KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ทางแห่งพระนิพพาน เดินไปอย่างไร มีวิธีปฏิบัติอย่างไรใครทุกข์ที่สุดอย่างไร จึงต้องการพ้นทุกข์
หน้า: 1 [2] 3
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครทุกข์ที่สุดอย่างไร จึงต้องการพ้นทุกข์  (อ่าน 45156 ครั้ง)
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 11:59:01 AM »

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ที่สุด คือ การไปเกิดในที่ต่ำกว่าการเป็น คน

อาทิ เช่นตกนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย และเดรัจฉาน

อือ... นั่นนะซี ทำไมตอนนี้เราเกิดเป็นคน ละ

แล้วถ้าตอนนี้..ทำพลาด...ไป


แล้ว...

จะทำอย่างไร

จะป้องกันอย่างไร ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2010, 12:56:14 PM »

สิ่งปิดบังอนิจจัง

หรือความไม่เที่ยง เป็นนิจจังหรือเที่ยง


คือ ความสืบเนื่อง  ต่อเนื่อง  ของรูปกาย  และใจ

จึงดูเหมือนว่า  กายใจเป็นของเที่ยง

อันที่จริง รูปกายและใจ  มันเกิดแล้วดับ  ตลอดเวลา ถี่ยิบ

หาก มิติ ของเวลา ทำให้เกิด อดีต ปัจจุบันของรูปกาย และใจ ได้

ประมาณไม่ได้ว่า แต่ละท่าของกาย และ ใจ มีความถี่แค่ไหน ของเสี้ยว วินาที ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 01:51:54 AM »

ต่อ เรื่องสิ่งที่ปิดบัง อนัตตา


อย่างที่ข้อมูลของท่านกอลฟรีซ อ้างไว้เรื่องไตรลักษณ์


สิ่งที่ เราหลงว่ากายนี้เป็นตัวกู เพราะเกิดจาการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของธาตุดิน น้ำ ลมไฟ

และเราเคยชิน อยู่กับมัน ใช้มันสนองตอบ กิเลสตัณหา ของจิต

จนลืมเลือนไปว่า กาย และใจนี่ไม่สามารถบอกได้ ไม่สามารถสั่งได้ หรือบังคับบัญชาได้ ว่า...

จงอย่าทุกข์ จงอย่าเปลี่ยนแปลง

หายใจเข้า แล้วไม่ออก

กินแล้วอั้นไว้อย่า ออก

ผมอย่าหงอก และหลุดร่วงออก(ไป)

ฟันอย่าโยกคลอกและหลุดออก


อย่า คิด


อย่า เจ็บป่วย

และอย่า   ...ตายเลย

สุดท้ายของทุกข์ที่สุด คือ ลมหาย ไฟดับ ธาตุน้ำไหลออกมา และธาตุดิน ปลิวหลุดไปเป็นผุยผง...

ถามว่า ใคร สามารถยับยั้งได้

..แม้แต่ผกาพรหม ที่ว่าตัวเที่ยง เพราะความยาวนานในสภาวะที่ตนตั้งอยู่

แต่เมื่อพระพุทธเจ้า ใช้อิทธิ บันดาลให้เห็นว่า เมื่อสิ้นสุดบุญของพรหมแล้ว ย่อมเป็นเวลาของการเคลื่อน(เปลี่ยน)

พรหมนั้น..จึงละมิจฉาทิษฐิ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 11:16:00 AM »

การได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งนัก
และประเสริฐยิ่งกว่า คือการได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

และจะประเสริฐยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อได้มาศึกษาและปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา
ได้เรียนรู้อริยสัจ ได้เจริญสติปัฏฐาน ตามคำสอนของพระพุทธองค์

จนวันหนึ่งเมื่อน้ำเต็มแก้ว จิตก็จะมีความรู้ สอบเลื่อนขั้น หลุดพ้นได้ตามลำดับขั้นของเขาเอง

สาธุ อนุโมทนากับทุกท่านด้วยน่ะครับ ที่ได้ปฏิบัติธรรม และ กำลังเดินในเส้นทางแห่งธรรมนี้
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 11:28:27 AM »

การพัฒนาคน ลางทีการให้เพียงข้อมูลไม่น่าจะพอ

เพราะคนมีความหลากหลาย

และความเป็นสัพพัญญูผู้เป็นเลิศด้านการ สอนผู้อื่นให้มองเห็น สัจธรรม ก็มีเพียงพระพุทธเจ้า

นอกนั้นก็เป็นอริยะสาวก จำนวนหนึ่ง

...

 ยิงฟันยิ้ม

มาตามดูเรทติ้ง บอร์ดแล้วหรือท่าน วันนี้วันศุกร์ นะเนียะ..
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 06:55:49 PM »

ทุกขัง

หรือความทุกข์ กาย และความทุกข์ใจ

หรืออย่างท่านกอล.. หาข้อมูลมาบอกว่า กายและใจนี้ถูกความทุกข์บีบ คั้น ให้ไม่สามารถทนทานอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

จำต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ


และจึงถูกปิดบัง ไว้ด้วย การเปลี่ยนแปลง เช่น

การหายใจ เข้า ก้ต้องหายใจออก

 ถ้าหากมองในมุมกว้างด้วยสายตาของนก มองลงมาที่กายนี้

จะประกอบด้วย รูปกายที่เปลี่ยนไปตามท้องที่พองออก และยุบ เข้า

ด้วยความถี่ ละเอียดยิบ (เปลี่ยน ไปเรื่อยๆ  ตามมิติของเวลา)

หากจิต ตามดู จิตก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน

เมื่อพิจารณา รูปกาย+จิต ที่อยู่กับท่าหายใจ ณ เวลา 00:000 กับท่า ที่2 เวลา 00.001 

มันเป็น รูป+จิต คนละภาพ

โดยภาพที่ 1 จบไปแล้ว ณ เวลาที่ 2

ใช่หรือเปล่า ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 06:58:09 PM »

และ ท่าทางของรูปกาย+จิต แต่ละท่า

แต่ละภาพ

แต่ละ แสน๊บช้อท

นั่น ...........มีผู้ตามรู้ได้ทันเพียงท่านเดียว

........คือจิต เท่านั้น

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 09:41:24 PM »

จิต เดิม เปรียบเหมือนผ้าขาว

ความทุกข์ คือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาปะปนกับจิต โกรธ
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 965


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 10:43:40 PM »

ความสุข คือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาปะปนกับใจ

ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ มันเป็นธรรม

ข้อแนะนำต่อไปนี้มีเพื่อให้แยกแยะว่าเวทนาและสภาวจิตแตกต่างกันอย่างไร
- - ศึกษาและฝึกรู้เวทนาอย่างดี สามารถกำหนดบอกตนเองได้อย่างชัดเจนว่ากำลังเสวยเวทนาชนิดใด โดยไม่สับสน และไม่ต้องถามตัวเองว่าสำหรับเราถือว่าเรากำลังสุข ทุกข์ หรือเฉย
- - เมื่อนามธรรมใดกำลังเด่นชัดอยู่ในความรับรู้ และไม่เข้าข่ายสุข ทุกข์ เฉย ก็ให้ถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เวทนา

ขอให้ตระหนักด้วยว่าโดยธรรมชาติแล้ว เวทนากับสภาพจิตจะไม่แยกกันเป็นต่างหาก เช่นเมื่อใดเกิดสุขเวทนา สภาพจิตมักมีความโน้มเอียงไปทางติดใจยินดีอันเข้าข่ายมีราคะในจิต แต่เมื่อใดทุกขเวทนา สภาพจิตก็มักมีความโน้มเอียงไปในทางฟุ้งเพราะรำคาญกายรำคาญใจ

การรู้เวทนากับการรู้สภาพจิตจึงอยู่ใกล้ชิดกัน อันไหนเด่นก่อนดูอันนั้นก่อน โดยเฉพาะเบื้องแรกนั้น ถ้ารู้อะไรไม่ทัน จะดูเวทนาอันเป็นผลตกค้างก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งใจไว้ว่าจะรู้ให้ทันกับที่เกิดผัสสะเสมอไป ต่อเมื่อสติกล้าแข็งขึ้น จดจ่ออยู่กับเวทนาและสภาวจิตกระทั่งเห็นชัดเหมือนตาเห็นรูป จึงมีความเฉียบคมมากพอจะทันนับแต่จังหวะที่เกิดผัสสะไปเอง

ความสับสนระหว่างอทุกขมสุขเวทนากับสภาวจิต
สิ่งที่ทำความสับสนให้ผู้เริ่มฝึกรู้สภาวจิตก็คือแยกไม่ออกว่าระหว่างความรู้สึกเฉย กับสภาวะของจิตในปัจจุบันนั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะถ้าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาเด่นขึ้นมานั้น แม้ไม่กำหนดมากนักก็เป็นที่รู้ได้เอง แต่ถ้าอทุกขมสุขเวทนาเป็นฝ่ายเด่น ก็จะทำให้ลังเลได้ง่ายว่ากำลังมองเวทนาหรือสภาวจิตกันแน่ ขอให้ทำใจอย่างนี้

- - การดูหรือการรู้นามธรรมนั้น เรามุ่งหมายเอาความเห็นอนิจจังเพื่อความปล่อยวางมากกว่าอย่างอื่น เมื่อทำใจไว้ได้อย่างนี้ ขณะดูอะไรก็จะไม่ตั้งแง่กังขาขึ้นมาให้เสียทัศนวิสัยเปล่าๆ
- - เมื่อรู้สึกชัดว่ากำลังเสวยเวทนาในทางเฉย ให้ดูว่ากำลังรู้ตัวหรือไม่ว่าทำอะไร ถ้ารู้เวทนาว่าเป็นเฉยแล้วแช่จมอยู่กับความเฉยอย่างนั้น ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นอาการ “หลงไปในความเฉย” ซึ่งความหลงนั้นก็จัดเป็นสภาพของจิตได้อย่างหนึ่ง

   
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2010, 08:56:28 PM »

กาย+เวทนา

จิต+ธรรมารมณ์


ง่ะ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2010, 12:54:16 PM »

กว่าจะรู้ทุกข์


ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก่อน

ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ  ก่อน


ต้อง เศร้าโศก คร่ำครวญ พิรี้ พิไร รำพัน ก่อน

ต้อง แก่ ต้องเจ็บหนัก ก่อน


ต้องไม่สบายกาย  ไม่สบายใจก่อน..ประมาณนี้


เพราะถ้าไม่ทุกข์  .................................................ก็...ไม่ต้องการความพ้นทุกข์  ..นั่นเทียว ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 08:54:37 PM »

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

ความรักเป็นทุกข์


และความรักตนเอง เป้นที่สุด

ตน ประกอบด้วย

         1. ร่างกายที่ เสื่อม(เปลี่ยนแปลง) ไป อย่างแน่นอน ไม่เสื่อมไม่มี (จนถึง แตกดับไป  )

         2. จิต ที่เสื่อม (ความคิด-เปลี่ยนแปลง) ไป อย่างแน่นอน ไม่เสื่อมไม่มี(และต้องย้ายที่อยุ่ไปเมื่อถึงเวลาที่กายแตกดับ*เพราะบ้าน

ของจิตคือ กาย เน่าเปื่อยผุพัง ไปไม่สามารถใช้เป้นที่อยู่อาสัยได้ต่อไป)


ความเร็วในความเสื่อม

           1. กาย ทุกเศษเสี้ยว ของวินาที
           2. ใจ ไวกว่า ความเร็วแสง
 
แล้ว เมื่อ 3 นาทีก่อน ให้ข้อมูลนี้ เรา ก็ได้ใช้กายและจิต  (ประกอบด้วย มิติของความกว้าง ความยาว และความหนา) ที่เเปลี่ยนไป ผ่าน

มิติของเวลา โดยที่ไม่สามารถย้อนเวลาไปได้


จริง หรือเปล่าเนีียะ ยิงฟันยิ้ม

 
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 965


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 10:00:40 PM »



the suffering ที่เขียนข้อความข้างบน กับ the suffering ที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่มันคนละคนกันแล้ว

และ the suffering ที่กำลังจะพิมพ์ตอบก็เป็น the suffering คนใหม่อีกเหมือนกัน... ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 10:58:34 PM »

ไม่ใช่ the suffering

เป็นแค่ รูปนาม ที่เปลี่ยนแปลง ไปเรื่อย ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 965


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2010, 12:02:37 AM »

 the suffering
เป็นสมมุติเอาไว้เปรียบเทียบ...พูดแต่กายกับรูป ซึ่งจริงๆแล้วอยากจะเรียกอะไรก็ได้ มันก็เหมือนกันหมดแต่ไม่รู้ใครเป็นใครเรียกอย่างไร แยกไม่ออก บอกไม่ถูกไม่เห็นภาพ...

จึงต้องตั้งชื่อซึ่งเป็นสิ่งสมมุติมาเปรียบเทียบ ซึ่ง  the suffering นั้นก็สมมุติมา ชื่อจริงๆตามบัตรประชาชนก็อีกอย่าง

แต่ตามหลักธรรมความจริงแล้ว ก็ไม่มีทั้งสองอย่าง



บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 [2] 3
พิมพ์
กระโดดไป: