KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิสุดยอดวิธีหนีนรกง่ายทีสุดที่พระพุทธเจ้าสอน
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สุดยอดวิธีหนีนรกง่ายทีสุดที่พระพุทธเจ้าสอน  (อ่าน 12092 ครั้ง)
phonsak
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2010, 12:39:13 AM »

เปิดเผยสุดยอดวิธีหนีนรกของพุทธเถรวาท ที่มารซ่อนความจริงนี้ไว้ 2000 ปี


ผมเคยไปดูในนรกและอบายภูมิต่างๆมาหลายร้อยครั้ง  สงสัยหลายครั้งว่าทำไมชาวพุทธเถรวาทโชคร้ายกว่ามหายานนัก  พระพุทธเจ้าสอนวิธีหนีนรกก่อนตายแบบสุดยอดง่ายๆให้มหายาน:  แค่พวกเขาตั้งจิตระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้า บริกรรม อมิตาพุทธ 1 ครั้ง ถึงไม่เกิน 10 ครั้งแบบตั้งใจก่อนตาย  เขาก็จะพ้นนรก  ไปอยู่ในพุทธเกษตรแดนสุขาวดีของพระอมิตาแล้ว  แต่ทำไมในพุทธเถรวาทไม่มีมีตำราหรือพระสำนักไหนสอนวิธีหนีนรกแบบโคตรง่ายให้พวกเราเลย?

ผมปฏิบัติทั้งสมถะและวิปัสสนามากว่า 25 ปี  ตอนหลังจึงรู้ความจริงว่า  พวกมารมันสุมหัวกัน ปิดจิตของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาทไม่ให้รู้ความจริงว่า  พระพุทธเจ้าสอนวิธีหนีนรกก่อนตายแบบสุดยอดให้พวกเราชาวพุทธเถรวาทด้วยเช่นกัน   ลองอ่านเรื่องมัฏฐกุณฑลี ซึ่งเป็นพราหมณ์ ผู้ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยยกมือไหว้พระในสำนักของพระพุทธเจ้า ถามพระพุทธเจ้านะครับ:

คำถามหนีนรกแบบโคตรง่ายของมัฏฐกุณฑลี

...พราหมณ์ก็ยกมือไหว้องค์สมเด็จพระบรมครูแล้วกล่าวว่า

“ผม อยากจะทราบว่า คนที่ไม่เคยใส่บาตรกับพระองค์ ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อพระองค์อย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์มีไหม

องค์สมเด็จพระจอมไตร ตรัสว่า

“คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”

สรุป

ถ้าประโยคนี้คุณไม่ได้อ่าน  หมดทางหนีนรกแล้วนะครับ

องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า “คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”

ผมขอสรุปกระทู้นี้ด้วยถ้อยคำของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ "... ก็เป็นอันว่าการนึกถึงพระพุทธเจ้า มีความเคารพพระพุทธเจ้านั้น....แม้แต่เล็กน้อยอย่างมัฎฐกุณฑลีเทพบุตร เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ก็พ้นจากการเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาได้ "

พระพุทธเจ้า.ขา ... พระพุทธเจ้า.ครับ

พุทโธ.. พุทโธ..พุทโธ   ผมพลศักดิ์ วังวิวัฒน์มาอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วหรือนี่
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2010, 12:40:12 AM »

พุทธพจน์อื่นๆในศาสนาพุทธเถรวาทที่รองรับกระทู้ของผม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

   "ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

  "ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

  "ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"
.............................................................

จะเห็นได้ว่าจากพุทธดำรัส ใช้คำว่า ผู้ถึงพระรัตนตรัย   ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว    ผู้ถือเอาพระรัตนตรัย

ไม่ใช่เป็นการนึกถึงเล่นๆแต่อย่างใด  ต้องมีการใส่ใจ  เอาใจลงไปใส่ลงในพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย หรือศรัทธาเลื่อมใส เช่น นายแคล้ว ธนิกุล เขาทำอย่างนั้นอยู่เสมอมา  วาระสุดท้ายก็อมสมเด็จไว้ เขาจึงไม่ตกนรก
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2010, 01:04:22 AM »

หนีได้ แต่ไม่ได้ทุกครั้งเสมอไปหรอก
ขึ้นอยู่กับกรรมที่ส่งผลในขณะนั้น สุดท้ายกรรมก็คือกรรม


ก็คือหนีได้จนจบรอบเทวภูมิ แล้วก็ต้องไปเกิดในภูมิต่ำอื่นๆ ถ้าตอนมันอยู่ในเทวภูมิ ดันไม่ทำกรรมดีไว้ให้ถึงโสดาบัน งานนี้แหละอบายภูมิรอรับอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
phonsakw
กัลยาณมิตร ลำดับที่ 1
**

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 2
กระทู้: 94


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2010, 09:17:37 PM »

คุณ insane ครับ


ที่คุณเขียนว่า

ถ้าเชื่อตามและทำอย่างคุณ
โดยทำอกุศลกรรม ตลอดชีวิต
และแค่อมพระ หรือระลึกพระพุทธเจ้า เป็นสรณะตอนตาย
ก็ไม่อาจล้างอกุศลกรรม ที่มากมายกว่ากุศลกรรมได้
ก็ต้องไป ทุคติภูมิ ไปเป็นเปรต เป็นสัตว์เดียรัจฉาน   


ตอบ

1. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสสอน  ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับผม

องค์สมเด็จพระจอมไตร ตรัสว่า

“คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ

2. ผมไม่เคยพูดว่า วิธีนี้ลบล้างอกุศลกรรมได้เลยนะครับ
3. จิตของเขาก่อนตายนึกถึงพระพุทธเจ้าตลอดเวลา  เขาจะตกนรกได้อย่างไร  คิดซิครับ
4. ตามประวัติ นายแคล้ว ธนิกุล เป็นคนที่นับถือพระรัตนตรัยมาก  แต่การทำบาปของเขามันเป็นคนละส่วน  บุญอยู่ส่วนบุญ บาปอยู่ส่วนบาป  แต่บุญก่อนตายที่ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จึงทำให้เขาพ้นจากอบาย แต่เมื่อพลังบุญนั้นหมดไป เช่น อีก 10000 ปี เขาก็ต้องลงมารับอกุศลธรรมอยู่ดี  ถ้าเขาไม่ทำบุญใหญ่ๆหนีกรรมอีก  ยังไงก็ต้องใช้กรรม
5. เราจะให้เขาชดใช้กรรมชั่วเดี๋ยวนี้เลย  มันทำไม่ได้ครับ  ถ้าเขายังมีกรรมดีที่ให้ผลอยู่  กรรมดีนั้นก็ยังคุ้มครองเขาอยู่ 
บันทึกการเข้า
phonsak
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2010, 02:08:13 PM »

'ปองศักดิ์ เขียน:

แคล้ว ธนิกุล ได้ไปสวรรค์

ผมเห็นไปโพสต์มาเยอะแยะหลายเว็บบอร์ดมาก ไม่ยอมบอกเลยสักโพสต์ว่า แคล้วธนิกุลได้ไปสวรรค์นั้น คุณพลศักดิ์ทราบมาได้อย่างไร หรือทราบมาจากไหนหากมีผู้ถ่ายทอดคำกล่าวมา


ตอบ

ผมอ่านจากเว็บหนึ่ง มีพระกรรมฐานระดับพระอริยะเจ้าท่านหนึ่ง เจอนายแคล้วได้ไปสวรรค์ เพราะระลึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนตาย  ลูกศิษย์ลูกหาก็ถามท่านว่า นายแคล้วจะอยู่ในสวรรค์นานไหม  ท่านก็ตอบว่า นานนะเอ็ง  ไว้ผมจะไปค้นกระทู้นั้นมาลง 

พึงตระหนักว่า  คนที่ชั่วมากๆๆ  วิบากกรรมมันจะปิดจิตไม่ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเอง  ส่วนนายแคล้วคนนี้มีทั้งดีทั้งชั่ว  วิบากกรรมชั่วเลยปิดจิตของเขาไม่ได้  ตอนนี้ผมมีหลักฐานคำตอบใน ลินทปัญหา วรรคที่ ๗ ผู้ที่ทำบาปมาตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าเวลาจะตาย ถ้าจิตผ่องใสได้ เช่น ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าได้  ก็ไปสุคคติภูมิ จริงหรือ ?

วรรคที่ ๗ ปัญหาที่ ๒

 พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า

"ดูก่อนพระนาคเสน คำที่เธอว่าผู้ที่ทำบาปกรรมเรื่อยมาแม้ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ถ้าเวลาจะตาย มีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าได้ ก็ย่อมนำไปเกิดในสวรรค์ ส่วนผู้ที่ทำบาปแม้แต่ครั้งเดียวก็ย่อมไปเกิดในนรกนั้น ดูไม่สมเหตุผล ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นด้วย"

พระนาคเสนทูลตอบว่า

"ขอถวายพระพร ศิลาแม้ก้อนเล็กโดยลำพังจะลอยน้ำได้หรือไม่"

" ไม่ได้ "

" ก็ถ้าศิลาตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน แต่อยู่ในเรือ ศิลานั้นจะลอยน้ำได้หรือไม่ "

" ก็ได้สิเธอ "

" ขอถวายพระพร เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา อันคนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตาย มิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมาแต่หลังนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสู่สุคติ ประหนึ่งศิลา ซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น

ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็เป็นหนักพอที่จะถ่วงตัวไปให้เกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน "

" สมเหตุสมผลละ "
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: