KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมสมรส แปลว่าอะไร มีความหมายในทางธรรมะ อย่างไร (เชิงที่เกี่ยวกับธรรม)
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สมรส แปลว่าอะไร มีความหมายในทางธรรมะ อย่างไร (เชิงที่เกี่ยวกับธรรม)  (อ่าน 41100 ครั้ง)
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 11:41:20 PM »

เมื่อวันอังคาร28 /10/53 เสียท่า มารไปแล้ว

ปะทะคารมกับ มารนอกเพราะ มารในมันกร่าง  ..  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 11:45:53 PM »

ท่านพี่โปรดอธิบายมารนอกและมารใน เดี๋ยวจะตีความหมายไม่ตรงกัน...

แล้วนี่มันแค่ เดือน ๙ ใยหยั่งรู้อนาคตซะแล้ว  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 11:56:24 PM »

5 5 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 11:58:23 PM »

มารนอก เป็นรูป นาม ของรูปหนึ่ง(อายตนะนอก)

ส่วนมารใน คือรูป นามของที่จิตนี้ อาศัยอยู่(อายตนะใน) ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:01:23 AM »

แถวนี้ มีใคร มีศักยภาพ เรื่องการจัดทีมป.ธรรม

และจัดการ รองรับ ทีมอื่นๆ ที่จะมาป.ธรรมได้บ้าง 

ตอนนี้รู้สึกว่า พลังสามัคคีน้อยจัง

เหนื่อย มีแต่งาน แต่หาคนทำงานน้อยจัง ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:16:55 AM »

ไปท้าทายกับใครเข้าอีกล่ะนี่ท่านพี่...เฮ้อ..

คนรู้ไม่อยากจะพูด...คนที่อยากพูดมักจะไม่รู้

เข้าใจแล้วแหละครับ... ยิ้ม ก็คิดว่าประมาณนี้แต่...

ทุกอย่างเป็นไปตามวาระนะครับ...ถึงบอกว่าทำได้เท่าที่ทำไปก่อนครับ...ไม่ต้องห่วงหรือกังวลมากนัก...

ทุกอย่างมันจะดำเนินไป...ตามทางของมันอย่างเรียบร้อยครับ....ไม่ต้องวิตกมากนัก....!!!

บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:19:23 AM »


วิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ 19
ข้อ ๒.ศีล...ต่อจากกระทู้ 11

2.        การรักษาศีล  
ศีล นั้นแปลว่า ?ปกติ? คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศสและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับ คือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และ ศีล 227  และในบรรดาศีลชนิดเดียว ก็ยังจัดแยกออกเป็น ระดับธรรมดามัชฌิมศีล (ศีลระดับกลาง) และอธิศีล (ศีลอย่างสูง ศีลอย่างอุกฤษฎ์)  
คำว่า ?มนุษย์? นั้น คือผู้ที่มีใจอันประเสริฐ คุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไป ก็คือ ศีล 5 บุคคลที่ไม่มีศีล 5 ไม่เรียกว่ามนุษย์ แต่อาจจะเรียกว่า ?คน? ซึ่งแปลว่า ?ยุ่ง? ในสมัยพุทธกาล ผู้คนมักจะมีศีล 5 ประจำใจกันเป็นนิจ ศีล 5 จึงเป็นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น และจัดว่าเป็น ?มนุษย์ธรรม? ส่วนหนึ่งในมนุษย์ธรรม 10 ประการ  
ผู้ที่จะมีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษย์ธรรม 10 ประการเป็นปกติ (ซึ่งรวมถึงศีล 5 ด้วย) รายละเอียดจะมีประการใด จะไม่กล่าวถึงในที่นี้    
การรักษาศีล เป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา  อันเป็นเพียงกิเลสหยาบ มิให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมี ที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน ทั้งในการถือศีลด้วยกันเอง ก็ยังได้บุญมากและน้อยต่างกันไปตามลำดับต่อไปนี้ คือ

1.        การให้อภัยทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะได้ถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม
2.        การถือศีล 5 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม
3.        การถือศีล 8 แม้จะมากถึง 100  ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 10 คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แม้จะบวชได้แต่เพียงวันเดียวก็ตาม
4.        การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา  แล้วรักษาศีล 10 ไม่ให้ขาด  ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญน้อยกว่า ผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพุทธศาสนา มีศีลปาติโมกข์สังวร 227 แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

ฉะนั้น  ในฝ่ายศีลแล้ว การที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุด เพราะเป็น เนกขัมมบารมี ในบารมี 10  ซึ่งเป็นการออกจากกาม เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติธรรมชั้นสูงๆ ก็คือการภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ต่อ ๆ ไป ผลชองการรักษาศีลนั้นมีมาก ซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่คนผู้นั้น ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อได้ละอัตภาพนี้ไปแล้ว ย่อมส่งผลให้ได้บังเกิดในเทวโลก 6 ชั้น ซึ่งแล้วแต่ความละเอียดประณีตของศีลที่รักษาและบำเพ็ญมา    
ครั้นเมื่อสิ้นบุญในเทวโลกแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยังหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็ก ๆน้อย ๆ หากไม่มีอกุศลกรรมอื่นมาให้ผล  ก็อาจจะน้อมนำให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ที่ถึงพร้อมด้วยสมบัติ 4 ประการ คืออายุ วรรณะ ความสุข พลัง

อานิสงส์ของการรักษาศีล 5 ข้อ คือ1.        ผู้ที่รักษาศีลข้อ1 ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ มาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันสมควร
2.        ผู้ที่รักษาศีลข้อ 2 ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้ามิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำมาหาเลี้ยงชีพในภายหน้า มักจะประสบช่องทางที่ดีทำมาค้าขึ้น และมั่งมีทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ
3.        ผู้ที่รักษาศีลข้อ 3 ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มันได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจ ไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะๆ ครั้งเมื่อมีบุตรธิดา ก็ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร ไปทำให้เสียหาย บุตรธิดา ย่อมเป็นอภิชาติบุตร ซึงจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล
4.        ผู้ที่รักษาศีลข้อ 4 ด้วยการไม่กล่าวมุสา  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะ พูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุมีผล ชนิดที่เป็น ?พุทธวาจา? มีโวหาร ปฎิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือ สามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี
5.        ผู้ที่รักษาศีลข้อ5 ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่องหมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉานและทรงจำง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟือนเลอะเลือน ไม่เสียสติ วิกลจริต ไม่เป็นโรคสมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อน หรือปัญญานิ่ม

อานิสงส์ของศีล 5 มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล 8 ศีล 10 และ ศีล 227 ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่ง ๆขึ้น ตามลำดับและประเภทที่รักษา  แต่ศีลนั้นแม้จะมีอานิสงส์เพียงไร ก็ยังเป็นแต่เพียงการบำเพ็ญบุญบารมีในขั้นกลาง ๆ ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะเป็นแต่เพียงระเบียบหรือกติกาที่จะรักษากายและวาจาเท่านั้น ส่วนในทางจิตใจนั้น  ศีลยังไม่สามารถที่จะควบคุม หรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้   ฉะนั้น  การรักษาศีล จึงยังได้บุญน้อยกว่าการ ?ภาวนา?
เพราะการภาวนานั้นเป็นการรักษาใจ  รักษาจิต และซักฟอกจิตให้เบาบาง หรือจนหมดกิเลส คือความโลภ โกรธ และหลง อันเป็นเครื่องร้อยรัดให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ การภาวนาจึงเป็นการบำเพ็ญบารมีที่สูงที่สุด ประเสริฐที่สุด ได้บุญมากที่สุด เป็นกรรมอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า  ?มหัคคตกรรม? อันเป็น ?มหัคคตกุศล?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2010, 01:16:35 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:23:48 AM »

*มี คนๆหนึ่ง นะท่าน
พลังจิต เหลือรับประทาน

ขนาดเรากำลัง ทำงาน อยู่ ฟุบหลับไปเลย ประมาณว่ามีปัญหาแก้ไม่ได้
ขอลากจิต เราไปปรึกษา แต่ตอนนี้ วงแตกไปแล้ว

แล้วก็นั่งสมาธิอยู่ หลับตาห้องมืดๆ ก็ยังมานั่งข้างๆ ได้แนะ

*อ้อ มีอีก ตอนนรี้ไม่กล้าไปขอให้ใครสอนป.ธรรมเพราะ มีครั้งหนึ่ง ให้แม่ชีอายุ 90 สอน พอเดินจงกรมเสร็จ นั่งสมาธิ แม่ชีก็แปลงร่างเป็นเด็กน้อย ลงจากเก้าอี้ มานั่งกราบเลย โม้เป่าเนียะ

บางทีก็ งง งง   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 01:23:00 AM »

จิตนั้น พิสดารพันลึกสุดจะเอ่ย...

อย่าสนุกกับมันมาก...จนออกจากแก่นนัก...ครับท่านพี่...

เชื่อ... ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 01:26:48 AM »

เป็นสัญญา เก่า

ขุดมาแจกแจง

มันปีกว่า มาแล้วท่าน

ตอนนี้รอเวลา แล้วแต่  ผู้ใหญ่จะ ดำเนินการ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 02:29:45 AM »

อย่ารอ...ชะตาและอนาคตตอนนี้อยู่ในมือ...อนาคตเปลี่ยนแปลงและมีทางไปได้อีกเป็นอนันตเส้นทาง...ไม่มีใครรู้...?

อย่ามัวรอ หรือ รีรอ มุ่งไปดังใจหวัง...อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือแล้ว  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 02:36:47 AM »

ท่านอวตาร รู้จักหลวงพ่อคง วัดเขาสมโภชน์ ลพบุรีไหม

มีสงฆ์ รูปหนึ่ง หอบผ้าไตรจีวรของหลวงพ่อคง(ท่านมรณภาพแล้ว)มาฝากไว้ ป่านนี้ยังไม่มาเอา มันผ่านไปตั้งแต่ปี 41

แปลกที่ช่วงนั้น พัวพันแต่กลุ่ม พลังจิตสูง แต่ใช้ในทางไม่ค่อยถูก เราก็ยังละอ่อน(ประมาณว่า เขลา..นี่สำนวนเบาแล้วนะ)

สงฆ์รูปที่หอบผ้ามาให้ นัยว่ามีหน้าที่ตามหา...อะไรของเขาไม่รู้ชัด ...แล้วก็บอกว่าทำหน้าที่ตามหาพบแล้ว ก็ฝากผ้าไว้แล้วก็แยกไป

ตอนนี้ยังอยู่ที่ห้องพระ..

ยังหาทีมงานที่พอรู้บ้างไม่เจอเลย ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 03:05:43 AM »

ผมอยู่ลพบุรีปี ๓๑-๓๒ คงไม่รู้อะไรมากหรอกครับ...

ตอนนั้นทำเครื่องกู้ภัย และเครื่องพระที่นั่งอย่างเดียว...ไม่เกี่ยวทางธรรม...!!!

แต่รักษาไว้เถอะครับมีมาฝากไว้...

อุ อิ มีห่วงแล้ว แถมยังไม่รู้ด้วยว่าห่วงแบบไหน...? อุ..อิ..
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 03:09:04 AM »

บางครั้งตัวใน
มันเดาะไปครองจีวร ..โห ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2010, 01:08:37 PM »

ต่อจากกระทู้ 21

วิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ 19

3.การภาวนา  
การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา  จัดว่าเป็นแก่นแท้ และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น มี 2 อย่าง คือ 1. สมถภาวนา (การทำสมาธิ) และ 2..วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา) แยกอธิบายดังนี้ คือ
1.)        สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
สมถภาวนา ได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่น ๆ วิธีภาวนานั้นมีมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติเป็นแบบอย่างไว้ 40 ประการ เรียกกันว่า ?กรรมฐาน 40? ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ ตามแต่สมัครใจ ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมี ที่เคยได้สร้างสมอบรมมาแต่ในอดีตชาติ เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่น ๆ และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามเพศของตนเสียก่อน คือหากเป็นฆราวาส ก็ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย หากเป็นสามเณร ก็จะต้องรักษาศีล 10 หากเป็นพระ ก็จะต้องรักษาศีลปาติโมกข์ 227 ข้อให้บริบูรณ์ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นฌานได้ หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะ ศีลย่อมเป็นบาทฐาน (เป็นกำลัง) ให้เกิดสมาธิขึ้น
อานิสงส์ของสมาธินั้น มากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ?แม้ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ รักษาศีล 227 ข้อไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยมานานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่า ผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบ  นานเพียงชั่ว ไ ก่ ก ร ะ พื อ ปี ก       ช้ า ง ก ร ะ ดิ ก หู     คำว่า ?จิตสงบ? ในที่นี้ หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า ?ขณิกสมาธิ?  คือสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ  สมาธิแบบเด็ก ๆ ที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลง แล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อย แล้วก็รักษาไว้ได้ ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นอุปจารสมาธิและฌาน   แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ โดยหากผู้ใด จิตทรงอารมณ์อยู่ในขั้น ขณิกสมาธิ แล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้น อานิสงส์นี้จะส่งผลให้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นที่ 1 คือ จาตุมหาราชิกา หากจิตยึดไตรสรณาคมน์ มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย  ก็เป็นเทวดาชั้นที่ 2 คือ ดาวดึงส์
                   สมาธินั้นมีหลายขั้นหลายตอน ระยะก่อนที่จะเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) ก็คือขณิกสมาธิ และอุปจารสมาธิ ซึ่งอานิสงส์ส่งให้ไปบังเกิดในเทวโลก 6 ชั้น แต่ยังไม่ถึงชั้นพรหมโลก สมาธิในระดับ อัปปนาสมาธิ หรือ ฌานนั้น มีรูปฌาน 4  และอรูปฌาน 4 ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลกรวม 20 ชั้น แต่จะเป็นชั้นใด ย่อมสุดแล้วแต่ความละเอียดประณีต ของกำลังฌานที่ได้  (เว้นแต่พรหมโลกชั้นสุทธาวาส คือชั้นที่ 12 ถึง 16 ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ)   เช่น รูปฌาน 1 ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้นที่ 1  ถึง ชั้นที่ 3  สุดแล้วแต่ความละเอียดและประณีตของกำลังฌาน1  เป็นต้น  ส่วนอรูปฌานชั้นสูงสุด ที่เรียกว่า  ?เนวสัญญานาสัญญายตนะ? นั้น ส่งผลให้บังเกิดใน พรหมโลกชั้นสูงสุด คือชั้นที่ 20 ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง 84,000 มหากัป เรียกกันว่า  นิพพานพรหม คือ นานเสียจนเกือบหาเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดมิดได้ จนเป็นที่หลงผิดเข้าใจผิดกันว่าเป็นนิพพาน

การทำสมาธิ เป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุดเพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีก ยังต้องเสียเงินเสียทอง การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรม ยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย แต่ก็ได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างที่เทียบกันไม่ได้
อย่างไรก็ดี การเจริญสมถภาวนา หรือสมาธินั้น แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบกับต้นไม้ ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น การเจริญวิปัสสนา (การเจริญปัญญา) จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้
 


ห้ามไว้บ้างครับ ถ้าครองจีวรแล้วไม่สำรวม...เสียว...(ผิดศีลครับ แล้วไม่มีหมู่สงฆ์ให้ปลงอาบัติอีกเดี๋ยวจะมีงานเข้าโดยไม่รู้ตัว..อิ อิ.. ยิ้ม )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2010, 01:17:11 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
กระโดดไป: