KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4กามเป็นของร้อน
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กามเป็นของร้อน  (อ่าน 5532 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 05:11:49 PM »

โดยคุณ พัลวัน วัน พุธ ที่ 12 กรกฎาคม 2543 09:57:38

ความประทับใจของผม
ที่มีต่อพระสูตรที่ประทับใจมากๆนั้น
อยู่ 3 พระสูตรด้วยกัน คือ
   1. ธรรมจักกัปปวัตนสูตร
   2. อนัตตลักขณสูตร
   3. อาทิตตปริยายสูตร

ทั้งสามพระสูตรนี้ ผมได้รู้จักจริงๆก็ตอนไปบวช
1 พรรษา ที่วัดใกล้บ้าน ได้อ่านพุทธประวัติ
จึงได้รู้จัก พระสูตรทั้ง 3 นี้

ก่อนหน้านี้ก็เพียงแต่ได้ยินแต่ชื่อ
ธรรมจักกัปปวัตนสูตร พระสูตรนี้เท่านั้น

เนื้อหาในพระสูตร ธรรมจักกัปวัตนสูตรนี้ค่อนข้างมีความคุ้นเคยอยู่บ้าง
เพราะพระพุทธองค์ตรัสถึงอริยสัจจ์ ซึ่งได้ยินมาแต่เด็กแล้ว
ยังจำได้ดี ว่าได้ยินครั้งแรก ในวิชาศีลธรรม ชั้นประถมที่ 5
(และครั้งนั้นก็แปลกใจว่า เมื่อเรารู้แล้ว ว่าอริยสัจจ์คืออะไร
ทำไมเราถึงไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นเลย ก็เดาๆอยู่
ว่าท่าทางคงจะมีอะไรมากกว่านี้)

แม้ว่าในการบวชครั้งนั้น ได้อ่านพระสูตรทั้ง 3 นี้
แต่เนื้อหาก็ยากต่อความเข้าใจกันไปคนละแบบ
ในส่วนของ อนัตตลักขณสูตร
ก็เป็นความยากที่ต้องเปลียนทัศนคติ
การไม่เป็นไปตามอำนาจ ก็คือ อนัตตา
แต่ในตอนนั้น ก็ยังไม่ถึงกับงงมากนัก เพราะยังพอเลียบๆเคียงๆเดาๆไปได้
แต่กับ อาทิตตปริยายสูตร ผมกลับไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย

เนื้อหาของพระสูตรนี้เป็นความเรียบง่ายอย่างยิ่ง
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงต่อพวกชฎิลทั้งพัน
ซึ่งเป็นลัทธิบูชาไฟ
ในตอนนั้นก็พาลให้ คิด เอาเองว่า คงเป็นเพราะพระพุทธองค์
ทรงต้องการเชื่อมโยงกับสิ่งที่ชฎิลคุ้นเคยอยู่ คือการบูชาไฟ
แต่ก็ คิด ได้เพียงแค่นั้น คิด อะไรต่อไปไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเองไม่เห็นว่า กามจะเป็นของร้อน
เพราะเห็นอยู่เสมอๆ ว่า กามเป็นของที่น่าอภิรมย์
แม้ว่าผมจะไม่ส่ำส่อนทางเพศ และพยายามควบคุมตัวเองอยู่ก็ตาม
แต่ผมก็ไม่อาจจะทำให้เห็นว่า กามเป็นของร้อนไปได้

หลังจากได้ฝึกการ ดูจิต จาก ครูสันตินันท์
(ขอกราบระลึกถึงคุณของครู ณ.ที่นี้ด้วยเลย)
และจากแรงกระตุ้น ในกระทู้ที่ 102 ของคุณสุรวัฒน์
(ขอกราบขอบพระคุณ คุณสุรวัฒน์ ณ.ที่นี้อีกด้วย)
ทำให้ผมเลิกทำเล่นๆพอเป็นเพลิน
หันมาเอาจริงเอาจังกับการภาวนาด้วยการดูจิต
ทำไม่พัก ทำทั้งวัน ทำทุกวัน ทุกอริยาบถ
ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เพ่งบ้าง เผลอบ้าง รู้ตัวบ้าง
แม้จะไม่เข้าท่าอะไรสักเท่าไหร่
เพราะล้มเหลวดูเหมือนจะมีมากกว่าได้เรื่องได้ราว
แต่ก็ทำให้รู้สึกว่า
ตัวเองได้ทำตัวให้มีคุณค่า ไม่เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์
ทำให้สามารถทำได้เรื่อยๆ ไม่ต้องบังคับขู่เข็ยตนเองมากนัก

มีอยู่มาวันหนึ่ง กำลังสวดมนต์ไหว้พระ
ระลึกถึงคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ในแว่บหนึ่งนั้น จิตหวนไปคิดถึงภาพเก่าๆในอดีต
อันเกี่ยวข้องกับกามกิเลส
พร้อมๆกับกำหนัดก็กำเริบขึ้นในขณะต่อๆมา
แต่จิตผู้รู้มิได้พุ่งเข้าไปยึดหรือเสพอารมณ์ดั่งเคย
แต่กลับนิ่งดูอยู่ในความอยากในกามนั้น
และมองเห็นเป็นของร้อน
ดังเช่นไอของไฟที่พวยพุ่งขึ้นมาเหนือกองไฟ
เมื่อจิตมองเห็นไปของร้อนเช่นนั้นแล้ว
จิตก็มิได้เข้าไปคลุกคลีอยู่ด้วย
และไม่สนใจต่อความอยากที่จะเข้าไปคลุกคลีในกิเลสนั้นอีก
หันมาสนใจต่อคำสวดมนต์ต่อไป

กลับมานั่งระลึกในภายหลังในขณะที่ขับรถมาทำงาน
ก็ทำให้นึกย้อนไปพระสูตรนี้ได้
อาทิตตปริยายสูตร
เห็นว่ากามเป็นของร้อนจริง มิใช่แค่การเทียบเคียงอย่างที่เคยคิด
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงทั้งนั้น
แม้ว่าจะเป็นอุบาย แต่มิใช่อุบายที่เกิดมาจากความเท็จแต่ประการใด
ทุกสิ่งเป็นจริงไปตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
ในวันนั้นจึงได้รายงานให้ ครูสันตินันท์ทราบ
ครูก็บอกเป็นจริงตามนั้น

ที่เล่ามาให้ฟังนี้ เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์อย่างหนึ่ง
และมิใช่การประกาศว่าตนเองทำได้แล้ว เพราะรู้ตัวอยู่ว่ายังทำมิได้ขนาดนั้น
เพราะหลังจากนั้นมาไม่นาน
ความรู้ตัวที่พยายามฝึกฝนก็มาถึงคราว เผลอ บ้าง
เมื่อเผลอแล้วครั้งใด หากมีกามกิเลสเกิดขึ้นแล้ว
นอกจากจะไม่เห็นว่า กามเป็นของร้อนแล้ว
ยังเห็นว่า กามเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์ ซ้ำไปอีก
ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่เคยเป็น
แต่หากคราใดที่มีความรู้ตัวอยู่
ก็จะเห็นว่า กามเป้นของร้อน อยู่ดี

ในวันนี้จึงมีข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า

เมื่อใดที่รู้ตัว กามย่อมเป็นของร้อน
เมื่อใดที่เผลอ กามย่อมเป็นของน่าอภิรมย์




โดยคุณ พัลวัน วัน พุธ ที่ 12 กรกฎาคม 2543 09:57:38
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 05:12:28 PM »

ความเห็นที่ 12 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2543 11:35:56
อุบายสลายกาม


กามนั้นจำแนกเป็นสองส่วนคือ วัตถุกาม กับกิเลสกาม
วัตถุกามได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่
และแม้จะไม่เจอของจริง หรือวัตถุจริงๆ
แต่บางทีจิตก็เข้าไปตั้งยึดอยู่ในกามสัญญา
เช่นมโนภาพเกี่ยวกับสาวงาม เป็นต้น
ส่วนกิเลสกาม หรือกามราคะ เป็นความกำเริบของจิต
ที่เข้าไปรักใคร่ ผูกพันกับวัตถุกาม

นักปฏิบัติเมื่อผจญการคุกคามของกิเลสกาม
ก็มีอุบายหลายอย่างที่จะต่อสู้เอาตัวรอด
เช่นพิจารณาวัตถุกามให้เห็นเป็นของไม่สวยงาม
บางทีก็เพ่งที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เบี่ยงเบนความสนใจเสีย
เช่นเพ่งลมหายใจ เพ่งพุทโธ
บ้างก็พยายามดูจิต โดยหวังให้พ้นจากการคุกคามของกิเลสกาม

แต่หลายคราวคงพบว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไร
จิตก็ยังถูกกิเลสกามครอบงำอยู่นั่นแหละ
วันนี้จึงมีอุบายง่ายๆ มาแนะนำกันอีกอย่างหนึ่ง
พอเป็นเครื่องเล่นของนักปฏิบัติ

คือเวลาที่จิตถูกกิเลสกามครอบงำ จนไม่มีกำลังจะดูจิตได้จริง
ยิ่งพยายามดิ้นรน อยากจะให้จิตพ้นการครอบงำของกิเลส ก็ยิ่งทุกข์มากยิ่งขึ้น
ก็ให้ลองเปลี่ยนอารมณ์ ไปรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียก่อน
เช่นหันไปมองสาวสวยหรือหนุ่มหล่อที่ชอบใจให้เต็มตาเสียเลย
แล้วจับความรู้สึก/ความรับรู้แรก ที่เห็นรูปในแว้บแรกให้ทัน
(ตรงนี้เป็นการเล่นเกมส์ที่ไม่เหมาะกับพระหนุ่มๆ เพราะถ้าพลาดก็แย่ไปเลย)

ความรู้สึกแรกนั้น มันเป็นกลาง เฉยๆ เบิกบาน อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าจับความรู้สึกนี้ทัน ก่อนที่มันจะปรุงเป็นกิเลสกามขึ้นมา
จิตจะพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลสกามทันที
เพราะจิตดวงเก่าที่ถูกกิเลสกามครอบงำ
มันตายไปแล้วเมื่อเรามีจิตดวงใหม่ไปรู้อารมณ์ใหม่
ส่วนจิตดวงใหม่ก็ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันว่องไว
ยังไม่ถูกกิเลสกามครอบงำ
ถ้าจับจุดนี้ทัน ต่อให้นาวงามสามโลกมาเดินอยู่ต่อหน้า
จิตก็จะเพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นรูป
เพราะจิตใหม่มีสติสัมปชัญญะ
พ้นจากการครอบงำของกิเลสกามที่เคยกลุ้มรุมไปได้แล้ว
หลังจากนั้น ก็คอยดูจิตต่อไปอย่างที่เคยฝึกหัดกันมา

ผมเคยสังเกตจิตใจของผู้ปฏิบัติในสายอภิธรรมหลายสำนัก
พบว่าเขาพยายามใช้สติ ระลึกรู้ความรู้สึกแรกที่ตากระทบรูป
หรือเท้ากระทบพื้น อยู่เหมือนกัน
แต่ถ้าเขาไม่มีสัมปชัญญะจริง ไม่มีธรรมเอกหรือสัมมาสมาธิจริง
จิตของเขาจะเคลื่อนเข้าไปจ่ออยู่ในรูปที่รู้
อันเป็นการเสียสมรรถนะที่จะรู้อารมณ์ด้วยจิตที่เป็นกลางไปในทันที
ดังนั้น เมื่อจับความรู้สึกแรกได้แล้ว
ระวังอย่าให้จิตเคลื่อนหลงเข้าไปในความรู้สึกนั้นนะครับ
มันจะกลายเป็นการทำสมถะ ทั้งที่แขวนป้ายว่า กำลังทำวิปัสสนาอยู่
(ที่เล่ามานี้เป็นการยกตัวอย่างการดำเนินของจิต
แบบเล่าสู่กันฟังภายใน "บ้านของชาววิมุตติ" ที่เป็นญาติมิตร พี่น้องกัน
ไม่มีเจตนาไปล่วงเกิน หรือชวนทะเลาะกับท่านผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ
เพราะวิมุตติ ไม่ใช่ที่สาธารณะ แต่เป็นที่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)

น้องๆ หลานๆ นักปฏิบัติ จะลองวิธีนี้เล่นบ้างก็ได้
ถือเป็นการเล่มเกมส์กับกิเลส ประเภทใครดี - คนนั้นอยู่ทีเดียว

โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2543 11:35:56
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: