KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิเวลาในสวรรค์และในโลกมันช้าเร็วต่างกัน ขึ้นอยู่กับเรามองอยู่ที่ไหน ไปหาที่ไหน
หน้า: [1] 2
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เวลาในสวรรค์และในโลกมันช้าเร็วต่างกัน ขึ้นอยู่กับเรามองอยู่ที่ไหน ไปหาที่ไหน  (อ่าน 22777 ครั้ง)
phonsak
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 03:51:47 PM »

กายทิพย์ของเราไปอยู่ในสวรรค์แค่ 10 นาที(มุมมองของเราตอนนั้นท่อยู่ในโลกทิพย์)   แต่ตอนเราเข้าร่าง อาจจะเป็น 10 วันในโลกมนุษย์] (มุมมองของเราตอนนั้นท่อยู่ในโลกมนุษย์)   เช่น

- หนังเรื่องคนพิฆาตผี ที่คีนูลีฟ เป็นพระเอกที่มีชื่อว่าCONSTANTINE จังหวะที่CONSTANTINE เวลาสำหรับเขาตอนที่ตายแล้ว เขาเห็นมันเดินช้าเป็น 100 เท่าของเวลาคนในโลกที่ยังไม่ตาย

อย่างไรก็ตาม.....ถ้ามองจากโลกคนเป็นไปหาโลกคนตาย อาจจะเป็นว่า เวลาของเขา(โลกคนตาย)ผ่านไปตั้ง 10 วันแล้ว  แต่เวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปแค่ 10 นาทีก็ได้นะครับ  เช่น 

- หนังเรื่องจิตพิฆาตโลก (Inception) เวลาของแต่ละระดับของจิตผ่านไปไม่เท่ากัน จิตชั้นลึกสุด  จิตของคนที่เข้าไปอยู่ในนั้น  เวลามันผ่านไป 50 ปีแล้ว  แต่จิตชั้นที่ไม่ลึกนัก จิตชั้นระดับต้นๆ ผ่านไปแค่หลักหลายสิบนาที-หลายชั่วโมงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผ่านไปต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้มองและผู้ถูกมองด้วยว่าเขากำลังอยู่ตรงไหน  พระนางมัลลิกาทรงระลึกถึงกรรมอันลามกอย่างเดียวเท่านั้น พอสิ้นพระชนม์ ไปตกนรก 7 วัน (มองจากพระพุทธเจ้าซึ่งอยู่บนโลก)ทั้งๆที่ทำบุญทำทานมากมายต่อพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก 

- 7 วันที่พระพุทธองค์หมายถึง ต้องหมายถึงบนโลก  แต่พระนางมัลลิกาซึ่งตายแล้วเป็นผู้มอง  เวลาของพระนางอาจจะผ่านไปแค่ 7 นาทีก็ได้

เราในโลกเป็นผู้มองเขาในสวรรรค์และในปรโลก ของเราผ่านไป ๑ วัน ของเขาผ่านไป 100 ปี  เขาในสวรรรค์และในปรโลก เป็นผู้มองเราบนโลก เขาผ่านไป 1 วัน ของเราผ่านไป 100 ปี

สรุป

คนตายแล้วมองคนเป็น  - เวลาของเขาที่ตายแล้วผ่านไป 7 นาที  ของเราผ่านไป 7 วัน
คนเป็นมองคนตายแล้ว  - เวลาของเราผ่านไป 7 นาที ของเขาผ่านไป 7 วัน

ผมยิ่งคิดแล้วยิ่งมึน  อาจจะเขียนกลับกันก็ได้นะครับ  ขอความกรุณาช่วยคิดต่อให้ถูกต้องด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง  (ตัวเลขผมสมมุติขึ้นมาเองนะครับ)
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 02:41:54 AM »

หาเอาในโลกไซเบอร์ไม่พบหรือครับคุณลุง...เรื่อง เวลาในสวรรค์และในโลกมันช้าเร็วต่างกัน

เรื่องของพระนางมัลลิกานั้นที่ไปตกนรกอยู่ ๗ วัน(เอาเท้าแหย่ลงไปในนรก๗ วัน ,เทียบเวลาโลกมนุษย์) นั้นน่าสนใจมากครับ...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...?
เพราะขณะจิตของนางก่อนตายนางดันไปนึกถึงอกุศลเล็กน้อยที่ได้กระทำมาเรื่องนั้นเรื่องเดียวเอง...แต่ต่อมาหลังจากนั้นนางก็ไปเสวยสุขในเทวโลกต่อไป...
เรื่องนี้เป็นเรื่องลำบากพระทัยพระพุทธเจ้าพอสมควร(นิดๆ) ที่จะตอบคำถามพระเจ้าปเสนทิโกศลที่จะถามพระองค์ถึงพระมเหสี ว่าพระนางมัลลิกาของท่านนั้น ทำบุญมามากมายมหาศาลหลังจากตายแล้วพระนางไปอยู่ที่ใด...


พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าพระนางมัลลิกานั้นที่ไปตกนรกอยู่ ๗ วัน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงยับยั้งกำลังใจของพระเจ้าปเสนทิโกศลเวลาเสด็จไปเฝ้าเพื่อจะถามเรื่องนี้ ก็ทรงบันดาลให้ลืมเรื่องนี้ถึง ๗ วัน เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถาม จุดประสงค์เพื่อจะไม่ให้เสียกำลังใจกันว่าทำบุญมามากมายมหาศาลยังจะต้องไปตกนรกด้วยหรือ เดี๋ยวจะเสียกำลังใจกัน


หลังจากนั้น ๗ วัน  พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิโกศลถามคำถามนี้จริงๆ"พระนางมัลลิกา หลังจากตายแล้วพระนางไปอยู่ที่ใด...?"

พระพุทธเจ้าทรงตอบ" พระนางมัลลิกาไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทิพย์อันเป็นที่อยู่เสวยสุขมาก "

วาระจิตตอนดับขันธ์นั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ...

อ้าวเลยยังไม่ได้ไขปัญหาให้คุณลุงเลย

เอาสูตร"การยืดของเวลาของลอเรนตซ์"(Lorentz elastic Time) ไปคิดเล่นๆก่อนแล้วกันนะครับ...ไม่มีกระดานขาว(white board)ซะด้วย เขียนสูตรกันลำบากครับ ผมจะลองเขียนเป็นตัวอักษรดู

∆t = k∆t'= ∆t'/ [1-(V/C)ยกกำลัง2]ในสแคว์รูท2

 t  =  เวลาในจุดที่เราสังเกตการณ์(เวลาในเทวโลก,พรหมโลก,นรก)
 t' =  เวลาบนโลกมนุษย์
 V =  อัตราเร็วของจุดสังเกตการณ์เทียบกับระบบของโลก หน่วยเป็นเมตรต่อวินาที
 C =  อัตราเร็วของแสง 300,000,000 เมตรต่อวินาที
 k =  1/[1-(V/C)ยกกำลัง2]ในสแคว์รูท2
 ∆ = ผลรวม

ไม่น่าเชื่อว่าคนมีความรู้อันยิ่งกว่าพระอรหันต์ อย่างคุณลุง Phonsak ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้...สงสัยว่ายังไม่เคยท่องเที่ยวมากนัก ...สำหรับผู้ที่ผ่านและท่องเที่ยวมาโชกโชนแล้วจะเข้าใจอย่างแจ่มชัด

ผมก็ความรู้น้อย แต่จะพญายม...เอ๊ย พยายามจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆและมองเห็นภาพในลำดับต่อไป เท่าที่จะพอเปรียบเทียบได้ครับ

 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 14, 2010, 08:37:28 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 03:31:52 PM »

จากสูตรเวลายืด TIME DILATION
  
                                           ∆t = k∆t'= ∆t'/ [1-(V/C)ยกกำลัง2]ในสแคว์รูท2

ถ้าอัตราเร็ว v มีค่าน้อยกว่า c มากๆก็แสดงว่า ค่า K =  1 /[1-(V/C)ยกกำลัง2]ในสแคว์รูท2  จะมีค่ามากกว่า 1.0 ไปเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เห็นความเร็วของเวลาใกล้เคียงกันมากจนมองไม่ออก
แต่ถ้าอัตราเร็วสูงๆ(V)ใกล้ๆความเร็วแสง(C)  ค่า K > 1.0 ทำให้ ∆t > ∆t’ คือเวลาในจุดที่เราสังเกตการณ์(เวลาในเทวโลก,พรหมโลกนรก) จะยืดออกไปจากเวลาในโลกมนุษย์ ทำให้เวลาในเทวโลก,พรหมโลก,นรกนั้นช้ากว่าเวลาในโลกมนุษย์ นั่นเอง
และถ้าอัตราเร็วสูงๆ(V)มากว่าความเร็วแสง(C)มากๆแล้ว เวลาในเทวโลก,พรหมโลก,นรก นั้นก็ยิ่งช้ากว่าเวลาในโลกมนุษย์มากขึ้นไปด้วย


 แล้วข้อสงสัยก็จะตามมาแล้วอะไรล่ะจะมีอัตราเร็วเท่ากับแสงหรือมากกว่าแสง
จิต ...ไงครับเร็วยิ่งกว่าแสงไม่รู้เท่าไหร่...จิตยิ่งเร็วมากเท่าไหร่เวลายิ่งเดินช้าลงมากเท่านั้น


นี่จึงอาจเป็นที่มาของ เวลาในเทวโลก,พรหมโลก,นรก ช้ากว่า เวลาโลกมนุษย์

เวลา ๑ วันในสวรรค์ชั้นดาวดึง(สวรรค์ชั้น๒) เท่ากับ เวลา ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์
เวลา ๑ วันในสวรรค์ชั้นมายา(สวรรค์ชั้น๓) เท่ากับ เวลา ๒๐๐ ปีในโลกมนุษย์
เวลา ๑ วันในสวรรค์ชั้นดุสิต(สวรรค์ชั้น๔) เท่ากับ เวลา ๔๐๐ ปีในโลกมนุษย์
เวลา ๑ วันในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี(สวรรค์ชั้น๖) เท่ากับ เวลา๑,๖๐๐ ปีในโลกมนุษย์
เวลา ๑ วันในนรกชั้น ๒ กาฬสุตตนรก เท่ากับ เวลา ๓๖ ล้านปีในโลกมนุษย์
เวลา ๑ วันในนรกชั้น ๔ โรรุวนรก เท่ากับ เวลา ๕๗๖ ล้านปีในโลกมนุษย์.....ฯ





แต่ยังมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่าถ้า C คือ อัตราเร็วแสงมีค่าเป็น 0 ล่ะ(ไม่เคลื่อนที่) จะเกิดอะไรขึ้นกับสูตรนี้

สูตรนี้ก็จะใช้ไม่ได้และไม่มีความหมาย  เพราะเมื่อแสงไม่มีความหมาย เวลาจึงไม่มีความหมายด้วย

การจะอธิบายสูตรให้เข้าใจกันนั้นเป็นเรื่องยากทีเดียว โดยเฉพาะอธิบายลงในเว็บ ๒ มิตินี้  และความรู้ผมก็น้อยด้วยอีกต่างหาก อย่าไปใส่ใจกับสูตรหรือตัวเลขต่างๆมากก็ได้ครับ พอดูเล่นๆไป..

แต่เอ...แล้วสภาพหรือสภาวะอันใดหนอ ที่แสงและเวลา ไม่มีความหมาย,ไม่มีผลกระทบและไม่มีอิทธิพลต่อสภาพหรือสภาวะนั้นได้น้า...!!  

ผมว่าคุณๆคงตอบได้ทุกคนนะครับ.... ยิ้มเท่ห์

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 14, 2010, 08:43:33 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 04, 2010, 01:35:39 AM »

ผู้ไม่อิ่มในกาม/โดย อ. วศิน อินทสระ

พระพุทธภาษิต

ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
อติตฺตํ เยว กาเมสุ อนฺตโก กุรุเต วสํ

คำแปล

มัจจุราชย่อมทำไว้ในอำนาจ ซึ่งบุคคลผู้มีใจฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ
ผู้เลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณอยู่ ผู้ไม่อิ่มในกามทั้งหลาย
อธิบายความ

มัจจุราชคือความตาย เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย
ผู้ยังข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าในอารมณ์อันยังไม่ได้ไม่ถึง
และผู้หลงติดอยู่ในอารมณ์อันได้แล้วถึงแล้ว

ธรรมดามนุษย์ทั่วไปก็มักเป็นเช่นนั้น คือสิ่งใดยังไม่ได้, เป็นที่ปรารถนา,
ก็มีความต้องการในสิ่งนั้น เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ สยบอยู่ ไม่สามารถปลีกตนออกไปได้
หมกอยู่ในอารมณ์อันน่ารักน่าพอใจ เป็นผู้ติดอยู่ในกามทั้งวัตถุกาม
และกิเลสกาม-กามเป็นสิ่งละได้ยากในโลก

ดังพระพุทธภาษิตว่า

"กามา หิ โลเก น หิ สุปฺปหายา-กามทั้งหลายเป็นของละได้ยากในโลก"

ผู้ละกามได้จึงเป็นที่ยกย่องเคารพของคนทั้งหลาย เพราะกระทำได้ในกิจที่คนเป็นอันมากทำไม่ได้
อนึ่งบุคคลเช่นนั้นย่อมมีทุกข์น้อย มีโรคน้อย มีความกังวลน้อย

พระศาสดาตรัสพระพุทธภาษิตนี้ เมื่อประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ทรงปรารภนางปติปูชิกา มีเรื่องย่อดังนี้
เรื่องเกิดขึ้นในดาวดึงสเทวาโลกก่อน

เทพบุตรคนหนึ่งชื่อ มาลาภารี ในภพดาวดึงส์ เข้าไปสู่สวนสวรรค์พร้อมด้วยเทพธิดาหนึ่งพันนาง
ในจำนวนนั้น เทพธิดา 500 ขึ้นต้นไม้เก็บดอกไม้แล้วโยนลงมาให้เทพธิดาอีก 500 ซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้
แล้วเอาดอกไม้เหล่านั้นประดับเทพบุตร บรรดาเทพธิดาเหล่านั้น

เทพธิดาองค์หนึ่งจุติบนกิ่งไม้นั่นเอง สรีระของเธอดับลงประหนึ่งเปลวไฟ

เธอไปเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองสาวัตถีและระลึกชาติได้
ปรารถนากลับไปเถิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่กับสามีอีก

เมื่อเจริญวัยจึงหมั่นทำบุญให้ทานและอธิษฐานว่า

"อานุภาพแห่งบุญนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าไปบังเกิดในสำนักของสามีในดาวดึงส์เทวโลก"

ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเรียกเธอว่า "ปติปูชิกา-ผู้บูชาสามี"

ใครๆ รู้ว่าเธอเป็นผู้มีศรัทธา หมั่นทำบุญให้ทาน บางทีก็นำอาหารและเครื่องดื่มมามอบให้
เพื่อให้เธอช่วยจัดแจงถวายสงฆ์ด้วย เธอก็รับทำให้ด้วยความเต็มใจ

ต่อมา เธอมีสามี มีลูกถึง 4 คน และตายด้วยโรคปัจจุบันอย่างหนึ่งไปบังเกิดในดาวดึงส์พิภพ ตามความปรารถนา

เทพธิดาเพื่อนของเธอยังไม่กลับจากสวนสวรรค์ ยังประดับดอกไม้ให้เทพบุตรอยู่
มาลาภารีเทพบุตรเห็นนางแล้ว ถามว่า

หายไปไหนเสียตั้งแต่เช้า

นางตอบว่า

จุติแล้วลงไปเกิดในมนุษย์โลกในเมืองสาวัตถี อยู่ในท้องมารดา 10 เดือน
แต่งงานเมื่ออายุ 16 แล้วได้บุตร 4 คน มีปกติเป็นผู้ทำบุญมีทาน เป็นต้น
แล้วปรารถนามาเกิดในสำนักของมาลาภารีเทพบุตร และอายุของมนุษย์โดยประมาณ
มีแค่เพียง 100 ปี ซึ่งน้อยเหลือเกิน แต่พวกมนุษย์ก็ยังประมาทอยู่เป็นนิตย์
ทำตนเหมือนจะมีอายุสักอสงไขย ประหนึ่งว่าไม่แก่ไม่ตาย จึงห่างไกลต่อการพ้นจากทุกข์


โดยธรรมดาทั่วไป 100 ปี ในมนุษย์เท่ากับ วันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์

พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุ 1,000 ปี (หนึ่งพันปี) ทิพย์

หนึ่งพันปีทิพย์นั้น เมื่อเทียบอายุในมนุษย์เท่ากับ 36 ล้านปี

คิดเสียว่าอายุของเทพชั้นดาวดึงส์คนหนึ่งเท่ากับ 36 ล้านปีในเมืองมนุษย์

มนุษย์อายุน้อยนักไม่ควรประมาทเลย

ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้าไปที่บ้านของนางปติปูชิกาอย่างเคย
เห็นโรงฉันยังไม่ได้จัด อาสนะยังไม่ได้ปู น้ำฉันยังไม่ได้ตั้งไว้
จึงถามชาวบ้าน ทราบความว่า นางได้ตายเสียแล้วตั้งแต่ตอนเย็นวันวาน

ภิกษุผู้เป็นปุถุชนระลึกถึงอุปการะของนางแล้วไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ส่วนพระอรหันต์ได้ธรรมสังเวชแล้ว ทั้งหมดไปทูลถามพระศาสดาว่า

นางปติปูชิกาไปเกิดที่ใด

พระศาสดาตรัสตอบว่า

นางไปเกิดในสำนักแห่งสามีของนาง ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แล้วตรัสเล่าเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุทั้งหลาย
ทูลว่าอายุของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก พระศาสดาจึงตรัสว่า

"ถูกแล้วภิกษุทั้งหลาย! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก
เมื่อสัตว์ทั้งหลายยังไม่ทันอิ่ม ด้วยวัตถุกาม และกิเลสกาม
มัจจุราชก็ทำเขาไว้ในอำนาจเสีย พาเอาสัตว์ผู้คร่ำครวญร่ำไรอยู่ไปสู่ภพของตน"

ดังนี้แล้วตรัสพระคาถาว่า

"ปุปผานิ เหว ปจินนฺตํ" เป็นอาทิมีนัยดังได้อธิบายมาแล้วแต่ต้น"""

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2010, 01:40:57 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 04, 2010, 01:45:34 AM »



ถ้าไม่ใช่ มนุษยภูมิ แล้วเวลาจะยืดหมดครับ

ภพภูมิไหนช้าเร็วยังไงพิจารณากันนะครับ ...?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2010, 01:49:16 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 04, 2010, 12:59:03 PM »

ผู้ไม่อิ่มในกาม/โดย อ. วศิน อินทสระ

พระพุทธภาษิต

ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
อติตฺตํ เยว กาเมสุ อนฺตโก กุรุเต วสํ

คำแปล

มัจจุราชย่อมทำไว้ในอำนาจ ซึ่งบุคคลผู้มีใจฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ
ผู้เลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณอยู่ ผู้ไม่อิ่มในกามทั้งหลาย
อธิบายความ

มัจจุราชคือความตาย เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย
ผู้ยังข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าในอารมณ์อันยังไม่ได้ไม่ถึง
และผู้หลงติดอยู่ในอารมณ์อันได้แล้วถึงแล้ว

ธรรมดามนุษย์ทั่วไปก็มักเป็นเช่นนั้น คือสิ่งใดยังไม่ได้, เป็นที่ปรารถนา,
ก็มีความต้องการในสิ่งนั้น เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ สยบอยู่ ไม่สามารถปลีกตนออกไปได้
หมกอยู่ในอารมณ์อันน่ารักน่าพอใจ เป็นผู้ติดอยู่ในกามทั้งวัตถุกาม
และกิเลสกาม-กามเป็นสิ่งละได้ยากในโลก

ดังพระพุทธภาษิตว่า

"กามา หิ โลเก น หิ สุปฺปหายา-กามทั้งหลายเป็นของละได้ยากในโลก"

ผู้ละกามได้จึงเป็นที่ยกย่องเคารพของคนทั้งหลาย เพราะกระทำได้ในกิจที่คนเป็นอันมากทำไม่ได้
อนึ่งบุคคลเช่นนั้นย่อมมีทุกข์น้อย มีโรคน้อย มีความกังวลน้อย

พระศาสดาตรัสพระพุทธภาษิตนี้ เมื่อประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ทรงปรารภนางปติปูชิกา มีเรื่องย่อดังนี้
เรื่องเกิดขึ้นในดาวดึงสเทวาโลกก่อน

เทพบุตรคนหนึ่งชื่อ มาลาภารี ในภพดาวดึงส์ เข้าไปสู่สวนสวรรค์พร้อมด้วยเทพธิดาหนึ่งพันนาง
ในจำนวนนั้น เทพธิดา 500 ขึ้นต้นไม้เก็บดอกไม้แล้วโยนลงมาให้เทพธิดาอีก 500 ซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้
แล้วเอาดอกไม้เหล่านั้นประดับเทพบุตร บรรดาเทพธิดาเหล่านั้น

เทพธิดาองค์หนึ่งจุติบนกิ่งไม้นั่นเอง สรีระของเธอดับลงประหนึ่งเปลวไฟ

เธอไปเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองสาวัตถีและระลึกชาติได้
ปรารถนากลับไปเถิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่กับสามีอีก

เมื่อเจริญวัยจึงหมั่นทำบุญให้ทานและอธิษฐานว่า

"อานุภาพแห่งบุญนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าไปบังเกิดในสำนักของสามีในดาวดึงส์เทวโลก"

ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเรียกเธอว่า "ปติปูชิกา-ผู้บูชาสามี"

ใครๆ รู้ว่าเธอเป็นผู้มีศรัทธา หมั่นทำบุญให้ทาน บางทีก็นำอาหารและเครื่องดื่มมามอบให้
เพื่อให้เธอช่วยจัดแจงถวายสงฆ์ด้วย เธอก็รับทำให้ด้วยความเต็มใจ

ต่อมา เธอมีสามี มีลูกถึง 4 คน และตายด้วยโรคปัจจุบันอย่างหนึ่งไปบังเกิดในดาวดึงส์พิภพ ตามความปรารถนา

เทพธิดาเพื่อนของเธอยังไม่กลับจากสวนสวรรค์ ยังประดับดอกไม้ให้เทพบุตรอยู่
มาลาภารีเทพบุตรเห็นนางแล้ว ถามว่า

หายไปไหนเสียตั้งแต่เช้า

นางตอบว่า

จุติแล้วลงไปเกิดในมนุษย์โลกในเมืองสาวัตถี อยู่ในท้องมารดา 10 เดือน
แต่งงานเมื่ออายุ 16 แล้วได้บุตร 4 คน มีปกติเป็นผู้ทำบุญมีทาน เป็นต้น
แล้วปรารถนามาเกิดในสำนักของมาลาภารีเทพบุตร และอายุของมนุษย์โดยประมาณ
มีแค่เพียง 100 ปี ซึ่งน้อยเหลือเกิน แต่พวกมนุษย์ก็ยังประมาทอยู่เป็นนิตย์
ทำตนเหมือนจะมีอายุสักอสงไขย ประหนึ่งว่าไม่แก่ไม่ตาย จึงห่างไกลต่อการพ้นจากทุกข์


โดยธรรมดาทั่วไป 100 ปี ในมนุษย์เท่ากับ วันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์

พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุ 1,000 ปี (หนึ่งพันปี) ทิพย์

หนึ่งพันปีทิพย์นั้น เมื่อเทียบอายุในมนุษย์เท่ากับ 36 ล้านปี

คิดเสียว่าอายุของเทพชั้นดาวดึงส์คนหนึ่งเท่ากับ 36 ล้านปีในเมืองมนุษย์

มนุษย์อายุน้อยนักไม่ควรประมาทเลย

ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้าไปที่บ้านของนางปติปูชิกาอย่างเคย
เห็นโรงฉันยังไม่ได้จัด อาสนะยังไม่ได้ปู น้ำฉันยังไม่ได้ตั้งไว้
จึงถามชาวบ้าน ทราบความว่า นางได้ตายเสียแล้วตั้งแต่ตอนเย็นวันวาน

ภิกษุผู้เป็นปุถุชนระลึกถึงอุปการะของนางแล้วไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ส่วนพระอรหันต์ได้ธรรมสังเวชแล้ว ทั้งหมดไปทูลถามพระศาสดาว่า

นางปติปูชิกาไปเกิดที่ใด

พระศาสดาตรัสตอบว่า

นางไปเกิดในสำนักแห่งสามีของนาง ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แล้วตรัสเล่าเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุทั้งหลาย
ทูลว่าอายุของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก พระศาสดาจึงตรัสว่า

"ถูกแล้วภิกษุทั้งหลาย! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก
เมื่อสัตว์ทั้งหลายยังไม่ทันอิ่ม ด้วยวัตถุกาม และกิเลสกาม
มัจจุราชก็ทำเขาไว้ในอำนาจเสีย พาเอาสัตว์ผู้คร่ำครวญร่ำไรอยู่ไปสู่ภพของตน"

ดังนี้แล้วตรัสพระคาถาว่า

"ปุปผานิ เหว ปจินนฺตํ" เป็นอาทิมีนัยดังได้อธิบายมาแล้วแต่ต้น"""

 

ขอบพระคุณสำหรับ มรณานุสสติ ที่ดีๆ ครับท่าน AVATAR

 
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 12:26:42 AM »

...........................................ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก....................................

                            "พวกมนุษย์ก็ยังประมาทอยู่เป็นนิตย์ทำตนเหมือนจะมีอายุสักอสงไขย"

 อย่าประมาทครับ ทุกๆท่าน

 

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 02:22:05 AM »

*ต้องใช้หนี้ ใหญ่ๆ เต็มที่ ถ้าไม่..ก็ไม่ผ่าน

หนี้เล็กๆ ก็แล้วแต่เจ้ากรรมนายเวร อาจอโหสิกรรมได้

**และ ไม่ว่า ใครทำกรรมไว้ต่อเรา ให้จบที่ เรา

เนียะสุดยอด ของการให้อภัยทาน

***แต่ทานที่สูงกว่าคือการ ให้ธรรมทาน ด้วยความเมตตาและรู้จริง(ทำจนบรรลุธรรม) 
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 02:49:46 AM »

แบบนี้มีไม่ใช่น้อยครับท่านพี่...บางท่านได้แค่ โสดาบัน สอนจนพวกๆได้อรหันต์ก็มีไม่ใช่น้อย...พูดเป็นเล่นไป... ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 02:58:31 AM »

ใช่เลย
เพราะมัวเบ่ง แต่ทฤษฎี ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2010, 12:27:00 AM »




เลยไปไม่ถึงไหน...
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2010, 01:38:07 PM »

มาใหม่ครับ 555 เวลาบนสวรรค์ นรกเขานับเป็นยาม ยามโลกมนุษย์ชั่วโมงครึ่ง แต่ที่โน่นประมาณ4ชั่วโมง ไม่น่าผิดเคยจับเวลาอยู่
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 964


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2010, 07:38:55 PM »


เอ่อ...เอานาฬิกาจับเวลาไปได้ด้วยหรือครับที่นั่น...ใส่ยี่ห้ออะไรครับ...จะได้ใส่บ้าง  ยิ้มเท่ห์


หรือว่าเปรียบเทียบเอาระหว่างไปจากภพมนุษย์และเมื่อกลับมาจากภพอื่นๆ......โอ....! ไม่ธรรมดา...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2010, 07:45:51 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
่jo345
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2010, 11:00:07 AM »


เอ่อ...เอานาฬิกาจับเวลาไปได้ด้วยหรือครับที่นั่น...ใส่ยี่ห้ออะไรครับ...จะได้ใส่บ้าง  ยิ้มเท่ห์


หรือว่าเปรียบเทียบเอาระหว่างไปจากภพมนุษย์และเมื่อกลับมาจากภพอื่นๆ......โอ....! ไม่ธรรมดา...
จับเวลาที่โลกเรานี่แหละ นาฬิกาบ้านผมเอง เคยเห็นไหม กลมๆสีแดง ผมรู้ได้ไงเหรอ แล้วจะบอกคุณทำไมอะก็บอกเท่าที่รู้ จะจริงไม่จริงก็แล้วแต่จะคิด
บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2010, 12:58:48 PM »

มัวแต่ไปหาข้อมูลมา นำเสนอ  กันอยู่


เลยเสียเวลา ป.ธรรมกันไปหลาย วิ..เลยเนียะ


เฮา ว้า   เรา มาคุยกันเรื่อง  ความก้าวหน้าในการป.ธรรม  กันดีกว่า ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
พิมพ์
กระโดดไป: