KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมขอเพิ่มกระทู้ใหม่ เรื่องไม่มีตรงไหนสบายจริง
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเพิ่มกระทู้ใหม่ เรื่องไม่มีตรงไหนสบายจริง  (อ่าน 69042 ครั้ง)
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #105 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 02:13:31 PM »

หลวงพ่อ.. บอกว่า  เรื่องแรกที่ต้องทราบคือ  เรื่องของจิต ลักษณะต่างๆ เช่น จิตมีราคะ ไม่มีราคะ จิตมีโทสะ ไม่มีโทสะ จิตมีโมหะ ไม่มีโมหะ

หลังจากนั้น จึงจะตามด้วยเรื่องการดูกาย ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญาต่อไป *** แฮ่ แฮ่

แต่ทั้ง 2 กรณี คือต้องเห็นความจริงของ รูปนาม ทีเป็นไตรลักษณ์ เสมอ

เห็นด้วยใจ

อุทะปาทิจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อุทะปาอาโลโก ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #106 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2012, 01:56:55 PM »

มีปัญหา ทีพบมาคือ นั่งมาธิ จนทิ้งลมหายใจแล้ว มันคิดไปเรื่อย   

............งง 

............................งง ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #107 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2012, 11:29:21 PM »


นั่งสมาธิจนลมหายใจหายไปแล้ว มีความนึกคิดผุดขึ้นมาก็ตามดูตามรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นนิมิตอย่างหนึ่ง

ช่างมัน รู้ว่ามีความคิดผุดขึ้นมาเป็นใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ดี คิดพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง จะเป็นวิปัสสสนา

เพราะที่ผุดขึ้นมานั้นเป็นสัญญา ตามมาด้วยความปรุงแต่งต่อสืบเนื่องกันไป

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #108 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 11:25:36 AM »

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

ตอบปัญหาธรรมและการปฏิบัติธรรม


คำถาม :

เพื่อนดิฉันให้ช่วยเรียนถามหลวงปู่ว่าเวลาภาวนาอยู่ สัญญาเก่าๆ จะผุดขึ้นมารบกวนบ่อยๆ ถ้าปล่อยวางตอนนี้ก็เหมือนกับหินทับหญ้า เวลาทำสมาธิครั้งต่อๆ ไปก็จะเกิดขึ้นอีก จะต้องพิจารณาอย่างไรจึงจะให้เป็นอนิจจัง อนัตตาโดยมิให้เกิดขึ้นอีก และเมื่อเวลามีสุขหรือมีทุกข์เกิดขึ้นจะพิจารณาอย่างไรให้เป็นอุเบกขา โดยที่จิตจะไม่ไปยึดติดกับมัน

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ตอบ :

เรื่องภาวนาสัญญาเก่าๆ ผุดขึ้นมารบกวนก็จริง แม้สัญญาเก่าก็ตามสัญญาใหม่ก็ตาม คำว่าสัญญาหมายความว่าความจำในสิ่งนั้นๆ แต่ว่าสัญญาเก่าสัญญาใหม่ก็มีคุณค่าเสมอกัน มีภาพพจน์เสมอกัน เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและดับไป อยู่ในวงแขนของอนิจตาธรรมทั้งนั้น เราไม่ต้องสงสัยและไม่ต้องยืนยันว่าสัญญาทั้งสองนี้ (ทั้งของเก่าและของใหม่) ไม่ใช่เป็นเราเป็นเขา เป็นสัตว์เป็นบุคคล คือเป็นของว่างจากเรา เขา สัตว์ บุคคลอยู่ในตัวโต้งๆ อยู่แล้ว

เราจงพิจารณาตามความเป็นจริงอย่าได้ขุ่นเคืองทั้งสัญญาของเก่าและสัญญาของใหม่ มันเกิดขึ้นมาเองมันก็ดับไปเอง จะเกิดขึ้นกี่รอบๆ ตั้งหมื่นตั้งแสนรอบก็ตาม ทั้งสัญญาเก่าทั้งสัญญาใหม่มีลูกไม้และหน้าที่ เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและดับไปทั้งนั้น ไม่สามารถจะนับรอบของมันได้

ข้อสำคัญก็อยู่กับความเข้าใจตามเป็นจริงของเราว่า นั่นไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราขาดตัวอยู่แล้ว ไม่เป็นหน้าที่เราจะไปเดือดร้อน มันไม่รับรู้อิโหน่อิเหน่กับเราเลย สัญญาเกิดขึ้นมาอย่างผึ่งผาย แปรปรวนและดับไปอย่างผึ่งผายหาระหว่างมิได้อีกด้วย พระสติพระปัญญาของเราที่กลมกลืนกันในปัจจุบัน ก็มีหน้าที่รู้ตามเป็นจริงเท่านั้น เมื่อรู้ตามเป็นจริงในปัจจุบันแล้วมันก็วางเฉยเองไม่ต้องแต่ง
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #109 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 11:38:59 AM »

คำถาม :
การปฎิบัติธรรมแบบฝึกหัดเริ่มต้น หากเรานั่งกำหนดจิตอยู่ที่ “พุทโธ” และลมหายใจเข้าออกแล้ว แต่หูก็ยังได้ยินสิ่งที่มากระทบจากภายนอกอยู่บ้าง อันนี้ถือว่าจิตลงถึงความสงบเป็นสมาธิหรือยังครับ และตอนช่วงระยะที่นั่งฝึกไปนั้นลมหายใจที่เรากำหนดอยู่ได้เริ่มเบาไปทุกทีๆ กระทั่งแทบจะไม่มี นั้นถึงจุดนี้ถือว่าจิตสงบเป็นสมาธิหรือยังครับ และหากถึงตรงจุดนี้เราควรทำอย่างไรต่อไปครับ

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ตอบ :

การที่เราภาวนาลมละเอียดเข้าไป แต่ได้ยินเสียงอยู่ แต่ไม่ได้ทิ้งกรรมฐานเดิม คือลมหายใจเข้าออกก็รู้ชัด พร้อมกันกับเสียงที่มากระทบอันนั้นเป็นอุปจารสมาธิ เมื่อละเอียดเข้าไปเบาเข้าไป อันนั้นละเอียดกว่าอุปจารสมาธิอีก จิตในชั้นนี้ก็เป็นสมาธิแล้ว แต่ไม่ให้ทิ้งกรรมฐานเดิมคือลมออก-เข้า ละเอียดลงไปขนาดไหนก็ไม่ทิ้ง จนวูบลงหรือวับลงไปไม่ปรากฏลมเสียเลย แล้วก็มีแต่ผู้รู้เบาหวิวอยู่อันนั้นเรียกว่า “ปฐมฌาน” (อัปนาสมาธิ)

แต่เมื่อหมดกำลังก็ถอนออกมา เมื่อถอนออกมาก็เห็นลมออก-เข้า เบาๆ อยู่ ถ้าปล่อยจิตฟุ้งซ่านไปทางอื่นก็เป็นเรื่องกรรมฐานแตกไป แต่ถ้าทวนดูว่า เอ๊ะ..... จิตขนาดนี้ก็ยังถอนออกมาอยู่แล้ว พิจารณาลงสู่อนิจจังให้เห็นพร้อมกับลมออก-เข้าต่อไป ก็แปลว่ามีวิปัสสนาควบกับสมถะด้วย วิปัสสนาก็คือปัญญานั่นเองเพราะเห็นอนิจจังควบกับลมหายใจเข้าออก เมื่อเห็นอนิจจังชัดแล้วจะเห็นทุกข์สัมปยุตกันอยู่อย่างละเอียด จะเห็นสิ่งที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขาสัมปยุตกันอยู่อย่างละเอียดอีกคล้ายๆ กับเชือกสามเกลียว ซึ่งกลมกลืนกันอยู่ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลังพร้อมกับลมออก-เข้าด้วย อันนี้เรียกว่าสติสัมปชัญญะแก่กล้าในไตรลักษณญาณคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลมกลืนกันอยู่นั่นเอง ก็ต้องพิจารณาอยู่อย่างนั้นติดต่อกันอยู่เสมอ เมื่อถอนออกมาก็จับเข้าไปในที่นั้นให้จนได้เพราะรู้รสชาติมันแล้ว รู้ลูกไม้ของมันอีกด้วย รู้วิธีจะเข้าไปจับมันอีกด้วย

ยกอุทาหรณ์เช่น ลมหายใจเข้าครั้งหนึ่ง ก็เห็นทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลมกลืนกันอยู่ด้วย ไม่ใช่อยู่คนละเป้า ไม่ใช่อยู่คนละขณะอีกด้วย เมื่อเห็นชัดอยู่อย่างนั้นแล้วกิเลสทั้งปวงที่เคยยึดมั่นว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนก็สลายไปในตัวอยู่ ณ ที่นั้นเอง ทางนี้เป็นทางพ้นทุกข์ง่ายดีกว่าจะเอานิมิตต่างๆ ไปอวดกัน

คำว่า นิมิตก็แปลว่า “เครื่องหมาย” หมายในรูปก็เรียกรูปนิมิต หมายในนามก็เรียกว่านามนิมิต รูปก็ดี นามก็ดีเป็นเมืองขึ้นของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ในปัจจุบันนั้นแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่มีท่านผู้ใดจะพ้นความสงสัยของตนไปได้ และก็ไม่มีท่านผู้ใดจะข้ามความหลงของตนไปได้อีก ซ้ำเข้าไปอีกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นคืออะไร ก็คือโลกทั้งปวง ก็คือสังขารทั้งปวง ก็คือกองทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง

เมื่อเวลาเห็นอยู่อย่างนั้นก็คือไตรสิกขานั่นเอง ก็คือศีล สมาธิ ปัญญากลมกลืนกันในขณะเดียวนั่นเอง (คือขณะที่เราปฏิบัติธรรมภาวนาอยู่นั้น เราอยู่ในศีลด้วยอาการสงบอยู่ในสมาธิ และ เกิดปัญญาขึ้นเมื่อเราพิจารณาเห็นอนิจจังควบกับลมหายใจเข้าออก เช่นเมื่อมีลมหายใจเข้าแล้ว ก็ต้องมีลมหายใจออก จะมีแต่ลมเข้าแล้วไม่มีลมออกเป็นไปไม่ได้ หรือจะมีแต่ลมออกแล้วไม่มีลมเข้าก็เป็นไปไม่ได้ นั่นก็หมายถึงคนตายแล้ว) ก็คือผู้รู้ปัจจุบันนั่นเอง เป็นผู้รู้ตามเป็นจริงของปัจจุบัน และตามเป็นจริงของอดีต ของอนาคตด้วย เพราะเอาปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมอยู่ในตัวแล้ว ก็ข้ามพ้นความสงสัยในโลกทั้งปวงไปแล้ว ปัญหาอะไรจะเกิดมาก็เป็นเมืองขึ้นของไตรลักษณ์ทั้งนั้น รู้ชัดในกรรมฐานที่ตั้งไว้ สันทิฏฐิโกเห็นเองได้ เหมือนได้ชิมเกลือเองรู้ว่าเค็มไม่ต้องสงสัยว่ารสเค็มเป็นอย่างไร จะมีผู้อื่นมาบอกว่ารสเกลือหวานทั้งหมดโลก เราก็ไม่เชื่อดังนี้

ผมตอบสั้นกระชับอาจจะเข้าใจยากและอีกอย่างเป็นฆราวาสน้ำหนักอาจจะไม่พอ เลยยกคำตอบของครูบาอาจารย์มาให้พิจารณาน่าจะดีกว่าครับ
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #110 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 03:35:19 PM »

ปานนี้เทียว.........สำหรับไตรลักษณ์


รู้มาก ยากนาน

เพราะเวลาสัมผัสเข้าจริงๆ แล้ว ดัน ละเมอเพ้อพกไปก๋ามัน ทุกที....

แฮ่ แฮ่  ..เหนื่อย แท้เทียว  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
phonsakw
กัลยาณมิตร ลำดับที่ 1
**

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 2
กระทู้: 94


ดูรายละเอียด
« ตอบ #111 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2012, 01:51:57 PM »

มีอีกอย่างไปเกาะอัตตาไว้ เหมือนท่าน phonsak บอก ก็น่าจะดีมั้ง... ยิ้มกว้างๆ  ยิงฟันยิ้ม  ยิ้มกว้างๆ  ยิ้มเท่ห์

จิตที่ว่างจากการยึดติดในโลกภายนอก นั่นแหละเรียกอัตตา
จิตที่ไม่ว่างจากการยึดติดในโลกภายนอน น่นแหละเรียก อุปทาน หรือ อัตตานุทิฏฐิ
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #112 เมื่อ: มีนาคม 05, 2012, 10:42:44 PM »

เมื่อ วันเสาร์ 3 มีนา 55 ได้พบพระสงฆ์ ท่านหนึ่ง เพิ่ง กลับมาจากธุดงค์  1 เดือน ที่แก่งกระจาน
ท่าน ช่วยแก้ อาการติด ความจำ(สัญญาขันธุ์) ผสม ความคิด(สังขารขันธุ์)  ว่า

ยังไง ก็ต้องผ่่าน ไปให้ได้ ยังไงก็ต้องทำ

(เพราะไม่ทำ ก็ ติดแหง็ก..อันนี้เราคิดค่อ)

และเปรียบเทียบว่า  เหมือนสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ แสนงามเย้ายวน ใจ ต้นแรก(รูปขันธุ์) กายใจเราก็สั่นสะท้านบ้าง
ต้นที่ 2 (เวทนาขันธุ์) สวยงามมากขึ้น กายใจ เรา เพิ่มความสั่นระรัวมากขึ้น(ครือ หลงอยู่กะเค้า ไม่อยากผ่านไป)

ต้นที่ 3 เพิ่ม ความ เย้ายวนมากไปอีก  (ต้นนี้ ครือสัญญาขันธุ์)
ต้นที่ 4 สังขารขันธุ์และต้นสุดท้าย  ละเอียดปราณีต ยิ่ง (ได้แก่ วิญญาณขันธุ์)

เมื่อใช้ ขันติบารมี  ผสม บารมีอีก 9 ประกอบกัน  จนเดินทางผ่านสวนต้นไม้ ทั้ง 5 ไปได้ แล้วเราจักได้เหลียวกลับมาดู ว่าเรารู้จักเจ้าต้นไม้ทั้ง 5 จบถ้วนกระบวนความแล้ว   

ดังนั้น วันต่อมา จึงได้ นั่งมาธิพิจารณา เจ้าต้นไม้ต้นที่ 3 เรียบร้อยแล้ว 

เมื่อก่อน  เห็น แต่ ผ่านไม่ได้  ได้แต่ เบื่อ หงุดหงิด รำคาญ( อาจเรียกว่า โทสะ)

ตอนนี้  เห็น เค้า มา แล้ว จบ ไป   

เฮ้อ  .......... สาธุ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #113 เมื่อ: มีนาคม 05, 2012, 10:49:47 PM »

มีข้อคิด นิดหน่อยว่า

ทุกข์เก่า ที่ กายใจ มี เป็น นั้นเป็นผลมาจากสมุทัยเก่า(เหตุของทุกข์)

เมื่อ รู้ทุกข์ลงปัจจุบัน หรือ รู้กายใจ (แค่รู้) จะ ละสมุทัย ปัจจุบันได้ เป็นการหยุดทุกข์ใหม่ที่จะเกิดต่อไปในอนาคต

หรือเป็นการ ลด จำนวน ภพ ชาติ ที่จะต้องเกิดเวียน ตาย เวียนเกิด ในสังสารวัฏ
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #114 เมื่อ: มีนาคม 05, 2012, 11:00:24 PM »

ถึง golfreeze

ช่วยหาข้อมูล วัดป่าละอูหน่อย คร๊าบ บ บ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #115 เมื่อ: เมษายน 01, 2012, 06:39:02 PM »

ท่า จะเข้าใจผิด ไป แล้วว่าผ่าน

เพราะ ตอนนี้ท่าจะติดแหง็ก

สัญญา  ตัวเบ้อเริ่ม

แถม อิทธิ เพียบ
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #116 เมื่อ: เมษายน 01, 2012, 06:41:49 PM »

แนะนำนู๋กอล์ฟ

สำหรับข้อมูลวัดป่าเฉลิมพร (ป่าละอู)

ของแท้ อีกแห่งหนึ่ง

http://heartinheart.igetweb.com/
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #117 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2013, 08:02:49 PM »

สัญญาดีๆ มีน้อย ส่วนใหญ่มีแต่เจ้ากรรมนายเวร ตาม
ระมัดระวังทุกๆ สัญญา
ทำไมต้องบอกอย่างนี้ เพราะ เราล้วนแต่มีกาย วาจา ใจที่เป็นไปตามกำลังของตัณหา
ดังนั้นย่อมไปกระทบกระเทือน คนอื่นๆ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ตกใจ
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 960


ดูรายละเอียด
« ตอบ #118 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 07:54:13 AM »


กระทบแน่นอนครับ เพราะเราก็วนเวียนว่ายตายเกิดเจอกันไปรู้เท่าไหร่แล้ว
มากน้อยก็แล้วแต่บุพกรรมที่เจอกันครับ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3602


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #119 เมื่อ: มีนาคม 21, 2013, 09:36:38 AM »

แนะนำนู๋กอล์ฟ

สำหรับข้อมูลวัดป่าเฉลิมพร (ป่าละอู)

ของแท้ อีกแห่งหนึ่ง

http://heartinheart.igetweb.com/

ขอบคุณครับลุง เดี๋ยวลองไปชมหน่อย อิอิ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9
พิมพ์
กระโดดไป: