KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนาธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พระอาจารย์ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ
หน้า: 1 2 [3] 4
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พระอาจารย์ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ  (อ่าน 29528 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2014, 07:48:52 AM »

"คนเราอยากได้ความสุข แต่ไม่รู้จักทำความดี ถ้าเราจะตั้งใจจริงๆ
เพื่อทำความดีแล้ว ไม่ต้องเอามากมายอะไรดอก..ความดี
นั้นถ้ามันทำดีจริงๆแล้วเพียง ๕ นาทีเท่านั้น ก็สามารถทำให้เย็นใจไปได้ตลอดชีวิต"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2014, 08:09:23 PM »

เมื่อสัญญาผ่านเข้ามา ก็ปล่อยให้ผ่านไปตามเรื่องของมัน ความรู้ของเราก็ให้เฉยอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียว
ข้อที่ว่าใจเราไปอย่างนั้นไปอย่างนี้มันก็ไม่ใช่ตัวจริง เป็นเพียงแต่สัญญามันพาไป เท่านั้น
สัญญา นี้เปรียบเหมือนกับ “เงา” ส่วนตัวจริงของมันนั้นก็คือ “จิต” ต่างหาก
ถ้ากายของเราเฉยไม่มีอาการเคลื่อนไหวไปมาแล้ว เงาของเราจะเคลื่อนไหวไปได้อย่างไร?
เพราะกายของเรามันไหวไม่อยู่นิ่ง เงาของเราจึงไหวไปด้วย และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
เราจะไปจับเอาเงามาอย่างไร? เงานี้จะจับมันก็ยาก จะละมันก็ยาก จะตั้งให้เที่ยงก็ยาก
ความรู้ที่เป็นตัวปัจจุบัน นั่นแหละคือ “ตัวจริง” ส่วนความรู้ที่เป็นไปตามสัญญานั้น ก็คือ “เงา”

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2014, 08:10:10 PM »

ธรรมดาที่เราต้มน้ำนั้น มีอยู่ ๒ ประการ
ประการหนึ่ง ถ้าไฟมันแรง มันเดือดมากเป็นเหตุให้น้ำเป็นไอมาก เดือดท่วมหม้อ ไฟเราดับ
บางคราวไฟมันอ่อน น้ำไม่เดือด ไอไม่เกิด บางคราวก็พอดีๆ ไม่อ่อนมากนัก
ไม่แรงมากนักเป็นพอปานกลาง เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ไฟเราก็พอดีพอเหมาะ พอเกิดไปขึ้น
ไม่ถึงกับจะต้องไปดันฝาละมีให้เปิด แต่มันมีไอออกมาตามหม้อตามไหที่เรากลั่น
ไอที่มันออกมามันกลายเป็นน้ำจืด อันนี้แหละท่านจึงให้สังเกตดู
เมื่อเราต่อสู้ การอยากให้มันเป็นมากๆ ใจของเราก็ไม่สงบ ลมก็กำเริบไม่ละเอียด นี่คือความอยากเข้าไปแทรก
บางคราวก็อ่อนเกินไป นั่งสงบใจ ลมก็ละเอียด เบา หลับไปเลย อย่างนี้ก็ไม่สุก
เราต้องปรุงให้ดี ให้พอเหมาะพอสม ให้มีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่เป็นนิจ
ดวงจิตเราจะอยู่กับลมหยาบเราก็ทราบ ดวงจิตจะอยู่กับลมละเอียดเราก็ทราบ
เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะประจำอยู่โดยอาการเช่นนี้ ผลที่มันเกิดขึ้นนั้นก็คือได้แก่ ปีติ กายก็สบาย กายเบา กายสงบ กายก็เยือกเย็น
ดวงจิตนั้นก็รู้สึกว่าอิ่มหนำสำราญเบิกบานใสแจ๋วอยู่ในองค์สมาธิ

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2014, 09:54:13 PM »

"เมื่อทำดีแล้วใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา
ต้องคิดว่านั่นเป็นสมบัติของเขา ไม่ใช่ของเรา
ส่วนความดีที่เราทำก็ย่อมอยู่ที่ตัวเรา
"คนทำผิด" นั้นดีกว่า "คนไม่ทำ"
ทำผิดยังแก้ให้ถูกได้
แต่คนไม่ทำนี่สิ...ไม่รู้จะไปแก้อย่างไร
เพราะไม่รู้ว่าตนเป็นคนผิดหรือคนถูก
การไม่ทำนั่นก็ผิดอยู่ในตัวแล้ว"

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2015, 07:33:59 PM »



ดวงจิตที่เจือปนอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์
นั่นก็เหมือนกับเรือที่ถูกลมพายุอันพัดมาจากข้างหลัง
ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาทั้ง ๘ ด้าน ๘ ทิศ
มันก็จะไม่ทำให้เรือตั้งตรงอยู่ได้ มีแต่จะทำให้เรือจมลง
ไฟที่จะใช้สอยก็ดับหมดด้วยอำนาจความแรงของกระแสลมที่พัดมานั้น
สัญญานี้เหมือนกับระลอกคลื่นที่วิ่งไปมาในมหาสมุทร
ใจนั้นก็เปรียบเหมือนปลาที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ
ธรรมดาของปลาย่อมเห็นน้ำเป็นของสนุกเพลิดเพลินฉันใด
บุคคลผู้หนาแน่นไปด้วยอวิชชาก็ย่อมเห็นเรื่องยุ่งๆ
เป็นของเพลิดเพลิน เป็นของสนุก
เหมือนกับปลาที่เห็นคลื่นในน้ำเค็มเป็นของสนุกสนานสำหรับตัวมันฉันนั้น
ตราบใดที่เราทำความสงบให้เรื่องต่างๆ บรรเทาเบาบางไปจากใจได้
ก็ย่อมทำอารมณ์ของเราให้เป็นไปใน “กัมมัฏฐาน”
คือ ฝังแต่ พุทธานุสติ เป็นเบื้องต้น
จนถึง สังฆานุสติ เป็นปริโยสานไว้ในจิตใจ
เมื่อเป็นไปดังนี้ก็จะถ่ายอารมณ์ที่ชั่วให้หมดไปจากใจได้
เหมือนกับเราถ่ายของที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเรือ
และนำของที่มีประโยชน์เข้ามาใส่แทน
ถึงเรือนั้นจะหนักก็ตาม แต่ใจของเราเบาอย่างนี้
ภาระทั้งหลายก็น้อยลง สัญญาต่างๆ ก็ไม่มี นิวรณ์ก็ไม่ปรากฏ
ดวงจิตก็จะเข้าไปสู่ “กัมมัฏฐาน” ได้ทันที

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
จากหนังสือแนวทางวิปัสสนา กัมมัฏฐาน ๒.
พิมพ์ครั้งที่ ๑. ชมรมกัลยาณธรรม. ๒๕๕๓ : หน้า ๑๒๙-๑๓๐.
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: มีนาคม 22, 2015, 09:15:56 AM »

“นิวรณ์” แท้จริงมันก็มีอยู่กับตัวเราเสมอ ถึงจะเรียนก็มี ไม่เรียนก็มี
นิวรณ์นี้มันมีอำนาจ อิทธิพลมาก
เพราะเป็นเครื่องกลบเกลื่อนดวงจิตของเราไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ความดีได้
เส้นทางของนิวรณ์ที่จะไหลมาสู่เรา ก็คือ
“สัญญาอดีต” อันได้แก่เรื่องราวต่างๆ ทั้งดีทั้งชั่ว
ทั้งของเราของเขาซึ่งเป็นอดีตทั้งหมดเส้นหนึ่ง
อีกเส้นหนึ่งคือ “สัญญาอนาคต”
นับแต่เรื่องที่คิดไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนถึงวันตาย
ซึ่งเราอาจเดาอาจคิดไปด้วยความผิดพลาดทั้งหมดทั้ง ๒ ทาง
นี้เป็นเส้นทางที่ไหลมาจากนิวรณ์ทั้งสิ้น
ฉะนั้น เรื่องอดีต อนาคต ก็ต้องวางไว้ก่อน ยกจิตของเราขึ้นสู่องค์ภาวนา
คือ นึกถึงลมหายใจของลมอันเป็นส่วนปัจจุบันของรูป ปัจจุบันของนาม
ได้แก่ “ตัวรู้” เมื่อเราทำได้เช่นนี้
จิตของเราก็จะเหมือนกับลูกโป่งที่ลอยอยู่ในอากาศ
เพียงตัดเชือกเส้นเดียวเท่านั้นเราก็จะหลุดได้
คือ เมื่อตัดสัญญาขาด จิตของเราก็จะเข้าไปสู่องค์ภาวนาได้ทันที
ใจก็ไม่มีอาการอึดอัด มีแต่ความโปร่งสบาย
ใจก็สูงเหมือนลูกโป่งที่ถูกตัดเชือกออกจากก้อนหินที่ผูกไว้
สิ่งที่จะตามขึ้นไปทำลายรบกวนก็ยาก
เพราะธรรมดาขี้ฝุ่นนั้นก็จะกลบได้แต่เพียงแค่ศีรษะคนเท่านั้น
ที่มันจะปลิวขึ้นไปกลบถึงยอดภูเขา หรือยอดไม้สูงๆ นั้นย่อมไม่ได้
ฉะนั้น เมื่อจิตของเราสูงขึ้นแล้ว
นิวรณ์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะกลบจิตของเราให้เศร้าหมองได้

พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: มีนาคม 22, 2015, 09:05:22 PM »

“โลก” เขาเอาสุขทางกายเป็นใหญ่ จิตใจจะทุกข์อย่างไรก็ช่างมัน
แต่ “ธรรม” เอาสุขทางใจเป็นใหญ่ เพราะถือว่าใจเป็นส่วนสำคัญยิ่ง
ร่างกายภายนอกถือว่าเป็นส่วนต่ำ
มีแต่คอยนำความทุกข์ เดือดร้อนและความเสื่อมความเลวมาให้
“ร่างกาย” เป็นเหมือนงูเห่า หรือ อสรพิษ ที่นำมาแต่ความเจ็บปวดเมื่อยเหน็บมาให้
หรือมิฉะนั้นก็เหมือน “เด็ก” เดี๋ยวก็อ้อน เดี๋ยวก็ดี
กวนอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่หยุดหย่อน บางคราวก็ดี บางคราวก็ร้าย
คนที่ทำแต่ “บุญ” แต่ไม่ได้ทำ “หลักของใจ” ไว้
ก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีโฉนด
จะซื้อจะขายเป็นเงินเป็นทองก็ได้ดอก แต่มันอาจจะถูกเขาฉ้อโกงได้
เพราะไม่มีเสาหลักปักเขตไว้
คนที่มีศีล มีทาน แต่ไม่มี “ภาวนา” คือ หลักของใจ
ก็เท่ากับถือศาสนาเพียงครึ่งเดียว
เหมือนคนที่อาบน้ำแค่บั้นเอว ไม่ได้รดลงมาแต่ศีรษะ
ก็ย่อมจะไม่ได้รับความเย็นทั่วตัวเพราะไม่เย็นถึงจิตถึงใจ

พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #37 เมื่อ: มีนาคม 29, 2015, 01:25:46 PM »

“โลก” เขาเอาสุขทางกายเป็นใหญ่ จิตใจจะทุกข์อย่างไรก็ช่างมัน แต่ “ธรรม”
เอาสุขทางใจเป็นใหญ่ เพราะถือว่าใจเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ร่างกายภายนอกถือว่าเป็นส่วนต่ำ
มีแต่คอยนำความทุกข์ เดือดร้อนและความเสื่อมความเลวมาให้ “ร่างกาย” เป็นเหมือนงูเห่า
หรือ อสรพิษ ที่นำมาแต่ความเจ็บปวดเมื่อยเหน็บมาให้ หรือมิฉะนั้นก็เหมือน “เด็ก” เดี๋ยวก็อ้อน
เดี๋ยวก็ดี กวนอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่หยุดหย่อน บางคราวก็ดี บางคราวก็ร้าย

คนที่ทำแต่ “บุญ” แต่ไม่ได้ทำ “หลักของใจ” ไว้ก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีโฉนด
จะซื้อจะขายเป็นเงินเป็นทองก็ได้ดอก แต่มันอาจจะถูกเขาฉ้อโกงได้ เพราะไม่มีเสาหลักปักเขตไว้

คนที่มีศีล มีทาน แต่ไม่มี “ภาวนา” คือ หลักของใจ ก็เท่ากับถือศาสนาเพียงครึ่งเดียว
เหมือนคนที่อาบน้ำแค่บั้นเอว ไม่ได้รดลงมาแต่ศีรษะ ก็ย่อมจะไม่ได้รับความเย็นทั่วตัวเพราะไม่เย็นถึงจิตถึงใจ
พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #38 เมื่อ: เมษายน 25, 2015, 08:44:25 PM »

จิตใจของเรา เหมือนขันหรือตุ่มน้ำ ขันนั้นถ้าปากมันหนาข้างบางข้างก็ย่อมตั้งตรงไม่ได้
น้ำก็จะต้องหก หรือตุ่มมันเอียง มันแตกร้าว น้ำก็ขังอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน ฉันใดก็ดี
บุญกุศลที่จะไหลมาขังอยู่ในจิตใจของเราไ้ด้เต็มเปี่ยมก็ด้วยการทำจิตให้เที่ยง ไม่ตกไปในสัญญา
อดีต อนาคตทั้งดีและชั่ว บุญกุศลซึ่งเปรียบเหมือนน้ำบาดาล หรือน้ำตก
ก็จะไหลซึมซาบมาหล่อเลี้ยงกายใจของเราอยู่เสมอไม่ขาดสาย ไม่มีเวลาหยุด เป็น "อกาลิโก" ให้ผลไม่มีกาล
การปรับปรุงจิตใจนั้น เราตอ้งคอยตรวจตราดูว่า ส่วนใดควรแก้ไข
ส่วนใดควรเพิ่มเติม ส่วนใดควรปล่อยวาง จะแก้ไปอย่างเดียวก็ไม่ได้
จะปล่อยไปอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูว่า สิ่งใดควรแก่ข้อปฏิบัติของเรา เราก็ทำ
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2015, 10:31:23 PM »

ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาและให้การยกย่องเป็นพิเศษว่า
“มีพลังจิตสูง เป็นผู้เด็ดเดี่ยว อาจหาญ เฉียบขาด ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยธรรม”
และหลวงตามหาบัว ได้กล่าวถึงท่านพ่อลีด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ว่า
“เรามองดูท่านพ่อลีทีแรกเราก็เลื่อมใสเลยนะ
ท่านเป็นผู้มีบุญวาสนาจริง ๆ น่าชมเชย น่าเคารพ น่าเลื่อมใส มีสง่าราศี สง่าผ่าเผย องอาจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวจริงจังเป็นนักเสียสละ
ท่านพระอาจารย์มั่นโปรดที่จะสนทนาและเมตตามากไม่เคยตำหนิอะไรเลย มีแต่ยกย่องชมเชย”
ท่านพ่อลีนับว่าเป็นพระเถระที่มีพลังอำนาจจิตสูงและสำคัญยิ่งรูปหนึ่ง ในสายกรรมฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่ประสบความสำเร็จทั้งในทางธรรมและทางโลก
ท่านได้บรรลุภูมิธรรมในขั้นสูงสุด
และองค์ท่านทราบว่า อดีตชาติ ได้เกี่ยวข้องกับจอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” โดยตรง
ครั้งแรกที่ท่านพ่อลีเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในปี ๒๔๖๙ ท่านพระอาจารย์มั่นได้สอนบทภาวนาสั้น ๆ ว่า “พุทโธ” คำเดียว และสั่งให้ไปอยู่ป่ากับพระอาจารย์สิงห์และพระอาจารย์มหาปิ่น ที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน อำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี
ปี ๒๔๗๔ ได้มีโอกาสพบกับท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดบรมนิวาสอีกครั้ง ท่านพระอาจารย์มั่นได้สอนธรรมใจความสั้นๆ ว่า
“ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยนฺติ”
พระอริยะเจ้าขีณาสพทั้งหลาย ท่านทำตนให้เป็นผู้พ้นจากอาสวะแล้ว มีความสุข นั่นคือพรหมจรรย์อันประเสริฐ
จากนั้น ในกลางปี ๒๔๗๔ ท่านได้ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
ท่านพ่อลีเล่าว่า.....ในขณะอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ได้ออกบิณฑบาตกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นนิจ ขณะเดินบิณฑบาตท่านได้สอนกรรมฐานเตือนใจอยู่เสมอ
พอเห็นหญิงสาวสวย ๆ งาม ๆ ผ่านมา ท่านบอกว่า “มองดูให้ดีสิ นั่นเป็นอย่างไร สวยไหม งามไหม ดูให้ดี ๆ ดูเข้าไปข้างใน มูตรคูถทั้งนั้น”
ไม่ว่าท่านจะเห็นอะไร เซ่น บ้านหรือถนน สัตว์หรือสิ่งของท่านก็จะให้โอวาทพร่ำสอนเตือนใจท่านพ่อลีทุกวี่ทุกวัน
จีวรใหม่ สบงใหม่ ที่คนเขาเอามาถวาย ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ให้ท่านพ่อลีใช้ ให้ใช้สบงเก่า ๆ ขาด ๆ วิ่น ๆ เอามาปะชุนใช้ผืนที่มีสีสันสดสวย หรือขาว ท่านพระอาจารย์มั่นให้เอาไปทำลายสีเดิม แล้วย้อมด้วยแก่นขนุน
วันหนึ่งท่านพ่อลีได้เดินตามท่านพระอาจารย์มั่นไปบิณฑบาตถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านเอาเท้าของท่านเตะกางเกงขาดที่เขาทิ้งไว้ข้างถนน แล้วก้มลงเก็บกางเกงขาดตัวนั้นเหน็บไว้ใต้จีวร เมื่อกลับถึงกุฎีแล้ว ท่านก็นำเอาไปซักแล้วพาดไว้ที่ราวตากผ้าแห่งหนึ่ง
ต่อมาวันหลังได้เห็นกางเกงขาดตัวนั้น ได้กลายเป็นถุงย่ามใบน้อยและสายรัดประคดเอวที่เย็บด้วยมืออันกะทัดรัด
ท่านบอกว่า
“ท่านลี...ถุงย่ามใบนี้และรัดประคดอันนี้เอาไปใช้ซะ”
แล้วท่านพ่อลีได้กล่าวสรุปในเรื่องนี้ไว้ว่า
“การได้ปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่นนี้เป็นการดีที่สุด
แต่ก็ยากที่สุด
ต้องยอมฝึกหัดทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นนักสังเกตที่ดีและละเอียดรอบคอบจึงจะอยู่กับท่านได้
..เวลาเดินบนพื้นกระดานทำเสียงดังก็ไม่ได้
..เดินไปแล้วมีรอยเท้าติดพื้นก็ไม่ได้
..เวลากลืนน้ำมีเสียงดังก็ไม่ได้
..เวลาเปิดประตูมีเสียงดังก็ไม่ได้
..เวลาจะตากผ้า เก็บผ้า พับผ้า ปูที่นั่ง ที่นอน เป็นต้น
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำอย่างเป็นผู้มีวิชา
ต้องละเอียดลออรอบคอบเรียบร้อย ทำอย่างตั้งใจ
ถ้าไม่ตั้งใจจะต้องถูกไล่หนีกลางพรรษา
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องอดทน พยายามใช้ความสังเกตของตน”
บางวันเมื่อฉันแล้ว จัดแจงเก็บบาตร เก็บจีวร ผ้าปูนั่ง ปูนอน กระโถน กาน้ำ หมอน ฯลฯ และทุกสิ่งทุกอย่างในห้องของท่าน ต้องเข้าไปจัดไว้ก่อน ท่านเข้าไปข้างใน จัดเสร็จแล้วก็จดจำไว้ในใจ แล้วรีบกลับออกไปอยู่ในห้องของตน ซึ่งกั้นไว้ด้วยใบตองเจาะช่องฝาไว้พอมองเห็นบริขารและตัวท่านได้ เมื่อท่านเข้าไปในห้องแล้ว เห็นท่านมองข้างล่างข้างบน ตรวจตราบริวารของท่าน บางอย่างท่านก็หยิบย้ายที่ บางอย่างท่านก็ปล่อยไว้ที่เดิมไม่จับต้อง เราก็ต้องคอยมองดูแล้วจดจำไว้วันหลังก็ทำใหม่จัดใหม่ ให้ถูกต้องอย่างที่เห็นท่านทำเอง
ต่อมาวันหลังเมื่อเข้าไปจัดเสร็จแล้วก็กลับเข้าห้องของตนมองลอดช่องฝาสังเกตดูว่า เวลาท่านเข้าไปในห้อง ท่านเข้าไปแล้วนั่งนิ่ง มองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง มองดูข้างบนข้างล่างแล้วก็ไม่จับต้องอะไรอีก ผ้าปูนอนก็ไม่กลับ แล้วท่านก็กราบสวดมนต์ไหว้พระสักครู่หนึ่งท่านก็จำวัด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ก็ดีใจว่าเราได้ปฏิบัติเป็นที่ถูกอกถูกใจท่านนอกจากเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้
ในการนั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี ก็ได้ฝึกหัดจากท่านไปจนเป็นที่พอใจทุกอย่าง
แต่ก็เอาอย่างท่านได้อย่างมากเพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งผ่านพ่อลีว่า ให้ช่วยท่านในเรื่องสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ เพราะท่านมองไม่ใคร่เห็นใครที่จะช่วยได้
และสั่งกำชับเป็นพิเศษว่า “จังหวัดเชียงใหม่นี้เป็นสถานที่อาศัยวิเวกของบรรดานักปราชญ์ในกาลก่อน ฉะนั้น ก่อนที่ท่านพ่อลีจะออกจากจังหวัดนี้ให้ปฏิบัติตาม ๓ ข้อ
๑) ให้ไปพักวิเวกอยู่บนยอดดอยขะม้อ จังหวัดลำพูน
๒) ให้ไปพักวิเวกในถ้ำบวบทอง จังหวัดเชียงใหม่
๓) ให้ไปพักวิเวกอยู่ในถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
พ่อลีท่านกล่าวว่า “...ผู้ปฏิบัติธรรม จะต้องมีการเสียสละไม่เห็นแก่ตัว บุคคลใดมีธรรมอันพอจะช่วยให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ แต่ไม่ช่วย พระพุทธเจ้าย่อมไม่สรรเสริญบุคคลชนิดนั้นและตัวเราเองก็ติเตียนตัวเราเอง
ถ้าหากเราจะทำอย่างนั้นบ้าง เราก็สบายไปนานแล้วไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปนี่ก็เพราะเห็นแก่ศาสนาเป็นส่วนใหญ่”
หลวงตามหาบัว ได้กล่าวถึงหลวงปู่มั่นกล่าวชมและต้อนรับท่านพ่อลี ในคราวท่านพ่อลีไปพักที่วัดบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนครว่า..
“หลวงปู่มั่นชมตลอดว่า “ท่านลี..นี่..เด็ดเดี่ยวมาก” เพราะท่านพ่อลีเคยอยู่กับท่านมานาน
หลวงตาเล่าต่อไปอีกตอนหนึ่งว่า “....พอท่านพ่อลีไปนมัสการหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่มั่นก็สั่งเรา (หลวงตา) ว่า
“ไปจัดที่พักในป่าให้ท่านลีนะท่านลีไม่ได้อยู่ในป่ามานานแล้วกระดูกหมูกระดูกวัวเต็มคออยู่นี่เห็นมั๊ย?”
ท่านพูดอย่างนี้แสดงว่าท่านเมตตากันนะ ภายนอกฟังไม่ได้ภายในลึกลับอยู่ด้วยกัน
เราอยู่กับท่านมาแสนนาน ท่านก็ไม่เคยบอกให้เราไปจัดเสนาสนะให้องค์อื่นเลย
พอตอนเช้าฉันเสร็จ เราเข้าไปจัดที่พักในป่าก่อนแล้วหลวงปู่มั่นท่านเดินด้อม ๆ ตามไปดู
กิริยาแบบนี้ ๆ ท่านไม่เคยทำกับองค์ไหนเลย
ท่านเข้าไปดูเอง แล้วถามเราว่า “ไหน...ไหน..จัดตรงไหนให้ท่านลีล่ะ”
แล้วท่านก็มองโน่นมองนี่ แล้วพูดแบบสบายว่า “เออ! เข้าท่าดีนะ
คือ เราเอาเตียงไปวางให้เรียบร้อยให้ท่านพักสบาย ๆ หน่อย
นี่คือท่านพ่อลี ท่านได้รับการต้อนรับพิเศษจากหลวงปู่มั่นเสมอมา”
เรื่องราวที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนคิดว่า “เป็นตอนที่สำคัญมาก”
เราได้เห็นธรรมกิริยา และธัมโมชปัญญา ที่อาจารย์กับศิษย์ปฏิบัติต่อกันดุจดังพ่อกับลูกน้อย
เห็นความเป็นมาตั้งแต่เบื้องต้น ! ท่ามกลาง ! และที่สุด !
..กว่าท่านจะได้มาเป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา
ช่างลำบากยากเย็นเหลือเกิน !
ท่านฆ่าฟันอะไรมาบ้าง แทบเป็นแทบตาย
และไม่ง่ายเลยที่ใครจะทำอย่างท่านได้
เพราะนี่คือสุดยอดแห่งพระอริยสงฆ์รูปหนึ่งในยุคปัจจุบัน
ธรรมะทะลุโลก ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร
พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ผู้รวบรวม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #40 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2015, 10:35:57 PM »

....กลางคืนวันหนึ่ง หลังงานฉลองกึ่งพุทธกาลจบลง... ณ กุฎีปุณณสถาน ที่วัดอโศการาม ท่านพ่อลียังร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ท่านได้ปรารภกับพระอาจารย์แดง ธมฺมรกฺขิโตซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ เรื่องอายุขัยคือการสิ้นสุดแห่งชีวิตว่า
“ท่านแดง...อายุ ๕๕ ปี ผมต้องตาย ชีวิตถึงคราวสิ้นสุด ให้ท่านอยู่ช่วยดูแลหมู่คณะที่วัดอโศฯ เมื่อผมตายไปแล้ว ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งพาอาศัยของหมู่เพื่อน”
การกล่าวในครั้งนี้ ท่านกล่าวก่อนมรณภาพเป็นเวลาหลายปี
จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลีได้ไปนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า ธนบุรี ท่านเรียกพระอาจารย์แดงมาหาแล้วกล่าวย้ำว่า
“เราอายุ ๕๕ จะลาตายแล้ว”
“ตายยังไงครับ... ท่านพ่อ”
“ก็ตายขาดลมหายใจ นะสิถามได้ ก็เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือ ”
“ผมลืมไปแล้ว แต่เมื่อท่านพ่อทักขึ้นผมก็จำได้ ทำไมท่านพ่อจะต้องตายด้วย ไม่ตายไม่ได้หรือ? ”
“เราได้รับนิมนต์เขาแล้ว..เสียดายที่จะอยู่ต่อไปอีกไม่ได้นานเกิดมาได้มีโอกาสช่วยพระศาสนาน้อยเหลือเกิน คิดแล้วก็ยังไม่อยากตายเลย..เพราะเห็นแก่ประโยชน์คนอื่น..ส่วนเราเองไม่ได้มีปัญหาในการเกิดการตาย”
“รับนิมนต์ใคร”
“รับนิมนต์เทวดา เขาอาราธนา”
“เขาอาราธนาไปทำไม”
“เขาอาราธนาไปสอนมนต์ให้”
“ไปสอนมนต์อะไรครับ ช่วยสอนให้ผมด้วย”
“มนต์ก็ไม่มีอะไรมาก พรหมวิหาร ๔ ของเรานี้แหละ แต่คนอื่นสอนมันไม่ขลัง ต้องให้เราสอนมันถึงขลัง เขาบอกอย่างนี้"
“ผมขออาราธนาท่านพ่อไว้ อย่าเพิ่งตายเลย”
“เราได้ตกลงรับอาราธนาเขาแล้ว อยู่ไม่ได้”
“ท่านพ่อครับ ไม่มีวิธีอื่นบ้างเลยหรือ ที่จะสามารถต่ออายุไปได้อีก”
ท่านพ่อลีเล่าถึงรอยต่อแห่งชีวิตอันมีความเป็นความตายเป็นเครื่องเดิมพันว่า...
“วิธีนั้นมี แต่เรื่องมันผ่านเป็นอดีตไปแล้ว เราจะหวนกลับมาเป็นอย่างเดิมไม่ได้ หลักธรรมหลักความจริงท่านใช้ปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสิน
พวกเธอจำได้ไหม?..ในสมัยประชุมคณะกรรมการจะสร้างเจดีย์ และโบสถ์ เราปรารภให้สร้างพระเจดีย์เสียก่อน แต่ไม่มีลูกศิษย์คนใดกล้ารับงานนี้
บางคนเขาคิดเอาเองว่า ถ้าสร้างเสร็จแล้วเราจะหนีเข้าป่าบ้าง ตายบ้าง (เพราะท่านไม่ได้บอกพวกเขาถึงเหตุว่าการสร้างพระเจดีย์จะต่ออายุท่านได้)
กรรมการที่ประชุมมีความเห็นว่า สร้างโบสถ์ก่อน ก็เป็นอันตกลง ซึ่งเขาไม้รู้จักจุดลึกในชีวิตของเรา การที่จะมาแก้ไขสิ่งที่ล่วงเลยมา มันก็สายเสียแล้ว”
แล้วท่านพ่อลีกล่าวย้ำว่า
“...ก็พวกเธอเกาไม่ตรงที่คัน ต่อให้มีโบสถ์ตั้ง ๒๐ หลัง ก็ไม่เท่ากับสร้างพระเจดีย์เพียงหนึ่งองค์..ท่านเอ๊ย!”
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมดหวังในชีวิตของท่านพ่ออีกต่อไป
พระอาจารย์แดงจึงเรียนท่านว่า “เมื่อตายไปแล้ว ก็ขอให้ท่านพ่อมาช่วยเหลือวัดอโศการาม”
ท่านพ่อลีก็หัวเราะ ฮึ ๆ ตอบว่า “เราก็เป็นห่วงเหมือนกัน คิดว่าจะคายอะไรไว้ให้เขากินกัน แต่ชีวิตก็จวนเสียแล้ว ก็ให้พวกยังอยู่หากินกันไป ถ้าไม่มีปัญญาก็ช่างมัน”
และได้เรียนถามท่านอีกว่า “ท่านพ่อมีคาถาอะไรดี ๆ ก็สอนให้ผมด้วย”
ท่านพ่อลีตอบว่า “คาถานั้นมีอยู่ แต่สู้ใจเราไม่ได้ ให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จคุณธรรม เมื่อเราทำความเพียรอย่างสูงสุดเสียสละชีวิตแล้ว จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของแต่ละคน”
นี้เป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ (ฉบับเต็มจะตีพิมพ์ในหนังสืองานฉลองพระธุตังคเจดีย์) แต่เต็มไปด้วยความหมายแห่งผู้ปฎิบัติธรรมได้เต็มขั้นเต็มภูมิ

สรีรร่างท่านพ่อลีที่มรณภาพอย่างสงบ เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๐๔
ชีวิตพระอริยเจ้าจึงเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ
ท่านไม่ได้นอนรอความตาย
ท่านทราบเรื่องความตาย
ตายแล้วไปไหน หลังจากตายจะไปทำอะไร
ได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
และคำว่า “พระนิพพาน” เป็นอย่างไร สุขสบายดีไหม ท่านรู้ทะลุปรุโปร่ง ไม่ต้องคิดหาคำตอบมาถกเถียงให้เมื่อยกราม
เพราะพระนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ท่านประสบพบเห็นเองอยู่
ท่านมีชีวิตอยู่ก็เป็น “สอุปาทิเสสนิพพาน”
ตายไปก็เป็น “อนุปาทิเสสนิพพาน”
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “พระนิพพาน อันผู้บรรลุเห็นได้เองไม่ขึ้นกับกาล แต่เป็นของรู้ได้เฉพาะตน”
“..ผู้บรรลุพระนิพพาน..จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก..เพราะมองเห็นที่หมายข้างหน้าแล้ว
...ความตายเรา (ตถาคต) ก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เราจักทอดทิ้งร่างกายนี้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ มีสติมั่น..เรารอท่าเวลาตาย เหมือนคนรับจ้างทำงานเสร็จแล้ว รอรับค่าจ้าง...(เสร็จกิจพรหมจรรย์..รอตายไปอนุปาทิเสสนิพพาน)
ในเรื่องบางอย่างพวกเราผู้เป็นปุถุชนไม่รู้ แต่จะไปอวดเก่งกว่าท่านผู้รู้จริงไม่ได้ อย่างเรื่องท่านพ่อลี ถ้าบรรดาศิษย์เชื่อฟังท่านเสียหน่อย ท่านก็ยังจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่านี้ ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังอย่างนี้
ในเรื่องแบบนี้มีหลักฐานยืนยันได้ ในสมัยพุทธกาล ก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงปลงพระชนมายุสังขาร..แล้วปรินิพพาน ถ้าเพียงพระอานนท์อาราธนานิมนต์ให้พระองค์ดำรงพระชนม์อยู่โปรดเวไนยสัตว์ต่อไป พระพุทธองค์จะทรงห้ามเสียสองครั้งครั้งที่สามพระองค์จะทรงรับอาราธนานิมนต์..และทรงอยู่ต่อไปได้อีกถึง ๑๒๐ ปี...เพราะทรงบำเพ็ญอิทธิบาทภาวนามาเป็นอย่างดี
ในสมัยปัจจุบันผู้เขียนขอยกตัวอย่าง ในปี ๒๕๔๐ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านป่วยหนัก ผลที่หมอตรวจที่วัดป่าบ้านตาด ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ
เป็นที่แน่นอนว่าท่านป่วยเป็น “โรคมะเร็งลำไส้” ขั้นสุดท้าย
หมอบอกว่า ท่านจะต้องตายก่อนเข้าพรรษาปีนั้นอย่างแน่นอน
ท่านได้นิมิตภาวนาในเรื่องนี้ก่อนแล้ว
แล้วต่อมาในปีเดียวกัน มีคนนิมนต์ให้ท่านอยู่ช่วยชาติบ้านเมือง
ท่านจึงประกาศตั้งโครงการช่วยชาติ..
โรคได้หายเป็นปลิดทิ้งเพราะอานิสงส์นั้นเท่าทุกวันนี้
แล้วท่านได้ยาดีอะไรมารักษา?
ก็ตอบได้ว่า เป็นยาวิเศษที่เทวดานำมาถวายโดยบันดาลผ่านทางมนุษย์เป็นผู้ประกอบ
ยาเทวดาเป็นยาแบบไหนหนอ?
ผู้เขียนขอไขปริศนา..ที่หลวงตาได้เล่าเฉพาะที่โรงน้ำร้อนวัดป่าบ้านตาดต้นปี ๒๕๕๐ นี้เอง
คือตามปกติท่านจะไม่เล่าเรื่องลึกลับลี้เร้นเหล่านี้ เพราะท่านว่า เป็นปัจจัตตัง รู้เห็นเฉพาะตน การนำออกมาเผยแผ่บางคนอาจไม่เข้าใจ เกิดการตำหนิลบหลู่เป็นการก่อกรรมแก่เขาได้
ท่านเล่าว่า คราวหนึ่งท่านอยู่ในป่าลึกเพียงรูปเดียว เร่งความเพียรภาวนาอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน ร่างกายซูบซีดผอมเหลืองเรี่ยวแรงหดหายเหลือแต่ใจอันดวงเด่นมีพลังมหาศาลข้างในหมุนไปด้วยธรรมจักรตลอดวันคืน แต่พลังกายเหนื่อยล้าเต็มที
ขณะที่ท่านเดินจงกรมพิจารณาธรรมบางประการในยามค่ำคืน เทพธิดาตนหนึ่งได้ปรากฏกายเข้ามานั่งกราบไหว้ข้างบริเวณทางจงกรม เฝ้ารักษาอยู่โดยตลอดด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
แล้วนางเทพธิดาจึงกราบเรียนท่านว่า
“..เขาเคยเป็นแม่ของท่านในอดีตชาติ เกี่ยวข้องกันมานาน
บัดนี้ได้มาเจอกัน ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นท่านซูบผอมซีดเซียวก็อยากมาช่วยเหลือด้วยการถวายอาหารทิพย์อันจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น ขอให้ท่านเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าในอดีตชาติที่เคยเป็นแม่เป็นลูกโปรดเมตตารับอาหารทิพย์เถิด”
หลวงตาท่านตอบว่า “...เวลานี้เป็นเวลาวิกาลโภชน์ (เลยเที่ยง) รับภัตตาหารไม่ได้”
“อาหารนี้ไม่มีสี ไม่มีรส เป็นอาหารพิเศษ ไม่ต้องกินด้วยปากเพียงไล้ไปตามร่างกาย การไล้นั้นก็ไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัว..ก็ถือว่าได้ดื่มด่ำรสของทิพย์แล้ว” นางเทพธิดากล่าวสาธยาย
“แม้ถึงกระนั้นก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเจตนานั้นแหละเป็นตัวกรรมคือการกระทำ...
..แม้เป็นอาหารทิพย์ ก็ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถึงไม่มีใครเห็น เราก็รู้อยู่แก่ใจ ใจนี่แหละเป็นตัวพาสร้างเวรสร้างกรรมมิใช่อวัยวะอื่นใด”
เมื่อหลวงตาท่านพูดจบ ก็ก้าวเดินจงกรมต่อไป ท่ามกลางความเงียบในไพรสณฑ์ นางเทพธิดาก็นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมเคลื่อนร่างที่เบาเหมือนปุยนุ่นไปไหน เพ่งมองท่านด้วยความห่วงใยและภูมิใจที่มีพระลูกชายเป็นพระอริยสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อความพ้นทุกข์
แล้วนางจึงกราบเรียนท่านว่า “พรุ่งนี้เช้าจะนำอาหารทิพย์มาถวายใหม่ ”
พอรุ่งเช้านางเทพธิดาได้มานั่งรออยู่หน้ากุฏิหลังน้อยมุงด้วยหญ้า กิริยาแช่มช้อยงดงาม หาสตรีใดในโลกเหมือนหรือเพียงเทียบเทียมมิมีได้
สตรีที่เขาว่าสวยที่สุดในโลก เป็นนางงามจักรวาล เมื่อเทียบกับนางเทพธิดาแล้วก็เหมือนลิงโก๊กตัวหนึ่งเท่านั้น..
น่าขำจริง ๆ โลกมนุษย์เอย..
เมื่อพระหลวงตาเห็นดังนั้นจึงถามนางว่า..การที่เธอมานั่งอยู่หน้ากุฏิเราตั้งแต่เช้าเช่นนี้ ใครมาเห็นเข้า เดี๋ยวจะเข้าใจผิดเอาได้ว่าพระอยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง ข้อครหาต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้
นางตอบว่า “ท่าน..ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนั้น ไม่มีใครสามารถเห็นฉันได้..นอกจากท่านเท่านั้น นี่เป็นเทพเนรมิตเพื่อมาถวายอาหารทิพย์แก่ท่านได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”
“ถวาย ก็ถวายมาสิ..” หลวงตาตวาดนางเทพธิดาหน่อย ๆ
นางจึงบอกให้ท่านนั่งนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง การถวายอาหารทิพย์ก็เป็นอันเริ่มขึ้นและจบลง
ร่างกายของท่านกระปรี้กระเปร่าอย่างเห็นได้ชัด
เหมือนปลาขาดน้ำแล้วพลันได้น้ำ
เหมือนคนหิวกระหายมานานวัน พลันมาเจอบ่อน้ำอันใสสะอาด
ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณที่ซีดเซียวกลับผุดผ่อง หายเมื่อยหายหิว
ปฏิบัติภาวนาต่อไปได้อีกหลายวันโดยไม่ต้องมีอาหารตกท้อง..อยู่เย็นสบายคลายความทุกข์กังวล
นี่คืออาหารเทวดา ยาเทวดาก็คงทำนองนี้เหมือนกัน
เพราะนั้นเป็นของวิเศษ.. ที่มนุษย์ผู้ศีลน้อย ธรรมน้อยจะไม่มีวันได้พบพานเป็นอันขาด..เว้นแต่ในนิทานหลอกเด็กเท่านั้น!!
ท่านพ่อลีเองก็เคยรับอาหารบิณฑบาตจากเทวดาที่ดอยขะม้อ จังหวัดลำพูน ท่านผู้สนใจโปรดติดตามจากหนังสือเล่มใหญ่ในวาระฉลองพระธุตังคเจดีย์ ที่วัดอโศการาม ก็แล้วกัน
นี่แหละท่านทั้งหลาย! พระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกเป็นที่อัศจรรย์อย่างหาที่สุดมิได้ ท่านเป็นผู้นำจิตวิญญาณและชีวิตจิตใจของเราผู้ศรัทธาทั้งหลาย
เหมือนโคจ่าฝูงที่นำพวกเราผู้พยายามเพื่อธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ ว่ายตัดกระแสน้ำคือกิเลสอันเชี่ยวกราก อันเป็นห้วงน้ำใหญ่มีอันตรายมาก ข้ามขึ้นถึงฝั่งอันราบเรียบเป็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์ เกษมสำราญไม่มีเวรภัยถึงเมือง “อุดมบุรี” (อุดมธรรม) และ “นิพพานนคร” โดยปลอดภัย
ธรรมะทะลุโลก ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร
พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ผู้รวบรวม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #41 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2015, 11:45:11 AM »

"ในเรื่องของกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ถ้าเราไม่ทำกับเขา เขาย่อมไม่ทำกับเรา
เพราะเราเคยได้เบียดเบียนเขาไว้ก่อน เราจึงต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นจากเขาบ้าง
สัตว์ทั้งหลายที่เราได้เบียดเบียนชีวิตเขามาเป็นอาหารนั้น ความจริงเขาไม่ได้เต็มใจให้ชีวิตแก่เราเลย
แต่เราก็กดขี่ข่มเหงบีบคั้นเขามาฆ่ากินด้วยประการต่างๆ ถึงแม้เราจะไม่ได้ฆ่าเอง
แต่ก็มีส่วนแบ่งในการกระทำบาปของผู้ที่เขาฆ่ามาให้เรากิน
ฉะนั้น ท่านจึงว่า บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่กับคนกิน เมื่อเป็นดังนี้
พวกสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็คงจะต้องมาทวงหนี้ชีวิตเลือดเนื้อของเขาในวันหนึ่ง
ถ้าเราไม่มีทรัพย์ คือบุญกุศลสำหรับใช้หนี้เขา เราก็จะต้องลำบากหน่อยเวลาใกล้ตาย"


ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #42 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2015, 09:28:54 AM »



“โลกุตตรศีล เป็นขั้นแรกของพระนิพพาน ถึงแม้จะเวียนว่ายตายเกิด ก็ยังเป็นคนพิเศษอยู่
ผิดจากมนุษย์ธรรมดา ใครปฏิบัติได้เช่นนั้นนับว่าเป็นผู้มีโชคลาภ มีทรัพย์อันแน่นอน
เปรียบเหมือนแท่งทอง ย่อมใช้ประโยชน์ได้ทั่วไปในโลก ไม่เหมือนธนบัตรหรือเงินตรา
ซึ่งมีขอบเขตจำกัดที่จะต้องใช้กันภายในประเทศนั้นๆ ส่วนทองใช้ได้ทั่วทุกสถาน
เพราะเป็นทรัพย์พิเศษก้อนหนึ่งของมนุษย์ นี้ฉันใด ใจที่เป็นศีลเป็นธรรม
ย่อมใช้ได้ในโลกนี้ และโลกอื่น จึงจัดว่าเป็นผู้ได้อริยทรัพย์อันประเสริฐของนักปฏิบัติในทางศาสนา...”

ธรรมโอวาทโดย
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
(พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๒๕๐๔)
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #43 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2015, 01:18:41 PM »

"คนเรานั้น ถ้าสุขสบายแล้วก็มักจะประมาท และไม่ใครมีปัญญา ตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเป็นเมืองที่อัตคัดมาก
จะปลูกผลหมากผลไม้ก็ไม่งาม แผ่นดินก็เต็มไปด้วยภูเขาไฟ ซึ่งมีการระเบิดบ่อยๆ ครั้งจนคนนอนตาไม่หลับ
 ทำให้ต้องขวนขวายระมัดระวังตัว คอยหนีภัยอยู่เสมอ จึงทำให้เป็นผุ้ตื่นตัวมีปัญญา
แก้ไขความทุกข์ยากของตนและประเทศชาติให้ไปสู่ความเจริญ คนมีสุขมากแล้วมักโง่
เพราะไม่รู้จักขวนขวายหาวิธีกำจัดทุกข์"...

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 65
กระทู้: 3594


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #44 เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 01:11:03 PM »

"พุทธานุสสติโดยอาศัยลมหายใจ"

ดวงจิตคือ "มโนธาตุ" และธรรมดาของจิตนั้นก็มีความเร็วยิ่งกว่าลมในอากาศซึ่งมีอาการไหวไปมา และสะเทือนขึ้นลงอยู่เสมอ ไม่คงที่ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้มีสติเข้าไปอาศัยอยู่ในดวงจิตเพื่อจะได้แก้จุดเสียให้เป็นดีเรียกว่า "ภาวนา"

คือ ให้กำหนดลมหายใจและระลึกถึง "พุทธคุณ"นี้ข้อหนึ่ง พุทธคุณนี้โดยพยัญชนะ ไม่จำเป็นต้องวิจาร ให้รู้แต่เพียงคำพูดที่เรานึกกันอยู่ว่า "พุทโธๆ"นี้เสียก่อน

"พุทโธ" เป็นชื่อของ "สติ" "พุทธะ" หมายความว่า รู้ แต่เพียงแค่นึกพุทโธนี้ก็ยังไม่สำเร็จรูปขององค์ภาวนา การนึกนี้ เวลานึก็ต้องประคองคำพูด ให้มีส่วนเสมอเท่ากับลมหายใจของเราด้วย คือ หายใจให้พอดี พองาม ไม่ช้านัก ไม่เร็วนัก สุดแล้วแต่ลมตามธรรมชาติ เราก็นึกอนุโลมไปตามลมหายใจ ปรับปรุงการนึกของเราให้กลมกลืนกับลม นี่จึงจะแสดงว่า เป็นการถูกต้องกับองค์ภาวนา

นี้เป็น "พุทธานุสสติ" คือ นึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าโดยย่อๆ โดยอาศัย "ลม" เป็นเครื่องหมายอันหนึ่งและ "สติ" เป็นผู้นึก เมื่อสติของเราได้แนบแน่นอยู่กับลมกับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้ อายตนะส่วนอื่นๆก็จะสงบราบคาบ ดวงจิตของเราก็จะค่อยๆสงบขึ้นทีละน้อยๆ นี่ก็เรียกว่า ตั้งอยู่ใน "อารักขกัมมัฏฐาน"*ข้อหนึ่ง

การภาวนาเช่นนี้ ก็คือ "พุทธานุสสติ" ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า คือ นึกโดยการปฏิบัติ การนึกเช่นนี้ย่อมจะให้ผลแก่พุทธบริษัททุกเหล่า

"พระอาจารย์ลี ธัมมธโร"
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

*อารักขกัมมัฏฐานหรืออารักขกรรมฐาน กรรมฐานที่ควรรักษาไว้เป็นนิจนี้
ข้อ ๑) พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ข้อ ๒) เมตตา แผ่จิตออกไปด้วยความใคร่
ความปรารถนาสุขประโยชน์แก่บุคคลแก่สัตว์ทั้งหลาย
ข้อ ๓) อสุภะ พิจารณากายนี้ว่าไม่งดงาม
และข้อ ๔ ) มรณสติ ระลึกถึงความตาย

....

คัดลอกจาก
หนังสือแนวทางปฏิบัติ วิปัสสนา-กัมมัฏฐาน เล่ม ๒
พระอาจารย์ลี ธัมมธโร. มกราคม, ๒๕๕๓. หน้า ๘๙-๙๐
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 2 [3] 4
พิมพ์
กระโดดไป: