KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐินายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์  (อ่าน 15041 ครั้ง)
phonsak
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 12:03:09 PM »

นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์


คนที่ทําเลวมาทั้งชีวิต ยังไงๆก่อนตาย จิตใต้สำนึกของเขาย่อมระลึกถึง สิ่งที่เขาทํามาให้เห็นเอง จะไปบังคับให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลสูงสุด คือ พระพุทธเจ้ามันจึงยากมากๆ มีโอกาสน้อยเต็มที แต่ไม่ใช่ไม่มีทางมีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้านะ  มีทางระลึกถึง  แต่อาจจะแค่ 1 ใน 100 เท่านั้น

เหมือนนายแคล้ว ธนิกุล ทำชั่วมามาก แต่ใครว่าเขาตกนรก เขาขึ้นสวรรค์นะครับ ลองฟังเรื่องนี้ดู ผมคัดจากหน้า 77 หนังสือ สมดุลโลก สมดุลใจ สมดุลธรรม


" กรณีของเจ้าพ่อเมืองหลวง คุณแคล้ว ธนิกุล ซึ่งถูกกลุ่มมือปืนล้อมยิงจนเสียชีวิตคารถยนต์ ตามเนื้อข่าวนั้นที่ข้างตัวคุณแคล้วมีปืนสั้นตกอยู่หนึ่งกระบอก คาดว่าคุณแคล้วคงคิดจะต่อสู้ป้องกันตัว เมื่อคิดจะต่อสู้ป้องกันตัว ภาวะของจิตขณะนั้นน่าจะเป็นอย่างไร อกุศลไช่ไหม ในเมื่อมึงคิดจะฆ่ากู กูก็จะฆ่ามึง ชาติเสือต้องไว้ลาย ขณะที่คิดฆ่าเขาจิตเป็นอกุศลใช่ไหม

แต่ถ้าใครจำภาพข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ คุณแคล้วตายในขณะที่อมอะไรไว้ในปาก อมพระสมเด็จวัดระฆัง จิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระสมเด็จ(พระพุทธเจ้า)เป็นที่พึ่ง คุณแคล้วโชคดีมากที่มีพระสมเด็จติดตัวตลอด แม้จะเอาชีวิตไม่รอดแต่คุณแคล้วก็รอดครั้งสำคัญ คือ รอดจากนรก เพราะหลังจากที่คุณแคล้วตายวันเดียว

เขาทราย กาแลคซี่ ขึ้นชกมวยป้องกันตำแหน่งไว้ได้ มีการมอบรางวัลบนเวที มีผู้เห็นคุณแคล้วปรากฎตัวอยู่บนเวทีผ่านจอโทรทัศน์ หลังจากนั้นอีกหนึ่งวัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่า มีผู้เห็นคุณแคล้วแต่ชุดสากลเดินเข้าไปในสมาคมมวยแห่งประเทศไทย

แล้วถัดมาอีกหลายปี หลวงปู่โง่น โสรโย เขียนหนังสือเรื่องพระพี่นางสุพรรณกัลยา ท่านเล่าว่า คุณแคล้วเอารถลีมูซีนมารับท่านไปส่งที่วัด นั่น....

ผีคุณแคล้ว เอารถลีมูซีนผี มารับท่านไปส่งถึงวัด เป็นการยืนยันว่า คุณแคล้วไม่ตกนรก แต่เป็นเทวดา เพราะว่าเทวดาเท่านั้นจึงจะแสดงฤทธิ์ สร้างกุศลเช่นนั้นได้ นี่อย่างไร ขณะจิตสุดท้ายที่เป็นกุศล ระลึกยึดเหนี่ยวในพระสมเด็จมีพุทธานุสสติ จึงมีสิทธิ์ที่จะเสวยผลจากข้อมูลที่เป็นบวกก่อน

แต่ในลักษณะเช่นนี้ นานเท่าใดจึงจะใช้ข้อมูลที่เป็นกุศลนั้นหมดไป ก็กี่วินาทีที่ระลึกถึงพระสมเด็จ เพียงแค่หนึ่งวินาที จิตเกิดดับไปแล้ว สี่ล้านล้านขณะ หนึ่งวินาทีได้ตั๋วตั้งสี่ล้านล้านใบ (ท่านเปรียบเทียบกับการดูภาพยนต์...ป้าเม) ตั๋วหนึ่งใบดูหนังได้สองชั่วโมง (ท่านสมมติ...ป้าเม) ถามว่า

คุณแคล้วจะเป็นเทวดาได้นานแค่ไหน???


ลองฟังคำตอบจากหลวงตาม้าเอาเอง:

คัดจาก หลวงตาม้าสอนศิษย์ > หลวงตา....ที่ผมรู้จัก
w.watthummuangna.com/board/archive/index.php/t-3145.html



ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยถามหลวงตาท่านว่า...


หลวงตาค่ะ...ถ้าเรายังไม่ถึงระดับพระอริยบุคคล อย่างเช่นพระโสดาบัน เรายังตัดสังโยชน์ไม่ได้ ก็มีสิทธิ์ไปอบายภูมิได้ใช่ไหมค่ะ..


.....ไม่ได้...ถ้าเรายึดไตรสรณคมได้นะ...อบายภูมิไม่ใช่ที่ไป


อ้าววว..งั้นถ้าคนเกิดมาแล้วทำเลวทั้งชาติ ตอนตายจับพระได้ก็ไม่ลงนรกซิค่ะ...หลวงตา


.....ใช่...ก็อย่าง***งัย ตอนตายจับพระได้ ตอนนี้ยังเป็นเทวดาอยู่เลย


งั้นก็เป็นได้ไม่นานซิค่ะ..หลวงตา เพราะทำไม่ดีไว้มาก


.....นานนะ...ขึ้นอยู่กับบารมีของพระที่จับด้วย


ยังงั้นถ้าคนทำไม่ดีไว้ ตอนตายจับพระได้ จะไปใช้กรรมตอนไหนล่ะค่ะ

....ยังงัยก็ต้องชดใช้........


สรุป


พระพุทธเจ้าตรัสว่า

   "ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

  "ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

  "ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"


  “คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”


มีพุทธพจน์รองรับเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าจากพุทธดำรัส ใช้คำว่า ผู้ถึงพระรัตนตรัย   ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว    ผู้ถือเอาพระรัตนตรัย

ไม่ใช่เป็นการนึกถึงเล่นๆแต่อย่างใด  ต้องมีการใส่ใจ  เอาใจลงไปใส่ลงในพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย หรือศรัทธาเลื่อมใส เช่น นายแคล้ว ธนิกุล เขาทำอย่างนั้นอยู่เสมอมา  วาระสุดท้ายก็อมสมเด็จไว้ เขาจึงไม่ตกนรก

..................................................................................................


ถามว่า:  ผู้ที่ทำบาปมาตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าเวลาจะตาย ทำจิตให้ผ่องใสได้ก็ไปสุคคติ โดยเฉพาะมีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า เขาจะได้ไปเกิดในสวรรค์ จริงหรือ?

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า

"ดูก่อนพระนาคเสน คำที่เธอว่าผู้ที่ทำบาปกรรมเรื่อยมาแม้ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ถ้าเวลาจะตาย มีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าได้
ก็ย่อมนำไปเกิดในสวรรค์ ส่วนผู้ที่ทำบาปแม้แต่ครั้งเดียวก็ย่อมไปเกิดในนรกนั้น ดูไม่สมเหตุผล ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นด้วย"

พระนาคเสนทูลตอบว่า

"ขอถวายพระพร ศิลาแม้ก้อนเล็กโดยลำพังจะลอยน้ำได้หรือไม่"

" ไม่ได้ "

" ก็ถ้าศิลาตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน แต่อยู่ในเรือ ศิลานั้นจะลอยน้ำได้หรือไม่ "

" ก็ได้สิเธอ "

" ขอถวายพระพร เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา อันคนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตาย
มิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมาแต่หลังนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น อาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสู่สุคติ ประหนึ่งศิลา ซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็เป็นหนักพอที่จะถ่วงตัวไปให้เกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน "

" สมเหตุสมผลละ
"


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2010, 12:05:54 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2010, 01:44:41 PM »

จิตก่อนตาย ครับแบบนี้ แต่ถึงจะไปบนสวรรค์ เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก บุญกรรมก่อนตายแยกก่อน ใช้กรรมตัวนี้ก่อน พอตายก็สร้างกรรมใหม่บนสวรรค์ สะสมไป หนีมันหนีไม่ได้หรอกต่อให้สูงขนาดไหนก็ต้องมาใช้กรรมในนรกอยู่ดีอย่าคิดว่าจะหนีได้กฏต้องเป็นกฏ555
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2010, 08:23:41 PM »

จิตก่อนตาย ครับแบบนี้ แต่ถึงจะไปบนสวรรค์ เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก บุญกรรมก่อนตายแยกก่อน ใช้กรรมตัวนี้ก่อน พอตายก็สร้างกรรมใหม่บนสวรรค์ สะสมไป หนีมันหนีไม่ได้หรอกต่อให้สูงขนาดไหนก็ต้องมาใช้กรรมในนรกอยู่ดีอย่าคิดว่าจะหนีได้กฏต้องเป็นกฏ555

ถูกต้องครับ จิตก่อนตาย เป็นกุศล ก็จะขึ้นสวรรค์ก่อน  แต่อยู่ได้ไม่นาน เช่น 3 วัน 7 วัน เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก   แต่ในกรณีจิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  อยู่บนสวรรค์นานมากๆๆๆๆ  ยิ่งถ้าจิตสุดท้ายระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง = หมดทางตกลงมาในภูมิต่ำอีกเลย อยู่ในแดนสุขาวดีตลอดไป  จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์
บันทึกการเข้า
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2010, 08:51:33 AM »

ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ อย่ามั่วครับ
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2010, 02:47:47 PM »

"จิตก่อนตาย เป็นกุศล ก็จะขึ้นสวรรค์ก่อน  แต่อยู่ได้ไม่นาน เช่น 3 วัน 7 วัน เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก   แต่ในกรณีจิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  อยู่บนสวรรค์นานมากๆๆๆๆ  ยิ่งถ้าจิตสุดท้ายระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง = หมดทางตกลงมาในภูมิต่ำอีกเลย อยู่ในแดนสุขาวดีตลอดไป  จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์"

 ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ อย่ามั่วครับ



ตอบ


1. ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก... อย่ามั่วครับ

คุณน่ะซิอย่าแย้งแบบโง่ๆ และอย่าแย้งแบบมั่วๆครับ  คุณไม่มีความรู้ทางพุทธศาสนาเอาเสียเลย  ลองไปศึกษาเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า แดนสุขาวดี  และคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา ที่ตรัสถึงเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า และแดนสุขาวดี ที่พ้นจากสังสารวัฏฏ์  เอาไว้ในพระสูตรมากมาย โดยเฉพาะในอมิตายุรยานสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนมเหสีพระเจ้าพิมพิสาร

ศาสนาพุทธเถรวาทของเรา มีความเสี่ยงที่สุดที่คนจะตกไปสูอบายภูมิเมื่อตายไปแล้ว เนื่องจาก สมมุติสงฆ์ไทยไม่รู้และไม่สอนเรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม หรือการสำนึกบาป ไม่สอนเรื่องการระลึกถึงพระพุทธเจ้า และพระรัตนตรัยก่อนตาย ฯลฯ เป็นทางรอดให้พ้นนรก

ชื่อสวรรค์ชั้นสุขาวดีของพระอมิตาภพุทธเจ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยนักกับชาวพุทธเถรวาท แต่ชื่อนี้จะคุ้นเคยกันดีในหมู่ชาวพุทธมหายานทั่วโลก  สวรรค์ชั้นสุขาวดี ไม่ใช่สวรรค์ในกามภูมิในสังสารวัฏฏ์  ผู้ที่เข้าไปอยู่ในพุทธเกษตร(สวรรค์ชั้น)สุขาวดี จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีก  คนชั่วบาปหนาก็จะไปอยู่ในดอกบัวในสุขาวดี นานอาจจะเป็นกัป เพื่อล้างคราบความชั่วออก  พอล้างเสร็จก็จะมาปฏิบัติธรรม   จนบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่นิพพานในสุขาวดีเลย  ไม่มีโอกาส และไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

ศาสนาพุทธมหายาน โดยเฉพาะนิกายสุขาวดี ไม่มีความเสี่ยงว่าจะต้องตกนรก  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ผู้ที่จะเข้าไปในแดนสุขาวดีได้ เพียงแต่ท่องชื่อพระนามพของพระพุทธเจ้าที่ชื่อ อมิตา1-10 อย่างจริงใจและอย่างตั้งใจ แค่นั้นพระอมิตาพุทธก็จะส่งพระโพธิสัตว์มารับไปอยู่ ในแดนสุขาวดี หลุดออกจากสังสารวัฏฏ์ แล้วจะไปชดใช้กรรมได้อย่างไร

ในคัมภีร์มหายาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรมากมายถึงแดนสุขาวดี และพระอมิตาภพุทธเจ้า เช่น   1. มหาสุขาวดีวยูหสูตร หรือ มหาอมิตายุสูตร 2. อมิตายุรธยานสูตร 3. จุลสุขาวดียุหสูตร


2. แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ ... อย่ามั่วครับ

แล้วใครไปบอกล่ะครับว่า ระลึกแล้วสามารถหลุดพ้น  ผมบอกว่าระลึกแล้วพ้นจากอบายภูมิ ไปอยู่ในสวรรค์  สวรรค์ของมหายาน(พุทธเกษตร)อธิบายไปแล้ว  สวรรค์ของเถรวาท  พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

   "ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

  "ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

  "ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"


  “คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”

สรุป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท เป็นผู้ตรัสสอน = คุณ่jo345กำลังต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....อย่ามั่ว   ตกลงคุณ่jo345มีสัมมาทิฏฐิเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรือครับ???

...

อ้างอิง:

ในมหาสุขาวดีวยุหสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

.....หากสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้ยินพระนามแห่งพระอมิตตาพุทธเจ้า และเกิดจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า และมีใจที่อิ่มเอิบ ระลึกถึงพระนามของพระองค์ แม้หนึ่งครั้ง...ถึงสิบครั้ง...ถ้าบุคคลนั้นมีใจอยากไปอุบัติในสุขาวดีพุทธเกษตร เขาจักได้ไปอุบัติที่นั่นตามความประสงค์ และไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ตกต่ำอีก

มหาสันนิบาตสูตร กล่าวไว้ว่า

....หากสาธุชน ชายหญิง ใด้ก็ดีได้นั่งสมาธิภาวนาระลึกถึงองค์พระอมิตาพุทธเจ้าจนจิตเกิดสมาธิต่อเนื่อง ไม่วุ่นวายหากนับได้คืนหนึ่งก็ดีจนถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ดี บุคคลนันจักได้เห็นพระอมิตาพุทธเจ้าอย่างแน่นอน หากไม่ได้เห็นตอนกลางวัน ในเวลากลางคืนก็จะได้เห็นพระองค์อย่างแน่นอน (ในนิมิตขณะนั่งสมาธิ หรือในความฝัน)

ลองอ่านมหาปณิธาน 6 ข้อ จาก48 ข้อ ของ พระโพธิสัตต์ธรรมกร ก่อนที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอมิตตาภพุทธเจ้านะครับ  ท่านที่ได้ตั้งสัตย์ไว้มีดังนี้

จากมหาสุขาวดีวยูหสูตร มหาปณิธาน 48 ประการ แห่ง พระอมิตภะพุทธเจ้าhttp://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=buddha-dhammacom&thispage=28&No=209494

1. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมี(ภาวะทุกข์ทรมาณของ) นรก เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า(หรือไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ขอ บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทุกๆข้อในตอนท้ายให้หมายถึงพระธรรมกร)

2. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมีสัตว์ที่ต้องตายและตกสู่อบายภูมิ(ภูมิต่ำทั้งสี่ข้างต้น) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

18.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ในทิศทั้งสิบศรัทธาพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ปรารถนาจะไปเกิดพุทธเกษตรของพระองค์ ได้กล่าวความระลึกถึงหรือท่องชื่อพระองค์ 10 ครั้ง ถ้าพวกเขา ไม่ได้อุบัติในสุขาวดี จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสุงสุด ..ยกเว้นแต่ พวกที่ประกอบอนันตริยกรรม* และผู้จ้วงจาบทำลายพระธรรม

19. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ที่มุ่งตรัสรู้ในโลกธาตุอื่น และเป็นผู้ที่ภายหลังได้ยินชื่อของพระองค์ ได้ทำสมาธิระลึกถึงพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ขณะที่พวกเขาสิ้นใจ ถ้าพระองค์ ไม่ได้ ไปปรากฎต่อหน้าพวกเขาพร้อมเหล่าภิกษุ เพื่อช่วยให้จิตของพวกเขาสิ้นสุดความหวาดหวั่นแล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

20. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์พุทธเกษตรน้อยใหญ่ได้ยินชื่อของพระองค์ ได้กำหนดจิตขออุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์(คือสุขาวดี) ได้สั่งสมคุณธรรมความดีไว้มาก แม้แต่พวกท่องชื่อระลึกถึงแดนสุขาวดีเพียง 10 ครั้ง ถ้าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้อุบัติในแดนสุขวดี(ตามที่ตั้งจิตปราถรถนา) แล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด ยกเว้น พวกประกรอบอนันตริยกรรม และ ผู้ที่ขัดขวางบิดเบือนพระธรรม

21. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว เทวดาหรือมนุษย์ในสุขาวดี ไม่มี ลักษณะมหาบุรุษ(มหาปุริสลักษณะ) 32 ประการ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 03:36:50 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2010, 03:48:50 PM »

ก็เขียนหัวข้ออยู่ไงตามีรึป่าว....ระลึกๆๆๆ....แก่แล้วสายตาไม่ดีป่าว..เวลาอธิบายก็ให้อธิบายให้เข้าใจหน่อย
ระลึก คืออะไร ความหมาย คืออะไร นึกถึง คิดถึง ใช่ไหม แบบนี้ไปไม่ได้หรอก
แต่ถ้าคุณบอกว่า ผู้ใดยึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้ว ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมไม่ตกในอบายภูมิ แบบนี้สิถึงจะถูก ไม่ใช่มาระลึกแค่ก่อนตาย คนที่ไม่เคยใส่บาตรนี่ก็ไม่ได้บุญ ไม่เคยฟังเทศน์นี่ก็ไม่ได้บุญ ไม่เคยยกมือไหว้นี่ก็ไม่ได้บุญ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ ไปเป็นแค่อะไรเทวดาหรือป่าว ใจที่ยังติดกับการคิดแบบนี้จะไปได้สักกี่อึดใจ ผู้ที่ไม่ฟังเทศน์ของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั้น จะมีจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสได้ไหม มันก็คิดอยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหนไม่หลุดพ้นยังเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะไม่มีธรรมมะ มาขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่สามารถที่จะละ ขันธ์5ได้เพราะไม่รู้วิธี ไม่ฟังเทศฟังธรรม แล้วคุณจะมายกย่องวิธีนี้ให้ผู้อื่นอีกหรือ เอาสมองส่วนไหนคิด
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:15:47 PM »

ผมยังมีสมอง  แต่คุณซิไม่มีสมอง

"ธรรมมะ มาขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ มันทำได้แต่พระอริยะเจ้า" ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา   มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ล้วนแต่เคยทำบาปมาไม่มากก็น้อย  แต่พญามารมันลวงหลอกเรา ไม่ให้รู้วิธีการแก้กรรม เช่น การก้าวล่วงบาปกรรม(สำนึกบาป และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำบาปข้อนั้นอีก) และไม่ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  กระทั่งพุทธพจน์ล้วนๆ  มันก็หลอกไม่ให้คุณเชื่อ  ไม่ให้ตีความออก

ผมเห็นในนรก มีผู้ตกนรกเต็มไปหมด  เพราะพวกเขาไม่เคยรับรู้ว่า มีวิธีการแก้กรรมได้

คุณตอบได้หรือยังว่า  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท เป็นผู้ตรัสสอน = คุณ่jo345กำลังต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....อย่ามั่ว   ตกลงคุณ่jo345มีสัมมาทิฏฐิเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรือครับ???
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:18:48 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2010, 08:18:05 AM »

ผมยังมีสมอง  แต่คุณซิไม่มีสมอง

"ธรรมมะ มาขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ มันทำได้แต่พระอริยะเจ้า" ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา   มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ล้วนแต่เคยทำบาปมาไม่มากก็น้อย  แต่พญามารมันลวงหลอกเรา ไม่ให้รู้วิธีการแก้กรรม เช่น การก้าวล่วงบาปกรรม(สำนึกบาป และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำบาปข้อนั้นอีก) และไม่ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  กระทั่งพุทธพจน์ล้วนๆ  มันก็หลอกไม่ให้คุณเชื่อ  ไม่ให้ตีความออก

ผมเห็นในนรก มีผู้ตกนรกเต็มไปหมด  เพราะพวกเขาไม่เคยรับรู้ว่า มีวิธีการแก้กรรมได้

คุณตอบได้หรือยังว่า  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท เป็นผู้ตรัสสอน = คุณ่jo345กำลังต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....อย่ามั่ว   ตกลงคุณ่jo345มีสัมมาทิฏฐิเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรือครับ???
ตายแล้ว คนธรรมดาไม่ต้องเข้าวัดเข้าวา ไม่ต้องปฏิบัติธรรมกันแล้ว ถ้าธรรมมะไม่สามารถทำให้มนุษย์ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ งั้นจะมีพระพุทธศาสนาไปทำไม มีวัดไปทำไม หา.....คุณphonsak มันแสดงถึงคนไม่มีสมอง นะที่พูดมาแบบนี้ คุณphonsak
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: