาตั้งกระทู้ใหม่ดีกว่า

คำตอบใน 2 คำถามของคุณที่ทิ้งไว้  มันน่าสนใจเป็นที่สุด  ไม่ตอบก็น่าเสียดาย  จริงๆ คำตอบเหล่านั้น มันพัวพันธ์อยู่กับจิตใต้สำนึก หรือภวังค์จิตของคุณและทุกๆสรรพชีวิต


1.ขอบเขตจักรวาล = พระพุทธเจ้าเรียกว่า "ที่สุดแห่งโลก"

ที่สุดแห่งโลก  = ที่สิ้นสุดความคิดปรุงแต่งในจิต เมื่อความคิดปรุงแต่งในจิตมันสิ้นสุด  มันย่อมเป็นอวกาศหรือความว่างเปล่า  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า:

"คำว่าที่สุดแห่งโลกนั้น จะถือเอาอากาศโลกหรือจักรวาลโลกเป็นประมาณนั้นมิได้"

"ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องขวางนั้นมีอนันตจักรวาลเป็นเขต นอกอนันตจักรวาลออกไปก็เป็นอากาศว่างๆ อยู่ จึงว่าโดยขวางมีอนันตจักรวาลเป็นที่สุด"

"ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบนนั้นมีอรูปพรหมเป็นเขต เพราะอรูปพรหม 4 ชั้นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นนิพพานพรหมหรือนิพพานโลก นิพพานโลกนี้เป็นที่ไม่สิ้นสุด



ที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบน...นิพพานโลกนี้เป็นที่ไม่สิ้นสุด = จักรวาลไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง


2. ความโง่ของมนุษย์  = ไม่หยุดความคิดปรุงแต่งในจิต โดยการดับจิตที่คิดปรุงแต่งไปเลย เหลือแต่จิตที่ไม่คิดปรุงแต่ง(นิพพาน) เมื่อไม่ดับจิตที่คิดปรุงแต่งไปเลย = ไม่ยอมวาง(จิตสังขาร)หรือจิตใจคืนไว้แก่โลกตามเดิมเสียก่อน เมื่อไม่วางจิตสังขาร ซึ่งเป็นโทษ(เป็นทุกขังและอนัตตา)  ก็ไม่อาจถึงพระนิพพานได้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "(ถ้าจะเข้าพระ นิพพาน)ต้องวางจิตใจคืนไว้แก่โลกตามเดิมเสียก่อน ถ้าวางไม่ได้เป็นโทษ ไม่อาจถึงพระนิพพานได้" = ต้องละทิ้งจิตวิญญาณที่เป็นนามรูป เพราะจิตวิญญาณที่เป็นนามรูป เป็นจิตสังขาร เป็นของปรุงแต่ง จึงมีอายุจำกัด  แม้ว่าจะเป็นอรูปพรหมสูงสุด ก็มีอายุแค่ 84,000 มหากัปเท่านั้น  เมื่อสิ้นอำนาจของอรูปฌานแล้ว  ท่านผู้นั้นก็ยังต้องมี เกิดแก่เจ็บตาย มีร้ายและดี มีคุณและโทษ มีสุขและทุกข์อยู่ต่อไป

พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า "โลกุตตรนิพพานนั้นปราศจากวิญญาณ... วิญญาณยังมี ที่ใด ความเกิดแก่เจ็บตายก็มีอยู่ในที่นั้น" = วิญญาณในที่นี้ เกิดจาก จิตสังขาร  ซึ่งเป็นสังขตธาตุ
  
เมื่อละจิตสังขารที่เป็นสังขตธาตุได้  เราจะเข้าสู่วิราคะจิต ได้จิตปภัสสร เป็นจิตหลุดพ้น  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "จิตประภัสสร คือ จิตหลุดพ้นจากกิเลส(นิพพาน)"

เอกนิบาตอังคุตตรนิกาย อรรถกถา ภาค ๑ หน้า ๔๕ ข้อ ๕๐

"ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺติ" ความว่า "ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร ก็จิตนั้นแล หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา"

จิตที่หลุดพ้นจากกิเลส พระพุทธเจ้าเรียกว่าอะไรครับ?.....นิพพานใช่ไหมครับ

ดังนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, องค์พระศาสนาแห่งศาสนาพุทธ, เป็นผู้ตรัสเองว่า "จิตประภัสสร คือ จิตหลุดพ้นจากกิเลส หรือ นิพพาน"

= โลกุตตรนิพพานนั้นไม่มีวิญญาณที่เกิดจากจิตสังขารอยู่  แต่โลกุตตรนิพพานมีจิตวิญญาณที่เป็นปภัสสร หรือ จิตหลุดพ้นจากกิเลส(นิพพาน)อยู่


สรุป


ที่สุดแห่งโลก  = ที่สิ้นสุดความคิดปรุงแต่งในจิต เมื่อความคิดปรุงแต่งในจิตมันสิ้นสุด  มันย่อมเป็นอวกาศหรือความว่างเปล่า  จนกว่าจะหมดอำนาจฌานในจิตสังขารของอรูปพรหม เพราะอรูปพรหมไม่ได้ปล่อยวาง และละทิ้งจิตสังขาร ซึ่งเป็นของโลก(จักรวาล)ออกไป

พระพุทธเจ้าเรียก ที่สุดแห่งโลกว่า นิพพานโลก...เป็นที่ไม่สิ้นสุด  มีอรูปพรหมเป็นเขต  ส่วนนิพพานนั่นอยู่ที่ไหน?

"ดูกรอานนท์ นิพฺพานํ นครํ นาม อันชื่อว่าเมืองพระนิพพานย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดเพียงนั้น พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่ เป็นที่บรมสุข หาที่เปรียบมิได้"





  :19: :19: :19: (:LOVE:) (:LOVE:) (:LOVE:)
ต้องใจแบบผมนี้ ... มั่นคง...ไม่แตกสลาย... เป็นใจอสังขตะ....อมตะนิรันด์กาล

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

armageddon! เธอเข้าใจเรื่องใจที่เราสอนแล้วนิ จึงพูดว่า ใจอสังขตะ....อมตะนิรันด์กาล มั่นคง...ไม่แตกสลาย  แล้วมาแกล้งฉลาดน้อยอยู่ได้  เราจะสอนเธอต่อว่า

ใจอสังขตะที่เธอพูดถึงนั่นแหละ  สร้างอายตนะหรือขันธ์ที่ไม่แตกสลายอยู่เป็นนิรันดร์ เรียกว่า "อัตตา" อายตนะที่ไม่แตกสลาย อยู่เป็นนิรันดร์ ที่เรียกว่า"อัตตา"นั้น  พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า อายตนะนิพพาน หรือ ธรรมกาย  อายตนะนิพพาน หรือ ธรรมกาย  สิ่งนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย  สามารถสร้างรูปอะไรก็ได้ = ตรงกับนิยามของอัตตาในอนัตตลักขณะสูตรเลย

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ......... ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

พระอวโลกิเตศวรตรัสว่า : ธรรมกาย คือ อายตนะนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ธรรมกาย เป็น อัตตา


อ้างอิง 1. [ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระอวโลกิเตศวรสอนพระสารีบุตรว่า[/color]


" ธรรมกาย ก็คือปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งพระตถาคตตรัสรู้
ก็คืออายตนะนิพพานนั้นเอง ย่อมปราศจากการมาในอดีต ฤาการไปในอนาคต แลในปรัตยุบันกาลเล่าก็ปราศจากการตั้งอยู่มั่นคง "


อ้างอิง 2.[ ขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571

"...หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา...."


ส่วนใจที่แตกสลาย ย่อมสร้างอายตนะหรือขันธ์ที่แตกสลาย มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรียกว่า "อนัตตา" คือ ขันธ์ของมนุษย์ สัตว์ เปรต เทวดา ยักษ์ พรหม ฯลฯ

สรุปและเสริม

ไม่มีสิ่งใดหรือขันธ์ของสิ่งใดใน 3 ภพที่เป็นอัตตาเลย  ทุกอย่างล้วนมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอนิจจัง และเป็นทุกข์ จึงเรียกว่า "อนัตตา"

มีสิ่งเดียวหรือขันธ์เดียวที่เป็นอัตตา คือ "ธรรมกาย หรือ อายตนะนิพพาน" เพราะธรรมกายไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย เป็นนิจจัง และไม่เป็นทุกข์

อย่างไรก็ตาม  เมื่อต้องอยู่ช่วยงานต่อไปใน 3 ภพต่อ  ตัวธรรมกายจะสร้างกายทิพย์วิเศษ ที่มหายานเรียกว่า "สัมโภคกาย" ที่เป็นอมตะนิรันดร์ขึ้นมาด้วย เพื่อช่วยสอนสรรพชีวิตให้เข้าถึงธรรมกาย หรือ อายตนะนิพพาน 

กายทิพย์วิเศษที่ธรรมกายสร้างขึ้นมา หรือที่มหายานเรียกว่า "สัมโภคกาย" นั้น  ถ้าเป็นธรรมกายของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้สร้างขึ้น เรียกว่า "พระฌานิโพธิสัตว์" หรือ "ธยานิโพธิสัตว์"   หลวงปู่ดู่เรียกว่า "หน่อพุทธภูมิ"    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เรียกสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าว่า "พุทธบารมี"

"พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่ได้หายไปไหน พระพุทธบารมียังปกปัก
รักษาโลกอยู่ คนในโลกยังรับพระพุทธบารมีได้ มิได้แตกต่างไปจากเมื่อยังทรงดำรง
พระชนม์อยู่ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องเปิดใจออกรับ (พุทธบารมี) มิฉะนั้นก็จะรับไม่ได้


....พระอาจารย์สำคัญองค์หนึ่ง(หลวงปู่มั่นมั๊ง) ท่านเล่าไว้ว่า เมื่อท่านปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
อยู่ในป่าดงพงพีนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทรงสอนท่านด้วยพระพุทธบารมีเสมอ และท่านพระอาจารย์องค์นั้น ต่อมาก็เป็นที่ศรัทธาเคารพของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ที่เชื่อมั่นว่าท่านปฏิบัติถึงจุดหมายปลายทางแล้ว"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2011, 10:33:50 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:06:20 AM »

พระเจ้าของมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
« เมื่อ: ตุลาคม 23, 2010, 01:53:27 pm »

1. พระพุทธเจ้าตรัสว่า : โลกธาตุหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว

อานนท์! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะนั้น ย่อมรู้ว่า ข้อนี้มิใช่ฐานะ ข้อนี้มิใช่โอกาสที่จะมี คือข้อที่ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกัน. นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

ส่วนฐานะ อันมีได้นั้น คือข้อที่ใน โลกธาตุอันเดียว มีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้น. นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้.

บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕.
ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.



2. คำถาม-คำตอบ ของพระนาคเสนว่า: ในหมื่นโลกธาตุ ถ้าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน จักรวาลและโลกฉิบหายแน่นอน

ถาม : แต่เหตุไรจึงไม่เกิดพร้อมกัน ๒ องค์โยมเห็นว่า ถ้ามีพระพุทธเจ้าเกิดพร้อมกันหลายองค์ จะทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่โลกมากยิ่งขึ้น แต่เหตุไรจึงเกิดพร้อมกัน ๒ องค์ไม่ได้ โยมสงสัย ?”
   
พระนาคเสนตอบว่า:
   
   “ขอถวายพระพร หมื่นโลกธาตุนี้ ทรงไว้ได้เพียงพระคุณธรรมของพระพุทธเจ้า คราวละพระองค์เดียวเท่านั้น ถ้ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๒ พระองค์ หมื่นโลกธาตุนี้จะทรงอยู่ไม่ไหว จักถล่มทะลายไป เรือที่พอนั่งได้คนเดียวได้ เมื่อมีผู้มานั่ง ๒ คน เรือนั้นจะทรงอยู่ได้หรือไม่ ?”
   
   “ไม่ไหว พระผู้เป็นเจ้า เกวียนเล่มนั้นดุมต้องแตก กำต้องหัก กงต้องทรุดลง เพลาต้องหัก เพราะหนักเกินไป”
     
   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร แต่ขอให้พระองค์ทรงสดับเหตุอื่นต่อไปอีก คือถ้ามีพระสัมมาสัทพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ ความวิวาทชองพุทธบริษัทก็จักมีขึ้น คือ ต่างฝ่ายก็ยกย่องพระพุทธเจ้าของตนเปรียบเหมือนบริวารของอำมาตย์ผู้ใหญ่ ๒ คน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ยกย่องนายของตนฉะนั้น


3. ด้วยเหตุที่..ผู้สร้างที่เรียกว่า พระธรรม หรือพระเจ้า ต้องมีองค์เดียว  และมีหลักฐานในศาสนาต่างๆว่า ท่านต้องเป็นสัพพัญญูด้วย ซึ่งมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะมีลักษณะนี้  นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ยืนยันด้วยว่า   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมีองค์เดียวเท่านั้น ไม่ก่อน ไม่หลังกัน.(ในยุค 5000 ปี ที่เป็นยุคของโคตมะพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์)  ฐานะที่จะมีได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ เป็นไปไม่ได้ เพราะความวิวาทของพุทธบริษัทก็จักมีขึ้น ต้องมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น

- อัลเลาะห์ ก็คือ เง็กเซียน
- อัลเลาะห์ ก็คือ ตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)
- อัลเลาะห์ ก็คือ ยะโฮวา
- อัลเลาะห์ ก็คือ เต๋า
- อัลเลาะห์ ก็คือ ซูส(zeus)
- อัลเลาะห์ ก็คือ พ่อเกิดแม่เกิด อนุตตรธรรมมารดา
   
อัลเลาะห์ ก็คือ พระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าเรียกอัลเลาะห์(พระเจ้า)ไปทางเถรวาทว่าพุทธะบ้าง  พระธรรมบ้าง ธรรมกายบ้าง พรหมกายบ้าง  และเรียกอัลเลาะห์(พระเจ้า)ไปทางมหายานว่า อาทิพุทธ และธรรมกาย   ผมแสดงหลักฐานชิ้นนี้ทีเดียวโดนไล่ออกจากเว็บไปอีก 3 เว็บ  แต่เพื่อให้มารและพญามารเกรงกลัวผม  ผมจึงต้องเล่นพวกมารให้หนักกว่านี้   เอาหลักฐานชิ้นนี้ไปเลย


4.  พระเจ้าของมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้ายืนยันด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริง มีมากมายเหลือเกิน เพราะพระพุทธเจ้าไปสอนธรรมอยู่ในทุกดวงดาวเหล่านั้น

(จบตอนแรก)


Re: พระเจ้าของมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
phonsak « ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2010, 03:43:17 pm »

คุณ Ooto ครับ


Ooto เขียน: "(ดังฮินดูว่าพระพุทธเจ้า คือนารายณ์ อวตารปางที่ 9) ศาสนาพราห์มเกิดก่อนพุทธศาสนา แต่ภายหลังแทบสูญสลายก็เพราะคำสั่งสอนของพระองค์ไม่ใช่หรือ แล้วตรีมูรติจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ยังไง "

ตอบ

ถ้าคุณยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้  ผมก็จะไม่ออกตอนสองเรื่องพระเจ้าของมนุษย์ต่างดาวคือพระพุทธเจ้า  หลักฐานของผมที่ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพรหมสูงสุดของฮินดู มาจากพระไตรปิฎกและปิฎกมหายานนะครับ  ไม่ใช่จากศาสนาฮินดู ครั้งแรกที่แสดงหลักฐานนี้ ผมโดนไล่ออกอย่างถาวรจาก 3 เว็บ - ธรรมจักร ธรรมากายา และพลังจิต


อ้างถึง
ผมจะเป็นคนดี ถามว่า:
พอมีท่านใดทราบไหมครับว่า พระพุทธศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัพุทธเจ้า เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าฮินดูต่างๆหรือไม่ ครับ 
 ยิ้ม

ตอบ

เกี่ยวซิครับ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกเองว่า ท่านเป็นพรหมสูงสุดของฮินดู  ดูหลักฐานนะครับ ยกมาให้แค่ 2 พระสูตรในพระไตรปิฎกที่ชี้ว่า พระพุทธเจ้าคือ พระพรหมสูงสุด และพระราม(อวตารพระนารายณ์) และ 1 พระสูตรของมหายานที่ชแสดงว่า พระศากยะมุนีพุทธเจ้า เทียบได้กับพระอีศวร เมื่อรวม 3 พระสูตรนี้  คุณจะเห็นเองว่าพระพุทธเจ้าของเรา คือ ตรีมูรติ(พระพรหม/ศิวะ/นารายณ์)


*** 1. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระพรหมสูงสุด และเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


ในยุคพุทธกาลนั้น ศาสนาพราหมณ์เขาเรียก พระเจ้า ว่า พระพรหม ดังข้อความนี้

"พวกเราเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพระพรหม เกิดจากพระพรหม พระพรหมเนรมิตขึ้นมา เป็นทายาทของพระพรหม"

แต่โคตมะพุทธเจ้าเปลี่ยนคำว่าพรหมออก  แล้วเรียกพรหมเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง พระธรรมบ้าง ดังนี้


 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมนิรมิตขึ้น (เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น)"

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า "ธรรมกาย" ก็ดี "พรหมกาย" ก็ดี "ธรรมภูต" ก็ดี "พรหมภูต" ก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร
หรือ
พระไตรปิฎกของเถรวาท เล่มที่ 15 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า 150 เรื่อง อัคคัญญสูตร



*** 2. หลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระราม(อวตารพระนารายณ์)มาเกิด***


พระรามในศาสนาฮินดูคืออวตารของพระนารายณ์ใช่ไหมครับ  แล้วถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าทานเป็นพระรามมาเกิด ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์ จริงไหมครับ

มาจาก เล่ม ๖๐อรรถกถา พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ตอนท้ายของอรรถกถานี้มีดังนี้:

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะในเวลาจบสัจจะ
กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า พระทสรถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็นสุทโธทนมหาราช พระมารดาได้มาเป็นพระมหามายา  สีดาได้มาเป็นมารดาของราหุล เจ้าภรตะได้มาเป็นอานนท์ เจ้าลักขณ์ ได้มาเป็นสารีบุตร บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตแล.


*** 3. หลักฐานในพระสูตรที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิเทียบกับพระอีศวร***


มาจาก   วิมลเกียรตินิทเทสสูตร ปริเฉทที่ 1 พุทธเกษตร แปลโดยเสถียร โพธินันทะ


.......สารีบุตรเอย ! โลกธาตุของตถาคตนั้นบริสุทธิ์ แต่เธอมองไม่เห็นเอง”.......
   
   ท้าวสนังพรหมกุมาร ได้กล่าวกับพระสารีบุตรว่า
   
   “ขอท่านผู้เจริญอย่าได้ปริวิตก แลกล่าวว่าวพุทธเกษตรนี้ไม่บริสุทธิ์เลย ข้อนั้นเพราะเหตุเป็นไฉน ? เพราะเรานั้นได้เห็น ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งพุทธเกษตรของพระศากยมุนีเจ้า เปรียบดุจทิพยมณเฑียรแห่งพระอิศวรเทพ ฉะนั้น.”



บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:11:44 AM »

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระเจ้าของเหล่ามนุษย์ต่างดาว(ตอนจบ) « เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 04:07:36 pm »

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระเจ้าของเหล่ามนุษย์ต่างดาว(ตอนจบ)


A. ความเดิม พระเจ้าของมนุษย์ต่างดาว คือ โคตมพุทธเจ้า(ตอนแรก)
http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=882.0


ในบาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

1. " ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกัน. นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ "


และในมิลินทปํญหา.  พระนาคเสนตอบปัญหาว่า:

2. “... หมื่นโลกธาตุนี้ ทรงไว้ได้เพียงพระคุณธรรมของพระพุทธเจ้า คราวละพระองค์เดียวเท่านั้น ถ้ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๒ พระองค์ หมื่นโลกธาตุนี้จะทรงอยู่ไม่ไหว จักถล่มทะลายไป เรือที่พอนั่งได้คนเดียวได้ เมื่อมีผู้มานั่ง ๒ คน เรือนั้นจะทรงอยู่ไม่ได้ ”
   
   และ
     
 " ถ้ามีพระสัมมาสัทพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ ความวิวาทชองพุทธบริษัทก็จักมีขึ้น คือ ต่างฝ่ายก็ยกย่องพระพุทธเจ้าของตนเปรียบเหมือนบริวารของอำมาตย์ผู้ใหญ่ ๒ คน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ยกย่องนายของตนฉะนั้น "

ด้วยเหตุที่..ผู้สร้างและเป็นสัพพัญญู ที่ชาวพุทธเรียกว่า "พระธรรม"  และที่ชาวโลกเรียกว่า GOD หรือ พระเจ้าที่เป็นพระบิดา นอกจากจะมีองค์เดียวแล้ว ยังอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้พียงคนเดียวในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วย  สมัยปัจจุบัน พระมานุษีพุทธเจ้า คือ โคตมะพุทธเจ้า หรือ พระศรีศากยมุนี พระองค์จะดำรงตำแหน่งเป็นพระธรรม หรือ GOD ที่อวตารเป็นกายเนื้อลงมาในจักรวาล จนถึงปีพศ.5000 หรือหลังพุทธกาล 5000 ปี

หลังจากนั้น ก็เป็นยุคของพระเจ้าที่อวตารเป็นกายเนื้อลงมาในจักรวาล องค์ที่ 5 หรือพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 นาม ศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า

 
B. หลักฐานว่า: พระเจ้าของมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อ โคตมะ

พุทธศาสนานิกายมหายาน พระพุทธเจ้ามี 3 กาย คือ
1. กายพระธรรม (ธรรมกาย) เป็นพุทธภาวะดั้งเดิม เป็นแสงสุกสกาวในความว่างเปล่า
2. สัมโภคกาย หรือ กายจำลอง หรือ กายอวตารของพระพุทธเจ้า เถรวาทเรียกว่า พุทธนิมิต  สัมโภคกายล้วนเป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าองค์เดิม(อาทิพุทธ หรือ พระไวโรจนพุทธเจ้า) หรือพระพุทธเจ้าองค์ปฐมทั้งนั้น
3. นิรมาณกายคือ กายที่ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นกายมนุษย์ เรียก พระมานุษีพุทธเจ้า  เถรวาท เรียกว่า พุทธะ

พุทธะนี้ เมื่อเป็นมานุสสีพุทธ คือเป็นพระพุทธเจ้าในร่างมนุษย์ ( อวตารของอาทิพุทธ ) ก็คือ พระศรีศากยมุนี


C. นิรมาณกายของพระศากยมุนีพุทธเจ้า


ในกรณีของนิรมาณกายของพระศากยมุนีพุทธเจ้านี้ มีอ้างอยู่ในคัมภีร์มหายานไวปุลยธารณีสูตร
ว่า : 

"ดูก่อน อชิตะ ด้วยเพลาที่เราตถาคตแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่สรรพสัตว์ทั้งจตุรทวีป *[/u]
อันบรรดาสรรพสัตว์ย่อมอาศัยฤทธาพละแห่งพระพุทธะ ให้ต่างแลเห็นพระศากยตถาคต
อยู่เฉพาะตนดั่งเราตถาคตที่กําลังเทศนาอยู่นี้เป็นลําดับ ๆ ไปจนถึงชั้นอกนิษฐ์พรหมภูมิ**"


จตุรทวีป * = * ทวีปทั้ง ๔ มี
๑) ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภูเขาสุเมรุ
๒) ปูรววิเทหทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาสุเมรุ
๓) อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาสุเมรุ
๔) อุตตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของภูเขาสุเมรุ

+++ คือ ฤทธาพละแห่งพระพุทธะของพระศากยตถาคตเทศนาครั้งเดียว  ปรากฏว่าทรงมีนิรมาณกายเต็มไปหมดไปโปรด และประทานพระธรรมเทศนาแก่สรรพสัตว์ทั่วจักรวาล ให้ต่างแลเห็นพระศากยตถาคตอยู่เฉพาะตน

"ดูก่อน อชิตะ เราตถาคตด้วยอาศัยอํานาจแห่งมหาอุบายเช่นนี้ ย่อมสามารถยังให้ในโลกธาตุ
ที่มีจํานวนพ้นประมาณมิอาจกําหนดซึ่งขอบเขตนั้น (ทําให้) เมื่อคราอรุโณทัยสมัยย่อมจักสอด
ส่องพุทธญาณวิถีสํารวจตรวจดูสรรพสัตว์ที่สมควรได้รับการสั่งสอน แล้วจึงประทานพระ
ธรรมเทศนา ในเพลาเที่ยงวันแลพลบค่ำก็จักยังสอดส่องสรรพสัตว์ทั้งปวงด้วยธรรมจักษุอยู่
ตลอดเวลา แลในโลกธาตุเหล่านั้นก็ได้ประทานพระธรรมเทศนาต่าง ๆ แก่สรรพสัตว์ ด้วยพุทธ
วิสัยนานาอันมิพึงจักประมาณหยั่งวัด อันสรรพสัตว์ผู้ศึกษา (การเป็น) โพธิสัตว์ทั้งปวงพึงบําเพ็ญ
อยู่เช่นนี้"


+++ อํานาจแห่งมหาอุบายเช่นนี้ = ทรงเนรมิตตัวเองเป็นตถาคตนับไม่ถ้วน ไปดำเนินกิจโปรดสัตว์ในโลกธาตุต่างๆ ที่มีมากมาย

อันบรรดาโพธิสัตว์มหาสัตว์เหล่านี้ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

เป็นเช่นนั้น ๆ จริงดังพระองค์ตรัสแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
เมื่อคราที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ดํารงอยู่ทางด้านบูรพาทิศของโลกธาตุแห่งนี้ ในบรรดา
พุทธเกษตรต่าง ๆ จํานวนคณนา เท่ากับเมล็ดทรายในคงคานทีสิบสายรวมกันนั้น ก็ได้ถวาย
สักการะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหล่านั้นด้วย  ในโลกธาตุหนึ่ง ๆ นั้น พบเพียงพระศากยตถาคต
ที่ทรงบังเกิดมีขึ้นในโลก

ข้าพระองค์ทั้งหลายใน ๗ วาร   จึงได้จาริกท่องเที่ยวไปอีกในทศทิศ ก็พบเพียงพระศากยตถาคต
ที่บังเกิดอยู่ในโลก มิได้พบพระพุทธะอื่นใดเลย เมื่อจาริกโดยทั่วแล้ว จึงนิวัติกลับมาสู่โลกธาตุแห่งนี้
เพื่อสดับพระสัทธรรม พระพุทธเจ้าข้า


+++ บรรดาโพธิสัตว์มหาสัตว์ท่องเที่ยวไปในจักรวาล เข้าไปในโลกธาตุทั่วทุกทิศ และเข้าไปในพุทธเกษตรต่างๆจำนวนมากมาย โพธิสัตว์มหาสัตว์เหล่านั้น ต่างก็พบนิรมาณกายของพระศากยมุนีตถาคตในจักรวาล ในโลกธาตุ ในพุทธเกษตรเหล่านั้นด้วย

พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นในทศทิศ ต่างรับสั่งแก่พระโพธิสัตว์ที่ห้อมล้อมอยู่ว่า
กุลบุตรทั้งหลาย เราจักต้องไปยังสหาโลกธาตุ ยังพระศาสดาศากยมุนีตถาคตเจ้า เพื่อถวายนมัสการ
แก่พระสถูปแห่งพระบรมสารีริกธาตุของพระประภูติรัตนตถาคตเจ้า ฯลฯ

ในขณะนั้น  พระตถาคตเจ้าทั้งหลายซึ่งสร้างขึ้นโดยพระศาสดาศากยมุนี 
ผู้ประกาศพระธรรมแก่สรรพสัตว์ ทางทิศตะวันออกในร้อยพันหมื่นโกฏิพุทธเกษตรมากมายดุจเม็ดทราย
ในคงคานที ได้พากันเสด็จมาถึงและประทับทั่วทิศทั้ง ๘ ฯลฯ

เมื่อพระศาสดาศากยมุนีตถาคตเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระตถาคตเจ้าทั้งหลายที่พระองค์เนรมิตขึ้นนั้น
เสด็จมาถึงพร้อมกันโดยไม่มีผู้ใดขาด ฯ 
แล้วประทับยืนอยู่ในฟากฟ้า

สรุป

ชัดไหมล่ะครับ  พระตถาคตเจ้าทั้งหลายซึ่งสร้างขึ้นโดยพระศาสดาศากยมุนี  และพระศาสดาศากยมุนีตถาคตเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระตถาคตเจ้าทั้งหลายที่พระองค์เนรมิตขึ้นนั้น   พระเจ้าของมนุษย์ต่างๆในโลกธาตุต่างๆ ที่เป็นนิรมาณกาย เป็นกายเนื้อ ในยุคพุทธกาล และจะต่อไปจนสิ้นยุคพุทธกาลพศ.5000 ก็คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีตัวแม่อยู่บนโลกมนุษย์เรานี่เอง



Re: พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระเจ้าของเหล่ามนุษย์ต่างดาว(ตอนจบ)
phonsakw « ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 09:35:59 pm »

Natural อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
ยิ้มเท่ห์


1. น่าสงสารจริงๆนะ สำหรับคนที่เขียนแล้วคนไม่ยอมรับ
จิตใจทำด้วยอะไรคะ  จึงหลงทางได้ขนาดนี้

2. อยากจะสร้างข้อมูลให้น่าเชื่อถือ

3. เราเชื่อค่ะ ว่าพระไตรปิฎกอาจจะจารึกไว้ตามที่ท่านเจ้าของกระทู้อ้างมา
แต่ การตีความซิคะ  รู้สึกว่า จะเอาความรู้สึกตัวเองตีความไปต่างๆนาๆ
ซึ่งไม่เข้ากับหลักการและเจตนาขอวงศาสนาพุทธเลย  มันผิดเพี้ยนไปเยอะ

4. ขอบคุณพวกเราคนเดิมๆ นะคะ ที่กล้าออกมาปกป้อง
ในฐานะเป็นพุทธบริษัทที่มีความศรัทธาในศาสนา

1. เธอควรสงสารตัวเอง ไม่ควรสงสารเราผู้เข้าถึงธรรม

2. ข้อมูลของเรา ที่มาก็ชัดมาจากพระไตรปิฎก และปิฎกมหายานทั้งสิ้น

3. เราตีความตรงๆ  จริงๆไม่ต้องตีความเลยก็ได้ เช่น 2. “... หมื่นโลกธาตุนี้ ทรงไว้ได้เพียงพระคุณธรรมของพระพุทธเจ้า คราวละพระองค์เดียวเท่านั้น ถ้ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๒ พระองค์ หมื่นโลกธาตุนี้จะทรงอยู่ไม่ไหว จักถล่มทะลายไป เรือที่พอนั่งได้คนเดียวได้ เมื่อมีผู้มานั่ง ๒ คน เรือนั้นจะทรงอยู่ไม่ได้ ”

ถ้าให้เราตีความด้วย  ก็ตีความได้ว่า พระพุทธเจ้าในโลกใบนี้ และ พระพุทธเจ้า ในหมื่มโลกธาตุ(คือ โลกต่างดาว)มีเพียงคนเดียวคือ พระพุทธเจ้าของเรา

4. เธอควรอนุโมธนา สาธุ ในบทความของเรา แต่เธอกลับร่วมกันสนับสนุนคนที่โดนมารสิงใจคนอื่น ให้ออกมาปกป้องพุทธศาสนาที่เป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นของปลอมที่มารตีความหรอกเธอ....เธอจึงยังไม่เห็นเราว่าเราเป็นใคร

5. ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าคนเดียว  เรา 1 คน  สามารถรุมมารได้หลายร้อยหลายพันคน  เฉกเช่นที่พระพุทธเจ้าคนเดียวตีกองทัพพญามารชั้นปรมินทร์แตกพ่าย

เรามาเพื่อชนมารอย่างเดียว  เราไม่เจรจาใดๆกับมารทั้งสิ้น



Re: พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระเจ้าของเหล่ามนุษย์ต่างดาว(ตอนจบ)
phonsakw « ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 11:02:01 pm »

อ้างจาก: [email protected] ที่ วันนี้ เวลา 07:14:45 PM
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต

อิอิ

คิดมากไปมั๊งครับป๋าพอลล์
ตัวอย่างง่ายๆ   มาฆะบูชา

ภิกษุ 1250 รูป มาประชุมโดยมิได้นัดหมาย
ทั้ง 1250 องค์เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
1250 องค์   เห็นธรรม เห็นพระตถาคต  องค์เดียวกัน
ไม่ได้ เห็น ตถาคต 1250 องค์

หมื่นโลกธาตุเมื่อเห้นธรรม ก็เห้นพระศากยมุนี องค์เดียวกัน

อิอิ



ตอบ

อย่ามาแกล้งโง่ อ่านไวปุลยธารณีสูตรไม่ออกเลยพี่   พระตถาคตเจ้าทั้งหลายซึ่งสร้างขึ้นโดยพระศาสดาศากยมุนี.... ทางทิศตะวันออกในร้อยพันหมื่นโกฏิพุทธเกษตรมากมายดุจเม็ดทรายในคงคานที ได้พากันเสด็จมาถึงและประทับทั่วทิศทั้ง ๘ ฯลฯ

... และพระศาสดาศากยมุนีตถาคตเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระตถาคตเจ้าทั้งหลายที่พระองค์เนรมิตขึ้นนั้น

นอกจากนี้ คำยืนยันของบรรดาโพธิสัตว์มหาสัตว์
  ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า มีพระศรีศากยมุนีที่พระพุทธเจ้าของเรา นิรมิตขึ้นเพื่อช่วยงาน นับไม่ถ้วน
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:15:06 AM »

พระอวโลกิเตศวร : ธรรมกาย คือ อายตนะนิพพาน พระพุทธเจ้า : ธรรมกาย เป็น อัตตา « เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 01:23:49 am »

พระอวโลกิเตศวร : ธรรมกาย คือ อายตนะนิพพาน พระพุทธเจ้า : ธรรมกาย เป็น อัตตา


อ้างอิง 1. [ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระอวโลกิเตศวรสอนพระสารีบุตรว่า[/color]


" ธรรมกาย ก็คือปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งพระตถาคตตรัสรู้
ก็คืออายตนะนิพพานนั้นเอง ย่อมปราศจากการมาในอดีต ฤาการไปในอนาคต แลในปรัตยุบันกาลเล่าก็ปราศจากการตั้งอยู่มั่นคง "


อ้างอิง 2.[ ขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571

"...หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา...."


อ้างอิง 3. [จากหนังสือชุมนุมบทความของหลวงปู่เปรม (เปมงฺกโร ภิกขุ) วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร [/color]


  ------- เปมงฺกโร ภิกฺขุ--------

จิตบริสุทธิ์พ้นจากอำนาจวัฏฏะ ๓ คือ กิเลส กรรม วิบาก เป็นตัวธรรม เป็นสัจจะธรรม คือ นิโรธสัจจ์ คู่กับ ทุกขสัจจ์นั้น และเป็นอัตตาตัวตน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา
ธมฺมทีปา วิหรถ ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา แปลว่า
ท่านทั้งหลาย จงมีตนเป็นที่เกาะกุม มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดังนี้

ตน คือ ธรรม / ธรรม ก็คือ ตน
ธรรม คือ จิตที่บริสุทธิ์ เป็นวิมุตติจิต เป็นอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย หรือนิพพาน ก็ได้.


สรุป


อายตนะนิพพาน คือ ธรรมกาย คือ จิตบริสุทธิ์ คือ ธรรม คือ นิพพาน คือ วิมุตติจิต



Re: พระอวโลกิเตศวร : ธรรมกาย คือ อายตนะนิพพาน พระพุทธเจ้า : ธรรมกาย เป็น อัตตา
phonsak « ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 12:28:52 pm »

Ooto อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
tuenum อ้างอิงข้อความ:


อ้างอิงจากหนังสือ กรณีธรรมกาย บทเรียนเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา และสร้างสรรค์สังคมไทย

อาตนะนิพพาน คือดับอาตนะ  หน้า 155
อัตตาไม่มีโดยปรมัตถ์ เป็นเรื่องชัดเจนอยู่แล้ว..อาตนนิพพาไม่มีโดยบาลีนิยมก็ชัดเจนเช่นกัน
อาตนนิพพาน ไม่มี แต่แปลให้ดีก็ได้ความหมาย..นิพพานายตนะเป็นศัพท์ได้แต่ไม่ให้ความหมายที่ดี
อาตนนิพพานแท้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้..ใจหมดโลภโกรธหลงเมื่อไร ..ก็ได้เห็นนิพพานพระพุทเจ้าทันที

สรุป อย่าพยายามบิดเบือนธรรมวินัยเลย  ผู้รู้ท่านแก้ความเห็นบิดเบือนไว้แล้ว เพียงแต่ มีคนส่วนมากไม่ได้อ่าน หากคูณtuenum ไม่มีเตนาบดเบือนแล้วล่ะก็ ขอคุณไปศึกษาอ่านเอง แต่หากว่าคุณอาศัยที่ชาวพุทธไม่ได้ศึกษา  แล้วถือข้อด้อยตรงนี้เป็นโอกาสพยายามบิดเบือนธรรมวินัย เพื่อลาภสักการะ หรือมุ่งร้ายอย่างอื่น   กรรมมีจริงน่ะคุณ

มาร Ooto เอ๋ย!


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธ ตรัสสอน กลับไม่เชื่อ

พระอวโลกิเตศวร ผู้รักษาศาสนาพุทธ และหมุนธรรมจักร ตรัสสอน กลับไม่เชื่อ

พระอริยสงฆ์เจ้า อาจจะเป็นพระอรหันต์   พูดสอน กลับไม่เชื่อ

กลับไปเชื่อมารที่ห่มผ้าเหลือง  เด็กวานซืน ที่วันๆไม่ปฏิบัติ เอาแต่เขียนตำราบ้าๆบอๆ หลอกเด็กโง่  ตั้งแต่นี้ไป เธอจึงได้ชื่อว่า มารOoto ผู้ร่วมขบวนการทำให้พุทธศาสนาเป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นของปลอมของมาร
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:25:19 AM »

พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน « เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 04:09:44 pm »

พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน


RATH อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
ครับพี่ คนเราจะให้คนอื่นเชื่อ ในสิ่งที่เราเชื่อมัน ยาก นะครับ โดยเฉพาะคนที่เค้ามีความเชื่ออยู่แล้ว งั้นผมบอกให้คุณ tuenum  เปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ เอาไหม เชื่อว่าเค้าคงไม่เอา เพราะเค้าก็มีความเชื่อ

^_^

อ้าว! พี่RATH....ผมรู้ลึกสุดๆแบบชนิดที่คนอื่นในโลกนี้ น้อยคนจะรู้  ผมเลยกลายเป็นคนนอกศาสนาพุทธเลยหรือนี่...

ผมจะบอกคุณนะ  ผมเป็นพุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ครับ  คุณRATHเป็นพุทธแต่ไม่แท้ คุณเป็นพุทธติดอวิชชา คุณเลยหลงผิด คิดว่าตนเองเป็นพุทธแท้ พุทธหมายถึงผู้รู้แล้ว ผู้ตื่นแล้ว คุณยังไม่รู้ ไม่ตื่น... คุณจึงยังไม่เห็นผม

คนที่เป็นพุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมปฏิบัติจิตได้จนสามารถเห็นว่า พระพุทธเจ้า อัลเลาะห์ ยะโฮวา เง็กเซียน ตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)ซูส เต๋า เป็นองค์เดียวกัน เพราะจิตของพวกท่านล้วนมีสิ่งเดียวกันคือ:

1. เป็นสัพพัญญู ซึ่งมีอยู่แต่ในพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงปฏิเสทไม่ได้เลยว่า อัลเลาะห์ ยะโฮวา เง็กเซียน ตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)ซูส เต๋า ที่มีสิ่งนี้เหมือนกัน คือ สัพพัญญู จะไม่ใช่พระพุทธเจ้า

2. เป็นพระธรรม หรือนิพพาน เป็นผู้สร้างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล  อัลเลาะห์ ยะโฮวา เง็กเซียน ตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์)ซูส เต๋า ล้วนเป็นจิตบริสุทธิ์ ถูกบอกโดยศาสนาต่างๆว่ามีสิ่งนี้เหมือนกัน  จึงต้องเป็นองค์เดียวกันแน่นอน



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 06:59:37 pm »

Ooto อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
ทุกท่านครับโปรดอย่าใช้อารมณ์ครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันครับ

ถ้าจะใช้อารมณ์ขอให้มีเมตตาต่อกันครับ



แล้วตกลงคุณ tuenum เห้นว่าอัลเลาะห์อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรครับ??

ที่ผมเข้าใจคือ ทุกอย่างเรียกว่าธรรมครับ (แม้คำว่าธรรมเองก็มีความหมายตั้ง 4 อย่าง)
 เมื่อทุกอย่างคือธรรม เพราะฉะนั้นอัลเลาะห์ก็คือธรรม พระพุทธเจ้าก็คือธรรม ผมก็คือธรรม อัลเลาะห์ก็คือผม พระพุทธเจ้าก็คือ....
ผมว่าเป็นเรื่องอจิณไตยน่ะ



1. ถูกแล้วครับ  เราถกกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ้าไปใช้อารมณ์ ก็เสียงานใหญ่

2. ธรรมมีหลายระดับ  ระดับของคุณOotoยังอยู่ในระดับโลกียธรรม ระดับอรหันต์เป็นระดับโลกุตตรธรรม แล้วในระดับโลกุตตรธรรม ก็แบ่งชั้นไปอีก เป็นระดับอรหันต์ธรรมดา เป็นระดับอรหันต์โพธิสัตว์ เป็นระดับปัจเจกพุทธเจ้า เป็นระดับพระพุทธเจ้าที่เป็นตถาคต ผู้รู้แจ้งขั้นสัพพัญญู

2. ระดับโลกุตตรธรรมที่เป็นระดับพระพุทธเจ้าที่เป็นตถาคต ผู้รู้แจ้งเป็นสัพพัญญู คุณต้องไปดูนิยามในศาสนาต่างๆ ผมบอกไว้แล้ว ถ้าเป็นผู้สร้างและเป็นสัพพัญญูด้วย มีแค่หนึ่งเดียว = อัลเลาะห์ที่เป็นธรรม ในศาสนาพุทธ ใครล่ะคือพระธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ดังนั้น ตถาคตองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ "พระธรรม"

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเป็นอวตารปางหนึ่งของอัลเลาะห์ หรือตรีมูรติ หรืออาทิพุทธ หรือเต๋า ขึ้นอยู่กับว่าศาสนาไหน? ถ้าคุณคิดว่าเป็นการเหยียดหยาม แสดงว่าคุณยังเลือกที่รักมักที่ชังอยู่

ผมจะเรียกอัลเลาะห์ หรือตรีมูรติ หรืออาทิพุทธ หรือเต๋า  หรือพระพุทธเจ้า ว่า: จิตหนึ่งที่เป็นพุทธะระดับผู้สร้างและสัพพัญญู  ความรู้สึกของคุณจะดีขึ้นไหมล่ะ ความรู้สึกของคุณอาจจะดีขึ้น  แต่ถ้าผมไปพูดให้อีกศาสนาหนึ่งฟัง อาจจะถูกเหยียบ เพราะเขาก็จะเอาสิ่งสูงสุดของเขาเหนือศาสนาอื่น

สงครามศาสนามันเกิดก็เพราะอย่างนี้...เกิดเพราะคนไม่เข้าใจธรรมะระดับโลกุตตระ ที่เป็นระดับจิตหนึ่งที่เป็นพุทธะระดับผู้สร้างและสัพพัญญู   ซึ่งผู้เข้าถึงได้ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 07:13:12 pm »

ใหญ่ อ้างอิงข้อความ:
อ้างถึง
ความจริงก็คือความจริง
พระพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้า
ใครจะให้ท่านเป็นอะไรท่านก็คือพระพุทธเจ้า
ตัวแทนของพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม
ถ้าท่านเชื่อในพระพุทธเจ้า ท่านก็ต้องเชื่อในพระธรรม
พระธรรมท่านทรงสอนเพื่อให้คนหลุดพ้น พ้นจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด
พ้นจากกิเลส โลภ โกรธ หลง ท่านให้พิจารณาตนเอง ไม่ได้ให้ดูคนอื่น

อะไรก็ตามที่ไม่เป็นรูปธรรม เถียงกันไปมีประโยชน์อันใด
ทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองถูกเสมอ เพราะยังมีทิฐิ มีมานะ
ถ้าท่านคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ



แล้วศาสนาอื่นเขาเรียกพระธรรม และพระพุทธเจ้าว่า อัลเลาะห์บ้าง ยะโฮวาบ้าง ศิวะบ้าง เง็กเซียนบ้าง เต๋าบ้าง ทำไมจะไม่ได้ล่ะ  ต้องไปดูที่นิยามของสิ่งนั้นว่า เป็นผู้สร้างและเป็นสัพพัญญูหรือไม่   ไม่ใช่ถ้าเขาไม่เรียกว่า พระธรรม ไม่เรียกว่าพระพุทธเจ้า...ข้าไม่ยอมอย่างเดียว



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
the suffering « ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 01:00:24 pm »
ยังติดดีกัน อยู่ จะใช่หรือ

คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้

 ยิงฟันยิ้ม



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
phonsak « ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 04:52:11 pm »



คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้

 ยิงฟันยิ้ม

คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้ เป็นภาษิตของคนโง่ที่ไม่กล้าแสดงความเห็น

พระพุทธเจ้าก็คงไม่รู้อะไรซินะ  พูดสอนเถรวาท 84000 พระธรรมขันธ์  พูดสอนมหายานอีกไม่รู้กี่หมื่นขันธ์



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
the suffering « ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 08:37:05 pm

หินร้อนลุกเป็นไฟเมื่อไม่มีผู้รับ ก็ไม่มีผู้รัอน  ยิงฟันยิ้ม



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
phonsakw « ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 09:38:28 pm »
หินร้อนลุกเป็นไฟเมื่อไม่มีผู้รับ ก็ไม่มีผู้รัอน ยิงฟันยิ้ม

บ่นอะไรวะ



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
mankho2001 « ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2010, 05:48:04 pm »

พระพุทธเจ้าจึงเป็นอวตารปางหนึ่งของอัลเลาะห์ หรือตรีมูรติ หรืออาทิพุทธ หรือเต๋า ขึ้นอยู่กับว่าศาสนาไหน?อยากถามด้วยครวามสงสัย
 ถ้าข้อความข้างบนป็นจริง(พูดให้เข้าใจง่ายๆ)สมเด็จองค์ปฐม จนถึงองค์ปัจจุบันและทุกองค์ที่จะมีตามมาในภายภาคหน้า ทรงมีพระชาติ คือการเกิดแก่เจ็บตายคล้ายมนุษย์ มีพระวรกายคล้ายเราตั้งอยู่บนกฎไตรลักษณ์เหมือนกัน แต่พระองค์ไม่เคยบอกว่าท่านเป็นอวตารของใคร ในขณะที่เทพองค์อื่น เราไม่เคยเห็นไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า พิสูจน์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงทำให้ทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยเหตูและผล ไม่งมงมาย อวตาร คือการแบ่งภาคมาเกิด แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มีมาเกิดจากการเป็นความทุกข์ คิดจะหนีจากความทุกข์ และพอเห็นความทุกข์ว่าทำร้ายเราอย่างแสนสาหัส พอท่านรู้แล้วแต่คนที่ไม่รู้มีมากจึงติดอยู่ในทุกข์ท่านจึงคิดที่จะประกาศาสนา เพื่อเอาชนะความทุกข์ ถ้าท่านเป็น อรตารของเทพองค์ใดจริง แล้วใยต้องบำเพ็ญบารมี เป็นแสนโกฏชาติเล่าครับ ในขณะที่เทพทั้งหลาย ที่พวกท่านยกตัวอย่างมา ไม่เคยมีมาบอกเลยว่าบำเพ็ญบารมีมาเท่าไหร่ แล้วทำไมไม่ลงมาเอง ถ้ามีอานุพมากขนาดนั้น ใยต้องอวตารเป็นพระพุทธเจ้าลงมา ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นร่างอรตารจริงผมว่า ไม่ว่าเทพองค์ใดที่เป็นต้นอวตารของพระพุทธเจ้า ควรที่จะไม่น่านับถือแล้วหันมานับถือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เพราะบางอย่างที่เราไม่เข้าใจไปถามพระพุทธเจ้าก็หายสงสัย แต่ถ้าไปถามไม่ว่าจะเป็นอัลเลาะห์ หรือพระตรีมูรติ จะตอบได้หรือเปล่า อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ หรือพระตรีมูรติ มีหลายภาคมากมาก แล้วภาคไหนตอนไหนที่เป็นต้นอวตาร แม้แต่อัลเลาะห์เองก็ตาม ก็มีมากจนนับเอบไม่ถ้วน บางที่ภาค 2 ภาคของเทพองค์เดียวกันมาเจอกันเองยังไม่คุยกันเลยแล้วเราจะฟังใครล่ะ ผมโชคดีอย่างที่ผมได้เจอของจริงจึงได้กล้าพูด



Re: พุทธแท้ยิ่งกว่าแท้ ย่อมรู้ว่า พุทธเจ้า อัลเลาะห์ เง็กเซียน ฯลฯ เป็นองค์เดียวกัน
phonsak « ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2010, 12:57:42 am »


พระพุทธเจ้าจึงเป็นอวตารปางหนึ่งของอัลเลาะห์ หรือตรีมูรติ หรืออาทิพุทธ หรือเต๋า ขึ้นอยู่กับว่าศาสนาไหน?
อยากถามด้วยครวามสงสัย

 ถ้าข้อความข้างบนป็นจริง(พูดให้เข้าใจง่ายๆ)  สมเด็จองค์ปฐม จนถึงองค์ปัจจุบันและทุกองค์ ที่จะมีตามมาในภายภาคหน้า ทรงมีพระชาติ 1. คือการเกิดแก่เจ็บตายคล้ายมนุษย์ มีพระวรกายคล้ายเรา ตั้งอยู่บนกฎไตรลักษณ์เหมือนกัน แต่พระองค์ไม่เคยบอกว่าท่านเป็นอวตารของใคร ในขณะที่เทพองค์อื่น เราไม่เคยเห็นไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า พิสูจน์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงทำให้ทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยเหตูและผล ไม่งมงมาย อวตาร คือการแบ่งภาคมาเกิด

แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มีมาเกิดจากการเป็นความทุกข์ คิดจะหนีจากความทุกข์ และพอเห็นความทุกข์ว่าทำร้ายเราอย่างแสนสาหัส พอท่านรู้แล้วแต่คนที่ไม่รู้มีมากจึงติดอยู่ในทุกข์ท่านจึงคิดที่จะประกาศาสนา เพื่อเอาชนะความทุกข์ ถ้าท่านเป็น อรตารของเทพองค์ใดจริง แล้วใยต้องบำเพ็ญบารมี เป็นแสนโกฏชาติเล่าครับ

2. ในขณะที่เทพทั้งหลาย ที่พวกท่านยกตัวอย่างมา ไม่เคยมีมาบอกเลยว่าบำเพ็ญบารมีมาเท่าไหร่ แล้วทำไมไม่ลงมาเอง ถ้ามีอานุพมากขนาดนั้น ใยต้องอวตารเป็นพระพุทธเจ้าลงมา ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นร่างอรตารจริงผมว่า ไม่ว่าเทพองค์ใดที่เป็นต้นอวตารของพระพุทธเจ้า ควรที่จะไม่น่านับถือ

3. แล้วหันมานับถือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เพราะบางอย่างที่เราไม่เข้าใจไปถามพระพุทธเจ้าก็หายสงสัย แต่ถ้าไปถามไม่ว่าจะเป็นอัลเลาะห์ หรือพระตรีมูรติ จะตอบได้หรือเปล่า อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ หรือพระตรีมูรติ มีหลายภาคมากมาก แล้วภาคไหนตอนไหนที่เป็นต้นอวตาร แม้แต่อัลเลาะห์เองก็ตาม ก็มีมากจนนับเอบไม่ถ้วน บางที่ภาค 2 ภาคของเทพองค์เดียวกันมาเจอกันเองยังไม่คุยกันเลยแล้วเราจะฟังใครล่ะ ผมโชคดีอย่างที่ผมได้เจอของจริงจึงได้กล้าพูด


1. ศาสนาพุทธเถรวาท พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกชัดเจนว่า  พวกเราเหมือนโดนลูกศรปักอก ทำให้เกิดทุกข์  ต้องหาทางรักษาตัวให้หายทุกข์ ยังไม่ต้องไปสนใจว่าใครยิงลูกศรใส่เรา  รักษาตัวให้หายก่อน  เรื่องอื่นค่อยไปคิดกันที่หลัง

แต่ศาสนาพุทธมหายาน ปรมาจารย์และสาวกนิกายนี้ เป็นพวกมีความอยากรู้อยากเห็นมาก  ถ้าพระพุทธเจ้าตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผู้ที่ยิงศรใส่เขาไม่ได้  เขาก็ไม่ร่ำเรียนเพื่อดับทุกข์กับพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้า จึงต้องตรัสบอกกับเขาถึงผู้ที่เป็นคนยิงศร  ศาสนาพราหมณ์เขาเรียกผู้ยิงศรนั้นว่า พระเจ้า(พรหม)  แต่พระพุทธเจ้าตรัสบอกกับเขาว่า  ผู้ยิงศรคือ อาทิพุทธเจ้า หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า  หรือพระธรรม  และพระองค์เองก็เป็นอวตารที่ออกมาจากพระธรรม หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า

พระพุทธองค์นั่งเสวยวิมุตติสุข 49 วัน ในขณะนั้นท่านได้สำแดงสัมโภคกาย เป็น องค์พระมหาไวโรจนะพุทธเจ้า ทำพุทธกิจ สอนธรรมเหล่าพุทธะโพธิสัตว์  เรื่องนี้ในพระไตรปิฎกของเรา ไม่มีการเขียนรายละเอียดเลย  แต่ปิฎกมหายาน เขาจารึกอยู่ใน อวตังสกสูตร 

นี่ก็คือพระพุทธเจ้าสอนทางมหายานละเอียดยิบ เรื่องอาทิพุทธเจ้า หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า  หรือพระธรรม  ได้อวตารลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า  แต่อาทิพุทธเจ้า หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า  หรือพระธรรม จะอวตารเป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ที่เรียกว่า "ธยานิพุทธเจ้า"ก่อน  และธยานิพุทธเจ้าจึงค่อยอวตารลงมาสู่ร่ายมนุษย์ เรียกว่า "พระมานุสสีพุทธเจ้า หรือ นิรมาณกาย" อีกทอดหนึ่ง


2.  ในบาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

1. " ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกัน. นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ "


และในมิลินทปํญหา.  พระนาคเสนตอบปัญหาว่า:

2. “... หมื่นโลกธาตุนี้ ทรงไว้ได้เพียงพระคุณธรรมของพระพุทธเจ้า คราวละพระองค์เดียวเท่านั้น ถ้ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๒ พระองค์ หมื่นโลกธาตุนี้จะทรงอยู่ไม่ไหว จักถล่มทะลายไป เรือที่พอนั่งได้คนเดียวได้ เมื่อมีผู้มานั่ง ๒ คน เรือนั้นจะทรงอยู่ไม่ได้ ”
   
   และ
     
 " ถ้ามีพระสัมมาสัทพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ ความวิวาทชองพุทธบริษัทก็จักมีขึ้น คือ ต่างฝ่ายก็ยกย่องพระพุทธเจ้าของตนเปรียบเหมือนบริวารของอำมาตย์ผู้ใหญ่ ๒ คน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ยกย่องนายของตนฉะนั้น "

ด้วยเหตุที่..ผู้สร้างและเป็นสัพพัญญู ที่ชาวพุทธเรียกว่า "พระธรรม"  และที่ชาวโลกเรียกว่า GOD หรือ พระเจ้าที่เป็นพระบิดา นอกจากจะมีองค์เดียวแล้ว ยังอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้พียงคนเดียวในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วย  ไม่งั้นจักรวาลจะรับไม่ได้ถ้ามีพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ 2 คน สมัยปัจจุบัน พระมานุษีพุทธเจ้า คือ โคตมะพุทธเจ้า หรือ พระศรีศากยมุนี พระองค์จะดำรงตำแหน่งเป็นพระธรรม หรือ GOD ที่อวตารเป็นกายเนื้อลงมาในจักรวาล จนถึงปีพศ.5000 หรือหลังพุทธกาล 5000 ปี

หลังจากนั้น ก็เป็นยุคของพระเจ้าที่อวตารเป็นกายเนื้อลงมาในจักรวาล องค์ที่ 5 หรือพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 นาม ศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า


3.  เวลาคุณเรียนหนังสื้อ  ทำไม่มีครูอาจารย์ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงปริญญาเอก  ไม่ใช่คนเดียวกันล่ะครับ  นี่เป็นเหตุที่ฟ้าต้องส่งคนลงมาสอนมนุษย์แต่ละเผ่าพันธ์ต่างกัน  พวกนักรบยุดป่าเถื่อน ก็ต้องให้ศาสดาที่มีความแข็งแกร่งคุมเขาได้สอน คือ นบีโมฮัมหมัด  ถ้าเขาเริ่มมีอารยธรรมแล้ว  ก็มีพระโพธิสัตว์เยซูคริสต์สอนเรื่องความรักความเมตตาให้เขา  ถ้ามนุษย์รู้จักใช้เหตุผล  รู้จักการนั่งสมาธิ  เขาก็ต้องใช้อาจารย์ของพุทธสอน
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:29:20 AM »

อายตนะนิพพาน = วิสุทธิเทพ = สัมโภคกาย อาศียในแดนนิพพาน ที่เป็นพุทธเกษตร « เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2010, 09:28:39 pm »

chanboy อ้างอิงข้อความ:

นิพพานไม่สูญ ตามที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเล่า

เป็น แดนของวิสุทธิเทพคือผู้เป็นพระอรหันต์ ที่ละลายกายทิพย์หมดสิ้นแล้วเหลืออยู่แต่จิตสุขใสเป็นดวงประกายพรึกพระ อรหันต์สถิตย์อยู่ในแดนพระนิพพานนั้น.......

ไม่ใช่กายทิพย์ธรรมดาเหมือนโอปปาติกะทั้งหลาย กายทิพย์ หรือ ธรรมกาย ของพระอรหันต์ในแดนนิพพานเป็นกายทิพย์ที่นฤมิตขึ้นด้วยธรรม

ไม่ได้เกิดขึ้นเองเป็นเองโดยธรรมชาติของโลกวิญาณ ร่างธรรมกายของพระอรหันต์เป็นทิพย์ละเอียดใสสะอาดใสเป็นประกายคล้ายแก้วประกายพรึก

มีรัศมีสว่างไสวมากกว่าพระพรหมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย มีความสุขที่สุดอย่างไม่มีอะไรเปรียบเทียบเพราะความรู้สึกอื่นไม่มี มีแต่จิตสงเคราะห์ !



ตอบ


ตามที่หลวงปู่มั่นเล่า เอาไปเปรียบเทียบกับมหายาน จะได้ข้อสรุปดังนี้

เถรวาท = มหายาน ด้วยสาเหตุที่จะกล่าวต่อไป

เถรวาท

1. ธรรม
2. กายทิพย์ หรือ ธรรมกาย = พุทธนิมิต/ธรรมนิมิต ของพระอรหันต์ในแดนนิพพาน เป็นกายทิพย์
ที่นฤมิตขึ้นด้วยธรรม
3. แดนนิพพาน เป็นแดนของวิสุทธิเทพคือผู้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นแดน/โลกของสัมโภคกาย

มหายาน


1. ธรรมกาย หรือ พุทธภาวะเริ่มต้น ที่จิตบริสุทธิ์รวมกันเป็นแสงหนึ่งเดียว
2. สัมโภคกาย เป็นกายแท้หรือกายทิพย์ที่มีรัศมีรุ่งโรจน์
3. พุทธเกษตร ชั้นสูงสุด ซึ่ง เป็นแดน/โลกของสัมโภคกาย



Re: อายตนะนิพพาน = วิสุทธิเทพ = สัมโภคกาย อาศียในแดนนิพพาน ที่เป็นพุทธเกษตร
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2010, 04:12:44 pm »
ผมขออธิบายอย่างละเอียดนะครับ:


chanboy อ้างอิงข้อความ:

นิพพานไม่สูญ ตามที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเล่า

เป็น แดนของวิสุทธิเทพคือผู้เป็นพระอรหันต์ ที่ละลายกายทิพย์หมดสิ้นแล้วเหลืออยู่แต่จิตสุขใสเป็นดวงประกายพรึกพระ อรหันต์สถิตย์อยู่ในแดนพระนิพพานนั้น.......

ไม่ใช่กายทิพย์ธรรมดาเหมือนโอปปาติกะทั้งหลาย กายทิพย์ หรือ ธรรมกาย ของพระอรหันต์ในแดนนิพพานเป็นกายทิพย์ที่นฤมิตขึ้นด้วยธรรม

ไม่ได้เกิดขึ้นเองเป็นเองโดยธรรมชาติของโลกวิญาณ ร่างธรรมกายของพระอรหันต์เป็นทิพย์ละเอียดใสสะอาดใสเป็นประกายคล้ายแก้วประกายพรึก

มีรัศมีสว่างไสวมากกว่าพระพรหมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย มีความสุขที่สุดอย่างไม่มีอะไรเปรียบเทียบเพราะความรู้สึกอื่นไม่มี มีแต่จิตสงเคราะห์



ผมขอธิบาย


ตามที่หลวงปู่มั่นเล่า เอาไปเปรียบเทียบกับมหายาน จะได้ข้อสรุปดังนี้

เถรวาท = มหายาน ด้วยสาเหตุที่จะกล่าวต่อไป

เถรวาท

1. พะธรรม
2. กายทิพย์ หรือ ธรรมกาย ที่นฤมิตขึ้นด้วยธรรม= พุทธนิมิต/ธรรมนิมิต ของพระอรหันต์ในแดนนิพพาน เป็นกายทิพย์ ที่นฤมิตขึ้นด้วยธรรม
3. แดนนิพพาน เป็นแดนของวิสุทธิเทพคือผู้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นแดน/โลกของสัมโภคกาย

มหายาน


1. ธรรมกาย หรือ พุทธภาวะเริ่มต้น เป็นสภาวธรรม ที่จิตบริสุทธิ์ทั้งปวงรวมกันเป็นแสงสุกสกาวหนึ่งเดียว
2. สัมโภคกาย เป็นกายแท้หรือกายทิพย์ที่มีรัศมีรุ่งโรจน์ หรือเป็นทิพยภาวะมีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป พระธรรมหรือธรรมกายนิรมิตขึ้นมา
3. พุทธเกษตร ชั้นสูงสุด ซึ่ง เป็นแดน/โลกของสัมโภคกาย 

ส่วนชั้นต่ำลงมาของพุทธเกษตร ชั้นสูงสุด ซึ่ง เป็นแดนนิพพาน  เป็นโลกหรือพุทธเกษตรของกายทิพย์ธรรมดาของอาทิสมานกายหรือโอปปาติกะ

วิญญาณของพวกมนุษย์ในโลกธาตุต่างๆ ที่พวกเขาหลุดออกจากสังสารวัฏฏ์ มาอยู่ในพุทธเกษตรซึ่งไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกได้  ก็ด้วยอำนาจความศรัทธาในพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์อรหันต์แต่ละองค์ เช่น พุทธเกษตรแดนสุขาวดีของพระอมติภพุทธเจ้า, พุทธเกษตรโลกแก้วไพฑูรย์ของพระไภษัทคุรุฯพุทธเจ้า, พุทธเกษตรสวรรค์ของพระเยซู ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์

อธิบายจบแล้ว... ขอเชิญบรรดามารในเว็บศาสนาต่างๆ เข้าสิงร่างพวกมนุษย์ที่ใจสกปรก รุมด่า ต่อว่า ตำหนิ ติเตียน  ใส่ร้ายป้ายสี สาบแช่ง ผมได้แล้วครับ  อย่าให้รอนานนะจ๊ะ



ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ
อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง
ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมภ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ฯ
   
    ผลการปฏิบัติของพระสุปฏิปันโนว่า พระนิพพานไม่สูญ : พระนิพพานเป็นอัตตา

๑. พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(สิริจนฺโท จันทร์)

    ได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๘ เรื่องมงคลกถา เมื่อ ๑๐ กันยายน ๒๔๗๐ ว่า

    "อันตัวที่ไม่ตายนั้นท่านให้ชื่อว่าโพธิสัตว์ พึงสันนิษฐานได้ว่าสัตว์นั้นแลคือตัวเรา เป็นผู้ไม่ตาย
เหมือนพระอริยเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เมื่อได้สำเร็จพระอรหัตตผลแล้ว ก็เป็นอันได้สำเร็จพระนิพพาน เมื่อท่านสำเร็จพระนิพพานแล้ว สัตว์ที่ตรัสรู้ที่ไม่เคยตายนั้น ก็ยังอยู่ไม่สูญไปข้างไหน สูญแต่กิเลสเครื่องก่อภพก่อชาติเท่านั้นเอง จึงพอสันนฺษฐานเห็นได้ว่า พระนิพพานไม่สูญอย่างเอก แต่การที่จักทำให้สำเร็จต้องฝ่าฝืนอำนาจของพระยามาร"

ชี้แนะ

อันตัวที่ไม่ตายนั้นท่านให้ชื่อว่าโพธิสัตว์ = อายตนะนิพพาน = พระอรหันต์(ตามความหมายของเถรวาท) และพระโพธิสัตว์อรหันต์(ตามความหมายของมหายาน) แล้วโพธิสัตว์อรหันต์ของมหายานอยู่ที่ใดล่ะ  พวกท่านล้วนอยู่ในพุทธเกษตร  ด้วยเหตุนี้ พุทธเกษตร จึงเป็นแดนพระนิพพาน
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2010, 07:34:18 PM »

 
พระพุทธเจ้าสอนให้ยึดอัตตา(ธรรม)ที่เที่ยงและไม่ทุกข์ เป็นตัวตน เป็นที่พึ่ง
พฤศจิกายน 04, 2010, 01:21:31 pm

พระพุทธเจ้าสอนให้ยึดอัตตา(ธรรม)ที่เที่ยงและไม่ทุกข์ เป็นตัวตน เป็นที่พึ่ง  ไม่ให้ยึดขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง/เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นที่พึ่ง


อ้างถึง
1.พุทธพจน์ที่คุณนำมาแสดง เด็กอนุบาลอ่านแล้วก็รู้ว่าหมายถึงการไปยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตาเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ มีตัวตน นั้นเป็นความเห็นที่ผิด ไม่ได้หมายความว่าอัตตาคือ ไม่ทุกข์ เที่ยงแท้ สุขนิรันดร์


พุทธพจน์ในอนัตตลักขณะสูตร  พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้ยึดขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์  เป็นตัวตน  แต่ให้ยึดนิพพานที่เที่ยงเป็นอมตะและไม่ทุกข์ เป็นตัวตน  ตกลงพระพุทธเจ้าสอนผิดใช่ไหมครับ พระอริยะสงฆ์ล้วนพบว่า นิพพานเป็นอัตตา และนำมาสอน  พวกท่านสอนผิดอย่างนั้นซิ  ทำไมไม่มองตัวคุณล่ะว่า คิดผิด มีมิจฉาทิฎฐิ

[๗๔๐] ดูก่อนอานนท์ ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่ง ในบัดนี้
ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ  มีตนเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
 คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่        

จาก  จุนทสูตร (ว่าด้วยการปรินิพพานของพระสารีบุตร พระสุตตันตปิฎก  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรค เล่ม ๓๐ หน้า ๔๒๓-๔๔๒

ตน หรือ อัตตา = ธรรม(โลกุตตรธรรม)= จิตบริสุทธิ์ที่ไม่มีกิเลสตัณหา  ไม่มีความโลภ โกรธ หลง   สิ่งนี้เที่ยงและเป็นอมตะ  มันจึงเป็นอัตตา เราควรเกาะอัตตา ควรยึดถืออัตตาเป็นที่พึ่ง

ส่วนใน 3 ภพนั้น ไม่มีสิ่งที่เที่ยงและเป็นอมตะ มันจึงเป็นอนัตตา เราจึงไม่ควรเกาะอนัตตา ไม่ควรยึดถืออนัตตาเป็นที่พึ่ง

สรุป

อัตตา(ธรรม)ที่เที่ยงและไม่ทุกข์ เป็นตัวตน  เราควรยึดเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าเรียกชื่ออีกอย่างว่า "พระรัตนตรัย"




จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา


จิตนั้นเป็นสุญญตา หรืออนัตตาธรรม ซึ่งเป็นของว่าง

ในความว่างที่เป็นสุญญตา จิตไม่บริสุทธิ์และจิตบริสุทธิ์จะสร้างอายตนะหรือขันธ์แตกต่างกัน

(1.) อายตนะหรือขันธ์ ที่จิตซึ่งว่างเข้าไปอยู่  ถ้าเกิดจากจิตที่มีกิเลสตัณหา(จิตสังขาร)  อายตนะหรือขันธ์นั้น จะไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ มีสภาพเป็นอนิจจัง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) = อนัตตา

(2.) อายตนะหรือขันธ์ ที่จิตซึ่งว่างเข้าไปอยู่  ถ้าเกิดจากจิตที่ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา อายตนะหรือขันธ์นั้น จะเที่ยง และไม่เป็นทุกข์ ไม่มีสภาพเป็นอนิจจัง คือ เป็นนิจจังแทน  ไม่เกิดขึ้น ไม่ตั้งอยู่ และไม่ดับไป  (ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย) = อัตตา

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเพื่อให้ทิ้ง  จิตที่มีกิเลส ตัณหา ที่สร้างขันธ์หรืออายตนะ ที่ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ มีสภาพเป็นอนิจจัง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) = อนัตตา

จุดมุ่งหมายที่ต้องทิ้งจิตไม่บริสุทธิ์  ก็เพื่อจะได้ จิตที่ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ที่สร้างขันธ์หรืออายตนะ ที่เที่ยง และไม่เป็นทุกข์ ไม่มีสภาพเป็นอนิจจัง คือ เป็นนิจจัง ไม่เกิดขึ้น ไม่ตั้งอยู่ และดับไป (ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย) = อัตตา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2011, 10:16:38 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 04:15:10 PM »

คนเบ่งทางข้อมูล  ก็เอาข้อมูลยันกันไป ป ป ป ป.. ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 10:55:27 AM »

เจาะลึกสุดๆเรื่อง"สมเด็จองค์ปฐม"(หาอ่านที่ไหนก็ไม่ได้)
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2010, 01:39:11 pm »

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวถึง "สมเด็จองค์ปฐม" มีชื่อว่า พระพุทธสิกขี  แต่ในคัมภีร์ปฐมมูล ที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงตรัสแสดงแก่ " พระอัญญาโกณฑัญญะ"  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  พระพุทธเจ้าองค์แรก ใน พระพุทธศาสนา ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงพระนามว่า "พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า"

ส่วนในศาสนาพุทธมหายานระบุว่า อาทิพุทธะ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมบ้าง  พระไวโรจนพุทธเจ้า  เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมบ้าง

แล้วตกลงใครล่ะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมกันแน่?.... เรื่องนี้ถ้าผมเงียบไว้  ไม่เปิดเผยก็คงไม่ได้แน่  

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้อยู่ในโลกธาตุใบนี้  อยู่ในโลกธาตุใบอื่น(โลกมนุษย์ใบอื่น)มีชื่อว่า พระพุทธสิกขี

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นมนุษย์ และอยู่ในโลกธาตุ หรือโลกมนุษย์ ใบที่พวกเราอยู่นี้  มีชื่อว่า โคตมะพุทธเจ้า

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นสัมโภคกาย กายทิพย์ที่เกิดจากพระธรรม(ธรรมกาย) พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในคัมภีร์มหายาน คือ พระไวโรจนพุทธเจ้า

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นสัมโภคกาย  กายทิพย์ที่เกิดจากพระธรรม(ธรรมกาย)  พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาท  คือ พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า  แต่เพราะคณะสงฆถรวาทผู้เรืองอำนาจในอดีต โดนมารครอบงำ  พวกมารจึงได้ตัดเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่ไม่ใช่มนุษย์ออกหมด

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นธรรมกายต้นกำเนิด หรือเป็นพุทธภาวะ คือ อาทิพุทธ องค์นี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ และก็ไม่ได้เป็นสัมโภคกาย

แล้วพระวิสุทธิพุทธรังษี พระบรมบิดาล่ะเป็นใคร   ตอบ...  ท่านก็คือ อาทิพุทธ น่ะซิ



WangJai เขียน:

หาข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมายืนยันไม่ได้ก็หุบปากเงียบไว้เถอะ

อยากบอกจนหลุมถ่านเพลิง เผาตัวเอง  ยิงฟันยิ้ม



ตอบ


ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมายืนยัน มาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ทรงสอนไปทางเถรวาท พยายามไม่กล่าวถึงเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากการรับรู้โดยขันธ์ 5 ของมนุษย์  หรือกล่าวถึงให้น้อยที่สุด  แม้ว่าน้อยที่สุดแล้ว  ยังโดนพวกมารขัดขวางไม่ให้รู้อีก  โดยพยามตัดข้อความเหล่านั้นทิ้งไปจากพระไตรปิฎก  แต่ผู้บรรลุธรรมในเถรวาท ท่านรับรู้แล้วก็เอามาเปิดเผย เช่น หลวงปู่ตื้อ เปิดเผยเรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล

ผมก็เหมือนกัน เปิดเผยให้หมด เหมือนหลายร้อยเรื่องที่ผมเคยนำเสนอ

โชคดีที่เรามีศาสนาพุทธมหายานอยู่  ไม่ขึ้นอยู่กับการบงการของฝ่ายเถรวาท  ไม่งั้นมารที่สิงใจคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาทก็จะทำการลบข้อความเหล่านั้นออกหมดอีก

พระพุทธเจ้าเปิดเผยไปทางศาสนาพุทธมหายานว่า:

กายของพระพุทธเจ้าต่างๆมี 3 กาย

1. กายมนุษย์
2. กายทิพย์ สัมโภคกาย ที่เป็นอมตะนิรันดร
3. กายธรรม หรือธรรมกาย เป็นอมตะนิรันดรด้วย และเป็นผู้สร้างกายมนุษย์และกายทิพย์สัมโภคกาย

สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปฐม

พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคัมภีร์ปฐมมูลของเถรวาทว่า องค์ปฐมที่เป็นมนุษย์ คือ พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า  อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ก็บอกชื่อบรรดาพระพุทธเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งไม่มีรายชือของพระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน

เมื่อพระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่มนุษย์  ท่านก็ต้องเป็นกายทิพย์ สัมโภคกาย 

คราวนี้ในคัมภีร์มหายานบอกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมที่เป็นสัมโภคกาย คือ พระไวโรจนพุทธเจ้า  แล้วพระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมาจากไหนล่ะ  ถ้าไม่ใช่องค์เดียวกัน

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่มีชื่อว่า พระพุทธสิกขี หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวว่า  ได้ทรงอุบัติในโลกมนุษย์ ซึ่งขณะนั้นคนมีอายุไข ประมาณ 8 หมื่นปี พระพุทธองค์ทรงผนวช ออกมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อพระชนมายุได้ 4 หมื่นปี หลังจากผนวชได้ 2 หมื่นปี จึงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์แรกของโลก พระพุทธองค์ทรงโปรดเวไนยสัตว์ ประมาณ 2 หมื่นปี จึงได้เสด็จดับขันธปรินิพาน

พระพุทธสิกขี จึงเป็นมนุษย์

ส่วน"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นธรรมกายต้นกำเนิด หรือเป็นพุทธภาวะ คือ อาทิพุทธ องค์นี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ และก็ไม่ได้เป็นสัมโภคกาย

อาทิพุทธที่เป็นธรรมกายองค์นี้แหละ คือ พระวิสุทธิพุทธรังษี พระบรมบิดา  ชาวโลกเรียกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า หรือพระบิดา  ใครจะเรียกว่าอะไรก็เรียกเอาเถอะ จะเรียกว่า เต๋า อัลเลาะห์ ปรมาตมัน ยะโฮวา ฯลฯ ท่านก็เรียกไป 

ผมมีหน้าที่เปิดเผยความจริงทางศาสนา  ให้ทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนารู้เท่านั้น  ส่วนใครจะเบ่งว่า สิ่งสูงสุดของท่านเหนือกว่าของศาสนาอื่น ก็เบ่งกันเข้าไป จากมิจฉาทิฏฐิในใจของท่าน

สรุป

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นมนุษย์ = พระพุทธสิกขี พระพุทธสิกขีเป็นมนุษย์  ยืนยันจากปากของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นสัมโภคกาย = พระไวโรจนพุทธเจ้า(คัมภีร์มหายาน) หรือ พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า(คัมภีร์เถรวาท) ท่านเป็นสัมโภคกาย ยืนยันจากปากขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

"สมเด็จองค์ปฐม" ที่เป็นเป็นธรรมกาย คือ อาทิพุทธ หรือ พระวิสุทธิพุทธรังษี พระบรมบิดา  หรือ เต๋า อัลเลาะห์ ปรมาตมัน ยะโฮวา ฯลฯ  อ่านหลักฐานเพิ่มเติมจาก พระพุทธโอวาทองค์พระบรมธรรมบิดา พระวิสุทธิพุทธรังษี ผู้เป็นใหญ่ในแดนนิพพาน  ผมยกมาให้เลยแล้วกัน

จิต เป็นต้นกำเนิดของสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก อริยธรรมคือ จิตโลกียธรรมคือ ร่างกาย จำเอาไว้ แยกจิตออก
จากร่างกายได้ก็ไปนิพพาน ร่างกาย ทุกอย่างที่ตามองเห็น คือรูป แตกสลายกลายเป็นความว่าง จิตเป็น
รัตนะดวงแก้วแววสดใส องค์พระบรมธรรมบิดาโปรดประทานให้ลูกเก็บรักษาเป็นจิตพุทธะ รู้ชัดแจ้งแห่ง
ปัญญา องค์พระบรมธรรมบิดาโปรดประทานพลังแสงทิพย์นำจิตทิพย์ลูกรักกลับนิพพาน

ในความว่าง ไม่ว่างเปล่า มีจิตองค์พระบรมธรรมบิดาเจ้า พระผู้สร้างสุริยะจักรวาลทั้ง 3 โลก คือ
ศูนย์พลังธรรมชาติ
ทุกศาสนาได้กำหนดหมายถวายพระนาม ต่างๆ นาๆ คือ
องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD) , พระอนุตตรธรรมมารดาองค์สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา , องค์สมเด็จพระปฐมพุทธะองค์สมเด็จ พระธรรมบิดา , องค์สมเด็จพระทรงปราบมารหรือท่านพ่อเกิดแม่เกิด ทั้ง 3 ภพ ทั่วทิศ




คุณเอกอิสโร กล่าวว่า:

 1.ไม่มีตรงไหน ที่ระบุว่า

"พระพุทธเจ้าติกขคัมมสมฺมาสมฺพุทธํ"
ไม่ได้เป็นมนุษย์


 2.เกิดมนุษย์คู่แรกมา จนเกิดวัฏฏสงสาร
ก็มี พระพุทธเจ้าติกขคัมมสมฺมาสมฺพุทธํ พระองค์นี้เป็น
พระองค์แรก ไม่มีพระองค์อื่น มาตรัสก่อนเลย

ตอบ

พระพุทธเจ้าตรัสสอนไปทางเถรวาทว่า พระพุทธเจ้าในอดีต 27 พระองค์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไปทางมหายานว่า พระพุทธเจ้าในอดีต มีมากมายยิ่งนัก จนถึงกับมีคำพูดที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจำว่า มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔

พวกเราเป็นมนุษย์และอยู่ในเถรวาท ซึ่งพระพุทธองค์พยายามไม่กล่าวถึงเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากการรับรู้โดยขันธ์ 5 ของมนุษย์ หรือกล่าวถึงให้น้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าในอดีต 27 พระองค์ และพระพุทธเจ้าในอนาคต อีก ๑๐ พระองค์ จึงเป็นมนุษย์ทั้งหมด แต่อาจจะไม่อยู่ในโลกมนุษย์ในมิตินี้

ส่วนพระพุทธเจ้าในอดีต มีมากมายยิ่งนัก มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔

เราผู้เป็นมนุษย์ย่อมรู้ว่า จำนวนของพระพุทธเจ้าในอดีตที่ต่างกันระหว่างเถรวาทกับมหายาน ส่วนที่ต่างกันนั้น ล้วนเป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมโภคกาย

สรุปก็คือ

1. คุณต้องคิดเป็นครับ และต้องมีความรู้ทางเถรวาทและมหายาน ถ้าคิดไม่เป็น ไม่มีความรู้ในทั้ง 2 นิกาย ย่อมตีความไม่ออก เพราะผมบอกแล้วว่า มารนั้นสิงใจสงฆ์ที่ไม่บรรลุธรรมของเถรวาท ให้ตัดข้อความทุกข้อความ ที่จะอิงไปเรื่องที่ไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้น

จึงไม่มีตรงไหน ที่ระบุว่า

"พระพุทธเจ้าติกขคัมมสมฺมาสมฺพุทธํ"ไม่ได้เป็นมนุษย์

คิดซิครับ....คิด ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ดูหลักฐานในข้อต่อไปนะครับ

 
2. ถ้าพระพุทธเจ้าติกขคัมมสมฺมาสมฺพุทธํ พระองค์นี้เป็น
พระองค์แรก แล้วพระพุทธสิกขีที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำพูดถึงไปไหนกันล่ะ
คิดซิครับ....คิด

 พระพุทธสิกขีอายุของ มีอายุขัยประมาณ 8 หมื่นปี

- พระองค์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อพระชนมายุได้ 4 หมื่นปี
- หลังจากทรงผนวชแล้วเป็นเวลาอีก 2 หมื่นปี จึงได้ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์แรกของโลก
- พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์อีกประมาณ 2 หมื่นปี จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ในคัมภีร์ปฐมมูล "พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า " พระองค์มีพระชนม์มายุ 100,000 ปี แล้วจึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

หลักฐานเรื่องอายุของพระพุทธสิกขี(8 หมื่นปี) และพระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า (100,000 ปี) ก็ชี้ว่าทั้ง 2 พระองค์เป็นคนละองค์กัน

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง...พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามประวัติพระองค์ไม่เคยสร้างพระบารมีมาก่อน และท่านเป็นผู้กำหนดว่า ต่อไปภายภาคหน้า ตระกูลของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งจะมาตรัสรู้ต่อจากพระองค์ จะมี 3 ตระกูล คือ

1. ปัญญาธิกะ
2. สัทธาธิกะ
3. วิริยาธิกะ

ในขณะที่ พระพุทธสิกขี หลวงพ่อฤาษีฯบอกว่า ท่านต้องบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขย ฉัน 40 อสงไขยกว่า เพราะไม่มีตัวอย่าง

แล้วผู้ใดล่ะที่ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีมาก่อน มาแล้วบำเพ็ญในชาตินั้น และก็ได้ไปพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มนุษย์แน่ มีแต่เหล่าธยานิพุทธที่เป็นสัมโภคกายเท่านั้น คิดซิครับ....คิด


คุณเอกอิสโร เขียนว่า:  อยากให้ลองอ่าน คัมภีร์ ปฐมมูล ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัดใหม่นะครับ การสร้างบารมี ไม่ใช่ว่า จะอยู่ในสมัยที่มีพระพุทธเจ้า เท่านั้นการทำความดี ก็คือ การสร้างบารมี


ผมบอกว่า...พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามประวัติพระองค์ไม่เคยสร้างพระบารมีมาก่อน

แต่คุณบอกว่า อยากให้ลองอ่าน คัมภีร์ ปฐมมูล ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัดใหม่นะครับ การสร้างบารมี ไม่ใช่ว่า จะอยู่ในสมัยที่มีพระพุทธเจ้า เท่านั้นการทำความดี ก็คือ การสร้างบารมี

ตอบ

ใครๆมันก็รู้ครับว่า การทำความดี ก็คือ การสร้างบารมี แต่มนุษย์ ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ อย่างน้อยต้องหลายอสงไขยและหลายกัป ผมว่า ผมก็หาดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบว่าพระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีการสร้างพระบารมีมาก่อนเป็นอสงไขยหรือเป็นกัป นอกจากการสร้างบารมีในชาตินั้นชาติเดียว นั่นก็คือ ท่านไม่ใช่มนุษย์แน่นอน

...


Bloggang.com : นภัทรษร :

23 ส.ค. 2010 ... พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ... ประทับตรัสรู้อยู่ใต้ต้นไม้ 25 ต้น ๆ ละ 200 ปี เพราะพระองค์ไม่เคยสร้างพระบารมี ...
www.bloggang.com/viewdiary.php?id=siamniramis&group=6 - แคช

บทความ พระพุทธเจ้าองค์แรก พระปฐมพุทธเจ้า

พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ... และ พระปฐมสาวกทุกองค์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็จะทูลถาม พุทธประวัติ ของ ... และพระองค์ไม่เคยได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นใดมาก่อนเลย ... 25 ต้น ๆ ละ 200 ปี เพราะพระองค์ไม่เคยสร้างพระบารมี และ ..... ก็อาจจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าตามที่ตั้งใจไว้ ...
atcloud.com/stories/77787 - แคช

พระพุทธเจ้าองค์แรก พระปฐมพุทธเจ้า(หน้า 1) - Mysterious - Mythland ...

17 โพสต์ - 14 ผู้เขียน - โพสต์ครั้งล่าสุด: 17 ส.ค.
พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ... พุทธประวัติ ของ " พระพุทธเจ้าองค์ปฐม" ... และพระองค์ไม่เคยได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นใดมาก่อนเลย เพราะยังไม่มี ... 25 ต้น ๆ ละ 200 ปี เพราะพระองค์ไม่เคยสร้างพระบารมี และ .... จากโลกอื่นตอนสมัยที่ท่าน ตามหาบาตรของพระพุทธเจ้า ...
www.mythland.org/v3/archiver/tid-2266.html



ตถตา :  สิ่งใดเกิด ย่อมมีดับเป็นธรรมดา
พระติกขในคัมภีร์ แต่งขึ้นสมัยล้านนา หลังปรินิพพาน ไปแล้ว พันกว่าปี
พระสิขี เกิดพร้อมหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ส่วน พระรังสีวิสุทธิ เกิดหลังมหายานแตกแยกเป็นอนุตรธรรม

เมื่อสังสารวัฎพระพุทธเจ้า ยังหาเบื้องต้นไม่ได้
พระพุทธเจ้าองค์ปฐม จีงไกลเกินฌานของพระพุทธเจ้า สมณโคดม 


คนที่มีอภิญญา ส่องไปถึงได้  เก่งมั๊กๆๆ


ตอบ

คุณกำลังคิดเอาเอง  แต่เอาความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น  ไปยัดใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญู  ท่านจึงทรงรู้ทุกเรื่อง

คุณบอกมาได้อย่างไร เมื่อสังสารวัฎพระพุทธเจ้า ยังหาเบื้องต้นไม่ได้
พระพุทธเจ้าองค์ปฐม จีงไกลเกินฌานของพระพุทธเจ้า สมณโคดม


พระพุทธเจ้าหาจุดเบื้องต้นของสังสารวัฎได้  แต่สอนให้เถรวาทเพียงว่า จุดเบื้องต้นนั้นเราเป็นจิตปภัสสร  แต่ต่อมาหลงในอวิชชา จึงทำให้เกิดปฏิจจสมุปบาท เกิดภพเกิดชาติขึ้น เพราะนิกายเถรวาทต้องการแค่ดับทุกข์ให้เร็วที่สุด  พระพุทธเจ้าจึงไม่สอนเรื่องของผู้ยิงลูกศรใส่เรา  แต่ให้เรารักษาโรคทุกข์ให้หายก่อน(เป็นพระอรหันต์)  แล้วจึงจะรู้ถึงเรื่องผู้ยิงลูกศรให่เรา

อย่างไรก็ตาม  นิกายของมหายาน  ถ้าพระพุทธเจ้าตอบปัญหาเรื่องผู้ยิงศรใส่เขาไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องจุดเบื้องต้นก่อนสังสารวัฎ  มหายานเขาไม่เรียนกับพระพุทธเจ้าแน่  พระพุทธองค์จึงต้องสอนให้ทางมหายานถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนสังสารวัฏ - เรื่องอาทิพุทธ พระไวโรจนพุทธเจ้า ทั้ง 2 องค์เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ในรูปของธรรมกายและสัมโภคกาย  ให้เขา

เรื่องพระติกขคัมมะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาท บันทึกอยู่ในคัมภีร์ปฐมมูล  แต่เนื่องจากเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เมื่อพวกมารที่แทรกซึมเรืองอำนาจในคณะสงฆ์ปริยัติ จึงต้องพยายามกำจัดเรื่องเหล่านี้ทิ้งไป ไม่ให้ค้นพบจากพระพุทธศาสนาเถรวาท  เราจึงยากจะค้นพบจำรึกต่างๆในพระไตรปิฏก แต่กรมศิลปากรเขาก็ยังไปค้นคว้ามาบันทึกไว้  นอกจากนี้พระบางรูปยังมีประสบการณ์ส่วนตัวจากสมาธิ แล้วไปพบพระติกขคัมมะ  จึงนำมาเล่าให้ฟัง

ส่วนเรื่องพระรังสีวิสุทธิ และพระพุทธสิกขีนั้น  ผู้ที่ทำกรรมฐานจนตัวรู้เปิดหมดแล้ว  ทุกท่านย่อมรู้เท่าเทียมกันว่าทั้ง 2 พระองค์เป็นใคร

สรุป

พระติกขคัมมะ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมในรูปสัมโภคกาย  และเป็นองค์เดียวกับพระไวโรจนพุทธเจ้าที่มหายานพูดถึง

พระรังสีวิสุทธิ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมในรูปธรรมกาย  และเป็นองค์เดียวกับอาทิพุทธเจ้าที่มหายานพูดถึง

พระพุทธสิกขี เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่เป็นมนุษย์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 10:59:34 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 11:04:22 AM »

พระพุทธเจ้าของเรานั่นเองแหละ เป็นพระเจ้า ผู้สร้างผู้สร้างโลกและจักรวาล


ตอบกลับ 31# ช่อมาลี

..... ไม่มีเลยค่ะที่บอกว่าเป็นศาสดาของทุกศาสนา เป็นผู้สร้างโลก สร้างจักวาล และแสงทิพย์ ไม่มีเลย ... แต่ท่านคือพระพุทธเจ้าองค์แรกของโลกค่ะ


ศาสดาของศาสนาทั่วไป ไม่มีใครกล้าบอกความเท็จหลอกว่าตนเองเป็นผู้สร้างโลก สร้างจักวาล เพราะผู้สร้างโลกและจักรวาลคือ พระพุทธเจ้าองค์แรก (อาทิพุทธ พระไวโรจนพุทธเจ้า พระติกขคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือจะใช้ชื่ออืนๆก็ได้) ยกเว้นผู้นั้นเป็นตถาคตหรือพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะพูดเช่นนั้นได้

โคตมพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์มหายาน (จารึกอยู่ใน อวตังสกสูตร) หลังพระพุทธองค์ตรัสรู้ทรงเสวยสมมุติสุขพิจารณาธรรมอยู่ 49 วัน แล้วแสดงตัวตนให้เห็นว่า พระพุทธองค์ท่านเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า = พระพุทธเจ้าของเรานั่นเอง เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล

พระพุทธเจ้ายืนยันใน 3 พระสูตรว่า ท่านเป็นตรีมูรติ(พรหม/ศิวะ/นารายณ์) = ผู้สร้างโลกและจักรวาล ลองอ่านดูซิครับ http://www.buddhayan.com/board.php?subject_id=876



ตอบกลับคุณช่อมาลีที่เขียนว่า"

1.ในทางพระพุทธศาสนาปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และ 2. เชื่อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจากกฎแห่งธรรมชาติอันมี กฎแห่งสภาวะ หรือมีธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และ ไฟ



ตอบ


1. ผมไม่พบหลักฐานที่พระพุทธเจ้าปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในพระไตรปิฎกและในปิฎกมหายานเลย ผมพบแต่หลักฐานที่พระพุทธเจ้ายอมรับการอยู่ของพระเจ้าในพระไตรปิฎกและในปิฎกมหายาน

พระพุทธเจ้าเพียงแต่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าที่เป็นผู้สร้างขันธ์ต่างๆที่เป็น"อัตตา" เนื่องจากคนในสมัยนั้นเชื่อว่า จักรวาล โลก และสรรพชีวิต ล้วนเป็นอัตตา = ไม่มีการสร้างอะไรแบบนั้น

พระพุทธองค์ทรงเรียกพระเจ้าในชื่อใหม่ว่า "พระพุทธเจ้า" เรียกไปทางมหายานว่า พระไวโรจนพุทธเจ้าบ้าง อาทิพุทธบ้าง อมิตาภพุทธเจ้าบ้าง และในอวตังสกสูตร หลังพระพุทธองค์ตรัสรู้ทรงเสวยสมมุติสุขพิจารณาธรรมอยู่ 49 วัน ทรงแสดงตัวตนให้เห็นว่า พระพุทธองค์ท่านเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า = พระพุทธเจ้าของเรานั่นเอง เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล


2. กฎแห่งธรรมชาติอันมี กฎแห่งสภาวะ หรือมีธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และ ไฟสิ่งเหล่านี้เป็นอนิจจัง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นปกติ เรียกว่า "สังขตธาตุ" แต่มีสิ่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีตั้งอยู่ และไม่มีวันดับไป เรียกว่า "อสังขตธาตุ" หรือพระนิพพาน

จุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา คือ ให้ออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป(ขันธ์ 5 และขันธ์ของธาตุ 4) ไปสู่ขันธ์ที่ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีตั้งอยู่ และไม่มีวันดับไป คือ ธรรมขันธ์(ธรรมกาย หรืออายตนะนิพพาน)
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 11:05:53 AM »

อายตนะนิพพาน = ธรรมกาย = อัตตา มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ และมีเมืองพระนิพพานด้วย


พระพุทธเจ้าครัสไว้ใน  ๑. นิพพานสูตรที่ ๑ ว่า:

[๑๕๘] ......ดูกรภิกษุทั้งหลาย "อายตนะนั้นมีอยู่" ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้าพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ

ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=3977&Z=3992
***************************************************
สังเกตคำว่า
"อายตนะนั้นมีอยู่" แสดงว่าอายตนะนิพพานนั้นมีอยู่จริง

"หาอารมณ์มิได้นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ" เป็นอายตนะที่ไม่มีอารมณ์หาทุกข์มิได้

พุทธวจนะบทนี้เป็นข้อสรุปว่าพระนิพพานนั้น สามารถเข้าถึงได้โดยอายตนะนั้นมีอยู่
แต่เป็นอายตนะที่ปราศจากทุกข์ ไม่มีการไป ไม่มีการมา ไม่มีการจุติ

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี เพราะทรงกล่าวยืนยันชัดหนักแน่นว่า "อายตนะ
อายตนะนั้นมีอยู


อ้างอิง:จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


อายตนะ (อ่านว่า อายะตะนะ) แปลว่า ที่เชื่อมต่อ, เครื่องติดต่อ หมายถึงสิ่งที่เป็นสื่อสำหรับติดต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น แบ่งเป็น 2 อย่างคือ

อายตนะภายใน หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่ในตัวคน บ้างเรียกว่า อินทรีย์ 6 มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหมดนี้เป็นที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก

อายตนะภายนอก หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่นอกตัวคน บ้างเรียกว่า อารมณ์ 6 มี 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ทั้งหมดนี้เป็นคู่กับอายตนภายใน เช่น รูปคู่กับตา หูคู่กับเสียง เป็นต้น

อายตนะภายนอกนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อารมณ์ เมื่อตาเห็นรูป เรียกว่า สัมผัส รู้ว่ามีการเห็น เรียกว่าวิญญาณ เกิดความรู้สึกขึ้นเมื่อตาเห็นรูป เรียกว่า เวทนา

สรุป

เมื่อพระพุทธเจ้ายืนยันว่า อายตนะนิพพานมีอยู่  และไม่ใช่เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และไม่ใข่วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ  แต่อายตนะภายในแปลว่า มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  และก็มีอายตนะภายในแปลนอกด้วย อายตนะภายนอกนั้นก็คือ เมืองพระนิพพาน มหายานเรียกว่า พุทธเกษตร

อายตนะนิพพานภายใน นั้นคือ ธรรมกาย ซึ่งธรรมกายนี้เป็น"อัตตา" ยืนยันได้จากพุทธพจน์ที่ผมยกมา

อ้างอิง 1. [ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระอวโลกิเตศวรสอนพระสารีบุตรว่า


" ธรรมกาย ก็คือปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งพระตถาคตตรัสรู้
ก็คืออายตนะนิพพานนั้นเอง ย่อมปราศจากการมาในอดีต ฤาการไปในอนาคต แลในปรัตยุบันกาลเล่าก็ปราศจากการตั้งอยู่มั่นคง "


อ้างอิง 2.[ ขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571

"...หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา...."

...
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 11:07:17 AM »

เมื่อมันหาตัวกูของกูพบเมื่อไร มันก็เสร็จกิจของมันเมื่อนั้น
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:03:32 am »

หาตัวกู ของกูพบเมื่อไร...ก็เสร็จกิจใน 3 ภพเมื่อนั้น


ตัวกู ของกู ไม่เคยตาย

ที่ตายไปนั้นเป็นสิ่งที่กูเคยเข้าไปสิงร่างเท่านั้น กูจึงหาได้อาลัยอาวรณ์มันไม่
ถ้าตัวกู ของกู ยังไม่เบื่อเล่นเกมส์เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นพรหม ยักษ์ นาค เทวา กูก็จะให้เสื้อผ้า(วิญญาณธาตุ)กับมันได้ใส่ต่อ เพื่อให้มันได้ค้นหาตัวเองให้เจอต่อไป

จนกระทั่งมันเจอตัวกู ที่เป็นของกู...คือ พุทธะเมื่อไร มันก็เสร็จกิจของมันใน 3 ภพเมื่อนั้น



ตลก ตัวกูมีที่ไหน ถ้ายังมีกูก็มีภพโว้ย มั่ว ...
แอลเอ โพสต์เมื่อ 27-2-2011 14:33



ภพและตัวกูเป็นอัตตาไม่แท้  เรียกว่าอัตตานุทิฏฐิ หรืออุปทาน หรืออนัตตา ตัวนี้อยู่ในสังสารวัฏฏ์

ภพและตัวกูเป็นอัตตาแท้ คือ ธรรมกาย  พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ธรรมกายนี้เป็นอัตตา


พระพุทธเจ้าตรัสในขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571 ว่า

"...หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา...."


อัตตา = ธรรม


พระไตรปิฎกบาลี ที.ปา.๑๓/๔๙/๘๕

"ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีอัตตา (ตน) เป็นที่พึ่ง มีอัตตาเป็นสรณะ จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่เถิด "

(อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2011, 07:49:00 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 12:25:44 AM »

แอะ  แอะ 
เสีย เวลา ส่งจิตออกนอก ไปกะ เรื่อง ข้างนอก

เวลาเหลือน้อย มาก แล้ว  ก่อนลมหายใจสิ้น ใน ชั่วอายุขัยนี้

ควรเร่ง พัฒนาจิต ให้พ้น ห้วงกิเลส ดีก่า

(ฟาดฟันตาม สมควร แค่กำราบ จิตดื้อ พอหอมปากหอมคอ ) ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 08:47:19 AM »

แสวงหานิพพานนานเท่าไร ไม่พบสักที พอหยุดแสวงหา พบนิพพานทันที
เธอเข้าใจสิ่งนี้เมื่อไร  เธอก็เข้าใจหัวใจของพุทธศาสนาเมื่อนั้น


เธอบรรลุสิ่งนี้เมื่อไร  เธอก็บรรลุไม่เพียงหัวใจของพุทธศาสนา แต่เธอจะบรรลุหัวใจของทุกศาสนาด้วย



นิพพาน หรือ พระเจ้า สิ่งนี้ คือเชาว์ปัญญา.... เชาว์ปํญญานี้นี่เองคือสิ่งเดียวกันกับที่เราเรียกว่า ความว่าง หรือสุญญตา  อันความว่างนั้น เราถือว่า “เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

คนเรามักจะแบกเอาสิ่งที่เรียกว่า ความทรงจำ ประสบการณ์ ความกังวล ความโศกเศร้า หน้าที่การงาน ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความกลัว ความรัก ความขัดแย้ง ฯลฯ เอาไว้  โดยคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ   ทั้งๆที่เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น  มันมีสาระเพราะคนเหล่านั้นไปคิดยึดติดกับมัน 

แก่นแท้ของคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีขึ้นเพื่อถอดถอน ความทะยานอยาก ความโกรธ ความหลง และความคิดยึดติดสิ่งเหล่านี้

ความสุขทั้งมวลบนโลกใบนี้ที่มนุษย์ถวิลหา  พระพุทธองค์ทรงพบมาหมดแล้ว แต่ก็นั้นแหละ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงที่พระองค์แสวงหา  ความสุขที่แท้จริงที่พระพุทธองค์แสวงหากลับเป็น ความสงบจากความทะยานอยาก สงบจากความโกรธความหลง

พระพุทธองค์ทรงพบความสุขที่แท้จริงที่พระองค์แสวงหา จากการหยุดความคิดปรุงแต่งจากความทะยานอยาก ความโกรธ ความหลงในใจของพระองค์เอง

เมื่อหยุดค้นหา  หยุดความคิดปรุงแต่งจากความทะยานอยาก หยุดความโกรธ หยุดความหลงในใจของพระองค์เองแล้ว  พระองค์ก็เปิดตามองดู  ใช่แล้ว....ความสุขสงบที่แท้ที่ทรงตามหานั้น  อันที่จริงมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่เสมอมา คืออยู่ภายในใจของพระองค์เอง  เพียงแค่พระองค์หยุด และวางลงซึ่งความยึดถือเท่านั้น

"แสวงหากลับไม่พบ  หยุดแสวงหาจึงพบ"


"ธรรมะ" ในพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้อยู่ในตำรับตำราหรืออยู่ในคัมภีร์ใด  แต่อยู่ในความว่างดั้งเดิมหรือจิตเดิมแท้     สรรพสิ่งอื่นนอกเหนือจากความว่างดั้งเดิม ที่อยู่ในความคิดของเรา ล้วนเกิดจากการสั่งสมความทรงจำ ประสพการณ์ มายาภาพ  แลมายาคติทั้งมวลเอาไว้  ไม่ยอมวางลง 

เมื่อไม่ยอมวางความคิดแปลกปลอมจากความว่างดั้งเดิม  จิตมนุษย์จึงนำเอาความสุขความทุกข์ทางโลกที่ไม่จีรังยั่งยืนเข้ามา

เธอจงปลดปล่อยความคิดปรุงแต่ง ความทรงจำ ประสพการณ์  ปลดปล่อยมายาภาพ  แลมายาคติทั้งมวล ออกไป   เธอไม่มีความคิดปรุงแต่งอีกเลยว่า เธอเป็นชาวพุทธ เธอเป็นคริสต์ อิสลาม ฮินดู  หรือเธอเป็นแพทย์ เป็นนักการเมือง เป็นพระ หรือเธอเป็นคนกวาดถนน    เธอจงปลดปล่อยคิดปรุงแต่ง ความทรงจำ ประสบการณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด  เหลือเพียงความว่างเปล่าดั้งเดิมเท่านั้น 

เมื่อไรที่เธอเข้าใจสิ่งนี้  เมื่อนั้นเธอก็เข้าใจหัวใจของพุทธศาสนา

เมื่อไรที่เธอบรรลุสิ่งนี้  เมื่อนั้นเธอก็จะบรรลุไม่เพียงหัวใจของพุทธศาสนา แต่เธอจะบรรลุหัวใจของทุกศาสนาในโลกและในจักรวาล


พระอานนท์ ปฏิบัติ และแสวงหานิพพานเท่าไร..ไม่พบสักที  พอท่านหยุดแสวงหา  หัวถึงหมอน  พบนิพพานทันที
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 08:48:38 AM »

นิพพานเป็นเรื่องง่ายๆ.....อย่าไปทำให้มันเป็นเรื่องยากๆ

นิพพาน ก็คือ ดับ....หมด  หมายถึงดับกิเลส ตัญหา  ดับความคิดปรุงแต่ง
ดับความโลภ ความโกรธ  ความหลง

เมื่อดับสิ่งข้างบนหมดแล้ว  จิตมันก็ว่าง เมื่อจิตมันว่าง จิตมันก็สว่างเป็นปภัสสร  แล้วจิตนั้น  มันก็รู้ว่า มนุษย์ เทวดา พรหม เปรต สัตว์ ฯลฯ  ล้วนกำลังฝันไปอยู่ในโลกของความคิดปรุงแต่งนั่นเอง

มนุษย์ ก็ฝันอยู่ในโลกของบุญและบาป   เทวดา ก็ฝันอยู่ในโลกของบุญ  พรหมก็ฝันอยู่ในโลกของบุญจากสมาธิหรือฌาน เปรตและสัตว์ในอบายภูมิ ก็ฝันอยู่ในโลกของบาป

หยุดฝันจากความคิดปรุงแต่ง หยุดฝันจากบุญและบาป ก็คือ....นิพพาน

พุทธะ ที่แปลว่า  ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว  ก็คือผู้หยุดฝันแล้ว หรือผู้ตื่นจากความฝันแล้ว

ในฝันมีแต่สุขที่ไม่จีรังหรือทุกข์น้อย  และก็ทุกข์มากเท่านั้น  เพราะไปเอาความสุขมาจากการเสพสิ่งอื่น  ไปยึดติดสิ่งใด  ก็เสพความสุขจากสิ่งนั้น  พอไม่มีสิ่งนั้นแล้ว ก็เป็นทุกข์ หรือเสพทุกข์

ถ้าจิตไม่ยึดติด  ก็ไม่เสพสิ่งใด  จิตก็ว่างเปล่า  จิตที่ว่างเปล่าจากการเสพสิ่งนั้น  แท้จริงมันเป็นสุขอันประเสริฐ จึงเรียกว่าเบิกบานแล้ว 

จิตว่างเปล่าตลอดจากการเสพบุญบาป  ว่างเปล่าจากการเสพสิ่งยึดติด เพราะไม่ยึดติด  = นิพพาน

เมื่อจิตใดเห็นชัดว่า  สิ่งยึดติดที่เสพล้วนมีแต่ทุกข์มากและทุกข์น้อย  แล้วจิตว่างไม่ยึดติดเป็นสุขแท้จริง และสุขประเสริฐ  ก็ถึงเวลาที่เราจะกลับนิพพาบ้านเก่าของเราแล้ว
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
กระโดดไป: