KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมรู้จริงหรือ ว่าเป็น โสดาบัน แล้ว
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้จริงหรือ ว่าเป็น โสดาบัน แล้ว  (อ่าน 11742 ครั้ง)
yusamui
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 48


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 28, 2012, 03:05:15 PM »

    ผู้ปฏิบัติธรรมหลายๆท่าน  มักจะอยากรู้ว่าตนเอง ที่ปฏิบัติธรรมกันมานั้น บรรลุธรรม เป็นพระอริยะเจ้า เช่น โสดาบัน สกิคาทามี อนาคามี และพระอรหันต์ กันแล้วหรือยัง  ข้าพเจ้าขอตอบ ณ.ที่นี้เลยว่า ท่านไม่สามารถจะรู้ได้เลย เพราะเรื่องนี้มีเพียงพระพุทธเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้นที่จะ พยากรณ์ให้ได้ แม้นเรื่องนี้ พระสารีบุตร เคยทูลถามถามพระพุทธเจ้า ว่าในอนาคตกาล พุทธบริษัทที่ใคร่จะรู้ ลำดับในการปฏิบัติธรรม ที่ตนบรรลุแล้ว จะให้ พระสงฆ์สาวกพยากรณ์กันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า อย่าเลย สารีบุตร เราไม่อนุญาตให้สงฆ์สาวกพยากรณ์เรื่องนี้ ถึงแม้น สงฆ์สาวกที่บรรลุ อรหันต์จะมีเจโตวิมุติหรือญาณ สามารถระลึกชาติได้หลายชาติ ก็ไม่อาจรู้ทั่วถึงกรรมทั้งหมดได้ เพราะเรื่องกรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ่ง มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะสอดส่องกรรมได้ทั่วถึง แต่พระพุทธเจ้าก็ได้วางหลักไว้เทียบเคียง สำหรับผู้ที่อยากจะรู้ลำดับการบรรลุธรรม ขั้นต่างๆ ไว้
  จากพระสูตรนี้ เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเอาหลักที่พระพุทธเจ้าวางไว้ เช่น สังโยชน์ 10 ญาณ16 หรือ โสฬสญาณ ก็ไม่แน่นเสมอไปว่าเราจะพยากรณ์ถูกหรือผิด บางท่านอาจจะพยากรณ์เข้าข้างตนเอง บางท่านเอาเหตุผลส่วนตัวเข้ามาประกอบการพยากรณ์ บางท่านพยากรณ์เพราะอารมณ์จังหวะนั้นมีสมาธิมั่นคงแน่วแน่น เลยเชื่อไปว่าตนเองบรรลุธรรม แต่ถ้าเมื่อไรท่านตั้งคำถามกับตัวเอง ว่า “นี้เราบรรลุธรรม เป็นโสดาบันแล้วจริงหรือ” ท่านก็จะเกิดความลังเลขึ้นมาทันที  ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าจริงแล้ว คำว่า โสดาบัน สกิคาทามี อนาคามี และพระอรหันต์ คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่สมมุติขึ้นมาทั้งสิ้นสำหรับใช้ในภาษาคน ส่วนในภาษาธรรมนั้น คำเหล่านี้เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งไม่มีตัวตน ให้จับต้องได้ จะไม่เหมือนกับชื่อที่เราใช้เรียกคนที่เป็น ทหาร ตำรวจ  ผู้ว่า หมอ พยาบาล ฯลฯ  เพราะว่าเมื่อคนเหล่านี้ไปร่ำเรียนมาจนจบ สอบได้ ก็จะได้ตำแหน่ง ได้ยศ และก็รู้ ก็เข้าใจว่าตนเองเป็นทหาร ตำรวจ  ผู้ว่า หมอ พยาบาล ฯลฯ  ตามภาษาคน
  ส่วนการปฏิบัติธรรมนั้นต่างกัน เพราะเป็นการปฏิบัติธรรมเป็นการขัดเกลากิเลส และทำลายอวิชา สำหรับผู้ที่ปฏิบัตินั้นจะรู้ได้เพียงว่า ตอนนี้จิตของตน(ที่ต้องใช้คำว่า”ของตน” เพราะมารู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรดี และแหละความยากในการอธิบายภาษาธรรม) บรรเทา หรือละกิเกสตัวไหน ไปได้แค่ไหนแล้วเท่านั้น เช่นคำสมมุติว่าโสดาบันนั้น คือ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมรู้ว่าตนเองตัด สังโยชน์ 3ได้ และไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย (แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ 100 %)เพราะในจิตขณะนั้นก็ไม่มีอะไรมาแสดงให้เห็นเหมือน ยศ ทหาร ตำรวจ  ผู้ว่า หมอ พยาบาล ฯลฯ  
  ทีนี่มาดูกันว่าสังโยชน์ 3 ที่ท่านๆเข้าใจกันเป็นอย่างไร
 สังโยชน์ตัวที่ 1 สัมมาทิฏฐิ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ  ในมรรคมีองค์แปด นั้นเอง ตัวเดียวกัน(หาอ่านเอาเอง)และ ผู้ที่มีคุณสมบัติ โสดาบันจะมีจิตที่มุ่งไปสู่นิพานเท่านั้น หรือหากว่าจิตยังอาลัยอาวอนในภูมิมนุษย์และเทวดา จิตนั้นก็จะหวนกลับมาเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ เป็นอย่างมาก(ตรงนี้ไม่ใช่ ตาย เกิด เข้าโลงกัน 7 ชาติ) ตรงนี้หมายถึง ภพ ชาติ ของปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือเมื่อจิตคิดนึกอะไรอยู่ เราก็เกิดเป็นสิ่งนั้นโดยทันที เช่น จิตโง่อยู่ จิตก็เป็น เดรัจฉาน จิตโกรธก็เป็นยักมาร จิตมีความอยากอย่างทุรนทุรายก็เป็นเปรต จิตอยากมีนั้น อยากเป็นนี่ก็เป็นมนุษย์ จิตพอใจในกามมารมณ์อย่างสูงก็เป็นเทวดา นี่คือความหมายของคำว่า ภพ ชาติ ในภาษาธรรม ถ้าจิตของผู้ปฏิบัติธรรม ยังไม่พร้อมที่จะนิพาน คือยังอยากเกิดอีก หรือจะรอยุคพระศรีอริยะมาโปรดแล้วค่อยนิพาน อย่างนี้ก็บอกได้เลยว่า ยังไม่มีคุณสมบัติของ โสดาบัน เพราะ โสดาบันจะต้องเห็น ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว จิตจะต้องหาทางออกจาก วัฏฏะสงสาร หรือวงเวียนแห่งทุกข์นี้ให้ได้ ฉะนั้นจึงเกิดแรงพลัดดันตามธรรมชาติให้จิตออกจากกามราคะ และ ปฏิฆะ
สังโยชน์ตัวที่ 2 วิจิกิจฉา  คือความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย โดยเฉพาะในพระธรรม จะไม่มีอยู่ในจิตของผู้ที่มีคุณสมบัติ โสดาบัน กล่าวคือหมดความเชื่อเรื่อง พระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง ไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์มืด เป็นพิธีกรรม  เป็นศาสตร์ที่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้  เช่น เรื่องเจ้าที่ พระภูมิ ผีสาง นางไม้ น้ำมนต์  หรือ ไปได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน อะไรมาก็เชื่อทันที โดยไม่ได้พิจรณา ไตร่ตรองพิสูจน์ก่อน เช่นได้อ่านพระไตรปิฏกก็เชื่อไปหมดทุกเรื่อง โดยที่ไม่เคยศึกษาความเป็นมาความเป็นไปได้ ดูเรื่องเหตุ เรื่องผล ว่าเป็นจริงแค่ไหน ไม่ได้หมายความว่าหมดความสงสัยก็จะต้องเชื่อหมดที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แต่จะต้องเอา สติ ปัญญาเข้ามาใช้ด้วย  สำหรับผู้ปฏิบัติ ที่ยังตัดเรื่องเหล่านี้ออกไปจากจิตใจยังไม่หมด นั้นก็ยังไม่ใช่คุณสมบัติของ โสดาบัน (ยังไม่บรรลุธรรมแน่นอน)
สังโยชน์ตัวที่ 3 สีลัพพตปรามาส อันนี้ทุกท่านก็คงจะทราบกันดี คือ ศีลของผู้ที่มีคุณสมบัติ โสดาบัน จะเป็นไปโดยธรรมชาติ กล่าวคือไม่ต้องคอยบังคับ ไม่ต้องคอยรักษา ไม่ต้องคอยระวัง เพราะเมื่อจิตมาถึงขั้นนี้แล้ว จิตจะมีสติ ปัญญาพอสมควร ที่จะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โสดาบันเป็นผู้ปัญญา สมาธิเล็กน้อย มีศีลเป็นปกติ แต่หากว่าจิตยังต้องการผลของบุญที่จะทำให้ได้สวรรค์สมบัติ มนุษย์สมบัติ คือเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกาม อันนี้ก็แน่นอนว่าไม่ใช่คุณสมบัติของ โสดาบัน เพราะโสดาบันจะต้องเห็น ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เมื่อเห็นอย่างนั้นจิตจะต้องหาทางออกจาก วัฏฏะสงสาร หรือวงเวียนแห่งทุกข์นี้ให้ได้ ฉะนั้นจึงเกิดแรงพลัดดันตามธรรมชาติให้จิตออกจากกามราคะ และ ปฏิฆะ ตรงนี้แหละคือ โลกุตระ (เหนือโลก)
สังโยชน์ตัวที่ 4. กามราคะ กล่าวคือความรัก ความพอใจทั้งหมด หมายรวมไปถึง ทาน ศีล สมาธิ ด้วย หากผู้ปฏิบัติยังงมงาย ลูบคลำกันไป ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่ที่พระพุทธเจ้าให้น้ำหนักมากที่สุด คือกามมารมณ์ เพราะกิเลสตัวนี้ตัวเดียวสามารถทำให้กิเกสตัวอื่นๆเกิดขึ้นได้อีกหลายๆตัว เช่น เมื่อยังอยากเสพกาม ก็ยังอยากให้ตัวเองสวยงาม หล่อ เท่ มีเงินทอง มีชื่อเสียง เพราะเข้าใจว่าเมื่อมีสิ่งเหล่าแล้วเพศตรงข้ามจะชอบ จึงเกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกมากมาย สุดท้ายก็ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ คนที่ยังตกเป็นทาสของกาม จะยังไม่มีอิสรภาพอย่างเต็มตัว ส่วนโสดาบันรู้เห็นข้อนี้อย่างชัดเจนแล้วจะพยายามเอาชนะกิเกสตัวนี้ให้ได้
สังโยชน์ตัวที่ 5 ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิด ขัดเคือง ความขุ่นมัว ขุ่นข้องใจ. กล่าวคือระหว่างที่ โสดาบันกำลังต่อสู้กับ กามราคะ ในขณะนั้น จิตก็ต่อสู้กับปฏิฆะไปด้วยพร้อมกัน เพราะจิตของโสดาบัน จะคอยจับอารมณ์ในเวทนา ตอนนี้แหละ ที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ สติจะไปขนปัญญามาเพื่อต่อสู้กับปฏิฆะและกิเกสตัวอื่นๆไม่ให้ปรุงแต่งเป็นตันหา อุปาทาน เพราะหากมีแต่ปัญญาความรู้ ที่ได้จากการอ่าน ฟัง หรือ ท่องจำไว้ แต่ไม่มีสติเพียงพอที่จะนำมาใช้ได้กับสถานะการณ์ให้ทันท่วงที มันก็ไม่มีประโยชน์ อันใดกับความรู้ ที่เราได้ อ่าน ได้ฟัง กันมา เมื่อทำให้ กามราคะ ปฏิฆะ เบาบางลงแล้ว นั้นคือคุณสมบัติของ สิกคาทามี  ถ้าตัดได้แล้ว ก็เป็นคุณสมบัติของ อนาคามี
อีกชื่อหนึ่ง   โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕  คือสังโยชน์เบื่องต่ำ 5 ประการสิ้นไป
ส่วนหรับสังโยนช์ที่เหลืออีก 5 ข้อ คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเพราะยังไงผู้ที่ปฏิบัติ เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เอาเป็นว่าสำเร็จ เป็นพระอรหันต์แน่นนอน  ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ คุณสมบัติ ของโสดาบัน ที่หลายๆ ท่าน อาจจะพยากรณ์ (คลาดเดาตนเอง) ผิดไปก็ได้ เปรียบสะเหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็จะผิดตามกันไป แล้วส่วนมากจะเป็นเช่นนี้ เสียด้วย
  สำหรับข้อคิดที่จะขอฝากไปถึงนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายให้ทราบ คือ  ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมและเดินกันอย่างถูกทางแล้ว ท่านเหล่านั้น ไม่ค่อยสนใจหรอกว่าตัวท่าน บรรลุเป็น โสดาบัน สกิคาทามี อนาคามี และพระอรหันต์ หรือยัง พร้อมทั้งจะไม่ประกาศ หรือ พูดให้ใครต่อใครเชื่อว่าท่านเหล่านั้น บรรลุธรรมแล้ว เพราะที่เที่ยวไปประกาศอยู่ จะหลงเข้าใจตนเองผิดเสียมากกว่า ส่วนผู้ที่เดินมาถูกทาง สิ่งที่ท่านจะทำก็คือ สำรวจ กิเกสที่เหลืออยู่ และหาหนทางเอาชนะให้ได้โดยเร็วเท่านั้น
                    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2012, 09:42:05 AM โดย yusamui » บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 962


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 04:45:29 AM »

คนที่จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน อย่างน้อยภูมิจิตภูมิธรรมก็ต้องเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า
เรื่องนี้เคยมีการแสดงความคิดเห็นเอาไว้แล้วตามลิงค์นี้เลยครับ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=802.0

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2012, 10:37:11 PM »

พระโสดาบัน ก็รู้ ว่า

ทุกอย่างมีเกิด ดับ
ที่พระอ้ญญาโกณทัญญะ

ท่านได้ตอนพระพุทธเจ้า แสดงพระสูตรนี้

ตามพระธัมมจักกัปวัตนสูตร กล่าวไว้

ลองไปอ่านคำแปล ทีมีไว้

แปลกอต่จริง พระสูตร ต่าง ๆ บอก ทุกอย่าง ไว้

แต่ มีคนจำนวนมากๆที่ สวดมนต์ โดย เพิกเฉยต่อ ความหมาย ของสิ่งที่ สวดไป   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
yusamui
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 48


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2012, 12:30:33 PM »

คนที่จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน อย่างน้อยภูมิจิตภูมิธรรมก็ต้องเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า
เรื่องนี้เคยมีการแสดงความคิดเห็นเอาไว้แล้วตามลิงค์นี้เลยครับ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=802.0

 

ถ้าจะเอาคำพูดของหลวงพ่อคนนี้มาเป็น บรรทัดฐาน ผมต้องขอผ่านครับ เพราะจากการติดตามข่าวคราวต่างๆ หลวงพ่อยังมีกิเกสอยู่ในจิตอีกมาก และคงยังไม่บรรลุธรรมใดๆ เป็นแน่น
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 962


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2012, 08:16:58 PM »


คนที่จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน อย่างน้อยภูมิจิตภูมิธรรมก็ต้องเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า
เรื่องนี้เคยมีการแสดงความคิดเห็นเอาไว้แล้วตามลิงค์นี้เลยครับ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=802.0

 

ถ้าจะเอาคำพูดของหลวงพ่อคนนี้มาเป็น บรรทัดฐาน ผมต้องขอผ่านครับ เพราะจากการติดตามข่าวคราวต่างๆ หลวงพ่อยังมีกิเกสอยู่ในจิตอีกมาก และคงยังไม่บรรลุธรรมใดๆ เป็นแน่น

เป็นความเห็นของเพื่อนๆกัลยาณมิตรนั่นแหละครับ แต่ก็มีอ้างอิงจากท่านบ้าง

การพยากรณ์ว่าใครจะบรรลุธรรมชั้นใดก็มี แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นครับ สาวกไม่พึงพยากรณ์กันเอง

เราก็เพียงอ่านๆไปลองเงี่ยหูฟังดูก่อน มีเหตุ มีผลหรือไม่ก็พิจารณาเอาก็พอจะได้ปัญญาบ้าง

ถ้าเราปิดกั้นและไปพยากรณ์เอาเสียเองว่า พระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์ พระองค์นี้ไม่ได้บรรลุธรรม เราจะเลือกเอาเอง ตามความเห็นของเรา ว่าองค์ไหนใช่หรือไม่ใช่
เราก็ฟังๆแต่เค้าพูดกันมา แถมมีทิฏฐิเสียแล้ว ยังไม่ได้ฟังเลย แล้วก็ตัดสินไปตามทิฏฐิมานะและเข้ากับความเห็นของตนเอง 

และก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า เรามีภูมิจิตภูมิธรรมประมาณไหน ถึงกล้าฟันธงเอาเองว่าใครบรรลุธรรมหรือใครไม่บรรลุธรรม เช่นนี้

บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3602


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2012, 10:35:19 PM »

คนที่จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน อย่างน้อยภูมิจิตภูมิธรรมก็ต้องเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า
เรื่องนี้เคยมีการแสดงความคิดเห็นเอาไว้แล้วตามลิงค์นี้เลยครับ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=802.0

 

ถ้าจะเอาคำพูดของหลวงพ่อคนนี้มาเป็น บรรทัดฐาน ผมต้องขอผ่านครับ เพราะจากการติดตามข่าวคราวต่างๆ หลวงพ่อยังมีกิเกสอยู่ในจิตอีกมาก และคงยังไม่บรรลุธรรมใดๆ เป็นแน่น

ขอให้มาดูกิเลสในใจดีกว่าครับ ไปฟังข่าวคราวจากข้างนอก จิต มันจะทำให้ฟุ้งเด้อ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
yusamui
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 48


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 09:39:52 AM »


เป็นความเห็นของเพื่อนๆกัลยาณมิตรนั่นแหละครับ แต่ก็มีอ้างอิงจากท่านบ้าง

การพยากรณ์ว่าใครจะบรรลุธรรมชั้นใดก็มี แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นครับ สาวกไม่พึงพยากรณ์กันเอง

เราก็เพียงอ่านๆไปลองเงี่ยหูฟังดูก่อน มีเหตุ มีผลหรือไม่ก็พิจารณาเอาก็พอจะได้ปัญญาบ้าง

ถ้าเราปิดกั้นและไปพยากรณ์เอาเสียเองว่า พระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์ พระองค์นี้ไม่ได้บรรลุธรรม เราจะเลือกเอาเอง ตามความเห็นของเรา ว่าองค์ไหนใช่หรือไม่ใช่
เราก็ฟังๆแต่เค้าพูดกันมา แถมมีทิฏฐิเสียแล้ว ยังไม่ได้ฟังเลย แล้วก็ตัดสินไปตามทิฏฐิมานะและเข้ากับความเห็นของตนเอง  

และก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า เรามีภูมิจิตภูมิธรรมประมาณไหน ถึงกล้าฟันธงเอาเองว่าใครบรรลุธรรมหรือใครไม่บรรลุธรรม เช่นนี้


นั้นสิครับ การพยากรณ์ตนเองหรือผู้อื่นว่าได้บรรลุธรรมแล้ว อาจจะเป็นการนึกคิดตามเหตุผลเอาเอง  ที่ถูกที่สุด ไม่ต้องไปสนใจเรื่องธรรมลุธรรมแล้วหรือยัง แต่ให้ไปสนใจตัวกิเลส ที่ยังเหลืออยู่ดีกว่า เห็นชัดแน่นนอนครับ

[/quote]
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 962


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 09:18:58 PM »


เราก็ลองสังเกตดูปฏิปทา ครูบาอาจารย์ที่เราหรือใครๆนับถือที่ยกให้ท่านเป็นพระอริยะกันดู เอาแบบที่เราคิดว่าท่านเป็นพระอริยะก็ได้

ลองสนทนากับท่านดูก็ได้ ว่าท่านนั้นสนใจอยู่กับเรื่องการที่จะเป็นพระอริยะระดับใดแล้วหรือไม่ แล้วท่านเคยพูดว่า ท่านนั้นได้เป็นพระอริยะชั้นนั้นชันนี้

ไม่มีหรอกครับ ของแท้นั้นท่านไม่พูดเที่ยวป่าวประกาศหรอกครับ ที่ประกาศออกมาว่าชั้นเป็นพระอริยะระดับนี้นั้นแล้วนะ

ฟันธงได้เลยว่าคนที่พูดนั้นไม่ใช่พระอริยะอะไรหรอกครับ ของปลอมทั้งเพ

และที่ยกให้ท่านเป็นพระอริยะเจ้านั้นก็พวกคฤหัสต์คิดเอาเอง เออเอง ยกให้ท่านทั้งนั้น แต่ตัวท่านเองไม่เห็นจะไปเดือดร้อนไรกับเรื่องแบบนี้ เรื่องโลกๆไม่มีความหมายอะไรกับคำพูดยกยอของเหล่าปุถุชน

ท่านเสร็จกิจก็จบ ที่เหลือยังไม่ได้ละธาตุขันธ์มีเมตตาก็โปรดสัตว์โลกไป บางท่านบรรลุธรรมแล้วก็เบื่อโลกเบื่อสัตว์โลก อยู่สันโดษของท่านไปจนหมดวาระกาละกายแตก

พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้ยังเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากสอนสัตว์โลกเลย พระพรหมต้องมาทูลขอให้สอนสรรสัตว์ เพราะยังมีสัตว์ที่มีปัญญาอยู่บ้างถึงแม้จะน้อยก็ตาม นั่นพระองค์จึงเพียรบอกสอนธรรมแก่สัตว์ทั่ว3โลกธาตุ

การสังเกตว่าท่านใดจะมีภูมิจิตภูมิธรรมประมาณไหน บางครั้งก็พอตรวจสอบได้จากการสนทนาธรรมกันครับ

หลวงตามหาบัวกล่าวถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

"เจ้าคุณพุธท่านก็เป็นพระปฏิบัติดี”
เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ที่กรรมฐานรู้ภูมิกัน

เจ้าคุณพุธท่านก็เป็นพระปฏิบัติดี คุ้นกันมากับเรา โอ๋ย คุ้นกันมาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่สมัยเป็นมหาเปรียญด้วยกัน
ท่านก็สนใจทางปฏิบัติเรื่อยมาจนกระทั่งท่านจากไป เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ ท่านเทศน์ก็มีคมคาย
เราฟัง พูดให้ฟังเสียจริง ๆ กรรมฐานอ่านภูมิธรรมกันนี้ไม่ได้อ่านยากนะ ขึ้นเทศน์แม้จะเทศน์ประชาชนก็ตาม
มันหากมีแย็บออกมาจับจนได้นั่นแหละ แสดงว่าเทศน์มีภูมิ อยู่ในภูมิไหนๆ มันจะค่อยบอกไปเรื่อยๆ แย็บออกมาตรงไหนๆออก
จะจับไปเรื่อยๆ คือไม่รู้ออกไม่ได้ ความจริงว่าอย่างนั้นนะ
ธรรมความจริงในหัวใจนี้ เจ้าของไม่รู้แสดงออกไม่ได้ ไม่เหมือนปริยัติ ปริยัติไม่รู้ก็พูดได้ แต่มันพูดอย่างผิวเผินฟังมันก็รู้ พูดแย็บออกมาจากความจริงนิดหน่อยรู้ทันทีๆ เลย
นี่ละพระฝ่ายปฏิบัติท่านดูกัน ดูด้วยการสนทนา
หรือมีญาณดูกันก็ได้ มันมีอยู่สองสามประเภท
๑) มีจิตส่งดูกันก็ได้
๒) เวลาสนทนาธรรมะกัน ภูมิอรรถภูมิธรรมก็ดูได้
๓) เวลาท่านเทศนาว่าการในที่ต่างๆ จับได้ๆ


เป็นสามขั้น อย่างน้อยเป็นสามขั้น พระกรรมฐานท่านคุยกันท่านคุยอย่างนั้นนะ
ท่านไม่ได้เอาตำรับตำรามาพูด นั้นเป็นแบบแปลนกางเอาไว้เพื่อจะก้าวเดิน แล้วได้ผลยังไงก็เข้ากันได้กับแปลนๆ นั่นภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ปฏิเวธ สามประเภท


เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ที่กรรมฐานรู้ภูมิกัน


บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 09:05:37 PM »

พระพุทธเจ้า ท่าน สะสมบารมี 30 ทัศน์ เดินทางผ่านกาลเวลาทีี่ทุกข์ยาก แสนสาหัส เพือบรรลุธรรม เมื่อบรรลุพระธรรมที่มีแต่มหาบุรุษเท่านั้นที่ทำได้

ยังทรงมีพระเมตตาคุณ พระกรูณาธิคุณ ที่จะช่วยรื้อขนสัตว์ให้พ้นจากห้วงวัฏสงสาร
ด้วยพระธรรมที่พระองค์ เกิดปัญญาญาณรู้แจ้ง

ในอริยสัจ4 

และเป้าหมายของการปฏิบัติตามทางเิดิน(มรรค8) ก็เพื่อ หยุดการเวียนว่ายตายเกิด คือ เข้าพระนิพพาน (มีลำดับขั้น ของพระอรืยะ 4 คู่)

การได้ หรือไม่ได้ พระอริยะขั้นใดขั้นหนึ่ง ที่จริง ผู้ที่ได้แล้ว ย่อมรู้แล้ว(มีญานหยั่งรู้ว่าพ้นแล้ว และดูได้ด้วยตัวเองจากการสำรวม กาย วาจา ใจ ) ว่าตนเปลี่ยนไป ในทางที่ดีขึ้น( กาย+ใจ  เย็น สงบ รื่นเริง  ตื่น เบิกบาน)

*** ขอให้ทุกสรรพสัตว์มีโอกาสได้เจริญรุ่งเรื่อง ในพระพุทธศาสนา**
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 09:14:27 PM »


*
ไม่บังควร พิจารณา และเชื่อตามคำบอกเล่า หรือข่าวใดๆ


ต้อง สัมผัสเอง รู้เอง และพิจารณาด้วยด้วยปัญญา

มิใช่สรุปเรื่อง จาก ผู้อื่น  จากเขาเล่าว่า(ข่าว)

 อย่าลืมว่า  ยุคนี้ กลียุค คนพาล ครองโลก

และแม้ในกลุ่มบัณฑิต กิเลสก็ยังเต็ม ๆ ๆ
*
โลก โกยเอาเนื้อ  โกยเอาตัว

แต่ธรรม ให้หมดเนื้อ ให้หมดตัว
*
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: