KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับกระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: มีนาคม 28, 2020, 12:58:29 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานพระคติธรรม เป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ความว่า

“ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด
เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ
เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา
ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า
ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม
อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ
ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี

มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า
‘เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม,
ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก, ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต’

ขอทุกท่านจงเป็น ‘ผู้กล้าหาญ’ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว
ขอจงเป็น ‘ผู้ที่ไม่พูดพล่าม’ โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ
แต่จงประพฤติตนเป็น ‘บัณฑิต’ ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ

ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม
ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม
นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

 
วโร วรญฺญู วรโท วราหโร
 อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสยิ
 อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ
 เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ประทานธรรมอันประเสริฐ
ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ
แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้
ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน เทอญ.”

 

 2 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2020, 10:31:44 PM 
เริ่มโดย golfreeze - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
อนุโมทนาสาธุครับน้องกอล์ฟ

 3 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2020, 08:39:28 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
รักคุณ"ป้า"เท่าฟ้า

ช่วงวิกฤตไวรัสโคโรน่าหรือโควิด 19 ทุกคนต่างหวาดวิตก ถึงขั้นวิตกจริตจิตตกกันแทบครึ่งค่อนประเทศ
เศรษฐกิจและธุรกิจเกือบทุกแขนงต่างได้รับผลกระทบมากเป็นวงกว้าง
ไม่พ้นแม้วงการกีฬาและยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดอยู่ในวงจำกัด
คุณป้าวัย 60 คนที่ผมร่วมทำงานด้วยมา 30 ปี
ท่านมีโรคร้ายอยู่แล้วหลายโรค ซ้ำเติมด้วยไวรัสโคโรน่าหรือโควิด 19 เข้าไปอีก
มันยิ่งวิกฤตยิ่งกว่าวิกฤตกับชีวิตของท่านเหลือเกิน 
คุณป้าท่านมีลูกทั้งหมด 4 คน คนโตชื่อ หาญ คนที่2ชื่อ จ้าง
อีก 2 คนเป็นบุตรบุญธรรมชื่อ นก และ ชื่อ ยิ้ม 
นโยบายภายในบ้านของคุณป้าพี่หาญจะเป็นคนสั่งการและวางแผนทั้งหมด
แม้แต่เรื่องอาหาร พี่หาญจะให้เชฟทำอาหารดินเนอร์แบบ full course ให้พี่หาญก่อน
อาหารที่เหลือจึงค่อยถูกแบ่งให้คุณป้าและลูกอีก 3 คน
เรื่องหมอรักษาคุณป้าก็เช่นกัน พี่หาญแกก็จัดการสรรหาหมอมาคนแล้วคนเล่า
แต่ดูเหมือนว่าหมอคนใหม่นี้พี่หาญจะไม่ได้เข้าไปยุ่ง…!
หมอคนนี้ดูดีมีสกุลไม่ธรรมดา แถมยังไม่รับค่ารักษาพยาบาลคุณป้าและที่สำคัญมีเงินเป็นโกดัง....
ซึ่งก็ดีกว่าหมอเจ๊กคนเก่าอย่างชนิดเทียบชั้นกันไม่ได้ ที่จ้องจะกดปุ่มตะพึดตะพือ ยื่นบิลขอค่ารักษาอย่างเดียว
รักษามา 18 เดือนเห็นท่าคุณป้าจะไม่รอดและอาจจะไม่มีเงินค่ารักษา จึงขอถอนตัวไม่รักษาคุณป้าต่อ
ก่อนจะออกไปยังมีคำพูดเย้ยหยันคุณป้าและลูกๆอีกว่า "ผมทำงานที่อื่นนาทีต่อนาทีได้เงินมากกว่าค่าจ้างที่ต้องรักษาป้าเยอะ"
ผมนี่โคตรรู้สึกสงสารคุณป้าและลูกคุณป้าเลยที่ได้หมออย่างนี้
หมอใหม่คนนี้ดูแล้ว คาดว่าน่าจะรักษาโรคร้ายและไวรัสโควิด19 ของคุณป้าที่อาการกำลังวิกฤตอยู่ตอนนี้ได้อย่างแน่นอน....
ผมมีความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ........
แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ผมอดสงสัยไม่ได้ก็คือ...”ใคร”กันนะที่ส่งหมอใหม่คนนี้มา.......อืม..หรือว่าจะเป็น......! !
ท้ายนี้ขออวยพรให้คุณป้าผ่านพ้นวิกฤตอันหนักหนานี้ไปได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก 
กลับมาแข็งแรงและหายเป็นปกติโดยเร็วนะครับ



รักคุณ"ป้า"เท่าฟ้า

AVATAR...KAMMATAN.COM
http://www.kammatan.com/board/

 4 
 เมื่อ: มีนาคม 19, 2020, 07:24:22 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
มีเหตุผล
ที่ทุกวันนี้เราคุยกันแต่เรื่องโควิด
มีเหตุผล
ที่เราจะรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่า
ราวกับใกล้เผชิญหน้าศัตรูในสงคราม
มีเหตุผล
ที่เราจะเตือนกัน ส่งคำแนะนำถึงกัน
ไม่ให้ประมาทกับโควิด
มีเหตุผล
ที่เราจะเตรียมความพร้อม
เพื่อการอยู่รอดของตนและคนในครอบครัว
แต่ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราต้องหมกจมกับอารมณ์กลัวให้เครียดเปล่า
ทั้งที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้น
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดขึ้นกับเราหรือไม่
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะเอาใจไปรับแรงกดดันจากบรรยากาศ
เหมือนจับกังที่รีบแบกกระสอบขึ้นหลัง
ก่อนถึงคิวขนส่งของเราจริงๆ
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะต้องคิด คิด และคิดอยู่ตลอดเวลา
แบบวนไปเวียนมาซ้ำๆไม่เลิกว่า ต้องทำไงอีก
ทั้งที่แน่ใจว่าเตรียมความพร้อมเท่าที่จะทำได้แล้ว
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะพูดใส่กันว่า ‘ไม่มีอารมณ์’
ตอนมีใครชวนให้หาความบันเทิงบ้าง
หรือหาความสงบสุขจากการนึกถึงพระบ้าง
ไม่สมเหตุสมผล
ที่เราจะระแวงเภทภัยอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
เจอใครไม่ได้ จับต้องอะไรไม่กล้า
เหมือนคนเป็นบ้า ไหล่กระตุก มือกระตุกไปทุกกระดิก
โลกนี้มีความสมเหตุสมผลโดยตัวของมันเอง
เมื่อเราคิดได้สมเหตุสมผลพอดีกัน
ใจก็จะอยู่กับโฟกัสที่พอดี
คือ ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก
มีจิตหนักแน่น ไม่ใช่หนักอกหนักใจ
เป็นสุขกับวันนี้ได้ ไม่ใช่มัวเป็นทุกข์กับวันหน้าอยู่ตลอด
ต่อให้รู้ตัวว่าติดโรค
ก็เห็นตามจริงว่า โรคนี้รักษาหายขาดกันเกือบทั้งเมือง
ไม่ใช่แค่รู้ตัวว่าเฉียดใกล้คนติดโรค
แล้วโวยวายก้องโลกว่าโชคร้าย
ต้องตายแน่ แย่ไปชั่วลูกชั่วหลาน
โควิดอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆตื้นๆแบบ
ป๊อบแป๊บแล้วมันจะผ่านไป
แต่ก็ไม่ยากถึงขนาดต้องปักใจเชื่อว่า
สมควรประสาทกินกันได้แล้ววันนี้!

 5 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:49:05 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
"ทุกวันนี้จะไปไหน อันตรายเหลือเกิน
เดินไปไหนมาไหนก็มีเชื้อโรค
ออกไปข้างนอกก็มีกราดยิง
สมัยนี้มันเป็นยุคมิคสัญญี
เราจะมีอะไรเป็นที่พึ่งดี?
แน่วแน่ในศีล แน่วแน่ในภาวนา
นี่ล่ะ...จะเป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน"

หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต

 6 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2020, 04:46:27 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
ฝึกจิตผจญ Covid- 19

เป็นไข้
ไปไหนมาแล้วปกปิด
กลัวแจ็กพอตแตกเข้าตัว
กลัวสังคมรังเกียจ
กลัวการถูกกักกันยืดยาว
ทำตนเป็นความเสี่ยงของตนและคนอื่น
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นภัยในวงกว้างอย่างใหญ่ได้
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยความประมาท
ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมใหญ่
จึงเป็นบาปใหญ่ในทางอันตราย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตต่อไป
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตเสี่ยงภัยถึงชีวิตยืดเยื้อไม่จำกัด
ไปเที่ยวต่างประเทศ
กลับมาแล้วกักตัวเอง ๒ สัปดาห์ตามข้อควรปฏิบัติ
ด้วยความคิดว่าไม่อยากเอาตัวเอง
ไปเป็นความเสี่ยงให้กับคนรอบข้าง
แม้จะต้องเสียหายเรื่องการงานก็ตัดใจสละ
จัดเป็นกรรมข้อที่ว่าด้วยการให้ทานอย่างใหญ่
มีความเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ
จึงเป็นบุญใหญ่ในทางปลอดภัย
ติดตัวไปได้ถึงชีวิตหน้า
เกิดใหม่ย่อมถูกกรรมจัดสรร
ให้ไปอยู่ในเขตปลอดภัย
ไม่รู้สึกต้องระวังชีวิตแบบห่วงหน้าพะวงหลังไม่หยุด
และได้รับความเมตตากรุณาตั้งแต่เกิด
ในจังหวะที่บุญเก่านี้เผล็ดผล
รู้ตัวว่าติดไวรัสร้าย
แล้วไม่ตื่นตระหนก
เล็งสถิติที่มีคนหายมากกว่าคนตาย
จัดเป็นกรรมว่าด้วยการฝึกสติ
ไม่ตื่นตูมเกินเหตุ
ผลย่อมปรุงแต่งจิตใจให้เห็นอะไรตามจริง
ไม่วิ่งเต้นเหนื่อยเปล่ากับเรื่องที่ยังไม่ใช่เรื่อง
รู้ตัวว่าเข้าข่ายติดไวรัสแล้วไม่รอด
ถือโอกาสใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายจากความเป็นพุทธ
หยุดความยึดติดว่าต้องมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ
หยุดความทึกทักว่าตัวเองต้องตายตามชราภาพ
หยุดความอยากโวยวายหรือลากใครต่อใครตามไปด้วย
หันมาหมั่นสำรวจใจว่า นาทีนี้ถ้าจะตาย
เราจะเอาจิตดีๆ หรือความคิดร้ายๆ
ตายตามตัวเราไป
เมื่อซักซ้อม เมื่อไถ่ถามตัวเองบ่อยพอ
จนกระทั่งเวลาที่เหลือไม่อยากทำอะไรมากไปกว่า
บำเพ็ญจิตให้สว่าง ตามแนวทางการเจริญสติ
จนรู้ว่าสังขารไม่เที่ยง ไม่มีลมหายใจใดเป็นลมเดิม
ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดคงอยู่ในหัวตลอดไป
อะไรๆเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรม
ทั้งที่ทำแล้ว และที่กำลังทำในบัดนี้
จนจิตเกิดปัญญา ได้ข้อสรุปว่า
ไม่มีตัวเรา ไม่มีเราที่จะหายไป
มีแต่การเลิกหลงว่าเป็นเรา
ความรู้แจ้งว่าอะไรๆเป็นอนัตตานั่นแหละ
คือทางออกของความกลัว
คืออิสรภาพจากความทุกข์
เราจะเอาปัญญาแบบพุทธนั้นแหละไปตาย
เมื่อถึงเวลาตายจริงจิตย่อมตกผลึก
รวมลงเป็นสมาธิขั้นสูง
เห็นแจ้งแทงธรรม
อันเหนือการมีทุกข์
พ้นจากการเวียนกลับมาเป็นทุกข์ได้จริงๆ!

ดังตฤณ

 7 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2020, 02:49:03 PM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
"สมเด็จพระสังฆราช" ประทานพระคติธรรมเนื่องใน "วันมาฆบูชา"

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.63 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานคติธรรม
เนื่องในวันมาฆบูชาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ความว่า

ดิถีมาฆบูชาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ในดิถีเพ็ญเดือน 3 ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือน ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ และเป็นพระอรหันต์ โดยมีหลักการสำคัญที่ทรงพระมหากรุณาประทานไว้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง
2. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ
3.การชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

โดยสารัตถะแห่งโอวาทปาติโมกข์นั้น นอกจากเป็นการประทานหัวใจของพระพุทธศาสนา ยังทรงสั่งสอนหลักสำหรับการเผยแผ่พระศาสนาไว้ด้วย มีหลัก 2 ประการแรกว่า
การไม่กล่าวร้าย และการไม่ทำร้าย เป็นต้น
ทั้งนี้แม้ผู้สดับพระธรรมเทศนาเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ล้วนเป็นพระภิกษุบริษัท หากแต่พระธรรมย่อมเป็นของสาธารณะสำหรับทุกชีวิต ที่ควรน้อมนำเข้ามาสู่ตน ไม่จำกัดว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทุกคนจึงพึงน้อมนำหลักการ "ไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย" มาเป็นพื้นฐานของการครองตน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกระแสข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือยุยง
ซึ่งอาจนำไปสู่ความร้าวฉานถึงขั้นประหัตประหารกัน หากทุกท่านยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะไม่กล่าวร้าย และไม่ทำร้ายใครๆ ไม่ว่าในกาลไหนๆตามหลักการของโอวาทปาติโมกข์
ถ้าท่านได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจ ก่อให้เกิดความโกรธเคือง หรือขุ่นข้องหมองใจ ท่านย่อมสามารถระงับการกระทำทางกายและทางวาจาที่เกรี้ยวกราด หยาบช้าหรือรุนแรงไว้ได้ ก่อให้เกิดสันติภาพในหมู่คณะรอบตัวท่าน อันจักขยายผลไปสู่ชาติบ้านเมือง และสังคมโลกได้ในที่สุด

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความงอกงามไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ



 8 
 เมื่อ: มกราคม 05, 2020, 01:40:05 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2563 ครับ
ผ่านพ้นไปอีก 1 ปีครับ ขอให้ทุกท่านสะสมคุณงามความดี และสร้างบารมีบุญกุศลให้เจริญงอกงามกันต่อไปนะครับ

ในโอกาสนี้ขออัญเชิญพรพระราชทานปีใหม่ของสมเด็จพระสังฆราชเนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓

ขอท่านจงเป็นผู้กล่าววาจางาม เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ เทอญ

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า
          บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง
          “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม หรือด้วยการอ้อนวอนร้องขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาดลบันดาล หากแต่ด้วยการมีสติรู้ตัว งดเว้นจากการกระทำ การพูด และการคิดชั่ว นับเสียแต่บัดนี้ แล้วมีสัมปชัญญะรู้คิด ในอันที่จะทำสิ่งที่ดีงามให้ทวียิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะจิต ในที่สุดก็ย่อมจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย นำพาให้ได้รับผลอันพึงปรารถนาในเบื้องหน้า ในขณะเดียวกัน หากท่านกำลังเผชิญกับความทุกข์ ก็จงอย่าท้อแท้ อย่าหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกห่อเหี่ยวตรอมตรม และอย่าตีโพยตีพายโทษผู้หนึ่งผู้ใด แต่จงเร่งใช้โอกาสที่ประสบความทุกข์อยู่นั้น เป็นเครื่องฉุกใจให้คิดได้ ให้ตระหนักเห็นถึงสภาวลักษณะตามธรรมดาของโลก ให้เข้าใจในความจริงว่าไม่มีชีวิตใดเลยที่ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ แล้วปฏิญาณในใจ ณ ขณะปัจจุบันนั้นว่า จะไม่เผลอทำชั่ว ซึ่งย่อมส่งผลเป็นความทุกข์ในอนาคตอีก พร้อมกับเร่งขวนขวายศึกษาอบรมตน ให้งอกงามด้วยคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
          ผู้ปรารถนาความสุขในปีใหม่ จึงพึงระลึกรู้อยู่เสมอว่า ต้นเหตุของความทุกข์ คือการประกอบกรรมชั่ว ต้นเหตุของความสุข คือการประกอบกรรมดี การที่คิดว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว จัดเป็นความคิดอย่างมิจฉาทิฐิ ด้วยเหตุที่ยังไม่มีปัญญาสอดส่องรู้ถึงกฎแห่งกรรม อันเป็นกฎแห่งธรรมะ ท่านทั้งหลายควรเริ่มต้นแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง แล้วไม่ประมาทในการศึกษาอบรมเพิ่มพูนคุณธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าสืบไปเถิด
          ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณงามความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ จงบันดาลความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติ และประชาชน ยังความปราโมทย์เบิกบานพระกมล ให้บังเกิดใน สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อจักได้เสด็จสถิตธำรง ทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยอยู่ยิ่งยืนนาน ทรงปกป้องพสกนิกร ให้ภิญโญสโมสรด้วยความสุขเกษมศานต์ ตลอดพุทธศักราช 2563 โดยทั่วกัน เทอญ

 9 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2019, 11:01:02 AM 
เริ่มโดย AVATAR - กระทู้ล่าสุด โดย AVATAR
สวัสดีครับ...
หายไปนานเลยครับ
ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าอย่างไรบ้างคุยสู่กันฟังบ้างนะครับผม

 10 
 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2019, 10:47:30 PM 
เริ่มโดย golfreeze - กระทู้ล่าสุด โดย golfreeze
เพชรแห่งธรรม

โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

คำนำ

เมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๗   หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ได้ไปจำพรรษาที่วัดจวงเหยิน รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  ประมาณเดือนสิงหาคม ท่านได้บันทึกเทปธรรม ๑ ตลับส่งมาให้แก่คณะสงฆ์และนักปฏิบัติธรรม วัดเขาคงคา อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติ

บันทึกเทปดังกล่าวมีความยาว ๑๒๐ นาที แบ่งเป็นสองตอน ตอนแรกท่านใช้ชื่อว่า “สนทนาธรรมกับท่าน” ตอนที่สองใช้ชื่อว่า “ฝากธรรมถึงเพื่อน”  ต่อมาได้มีการนำคำบรรยายทั้งสองตอนไปตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง เพชรแห่งธรรม

ตอนแรกของคำบรรยาย หลวงพ่อได้ปูพื้นให้เห็นความสำคัญของการฝึกตนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากศาสนา โดยเฉพาะการฝึกให้ “ใจดี” เพื่ออยู่ในโลกอย่างไม่มีความทุกข์  สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องแต่ก็ปล่อยวางได้ในเวลาเดียวกัน  ไม่ปล่อยให้อารมณ์อกุศลครอบงำใจ  คำถามหนึ่งของท่านที่ชวนให้ฉุกคิดก็คือ  “เดี๋ยวนี้ท่านมีกายท่านมีใจ (แต่)ท่านพึ่งกายพึ่งใจของท่านได้ไหม?”  ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้ผู้คนกลายเป็นทาสของกายและใจ จนเป็นทุกข์ หาไม่ก็ใช้กายและใจไม่เป็น จนนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

คำบรรยายตอนที่สอง หลวงพ่อได้พูดเจาะลึกถึงวิธีฝึกจิตด้วยการเจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน โดยแจกแจงลำดับขั้นของการภาวนาอย่างละเอียด เริ่มต้นด้วยการดูกาย จนเห็นเวทนาและจิต เมื่อมีความคิดก็เห็นและรู้ทัน จนเห็นธรรมไม่ว่ากุศลหรืออกุศลธรรม

หลวงพ่อเน้นถึงความสำคัญของการดู เห็น หรือรู้ซื่อ ๆ  ไม่ว่าทำอะไรก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นกับกายและใจก็เห็น ซึ่งจะทำให้รู้หรือเห็นความจริงเป็นลำดับ  เริ่มจากการเห็นความจริงของรูปนาม  กล่าวคือแท้จริงแล้วไม่มี “กู”  มีแต่รูปธรรมและนามธรรม   ไม่ว่าทำอะไร ก็ล้วนเป็นรูปทำและนามทำ ไม่ใช่ “กู”ทำ  เมื่อเดินก็ไม่ใช่ “กู”เดิน แต่เป็นรูปที่เดิน  เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่ “กู”คิด แต่เป็นนามที่คิด ต่อไปก็เห็นอาการของรูปและนาม  ความปวดความเมื่อยเป็นแค่อาการของกาย  ความโกรธเป็นอาการของใจ  ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่กูปวดกูเมื่อยหรือกูโกรธ เป็นเพราะไม่เห็นความจริงดังกล่าว ผู้คนจึงยึดเอาอาการของรูปและนามมาเป็นกู เกิดทุกข์ตามมา

เมื่อปฏิบัติต่อไปก็จะเห็นว่ารูปและนามนั้นเป็นก้อนทุกข์ทั้งนั้น ทำให้ไม่หาทุกข์มาซ้ำเติมตนเองอีกต่อไป  ขณะเดียวกันก็ปล่อยวางรูปและนามมากขึ้น ทำให้ทุกข์เบาบางลง    ปัญญาหรือญาณที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติยังนำไปสู่การเห็นความจริงที่ลึกซึ้งมากขึ้นว่า สิ่งทั้งปวงล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์และเป็น  สมมุติทั้งสิ้น  ที่สุดก็เห็นสภาวะที่ท่านเรียกว่า “วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ”  ญาณดังกล่าวจะเป็นเครื่องทำลายสังโยชน์หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดให้หมดสิ้นไป ทำให้คนเราเป็นมนุษย์หรือเป็นพระได้อย่างแท้จริง  การปฏิบัติดังกล่าวสามารถดับทุกข์ให้หมดสิ้นได้ นับเป็นธรรมที่ล้ำค่ามาก ท่านจึงเรียกว่า “เพชรแห่งธรรม”

ในคำบรรยายดังกล่าว หลวงพ่อยังได้พูดถึงประสบการณ์การภาวนาของตัวท่านเอง จากเดิมที่ติดสงบ มาสู่การสร้างความรู้สึกตัว  และขยันรู้ จนเห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้ง เกิดภาวะที่ท่านเรียกว่า “หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีอะไรเหลือ”

ไม่บ่อยนักที่หลวงพ่อจะบรรยายลำดับขั้นของการภาวนาตามแนวหลวงพ่อเทียนได้อย่างชัดเจน โดยอิงประสบการณ์ของตัวท่านเอง  หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่ามากสำหรับผู้ที่ใฝ่การเจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ และพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งจนถึงปี ๒๕๔๗  ครั้งหลัง ๆ มีการเปลี่ยนชื่อคำบรรยายทั้งสองตอน และทำหัวข้อย่อยเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น  ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้หาอ่านได้ยากแล้ว คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อคำเขียนจึงนำมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปีนี้เพื่อแจกเป็นธรรมทานเนื่องในงานบูชาคุณหลวงพ่อ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อ และครบรอบปีแห่งการละสังขารของหลวงพ่อ (๑๒ และ ๒๓ สิงหาคม) ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปญฺโญ  (๑๕-๑๗ สิงหา คม ) และวัดป่าสุคะโต (๒๒-๒๓ สิงหาคม )

การตีพิมพ์ครั้งใหม่นี้เชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ใฝ่ในการเจริญสติและปฏิบัติธรรมทั้งหลาย  หากได้ลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อ เชื่อได้ว่าทุกท่านจะมีเพชรแห่งธรรม ที่ช่วยตัดความหลงให้สลายไปเป็นลำดับจนเข้าถึงความสิ้นทุกข์ในที่สุด

พระไพศาล วิสาโล
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒

ขอบคุณข้อมูลธรรมะดีๆจาก : http://www.visalo.org/prefaces/pedhengdham.html?fbclid=IwAR0q8Rl5lqJ9igK-7bks-RQX3WlhaUXquXmY12zWBPOs09qEjC13PkUhAW4

หน้า: [1] 2 3 ... 10