KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิข้อสงสัยเรื่องบาปจากการฆ่าสัตว์
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อสงสัยเรื่องบาปจากการฆ่าสัตว์  (อ่าน 12268 ครั้ง)
phonsak
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 01:54:29 PM »

1. ผมเคยคิดว่าหากการฆ่าสัตว์แล้วจะทำให้ตกนรกนั้น แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้ตกนรก


........ พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำให้ก้าวล่วงออกจากกรรมเสีย โดยการกำหนดอธิษฐานจิต ตั้งใจมั่นว่า:
  
  " กรรมนั้นๆเป็นสิ่งไม่สมควร ต่อไปนี้ตลอดไปนิรันดร เราจะไม่กระทำกรรมนั้นอีกเป็นอันขาด " สุตตันตมัชฌิชนิกาย สัจจวิภังคสูตร  22/542-546

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดของการหนีนรก
  
   องคุลิมาล เลิกฆ่าคนเด็ดขาดแล้ว  และมาบวชเป็นพระ   หลังจากนั้น พระองคุลิมาลไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี กลับถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น
  
   พอพระองคุลิมาลไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า:
  
  "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" (รับเศษกรรมไปแล้วจากการโดนทำร้ายบนโลก จึงไม่ต้องรับกรรมใดๆอีกในปรโลก)
  
  "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" = องคุลิมาลไม่ต้องตกนรกหมกไหม้เป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี   เพราะว่าท่านสำนึกบาป(ทำการก้าวล่วงบาปกรรม) ทำให้ท่านรับผลกรรมเป็นอันแสบเผ็ดเพียงในชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นวิบากกรรมที่เบาบางลงมาก แล้ววิบากกรรมก็ไม่ให้ผลอีกต่อไป
  
   ด้วยเหตุนี้..พระองคุลิมาลองคุลิมาลจึงไม่ตกนรกเพราะการสำนึกบาป ตั้งใจเลิกฆ่าคนอีกตลอดไป  ไม่ใช่เพราะว่า องคุลิมาลไม่ตกนรกเพราะการบรรลุอรหันต์แต่อย่างใด   เนื่องจาก..ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน" ตอนนั้นพระองคุลิมาลยังเป็นพระบวชใหม่อยู่  ยังเป็นพระสดซิงๆอยู่เลย  กลิ่นคาวเลือดที่ฆ่าคนตัดนิ้วมือ 999 ศพ เพิ่งหายไปเท่านั้น
  
   อ้างอิง:๓๖. อังคุลีมาลสูตร สูตรว่าด้วยพระองคุลิมาล
   www.baanjomyut.com/pratripido...pidok/504.html
  

2. ผมว่ายังไงก็ตกเพราะเราฆ่าสัตว์กันอยู่ทุกวัน ยุงก็เป็นสัตว์ แมลงสาปก็เป็นสัตว์ เห็บก็เป็นสัตว์ อาหารที่กินก็เป็นสัตว์ อาจเรียกว่ายืมมือฆ่าก็เป็นได้เพราะไม่ได้ล่าเองเหมือนในสมัยก่อนแต่ซื้อกินเอา เพราะร่างกายของเราต้องการสารอาหาร


......... สัตว์ที่ตัวเล็ก และเป็นภัยต่อมนุษย์ จิตเราไม่ได้คิดปรุงแต่งเป็นอกุศลตอนที่ฆ่ามัน  สัตว์ที่เราใช้เป็นอาหาร จิตเรายิ่งไม่คิดปรุงแต่งเป็นอกุศลใหญ่ บาปจึงเบาบาง  เพราะจิตเจตนาอกุศลมีน้อยมาก  ยิ่งสัตว์ที่เรามองไม่เห็น เช่น มด ไส้เดือน ฯลฯ  เรายิ่งไม่คิดปรุงแต่งเป็นอกุศลใหญ่ กรรมจึงไม่เกิด เรียกว่า กรรมไม่เจตนา หรือ กตัตตกรรม  จะให้ผลต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่นให้ผลแล้ว  แต่เพราะคนเราทำกรรมใหญ่ๆทุกชาติ กตัตตกรรม  จึงไม่ให้ผล  ยกเว้นคุณบรรลุธรรมแล้ว เช่น หลวงพ่อจรัญ กรรมใหญ่ๆไม่มีแล้ว กตัตตกรรม  ที่โยนไม้ออกทางหน้าต่าง แล้วไปโดนหัวหมาเจ็บ จึงให้ผล ทำให้กิ่งไม้โดนลมพัดมาชนหัวท่านแตกนิดหน่อย


3.  ผมยังสงสัยอีกว่าถ้าอย่างนั้นทำไมสัตว์ชนิดอื่นฆ่าสัตว์แล้วไม่ไปนรกหรือ เช่นสิงโต หรือมีข้อยกเว้นเฉพาะคนเท่านั้น และพืชก็เป็นสิ่งมีชีวิต ทำไมฆ่าได้ ไม่บาป


......... สัตว์เหล่านั้นไม่ใช่สัตว์ประเสริฐ  พวกเขาเกิดมาเป็นสัตว์ เพื่อรับกรรมจากกรรมที่ทำเอาไว้ตอนเป็นมนุษย์ อีกอย่างถ้าสิงโตต้องตกนรก พืชกินสัตว์ต่องตกนรก  คงไม่มีใครหนีนรกพ้น เนิ่องจากสัตว์และพืชเหล่านั้นทำตามธรรมชาติของพวกมัน  นอกจากนี้ สัตว์ที่กินพืชก็คงเข้านิพพานกันหมด


4. ผมชอบสัตว์และไม่รังแกสัตว์ และขอประนามคนที่ชอบรังแกสัตว์ แต่ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าฆ่าสัตว์แล้วตกนรก เพราะมันขัดแย้งกันในตัวเองกับการมีชีวิตของเรา สัตว์ที่ต้องกินทั้งเนื้อและพืช


......... เพื่อนผมคนหนึ่ง อายุ 50 ปี มีอาการเจ็บท้องแปลกๆ  มาขอให้ผมช่วย  ผมก็แผ่เมตตาอุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของเขา ปรากฏว่าเจ้ากรรมนายเวรของเขามาหาผม เป็นลิงหรือชะนี   เขาจึงโทรแจ้งเขา เขาก็สารภาพว่าตอนเด็กๆเขาทำกรรมชอบยิงหนังสติ๊กบรรุก้อนหินเล็กๆใส่ชะนี

บาปที่ฆ่าสัตว์และบาปอื่นๆถ้าไม่สำนึกผิดก่อนตาย  ก็จะนำเราไปลงนรกได้ทั้งนั้น  ทางแก้คือ:

ให้ทำการสมาทานศีล หมายถึง การรับศีลทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติ  ต้องงดเว้นจากการประพฤติผิดต่างๆ ซึ่งจะเกิดผลดังนี้สำหรับบาปที่เคยทำมาแล้ว
  
    "บุคคลที่ไม่ได้ อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยก็ตกนรก แต่กับบุคคลผู้ได้อบรม กาย ใจ อบรมปัญญา แม้ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย ผลกรรมก็จะทำให้เจ็บแสบในชาติปัจจุบันเท่านั้น "
  
   "ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นนำเขาไปสู่นรก บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่บาปกรรมให้ผลเพียงในปัจจุบันชาติเท่านั้น (ทิฏฺฐธมฺมเวทนีย์)(แล้ว)ไม่ปรากฎผลอีกต่อไป"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2010, 01:56:57 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2010, 08:31:13 PM »

คุณลุง

สิ่งที่ควรละเว้นคือการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต

นั่นมันรวมทั้งสัตว์และพืชสีเขียวด้วยเนาะ

แล้วที่สงฆ์เดินตามหลังรถตัดหญ้า เป้นยังไง

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 11:49:18 AM »

คุณลุง

สิ่งที่ควรละเว้นคือการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต

นั่นมันรวมทั้งสัตว์และพืชสีเขียวด้วยเนาะ

แล้วที่สงฆ์เดินตามหลังรถตัดหญ้า เป้นยังไง

 ยิงฟันยิ้ม




คุณพี่ครับ  ศีล 5 และศีลในทุกศาสนาไม่ได้ห้ามฆ่าพืชนะครับ  คุณพี่จะให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรล่ะครับ

งง..งง..งง    สงฆ์เดินตามหลังรถตัดหญ้าผิดตรงไหน  แม้คนตัดหญ้าก็ไม่ผิด เพราะถ้ามีแมลงหรือสัตว์เล็กๆตายจากการตัดหญ้า  กรรมนั้นก็เป็นกรรมที่ไม่มีเจตนา  บาปจึงไม่มี  ถ้าบาปมี  พระพุทธเจ้าและสาวกมากมาย  คงตกนรกกันหมด  เพราะพวกท่านลุยป่าฆ่าสัตว์เล้กสัตว์น้อยตามพืนดินมานับไม่ถ้วน
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 01:12:07 PM »

ตอบคุณปองศักดิ์


1. ผมขอค้านหน่อยนึงนะครับ ผมเห็นด้วยว่าคนที่ฆ่าสัตว์ สมควรจะต้องตกนรก เพราะ การจะมาอ้างว่า คนเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องกินทั้งพืช และเนื้อสัตว์เป็นการกล่าวอ้างที่คาดเคลื่อนครับ

ตอบ พระพุทธเจ้าตอบดังนี้ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

.......พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนปาณาติบาตโดยอเนกปริยาย และตรัสว่า จงเว้นจากปาณาติบาต ก็สัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่มากมาย ข้อที่เราฆ่าสัตว์ มากมายนั้น ไม่ดีไม่งาม

เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนี้เป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นหามิได้(สำนึกบาป ยอมรับความผิด) เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย(แล้วตั้งใจจะไม่ทำบาปนั้นอีก ขบวนการทั้งหมดเรียก การก้าวล่วงบาปกรรม) เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

2. คนฆ่าสัตว์สมควรตกนรกครับ กฎแห่งกรรมยุติธรรมที่สุดแล้ว แต่ถ้าฆ่าสัตว์แล้วทำบุญไว้เยอะมากๆ ก็ขึ้นอยู่ว่าจิตก่อนตายตกอยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายดีหรือชั่ว ถ้าจิตก่อนตายดี ก็ไปสวรรค์ก่อน พอจิตหดหมดบุญ ก็ร่วงลงได้

ตอบ    ในโลกมนุษย์ เพราะว่าคุณได้สำนึกผิดอย่างเด็ดขาดไปแล้ว วิบากกรรมที่จะส่งผลถึงคุณนั้นจะเบาบางลง แต่ก็ยังมีผลอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นกฎแห่งกรรมก็จะผิด หรือมีไม่ ส่วนในปรโลก วิบากกรรมนั้นจะกลายเป็นเศษกรรมไป

ตัวอย่าง

พระองคุลิมาลฆ่าคนมา 999 คน   แม้ว่าจะสำนึกผิดแบบเด็ดขาดแล้ว แต่ท่านก็ยังต้องได้รับผลอยู่บ้าง คือ เมื่อท่านไปบิณฑบาต ท่านได้เข้าไปบิณฑบาติในเมืองสาวัตถี ถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น

= ต้องรับเศษกรรมด้วย เพราะเราไปทำกับขันธ์ 5 คนอื่น จึงต้องรับผลกรรมในขันธ์ 5 ของเรา แต่กรรมนั้นเบาบางลงมาก เป็นเศษกรรม

พอมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน"(รับเศษกรรมไปแล้วจากการโดนทำร้ายบนโลก จึงไม่ต้องรับกรรมใดๆอีกในปรโลก)

ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ว่า

1. จิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต)เป็นตัวเก็บกรรมดำ-กรรมขาวเอาไว้  การสารภาพบาปอย่างจริงใจ ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะไม่ทำบาปกรรมนั้นอีก เป็นเหมือนเราdeleteอกุศลจิตนั้นออกจากใจ  กรรมชัวหรือกรรมดำที่เราบันทึเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต) ก็จะสลายไปจนหมดสิ้น  ก็เหมือนคุณลบเทปนั้นในจิตทิ้งไป

2. แม้ว่าอกุศลจิตในเทปจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต) หรืออาทิสมานกาย(กายทิพย์, วิญญาณธาตุ)จะถูกลบทิ้งแล้ว   แต่เทปที่บันทึกอยู่ในร่างกายหรือกายเนื้อหรือขันธ์ 5 ของเรา มีวิญญาณขันธ์ รวมอยู่ด้วย ยังไม่ได้ถูกลบทิ้ง  เราจึงต้องรับผลกรรมที่บันทึกอยู่ในร่างกายหรือกายเนื้อ-วิญญาณขันธ์(ในขันธ์ 5)


3. ใครเคยฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ว่าสาบานว่าจะไม่ฆ่าอีกแล้วพ้นนรก ต้องสาบาน แล้วทำตามคำสาบานให้ได้ด้วยจึงมีสิทธิ์พ้นนรกได้ครับ และเมื่อรับกรรมบนโลกแล้ว ก็ต้องยอมรับอย่างใสซื่อ จริงใจ ไม่ใช่ ในใจ บ่น งืมๆ งำๆ ว่าอย่างนั้น อย่างนี้ แบบนี้เรียกว่า ทำแล้วไม่ยอมรับ ไม่สามารถพ้นนรกได้

ตอบ  นั่นแหละเรียกว่า การก้าวล่วงบาปกรรม  คุณจะใช้คำว่าสาบาน แล้วทำตามคำสาบานก็ได้  ถ้าเขาไม่จริงใจแบบสุดๆ จะพ้นนรกได้อย่างไร  ศาสนาคริสต์เรียกว่า สำนึกบาปอย่างจริงใจแล้วสารภาพบาปต่อพระเจ้า  พระพุทธเจ้าเรียกว่า การก้าวล่วงบาปกรรมแต่ละอย่าง  ถ้าการก้าวล่วงบาปกรรมรวม เรียกว่า สมาทานศีล 5

ต้วอย่าง 

ตอนผมอายุ 30 ปี  ผมอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่ง  ผมสงสัยเหลือเกินว่า คนที่ดีขนาดผม ทำบุญมานับครั้งไม่ถ้วน แล้วยังทำสมาธิทุกวัน  เหตุใดฟ้าจึงกลั่นแกล้งผมอย่างนี้

บังเอิญผมเป็นคนที่สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณได้  ผมจึงไปที่ศาลพระพรหมโรงแรมเอราวัณ  ขอให้ท่านช่วยตอบคำถามของผมที

จากนั้นไม่นาน ตอนบ่ายวันเสาร์  ผมนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น(ภวังค์) แต่ยังรู้สึกตัวอยู่  จิตผมเห็นชายคนหนึ่งอยู่หน้าประตูบ้าน มีรังสีรอบตัว  ใจของผมเหมือนมีคนบอกว่าพระพรหมมาหา ผมสงสัยว่าทำไมพระพรหมองค์นี้ไม่มี 4 หน้า และเป็นคนไทย  ตอนหลังผมไปค้นคว้าดู จึงพบความจริงว่า หลวงสุวิชชาอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งเกิดไปเป็นท้าวมหาพรหม(พระพรหมในคติพุทธ) ให้มาประจำอยู่ที่ศาลพระพรหมโรงแรมเอราวัณ 

ท่านหายตัวเข้าบ้านผม มายืนอยู่ข้างๆผม  ท่านให้ผมเห็นกรรมที่ผมก่อไว้กับผู้หญิงหลายคนมากสมัยเป็นหนุ่ม  ช่วงนั้นผมจัดได้ว่าเป็นเสือผู้หญิง  แล้วท่านให้ผมรู้ว่า  ตายไปผมจะไปลงนรกของพวกลักเพศ โดนเล่นประตูหลังซะน่วม  แล้วยังอาจต้องเกิดใหม่มาเป็นขวัญใจพวกลักเพศด้วย

จังหวะที่ผมเห็นกรรมและวิบากกรรมเหล่านั้น  ผมไม่แก้ตัวอะไรกับพระพรหมเลย  ผมยอมรับผิดอย่างเดียว และบอกว่ากรรมที่ผมต้องอกหักถือว่าเบามากเหลือเกิน  ถ้าต้องลงนรกไปรับกรรมเพิ่มอีก ผมก็น้อมรับ ไม่ขอหลีกเลี่ยง  เพราะเราทำชั่วเช่นนั้นจริงๆ  กลับไปแก้ตัวใหม่ก็ไม่ได้  แม้ว่าพอเราโตแล้ว เราไม่มีพฤติกรรมแบบนั้นอีกก็ตาม

จู่ๆ...พระพรหมก็บอกผมว่า  กรรมในนรกและกรรมเรื่องนี้ของเจ้าสลายไปแล้ว 

อ้าว! สลายไปได้ยังไง....ผมสงสัย เลยถามว่า  "อะไรกัน บาปกรรมของผมหายไปได้อย่างไร  ก็ผมยอมรับผิดแล้ว  จะลงโทษอย่างไรในนรก  ผมก็เต็มใจ  แต่ผมจะไม่เป็นเสือผู้หญิงแบบนั้นอีก"

ผมยังไม่ทันพูดจบ พระพรหมก็ตอบกลับมาว่า "ให้ไปค้นในพระไตรปิฎก อีกหน่อยเจ้าจะรู้เอง"

นี่เป็นที่มาที่ผมเข้าไปในเว็บไหน  ผมก็ต้องนำเรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม (การสำนึกบาปและตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำบาปข้อนั้นอีก)ออกเปิดเผยให้ชาวพุทธทุกคนรับรู้ว่า  มันทำให้วิบากกรรมบนโลกของเราเบาบางลง  ส่วนวิบากกรรมในนรกไม่มีอีก
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 01:42:59 AM »

ก็ พืชมันก็มีชีวิต ด้วยนะ
ปะมาณว่าต้องปลงอาบัติหลังตัดหญ้า มั๊ง

ลุงเคยแก้ด้ายสายสิญจน์ที่มัดไส้กะสือมั๊ยละ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 965


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 03:05:30 AM »

คุณลุง

สิ่งที่ควรละเว้นคือการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต

นั่นมันรวมทั้งสัตว์และพืชสีเขียวด้วยเนาะ

แล้วที่สงฆ์เดินตามหลังรถตัดหญ้า เป้นยังไง

 ยิงฟันยิ้ม




คุณพี่ครับ  ศีล 5 และศีลในทุกศาสนาไม่ได้ห้ามฆ่าพืชนะครับ  คุณพี่จะให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรล่ะครับ

งง..งง..งง    สงฆ์เดินตามหลังรถตัดหญ้าผิดตรงไหน  แม้คนตัดหญ้าก็ไม่ผิด เพราะถ้ามีแมลงหรือสัตว์เล็กๆตายจากการตัดหญ้า  กรรมนั้นก็เป็นกรรมที่ไม่มีเจตนา  บาปจึงไม่มี  ถ้าบาปมี  พระพุทธเจ้าและสาวกมากมาย  คงตกนรกกันหมด  เพราะพวกท่านลุยป่าฆ่าสัตว์เล้กสัตว์น้อยตามพืนดินมานับไม่ถ้วน

ถ้าเป็นคุณลุง Phonsak ไม่เป็นไร

ถ้าบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ผิดศีล...ดังนี้ครับ...ตัดหญ้า...จากพระไตรปิฎก เรื่องพระวินัย

ปาจิตติยกัณฑ์ (ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ ที่ไม่ต้องสละสิ่งของ)

ภูตคามวรรค ว่าด้วยพืชพันธุ์ไม้  สิกขาบทที่ ๑. ห้ามทำลายต้นไม้

อยากจะเป็นสัพพัญญูนี่ต้องละเอียดหน่อยครับคุณลุง...ศีล ๒๒๗ ข้อนี่ต้องเป๊ะก่อน  แค่นี้ยังไม่รู้...แล้วเที่ยวอวดศักดา...อายคนอื่นเขาครับ...เดี๋ยวคนเขาคิดว่าแค่นี้ยังไม่รู้...ที่พูดมาทั้งหมดคงแอบอ้างเข้าข้างตนเอง แหง๋...

ยังไม่เคยบวชหรือครับคุณลุง...?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 11, 2010, 03:09:12 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: