KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4เรียนรู้กายใจ ของเด็กๆนักเรียน ที่ได้เข้าคอร์ส ปฏิบัติธรรม (ดีมากๆ)
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนรู้กายใจ ของเด็กๆนักเรียน ที่ได้เข้าคอร์ส ปฏิบัติธรรม (ดีมากๆ)  (อ่าน 10353 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 04:50:08 PM »

ดู (จิต) เด็กซน

               ครับหลังจากที่ผมได้ฝึกเจริญสติ(เรียนรู้กายใจ) ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมานานถึง 8 เดือนซึ่งตัวผมเองนั้นแทบจะไม่เชื่อเลยว่า ผลจากการเรียนรู้กายใจ ทำให้หลายๆ สิ่งหลายๆอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตของผมอย่างไม่ตั้งตัวและไม่เคยเจอมาก่อน แน่นอนว่าผมต้องมีเครื่องมือในการตั้งตัว คือการฝึกสติเรียนรู้กายใจแบบสักว่าดูตามที่ได้ถูกสอนมาจากครูบาอาจารย์หลายๆท่าน จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่คิดทอดทิ้งการเจริญสติ
 
           ผมนั้นเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่สิ่งที่น่าเบืออีกต่อไปเพราะผมได้พิสูจน์มาแล้วด้วยตัวผมเองผมก็เข้าใจแล้วว่าการปฏิบัติธรรมไม่ยากอย่างที่คิดเหมือนเมื่อก่อนที่ผ่านมาและผมยังเข้าใจอีกว่าการปฏิบัติธรรมสามารถทำให้เราทุกข์น้อยลงได้จริง ในช่วงเวลาที่ผมได้ฝึกมาผมพยายามค้นหาคำตอบว่า การปฏิบัติธรรมคืออะไร ตามรู้ตามดูตามแนวสติปัฏฐาน4แล้วได้อะไร ผมพยายามค้นหามาตลอดในที่สุดผมก็ได้คำตอบหลังผ่านมาประมาณเดือนเศษ ในขั้นเบื้องต้นก็ทราบว่าจิตของเรานั้นหลงไปตามเหตุปัจจัย รูป รส กลิ่น เสียง ที่อยู่ภายนอก  อันเป็นเหตุทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหตุเกิดความทุกข์ทั้งปวงนั้นเองซึงตัวผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผมก็ได้ตามรู้ตามดูไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเวลาที่ได้เจริญสติหาคำตอบของชีวิตนั้นเอง ผมได้เจอ  บุคคลต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมทั้ง หลวงพ่อปราโมทย์  หลวงพ่ออำนาจ  กลุ่มวิมุตติ  พี่ sup’k  พี่น้ำเต้า  ป้าพจ อ.วารุณี ทั้งพี่ที่ค่ายคุณธรรมและอีกหลาย
               
                ท่าน ที่ทำให้ผมคิดว่านี่อาจเป็นอานิสงส์ของการเจริญสติก็เป็นได้นอกจากบุคคลที่มาให้ผมพบเป็นรูปธรรมแล้วก็ยังมีที่มาในนามธรรม คือกิเลสที่หยาบ ที่เกิดขึ้นในตัวของผมแรกๆผมก็แค่ตามดูว่า มันเกิดขึ้นแล้ว กิเลสเกิดขึ้นแล้ว ผมก็ตามรู้ไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่งก็พบว่ามันเกิดมันก็เกิดไม่นาน พอดูอยู่สักพักก็พบว่าเมื่อมันดับมันก็ดับไม่นาน อ๋อเจริญสติแล้วมันมีแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ครั้งนี้จึงเกิดแรงบัลดาลใจว่าถ้าเราเจริญสติไปเรื่อยๆเราต้องพบอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างแน่ๆเลย  จึงเริ่มเกิดการจงใจอยากรู้อยากดู ทำให้ผมนั้นตามรู้ไม่ค่อยเห็นเลยมารู้ทีหลังจากครูบาอาจารย์(พี่ซุป ในหนังสือข้างในนั้น และสอบปรับสัมมาทิฎฐิ)ว่าผมนั้นเกิดกิเลสครอบงำ คือความโลภไปอยากรู้อยากดูนั้นเอง

                ทำให้ผม “อ๋อ!!!รู้แล้วเราเผลอไปโลภบังคับจิตให้อยากรู้ด้วยการจงใจบังคับจิตให้ตามรู้ตามดูนั้นเองว่ากันว่าเป็นการตึงเกินไป ผมเลยบอกกับตนเองว่าไม่เป็นไร ดูใหม่ โดยหลวงพ่อบอกว่าให้ตามรู้ตามดูอย่างซื่อๆอย่าไปจงใจดู เพราะว่าจิตก็เปรียบเหมือนกับเด็กที่ซนนั้นเอง ถ้าเราไปถือไม้เรียวคอยดู เด็กก็จะไม่ซนให้เราเห็น แต่ว่าถ้าเราคอยดูอยู่ห่างๆ ดูบ้างไม่ดูบ้าง เดี๋ยวเค้าก็ซนให้เราเห็นเองแหละ ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็ก และเป็นปกติของจิตนั้นเอง(จาก CD ธรรมเทศนาหลวงพ่อ) แรกๆผมก็คิดว่าทำไมจิตของเราซับซ้อนอย่างนี้ ผมจึงต้องพิสูจน์ ตามดูไปอีกจนพบความจริงว่าเป็นดั่งหลวงพ่อว่าจริงๆ จิตก็เปรียบเสมือนนามธรรม ถ้าเราดูอย่างซื่อๆ เราก็จะเห็นอย่างซื่อๆ ถ้าเราไปจงใจดู จิตก็จะเปลี่ยนไปเป็นตัวที่คอยดูนั้นเอง เราก็จะไม่เห็นอะไรเลยเพราะว่าจิตแปลงร่างไปเป็นตัวดูนั้นเอง(ว้าว!!!ดูจิตนี่น่าตื่นเต้นจัง คิดแล้วสดชื่น) ผมก็ตามรู้ตามดูไปอีกระยะหนึ่ง ครั้งนี้นานพอสมควรเลยเพราะนานๆทีจะได้คุยกับครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่ง  แรกๆก็ดูมั่ง ไม่ดูมั่ง (เพราะอาจารย์บอกว่าอย่าจงใจดู) ก็เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง เบื่อบ้าง เซ็งบ้าง สุดท้ายผมก็ได้คุยกับครูบาอาจารย์(พี่น้ำเต้า) และพยายามอ่านหนังสือก็พบว่าการดูจิตก็ไม่ยากอะไร เพียงแค่ตามรู้ตามดูไปอย่างซื่อๆ ก็เพียงพอแล้วผมจึงไม่คิดอะไรมากก็แค่ดูไปซื่อ ๆ

               จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ต่างทำให้ผมเห็นจิตเกิดอย่างละเอียดไม่ว่าอารมณ์ใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่มาจากการดูจิต ความตื่นเต้นที่มาจากการดูจิต แม้แต่ความกลัวที่มาจากการดูจิต ผมก็รู้ โดยไม่ได้คิดจะตามรู้ตามดูเลย อยู่ๆ ก็แว้ปขึ้นมาว่า เมื่อกี้เผลอไป จนปัจจุบันนี้ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าการดูจิต จะช่วยให้ใจไม่ถลำไปตามสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเศร้าเราก็ไม่เศร้าเกินไป เรากลัวเราก็ไม่กลัวเกินไป เราโกรธเราก็ไม่โกรธเกินไป ซึ่งการที่รารักเราก็ไม่รักเกินไป ทำให้จิตของเรานั้นไม่ถลำไปหวั่นไหวกับสภาวะต่างๆ ทำให้เราไม่ทำร้ายใคร ไม่ร้องไห้ ผมคิดว่าสภาวะต่างๆก็มีเหตุทำให้เกิดสภาวะและมีเหตุที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราและมีเหตุให้ใจเราสะเทือนหวั่นไหว อันเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์บ้าง สุขบ้าง อีกอย่างหนึ่งก็คงเป็นธรรมดาของจิต ไม่ว่าจะเจออะไรแล้วชอบเป็นเหตุก่อให้เกิดสุขมันก็มีความทุกแฝงอยู่ คือเราก็จะไปยับยั้งให้ สุขนานๆ เช่นเดียวกับความกลัว ทุกวันนี้ผมได้อะไรๆจากการเจริญสติมากมาย สิ่งใดที่ผมไม่เคยรู้ ผมก็ได้รู้ สิ่งใดที่ผมไม่เคยเจอผมก็ได้เจอ และไม่เจ็บใจ สิ่งใดที่ผมไม่เคยพบผมก็ได้พบ สิ่งใดที่ผมไม่เคยเห็นผมก็ได้เห็น สิ่งต่างๆนั้นเหมาะแก่การรู้ทันไม่ว่าสภาวะนั้นๆจะมาแรงจนทำให้เราต้องแทรกหน้ามุดดินหนี ก็เหมาะแก่การดูเพราะดูง่ายดี สภาวะใดที่ไม่แรงนักทำให้ใจเรากระเพื่อมน้อยก็ดูได้เช่นกัน เพราะจิตเราเริ่มจำสภาวะได้บ่อยๆ จิตจึงเริ่มตั้งมั่นจิตจึงเริ่มละเอียดขึ้น  (ครูบาอาจารย์บอกไว้)
               
               ทำให้ผมพบว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนมี  แต่ไม่จริง เพราะเดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวไม่เกิด ตามเหตุปัจจัยของมัน อีกสิ่งหนึ่งก็พบว่า ไม่ว่าจะเป็น รัก โลภ โกรธ หลง เมื่อเกิดขึ้นก็ไม่รู้ จะไปยึดถือทำไมก็สาแก่ใจอยู่แล้วว่าเดียวก็ดับ และสภาวะใดๆ ที่ยังไม่เกิดก็รู้ว่า จะไปยึดถือทำไม ก็สาแก่ใจอยู่แล้วว่าเมื่อมันเกิด ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ไม่จบไม่สิ้นเช่นกัน

               สุดท้ายขอขอบคุณพระพุทธ ที่บังเกิดให้มนุษย์นั้นรู้แจ้ง  พระธรรมที่มีอยู่เป็นคำสอน  พระสงฆ์ที่สืบทอดศาสนาพุทธให้คงอยู่จนถึงปัจจุบัน ขอบคุณหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นำคำสอนที่เข้าใจง่ายของศาสนามาเผยแผ่ ให้เด็กอย่างผมเข้าใจได้ง่าย ขอบคุณ กลุ่มวิมุตติ  ที่ให้คำปรึกษาดีๆแก่ผมขอบคุณพี่ซุปที่มีสื่อดีๆและมอบโอกาสมาให้เด็กอย่างผม  ขอบคุณ ป้าพจนาที่มีโครงการดีๆ ให้เด็กอย่างผมได้เข้าร่วม  ขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ให้คำปรึกษาแก่ผมและขอบคุณพี่ๆทุกคนที่เคยร่วมจัดค่ายกันมา  ขอบคุณเหล่ามาร กิเลส ตัณหา ที่ช่วยให้ผมรู้แจ้งในสัจธรรม ทำให้ผมคิดว่ามันคือสิ่งที่คุ้มค่าควรแก่การรู้ไว้ในชีวิตของผมเอง  พระคุณเหล่านี้มิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ ผมเองก็มีแต่การประพฤติปฏิบัติหน้าที่ของชาวพุทธต่อไป คงสมดั่งที่อาจารย์ทุกท่านได้หวังไว้แต่ตอนแรก  ขอขอบคุณครับ……



กรกต โพธิ์วัฒนกิจ(บอล)
ม.2 นวมินทราชูทิศ มัชฌิม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2010, 05:00:01 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 04:50:34 PM »

การเปลี่ยนแปลงของโบ๊ท

              ผมนายอนวรรช  เสร็จประเสริฐ  ชื่อเล่น โบ๊ท โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม   ก่อนที่จะเรียนรู้ กาย ใจ เมื่อก่อนผมไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเลย เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก คิดว่าตัวเองนั้นจะต้องถูกเสมอ เรื่องบางเรื่องที่ตัวเองได้ทำลงไปในบางครั้งมันก็ผิด แต่ก็ไม่เคยยอมรับความเป็นจริงเลย คิดว่าตัวเองต้องถูกต้องที่สุดเพียงคนเดียว  เมื่อได้ฝึกเรียนรู้กาย ใจมาแล้ว จึงทำให้ตัวเองเห็นว่า ตัวเองนั้นไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น  เริ่มรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นและยอมรับในความผิดของตน แต่ก่อนเวลาที่นึกจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ไตร่ตรองความคิดเลย แต่เดี๋ยวนี้ เวลาคิดที่จะทำอะไรก็จะมีตัว “สติ” เข้ามารู้ทันในความคิดนั้น

               ผมเคยชอบขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปเที่ยวเตร่  ซิ่งกับเพื่อน  ดื่มเหล้าแล้วขับรถเที่ยวเล่นไปกับเพื่อนๆ ไม่สนใจการเรียน ไม่ส่งการบ้าน เมื่อป้าผมรู้ก็จะห้ามไม่ให้ผมนำรถออก  นอกจากเกี่ยวกับการเรียน   จะไปทำการบ้าน  อ่านหนังสือ  ทำงานกลุ่มกับเพื่อน  และไปเรียนพิเศษ ป้าจะไม่ว่า  ดังนั้นผมก็จะหาวิธี หาคำพูดโกหกป้าเพื่อจะต้องออกไปเที่ยวโดยรู้จุดอ่อนของป้าจึงใช้เรื่องเรียนพิเศษเป็นข้ออ้างออกจากบ้านได้ทุกวัน คือ เย็นหลังเลิกเรียนจะขอป้าเรียนพิเศษเกือบทุกวันเพราะเรียนหลายวิชา ไม่เว้นแม้วันเสาร์อาทิตย์  โดยเฉพาะวันหยุดนั้นผมจะลงเรียนเต็มวัน วันละ  2  วิชา  แบ่งเป็นเรียนช่วงเช้า และช่วงบ่าย  ซึ่งแรก ๆ นั้นผมไปเรียนจริง ๆ เพื่อให้ป้าตายใจช่วงหลังผมเริ่มไปเที่ยวแทนโดยใช้ตารางเวลาที่เรียนพิเศษเป็นตารางเวลาเที่ยว และกลับบ้านตรงเวลา  เลิกเรียนพิเศษ  โดยที่ป้าไม่รู้ว่าผมไม่ได้ไปเรียน  และป้ายังต้องเสียเงินค่าเรียนพิเศษด้วยนะ  ปรากฏว่าผลการเรียนในระดับชั้น ม. 4  ติด  0  ทั้งหมด 6 วิชา ส่วนวิชาที่ผ่านก็ได้แค่ผ่าน คือ 1-2 นั้น  ส่วนวิชาที่ได้เกรดระดับ 3 หรือ 4 เป็นวิชาง่าย ๆ ไม่ใช่วิชาหลัก อย่างเช่น สุขศึกษา พละศึกษา เป็นต้น  
               ทำให้ไม่มีกำลังใจในการเรียน รู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียนมากที่สุด มาเป็นกระบวนกร เรียนรู้กายใจ เพื่อจะได้รู้เท่าทันกิเลสของตนเอง และปฏิบัติตนเป็นคนดีต่อสังคม (ทำแล้วสุขใจ)  หลังจากได้ฝึกปฏิบัติธรรม โดยผ่านการเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ ได้ไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช  ถึง  2  ครั้ง   มีโอกาสส่งการบ้านหลวงพ่อ ได้รับรู้ว่าผมปฏิบัติธรรมไม่ถูกต้อง  ช่วงนั้นผมยังปฏิบัติธรรมไม่เป็นแต่ผมเริ่มรู้แล้วว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนเพราะผมเห็นคนที่มากราบหลวงพ่อแต่ละครั้งมีจำนวนมากมาย  ทำไมเขาต้องมากราบหลวงพ่อกันมากมายขนาดนี้  ผมพยายามคิดว่าหลายคนเขาจะทำความดีกันแล้วเราล่ะทำไมไม่คิดที่จะทำความดีกับเขาบ้าง  หลังจากนั้น ผมศึกษาธรรมจาก CD  หลวงพ่อ  อ่านหนังสือของหลวงพ่อ  ของกลุ่มวิมุตติ และติดต่อทางโทรศัพท์กับพี่ประสานซึ่งเป็นกลุ่มวิมุตติ ทำให้ผมเริ่มปฏิบัติได้ถูกทาง ผมเริ่มที่จะรู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึกต่าง ๆ ได้

               เมื่อผมผ่านค่ายเรียนรู้กายใจหลายค่าย  ทั้งเข้าค่ายเอง  เป็นวิทยากรประจำค่าย  และใช้เวลาว่างในการปฏิบัติ สม่ำเสมอ ผมได้พบความแปลกด้วยตนเอง  คือ ผมรู้ทันใจ  รู้ทันความคิด  จะทำอะไรก็รู้ตัว  แรก ๆ ก็จะรู้ช้าหน่อย  คือ รู้ก็เมื่อผ่านไปแล้วจึงรู้    เช่นนำรถออกไปแล้วจึงรู้   เมื่อรู้ก็รีบกลับบ้าน  บางครั้งไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วระหว่างที่เที่ยวอยู่จึงรู้ เมื่อรู้ก็ขอตัวกลับบ้าน  มีเป็นบางครั้งที่เผลอกลับบ้านผิดเวลาแต่น้อยครั้งมาก
             
                ปัจจุบันนี้ผมจะรู้ตัวเร็วขึ้น รู้เองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้  เช่นผมคิดว่าวันนี้จะออกไปเที่ยว  ผมรู้ทันว่าอยากออกไปและผมก็ไม่ไปเมื่อไม่ออกไปเที่ยว ผมก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ ความอยากก็หายไปเอง  และตอนนี้ผมเรียนพิเศษวิชาเดียว คือวิชาภาษาอังกฤษ เรียนหลังเลิกเรียนวันพฤหัสบดี  ผมไปเรียนทุกครั้งไม่เคยหลบหนีเที่ยวอีกเลย   สำหรับวิชาอื่นไม่ได้เรียน  ผมยกเลิกทั้งหมดเพราะผมรู้ว่าไม่จำเป็นสำหรับผมแล้วยังทำให้ป้าเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์  ถ้าจะถามว่าผมเป็นคนดีแล้วใช่ไหม  คงจะตอบยากมาก เพราะคนดี  คือคนเช่นไร   ตอนที่ผมหนีเที่ยวผมไม่เคยมีเรื่องชกต่อย ตีฟันรันแทง ไม่เคยทะเลาะวิวาท ผมเป็นคนดีหรือเปล่า   ทุกวันนี้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก แต่….ก็ยังไม่ดีเหมือนกับคนอื่นเขา   ในด้านความประพฤติในสายตาคนอื่น เช่น ครู เห็นว่าผมเป็นคนที่ไม่เอาใจใส่การเรียนชอบเที่ยวเตร่ แล้วภาพเหล่านั้นติดอยู่ในความคิดของเขายากที่จะลบออกได้  ส่วนการเรียนผมเริ่มต้นสนใจการเรียนช้าไป  แต่ก็ยังไม่สาย ผลการเรียนในระดับชั้น  ม.  5  วิชาที่ผมเคย ติด 0  ก็ไม่ติดแล้ว วิชาที่เคยได้ผลการเรียนต่ำก็สูงขึ้นตามลำดับ  ถึงแม้ยังไม่ดีเท่าไรแต่ก็เป็นที่น่าพอใจว่าดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งทั้งที่ไม่ได้เรียนพิเศษ  จากที่ได้เรียนรู้กาย ใจ ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะมองผมเป็นคนเช่นไร  
             ผมรู้ตัวว่าผมเป็นเช่นไรก็พอ หลังจากที่ได้ไปเข้าค่ายและเป็นคณะกระบวนกรมาแล้วหลายค่ายก็มักจะพูดเรื่องธรรมะกับเพื่อนๆเสมอ เตือนตนเองและเพื่อน ๆ ที่มักคิดว่า ตนถูกที่สุดทั้ง ๆ ที่ผิด  สวดมนต์ก่อนนอนบ้างในบ้างวัน และใจเย็นขึ้นทำให้เป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ใช้ในการเรียน การขับรถก็ต้องมีสติถ้าเราเผลอในขณะที่ขับรถก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ใช้ในการเดิน หรือแม้แต่ตอนนอนก็สามารถ เจริญสติ หรือทำสมาธิได้โดยหาวิหารธรรมเพื่อให้จิตมีที่อยู่
                           


อนวรรธ  เสร็จประเสริฐ (โบ๊ท)
ม. 5 นวมินทราชูทิศ มัชฌิม



วันนี้ผมเปลี่ยนแปลง

             จากอดีตที่ผ่านมา เกือบครึ่งชีวิตผมทำอะไรลงไป  ทำไมผมจึงทำเช่นนั้น  จากการที่ได้เข้าค่ายมา  ๓ วัน และได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช  และได้คำสอนมามากมายและได้มาช่วยค่ายในค่ายต่างๆ ทำให้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ อีกครั้ง และได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยๆ ไปพร้อมกับรุ่นน้อง  และเพื่อนๆ ทำให้ผมได้มีการพัฒนาขึ้นมาก จากเป็นคนที่ไม่มีสติทำอะไรลงไปโดยไม่คิดไม่มีสมาธิในการเรียนใช้ชีวิตไปเรื่อย ปล่อยชีวิตไปตามกาลเวลา ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีประโยชน์  ทำให้ผมมีสติคิดก่อนทำเสมอ ถึงแม้ตอนนี้ ผมจะยังเผลออยู่ แต่หลวงพ่อเคยบอกว่าเราไม่สามารถไม่ให้เผลอแต่เราสามารถตามรู้  ตามดูมันไป  ยิ่งเราเผลอมากยิ่งดี  เพราะจะทำให้เรามีสติสมาธิอยู่เสมอ ผมคิดว่าผมเปลี่ยนไปจากเดิมมากจริงๆ
        
             ถึงแม้ตอนนี้ผมจะได้ก้าวมาอยู่ ณ ตรงนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการช่วยคนอื่นในการฝึกปฏิบัติพัฒนาตนเอง แต่ผมก็ยังไม่ลืมที่จะฝึกดูกายดูใจของตนเองด้วย  ถึงผมจะเปลี่ยนไปในตอนนี้  ทำให้พ่อแม่ดีใจคนรอบข้างเห็นการเปลี่ยนแปลงของผม ถ้าผมคิดว่าผมเปลี่ยนไปแล้วผมคงไม่จำเป็นจะฝึกปฏิบัติอีกแล้ว  ไม่ต้องตามดูตามรู้กายใจอีกต่อไปแล้ว  ผมคงจะคิดผิดอย่างมากทีเดียว  เพราะถ้าผมหยุดปฏิบัติผมก็จะขาดสติก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
          
             ผมก็ต้องขอบคุณในการเปลี่ยนแปลงในสำคัญของชีวิต  ที่ได้มาจากการหยิบยื่นแสงสว่างจากทุกคนทุกท่านที่มอบให้ผมได้จุดชีวิตของผมให้สว่างเห็นแจ้ง เปลี่ยนไปจากสีดำเป็นสีขาว ถึงแม้จะไม่ขาวที่สุดก็ตาม  แต่ถ้าได้มีการปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสีขาวขึ้นเรื่อยๆ และจากแสงสว่างนี้ที่ผมได้รับมา ผมได้จุดให้ตัวผมแล้ว ผมเปลี่ยนได้แล้ว ผมจะนำไปจุดให้กับคนอื่นๆ ให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต่อไป  ผมคิดว่าจะมีส่วนช่วยในการจุดแสงสว่างนี้ให้กับทุกคนทุกท่านไม่มากก็น้อย และผมก็จะฝึกปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ
      
            ผมรักโครงการดีๆอย่างนี้  ผมตั้งใจจะนำความรู้  ข้อปฏิบัติดีๆ นี้ไปเผยแผ่ให้กับทุกคนที่สนใจ  และอยากจะเปลี่ยนแปลง ผมหวังว่าโครงการดีๆ นี้จะอยู่ให้แก่รุ่นต่อๆ ไปได้มีให้ผู้ที่ต้องการปฏิบัติในการเปลี่ยนแปลงตลอดไป ผมเสียดายเพื่อนร่วมโลก  ที่ยังไม่เข้าใจหลักธรรมดีๆอย่างนี้ครับ  
                  คนเราเลือกเกิดไม่ได้   แต่เราสามารถที่จะเป็นได้



นายวราวุฒิ  ช่อชน  (บอม) ม.๖
โรงเรียนหัวดงราชพรหมภรณ์  



“แค่รู้ แค่ดูก็พอ”
               
                  วัยรุ่น ม.5 ทั่ว ๆ ไปก็เที่ยวเล่นบ้าง ก็ย่อมกลับบ้านดึกดื่นเป็นธรรมดา  ใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น (คนชานเมืองเค้าทำกัน) ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียน ไม่ค่อยได้เรียนพิเศษ ไม่ค่อยสนใจครอบครัว สนใจแต่เพื่อน เพื่อนชวนก็รีบไป (แต่แม่ชวนไม่คอยจะไป) แต่ทุกวันนี้วัฒนธรรมแบบเดิมในหัว  “บิว” มันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนมุมมอง ก็เปลี่ยนที่ยืน !

ตอนที่ 1.
 
            ก็แค่เที่ยวเล่นสนุกสนาน ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ผิดกฎหมายสักนิด ทำไมชาวบ้านชอบนินทากันจังเลย  วันนี้เข้าใจแล้ว  ลองมองดูภาพเก่าๆ ของตัวเอง น่าขำสิ้นดี (สมัยก่อนทำไมโง่จัง)  ก็อย่างที่เค้าว่าไว้  “ฉันหายไปไหนมา 16 ปี ทำไมเพิ่งมาเจอธรรมะดีๆอย่างนี้หนอ”  เสียดายเวลา น่าจะเจอบทเรียนแบบนี้ก่อนหน้านี้  ชั่งเถอะ เราต้องอยู่กับปัจจุบัน  ตอนนี้บิวเป็นคนดีแล้วนะ  ดีกว่าแต่ก่อน (แต่ก่อนก็ไม่ได้แย่มากนะ  แต่ก็มีบ้างนิดหน่อย) เหตุผลที่บิวเปลี่ยนไปก็คือ “บิวดูกายดูใจเป็นแล้ว”  กายเคลื่อนไหวก็รู้ทัน  ใจรู้สึกก็รู้ทัน  ง่ายๆ แค่นี้เอง  แต่ก็ทำเอาเราท้อไปหลายรอบเหมือนกัน  ตอนที่อยู่ในช่วงเข้าค่ายกายเรียนรู้ก็ไปได้สวย  พอห่างค่ายมาก็ลำบากเหมือนกัน  อยู่ในค่ายแวดล้อมสุดจะเหมาะสมกับการฝึก แต่ที่บ้านตัวตัณหามีครบทุกรูปแบบ   ถ้าไม่มีความพยายามก็แย่เหมือนกัน  หลวงพ่อบอกว่า  “ทำชีวิตให้เป็นปกติ  แล้วตามรู้ไป มีเหตุก็เกิด พอหมดเหตุก็ดับไปเอง ”  เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่  บิวมีความมานะบากบั่นพอ จึงไม่แพ้ผู้ที่ปกครองเราที่เราไม่รู้ตัวอย่างตัณหา  แต่แค่นี้คงเปลี่ยนบิวไม่ได้มากเท่าไร เราดูกายดูใจอย่างเดียวไม่พอ  เราต้องมีศีลคอยคุมความประพฤติตัวเองด้วย  แบบนี้สิ  เปลี่ยนบิวได้
   
                 มาวันนี้ความคิดเดิม ๆ ก็เปลี่ยนไปแล้ว  ความคิดใหม่ที่ดีกว่าก็มาแทน  แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมในทางที่ดี  อยากจะให้คนอื่นๆ มีแบบเรา  เป็นแบบเราบ้าง  อยากให้เค้ารู้  เหมือนที่ป้า ๆ กับครู sup’k  อยากให้เรารู้


ตอนที่  2.
 
            ก็ป้า ๆ เค้าให้เราแล้ว  เราก็อยากให้บ้าง  มีโอกาสดีมาช่วยค่ายป้า ๆ สนุกดีเหมือนกัน ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ  ทีแรกที่ไปช่วยค่ายป้า ๆ  คิดแค่อยากแบ่งเบาเค้า  อยากตอบแทนที่เค้าให้เรา  แต่พอลองสัมผัสกับคนอื่นที่เราเจอในค่าย  มากมายปัญหา(โอ้!)  ที่ว่าเราแย่แล้วเค้าแย่กว่าเราอีก  พ่อเราแค่กินเหล้าแต่ก็ยังอยู่  พ่อเค้าไม่มีบ้าง จากไปแล้วบ้าง  เห็นแบบนี้ก็หดหู่ (แต่รู้ทัน)  คิดว่าเราน่าจะช่วย ๆ กันนะ เราช่วยเค้าเท่ากับเราช่วยสังคมและกว้างออกไปเรื่อยๆ  แทนที่เค้าจะแก้ปัญหาด้วยอบายมุขแล้วเดินทางผิด  เราก็ช่วยกันสอนให้เค้าเห็นคุณค่าในตัวเอง ในคนอื่น ในสังคม  เรียนรู้ที่จะให้มากกว่าที่เค้าจะรอรับอยู่ฝ่ายเดียว  ให้ดูกาย ดูใจเป็น  ก็คงจะเป็นแบบเรา  ถ้าเค้าทำได้เรียนรู้ได้เท่ากับเราสร้างความดี  ถ้าเค้าไม่รับเราก็แค่เสียดายแทน มันก็เป็นกรรมของเค้า เราให้แล้วเราสบายใจเราก็ให้ไป           
               เหมือนที่หนังสือ “สุขแท้ด้วยปัญญา” เขียนไว้สรุปได้ว่า  “การให้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่  บางที่สิ่งเล็กๆจากเรา อาจสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นมากมายก็ได้”  ถ้าเราเปลี่ยนตัวเองเปลี่ยนที่ยืน ด้วยบทเรียนธรรมมะง่ายๆได้  คนอื่นๆก็ต้องทำได้  เมื่อเค้าเข้าใจแบบเรา  เราจะสร้างความเข้าใจให้  แม้จะไม่ได้อยู่ในค่ายเราก็ยังติดต่อกันได้  ได้เจอกันรู้จักกัน แสดงว่าเราต้องทำบุญทำกรรมร่วมกันมา  ฉะนั้นเราจะช่วยกันพาคนอื่นมายืนใกล้เรา (ใช่มั้ย?)
   
              แค่รู้ แค่ดู เราก็หลุดจากการปกครองของตัณหาได้เอง จิตเป็นไตรลักษณ์  ความสุขความทุกข์เป็นไตรลักษณ์  โลกก็เป็นไตรลักษณ์  เกิดอยู่ดับไปไม่เที่ยงถาวร  เราต้องขยันรู้ไปเรื่อย ๆ  อย่าท้อ อย่าแพ้  อย่ากลัว เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอง  ถ้าไม่เชื่อเรามาลองดูกันซักตั้งมั้ย !  (ขอท้า)

ดวงจันทร์  ยังมีข้างขึ้น  ข้างแรม
เกิดเป็นคน  ก็ต้องมีขึ้น  มีลงเป็นธรรมดา
                                               (จากหนังสือ  สอนแม่หัดปฏิบัติธรรม)



น.ส.ชลิดา ชมภู(บิว)
ม. 5 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย (จิรประวัติ) นครสวรรค์


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2010, 04:59:04 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 04:51:00 PM »

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

           ฉันเริ่มต้นเรียนรู้กายใจด้วยการเข้าค่ายซ้ำหลายครั้ง จนได้เป็นวิทยากรค่ายร่วมจัดกิจกรรมค่ายซ้ำอีกหลายสิบครั้ง  การฝึกเรียนรู้กายใจทำให้ชีวิตตนเองและครอบครัวแปรเปลี่ยนไปมาก  ตัวเองเป็นคนใจเย็นขึ้น นิ่งขึ้น  รู้ทันความรู้สึกของตนเองมากขึ้น  การเรียนดีขึ้นเพราะมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น และค้นพบว่าการเรียนรู้กายใจ ถึงจะทำได้แล้ว แต่จะต้องฝึกบ่อย ๆ ถ้าไม่ฝึกบ่อย ๆ สิ่งที่ฝึกมาตอนแรกจะไม่เป็นประโยชน์กับตัวของเราเลย  การฝึกในช่วงแรกของตัวฉันเองคิดว่าตนเองฝึกได้แล้ว เกิดความหลง ขาดความเพียร ไม่สนใจฝึกต่อ จึงทำให้ไม่ก้าวหน้า  แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะบอกใครเกี่ยวกับเรื่องเรียนรู้กายใจ  ตัวเราเองต้องฝึกให้เข้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงกับตนเองเสียก่อน จึงจะสมควรไปบอกกับคนอื่น
   
               จากการเปลี่ยนแปลงของตนเองทำให้ชีวิตมีความสุข เบาสบาย แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลยคิดที่จะนำบุคคลในครอบครัวมาเรียนรู้กายใจอย่างที่ฉันฝึกอยู่  เมื่อก่อนพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยมาก ๆ  พ่อกินเหล้าไม่ทำงาน ไม่หาเงิน แถมยังมาขอเงินแม่ไปกินเหล้ากับเพื่อนอีก กลับบ้านก็ตีสองตีสามทุกวัน เวลาตื่นก็เที่ยง  แม่เห็นอย่างนี้ก็เกิดความเครียด ต้องทำงานหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวเพียงคนเดียวทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และให้เงินฉันกับน้องไปโรงเรียนอีก  แม่เครียดมาก มีความทุกข์มาก  สงสารแม่มากเลยหาโอกาสที่จะพูดคุยกับแม่
 
                แม่ของฉันขายผักและผลไม้ที่ตลาดในค่ายจิรประวัติ  ตอนเย็นวันหนึ่งฉันก็มีโอกาสเพราะลูกค้าไม่ค่อยมีแล้ว    ฉันถามแม่ว่า  แม่ว่าหนูเปลี่ยนไปไหมจากการที่ได้มาเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ และกลับมาฝึกที่บ้าน  แม่บอกว่าเปลี่ยนไปมาก  หนูก็เลยได้โอกาสที่จะถามแม่ว่าแม่อยากมีชีวิตใหม่ไหม เพราะหนูเห็นแม่เครียดมากกับเรื่องของครอบครัว  แม่บอกว่าแม่อยากพ้นทุกข์ แต่ก็ทำไม่ได้  หนูก็บอกกับแม่ว่า  ให้แม่ปล่อยวางบ้าง  รู้จักการให้อภัยและอย่าไปยึดติดกับอดีต  ถ้ามัวแต่ยึดติดอยู่กับอดีต แม่ก็มีแต่ความทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด  แม่บอกว่าทุกข์มากทำอย่างไงดีจึงจะพ้นทุกข์ได้  ฉันกลับตอบไปว่าถ้าแม่ทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์  ให้รู้ทันความคิดและตามรู้ไปเรื่อย ๆ รู้ว่ากายใจไม่ใช่ของเรา เราจะบังคับไม่ได้ บังคับให้สุขก็ไม่ได้ บังคับไม่ให้ทุกข์ก็ไม่ได้  เห็นไหมแม่ ทุก ๆ อย่างมันบังคับไม่ได้เพราะมันเป็นอนัตตา เกิดขึ้นอยู่แต่เดี๋ยวมันก็ดับไป  ไม่มีทุกข์ที่ถาวรและไม่มีสุขที่มีอยู่จริง  ถ้าแม่เครียดบ่อยเข้าร่างกายแม่ก็จะแย่  แม่ต้องรักษาตัวเองให้มาก ๆ เพราะหนูรักแม่ ไม่อยากให้แม่ต้องเป็นอะไรไป  

               แม่เริ่มรู้สึกตัวมากขึ้นเพราะประโยคที่ว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป  หนูบอกแม่ว่าอยากฟังซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์ไหม เผื่อแม่จะดีขึ้นมากว่านี้  แม่บอกว่าอยากฟังแต่ไม่ค่อยมีเวลาที่จะฟัง เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านอยู่แต่ที่ตลาด  ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร ไม่ฟังก็อ่านได้  ถ้ามีเวลาว่าง หนูมีหนังสือของหลวงพ่อปราโมทย์ ให้แม่ได้อ่านในเวลาว่าง หลังจากการขายของ

              ต่อมาแม่ก็เปลี่ยนไป  แม่บอกว่าแม่สบายใจมากขึ้น  และไม่ค่อยมีปากเสียงกับพ่อเหมือนแต่ก่อน เกิดความห่วงใยกันมากขึ้น  พอพ่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของหนูและแม่ก็รู้สึกแปลกใจ  พ่อเห็นแม่อ่านหนังสือของหลวงพ่อปราโมทย์ก็แอบแม่หยิบมาอ่าน  เพราะกลัวแม่จะรู้และเห็น อีกอย่างหนึ่งเพราะกลัวเสียฟอร์ม จึงต้องแอบ  พอพ่ออ่านหนังสือได้ระยะหนึ่งหนูก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของพ่อ จากแต่ก่อนที่พ่อไม่เคยช่วยทำงานหาเงินเลย แต่ตอนนี้พ่อหันกลับมาทำงาน ช่วยแม่หาเงินและดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้พ่อกับแม่ไม่ค่อยทะเลาะกันแล้ว

             สรุปว่าการเรียนรู้กายใจ นอกจากจะช่วยตนเองให้มีความสุขแล้ว ยังทำให้ครอบครัวของฉันที่เมื่อก่อนร้อนเป็นไฟมีแต่ความแตกแยก แต่ตอนนี้มีแต่ความรักความเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกันตลอดมา เวลามีปัญหากันหรือความคิดไม่ตรงกัน ก็จะใช้เหตุผลมาคุยกัน มากกว่าการใช้อารมณ์มาตัดสินปัญหา  ทั้งพ่อและแม่ยอมลดทิฐิของตนเอง และยอมถอยหลังคนละก้าว เพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกันต่อไปในวันข้างหน้า



เรื่องเล่าของน้องผักบุ้ง
การเปลี่ยนแปลงของดิฉัน   ก็คือ  .....


                 การเปลี่ยนแปลงไปในด้านที่ดีมากทำให้คนรอบข้างก็ดีใจ  ก่อนการเปลี่ยนแปลง  ตอนอยู่ที่โรงเรียนตอนม.๓ เป็นคนที่ติดเพื่อนและหลงเพื่อน  เที่ยวมากสัปดาห์หนึ่งเที่ยวทุกวันมามีวันหยุดเลยการที่ดิฉันไปเที่ยว  สาเหตุคือพ่อแม่ไม่สนใจก็เลยอยากออกนอกบ้านมาอยากกลับบ้านเลยกลับดึกๆ  เที่ยงคืน ตีหนึ่งจึงจะถึงบ้านทุกวันเช้าไปโรงเรียนตามปกติ  ปกตินี้ไม่ได้ตั้งใจเรียนนะไปอย่างนั้นแหละ  ไปนั่งในห้องเฉยๆ บ้างก็ทำบางเวลาที่ขยันถ้าไม่ขยันก็ไม่ทำ แต่มันขี้เกียจตลอดเลย ตอนนั้นพ่อแม่ไม่สนใจเลยทำเหมือนว่าไม่ใช่แม่ลูกกันกลับมาจากโรงเรียนก็โยนกระเป๋านักเรียนทิ้งและก็ขอเงินแม่ไปเที่ยวแล้วก็กลับดึก ปรากฏผลการเรียนตกต่ำมาก
        
                 ช่วงปิดเทอมจึงต้องเรียนพิเศษ แล้วก็ย้ายโรงเรียนไปต่อ ม.๔ ได้ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ เรียนวันแรกก็ได้เข้าค่ายธรรมมะ  เป็นของที่ไม่ชอบเลย  ค่ายอะไรเรียนรู้กายใจเราก็รู้อยู่แล้วจะไปทำไมอีก  แต่ก็ต้องไปเพราะอาจารย์บังคับ  วันที่ไปดิฉันก็ยังไม่รู้อะไรนักหนา พอถึงพิธีเปิดดิฉันนั่งหลัง  เพื่อนก็เล่นแกล้งเพื่อนกัน จนมีป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเตือน  พี่เลี้ยงก็เข้ามาพูด ก็ไม่ฟังอีก เอาแต่คุยอย่างเดียว จะหยุดบ้างเวลาที่พี่เลี้ยงเตือน  พอเลิกเตือนก็คุยต่อ จากวันแรกมาถึงวันที่ ๒ ก็ไม่รู้อะไรเลย...ไม่ใช่สิ ก็รู้บ้างนะว่าเผลอเป็นอย่างไร แล้วมันยังเป็นเหมือนเดิม แกล้งเพื่อนอีก คราวนี้ป้าพจน์ ก็เดินเข้ามาเตือนอีก เป็นเหมือนวันแรกทุกอย่างไม่ฟังเหมือนเดิม คุยมากกว่าเดิมอีก  
        
                 วันที่สามเป็นวันอำลา ดีขึ้นนิดหน่อย พอถึงตอนอำลาน้ำตามันมาจากไหนไม่รู้ ออกมาเยอะเลย ป้าพจน์เข้ามาถามว่าอยากมาเป็นแบบพี่มิชิโกะและพี่เลี้ยงคนอื่นไหมผักบุ้ง  ดิฉันตอบ ขอเข้าสัก ๒-๓ ค่ายก่อน ให้มีการเปลี่ยนแปลงมากก่อน แล้วจะตัดสินใจใหม่  
        
                ในวันที่  ๑๘-๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ดิฉันได้ไปเข้าค่ายเรียนรู้กายใจอีก  วันแรกดิฉันเงียบสงบมากจนป้าพจน์มาบอกว่าผักบุ้งเปลี่ยนแปลงไปมากเลยนะ  ดิฉันดีใจมากที่มีคนชอบและสนใจดีมาก  ตลอดจนถึงวันที่ ๓ เป็นวันอำลาเหมือนเดิมทุกที่น้ำตาจะไหลออกมา แต่ค่ายนี้ไม่ไหลออกมาแล้ว ดิฉันรู้ตัวว่าร้องไห้ ก็รู้ว่าร้องไห้ เดี๋ยวมันก็หายไปเอง ดิฉันเผลอก็ให้รู้ตัวเองมากขึ้นได้รู้ว่าการมีสติเป็นอย่างไร รู้ตัวเองตลอด ไม่เผลอไปคิดเรื่องอื่น แต่ที่เปลี่ยนแปลงและน่าตกใจคือ ผลการเรียนของดิฉันดีขึ้นมาก ได้เกรด ๔ เกือบทุกวิชา เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีมาก และที่พ่อไม่สนใจก็กลับมารักดูแลเหมือนเดิม  และดิฉันก็ได้เป็นพี่เลี้ยงในค่ายการเข้าค่าย ตอนแรกดิฉันคิดว่าน่าเบื่อแต่ค่ายเรียนรู้กายใจ  และสร้างชีวิตที่มีความสุข ทำให้ดิฉันพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยเที่ยวก็หยุดได้ที่ไม่สนใจเรียนก็หยุดได้กลับมาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม  ค่ายได้ทำให้ดิฉันเปลี่ยนแปลงไปมาก และช่วยให้พัฒนาคนอื่นได้เหมือนกัน  “เรื่องยากๆ  เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”                      
                

น.ส นริศรา  แจ้งใจ (ผักบุ้ง) ม.๔
โรงเรียนเก้าเลี้ยววิทยา



กายใจของฉันรู้ทันทุกเวลา
    
                                                                                                                                                                                                                                             
                    ข้าพเจ้าเด็กหญิงศศิธร ทองปัญญา (ฟ้า) นักเรียนโรงเรียนวัดหนองเขนงได้ฝึกเรียนรู้กายใจ ณ สวนธรรมหาดเสลา อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ และค่ายเรียนรู้กายใจวัดศรีอุทุมพร อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีป้าพจนา คุณครู และพี่ๆ คอยให้คำแนะนำในการสังเกตตัวของเราให้รู้ว่ากายเรากำลังทำอะไรนั่งให้รู้ว่านั่ง ใจของเรารู้สึกอย่างไร เมื่อยให้รู้ว่าเมื่อย ดีใจให้รู้ว่าดีใจ จากกิจกรรมมากมายที่ป้าพจนานำมาฝึกให้เด็กอย่างข้าพเจ้าและเพื่อนๆได้เรียนรู้กาย ใจ และได้นำกลับมาฝึกปฏิบัติตามโอกาสที่เด็กอย่างข้าพเจ้าจะปฏิบัติได้ เมื่อได้สังเกตกายใจของเราบ่อยครั้งทำให้ทราบสิ่งแรก คือ เราจะมีสติ รู้ว่ากายเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร เช่น การเรียนรู้กายใจจากการรับประทานอาหาร รู้ว่าร่างกายกำลังตักอาหารใส่ปาก ขณะเคี้ยวอาหารรู้สึกว่าอาหารอร่อย ขณะที่เรารับประทานอาหารเผลอไปคิดเรื่องการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จ รู้สึกไม่สบายใจเพราะยังทำไม่เสร็จ รู้ว่าเผลอก็กลับมาอยู่กับสภาพปัจจุบันของเรา

                ข้าพเจ้าคิดว่าการเรียนรู้กาย ใจ เป็นการปฏิบัติธรรมที่แปลกกว่าที่เคยปฏิบัติ เพราะมีความเป็นธรรมชาติไม่มีกฎระเบียบมาบังคับเรามากทำให้เรารู้สึกสบายใจมีความสุขไม่เกร็งว่าจะปฏิบัติถูกหรือปฏิบัติผิด ผลจากการฝึกปฏิบัติเรียนรู้กาย ใจของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ของตนได้ ไม่โกรธง่ายไม่เถียงพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่ว่ากล่าวตักเตือน ปฏิบัติตนได้เหมาะสม จนได้รับคำชมจากบุคคลที่อยู่รอบข้างว่าข้าพเจ้าใจเย็นลง มีความรอบคอบ และมีความอดทนมากขึ้น ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจ และคิดว่าแนวทางการเรียนรู้กาย ใจนี้ เป็นแนวทางการปฏิบัติธรรมที่ควรได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อชีวิตที่มีความสุขในปัจจุบัน และอนาคต


         *_*  ๏_๏ ô_ ô  ไม่น่าเชื่อเพียงเราคิดบวก  *_*  ๏_๏ ô_ ô
                                                    
             จากที่ส้มได้น้อมรับคำสอนและวิธีการปฏิบัติที่เรียนรู้ง่ายๆ เพียงแค่เราลงมือปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช  ซึ่งสำหรับตัวส้มคิดว่าปฏิบัติง่ายและเห็นผลได้ชัดเจน  ตรงจุดและเป็นการพ้นทุกข์และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม
 
            ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าส้มรู้สึกดีกว่าแต่ก่อนจากที่เป็นคนที่ชอบหลงตามกิเลสเป็นคนช่างทุกข์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเอง  คนอื่นจะเก็บเอาเรื่องราวต่างๆทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวเอาเก็บมาคิดจนปวดหมอง(สมอง) ขาดสติ ลืมกายจนทำสิ่งที่ผิดได้จริงๆนะก็เรียกอาการเหล่านี้ว่าทุกข์ ซึ่งส้มเชื่อว่า ถ้าทุกคนยังไม่มีธรรมะในการดำรงชีวิตก็ยังคงหลงไปในกิเลส  หลงไปกับความทุกข์กัน ทุกคนค่ะคิดว่ามันจริงไหม  แต่สำหรับตัวส้มกิเลสนั้นเริ่มมีน้อยลง(บ้างมั้งค่ะ)  จากแต่ก่อนเพราะส้มคิดว่าเพียงเรารู้ทัน ตามรู้ ตามดู และก็บวกด้วยการมองโลกที่ดี (คิดบวก)  มีจิตใจดั่งพรหมวิหารสี่ ที่ว่าด้วย เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา เพียงเท่านี้ส้มก็ใช้ชีวิตที่มีความสุขแม้จะมีทุกข์เข้ามาก็ไม่หวั่นไหวไปมากมาย  ไม่ใช่ว่าส้มจะห้ามทุกข์ได้  มีทุกข์เข้ามาก็รู้เท่าทันตามรู้  ตามดูอย่างที่กล่าว
   
               ในชีวิตคนเราหากจะให้บรรยายความสุขความทุกข์ให้จบภายใน 1 ปี 1 เดือน 1 วัน   1 ชั่วโมงก็คงไม่จบและที่สำคัญใครจะจำได้แค่คิดก็เริ่มทุกข์แล้วจริงไหมค่ะเอาเป็นว่าส้มขอเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ดีจากการเปลี่ยนแปลงไป  อันดับแรกทำให้ส้มมองโลกในแง่บวก  ยอมรับความจริงได้มากๆ เห็นและเข้าใจไตรลักษณ์ว่าเป็นจริงเช่นนั้นจากแต่ก่อนและอยากที่จะสานต่อโครงการนี้  อยากจะนำกลับมาให้คนที่บ้าน  นำกลับมาปรับใช้กับการเรียนการสอนในชุมนุมและที่สำคัญอยากให้ทุกคนเข้าใจธรรมะจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำไปตามประเพณีตามความเชื่อแต่อยากทุกคนเข้าใจตรงจุด  ส้มจึงเริ่มไปร่วมค่ายกับป้าพจน์และคณะไปร่วมทำมาหลายค่ายแต่ละค่ายก็แตกต่างกันไป  ป้าพจน์จะคอยย้ำเสมอๆว่าเป็นพี่สอนน้องก็อย่าลืมปฏิบัติด้วยเพราะการปฏิบัตินั้นเราไม่ใช่ใครที่จะได้รับผลแต่เป็นผู้ปฏิบัติจริงถึงจะได้รับและพัฒนาจิตสำหรับส้มก็ขอทำให้ดีที่สุด
      
                ส้มเคยได้ยินคำคำนี้กล่าวว่า” การที่ประเทศชาติจะพัฒนาก็ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนหากเราไม่พัฒนาตัวเราแล้วประเทศชาติจะพัฒนาได้อย่างไร”  จึงคิดว่าโครงการที่ดีเช่นนี้อยากให้ทุกคนเปิดใจรับและพร้อมที่จะพัฒนาไม่มองข้าม ส้มก็เชื่อว่าเมื่อเราพัฒนาตัวเอง พัฒนาจิตใจ ลด ละ ทิ้งความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อคนอื่นได้มีจิตอาสา  เราก็มีสุข  ทุกคนรอบข้างและในประเทศก็มีความสุขเช่นกัน          


                                                                         
นางสาวแสงดาว  หารป๊ก  (ส้ม)
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย(จิรประวัติ)นครสวรรค์



ชีวิตประจำวันกับกายใจ


                สิ่งที่ผมทำตอนนี้ ทำให้ผมมีชีวิตที่ดีขึ้นและดีขึ้นมากกว่าก่อนด้วย    ตัวผมเองคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ   ถ้าพูดถึงธรรมะใครหลายๆคนก็คิดว่าคงเป็นการนั่งสมาธิ   เดินจงกรม  และการสวดมนต์ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้แสนที่จะง่ายและปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบสิ่งนั้นคือ  “การเรียนรู้กาย  เรียนรู้ใจตามความเป็นจริง”
   
                  ครั้งแรกผมคิดว่าการเรียนรู้กายใจคงนำไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้   แต่จริงๆแล้วผมคิดผิด มันสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันของผมได้เป็นอย่างดี   การตามรู้กาย  ตามรู้ใจสามารถปฏิบัติได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับ อย่างเช่นในขณะเรียนจากผมที่เป็นคนที่ไม่มีสมาธิในการเรียน  ชอบเผลอ ใจลอยไปคิดเรื่องต่างๆ  แต่พอได้ฝึกการเรียนรู้กายใจ ผมกลับมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น   จากที่เผลอไปนานๆแต่เดียวนี้เผลอแค่แป๊บเดียวก็รู้ทันความเผลอนั้น  และทำให้การเรียน ของผมดีขึ้นเมื่อก่อนเวลามีงานมากๆผมรู้สึกตัวเองเป็นเด็กนักเรียนทำไมต้องแบกภาระเยอะขนาดนี้ บางเดือนงานมาเยอะจนทำให้ผมเครียดและกังวลกลัวทำงานเสร็จไม่ทันบางครั้งถึงกลับร้องไห้  ตะโกนโวยวายกับเพื่อน พออยู่ที่บ้านก็ไม่ทำอะไรนอกจากเปิดเพลงดังๆใครว่าก็ไม่ฟัง แต่หลังจากที่นำหลักการเรียนรู้กายใจมาประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันทำให้ผมเปลี่ยนไปมากจากคนขี้บ่น ขี้โวยวายคิดอะไรมากเกินเหตุ กับเปลี่ยนไปเป็นคนที่ใจเย็นมีเหตุผลมากขึ้น ไม่วิตกกังวลอะไรเกินเหตุ จนเพื่อนถามว่าไปทำอะไรมาทำไมเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ทำไมเหมือนแต่ก่อน แต่ผมกลับตอบกลับไปว่า “แล้วมันไม่ดีหรือไง”เท่านั้นแหละเพื่อนถึงกลับเงียบ ครั้งแรกก่อนปฏิบัติผมคิดว่า  การเรียนรู้กายเรียนรู้ใจมันจะอยู่กับตัวผมอีกนานเท่าไร  แต่หลังจากที่ผมได้ปฏิบัติ ผมคิดว่าถ้าผมฝึกไปเรื่อยๆ มันจะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต ผมได้รู้ว่าความทุกข์หรือความสุขนั้นมันอยู่กับเราได้ไม่นานมีทุกข์ก็ต้องมีสุขเปลี่ยนแปลงไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุด เพราะใจเราเป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ ไม่มีตัวตน มีเกิดก็ต้องมีดับ บางคนคิดว่าจิตเป็นของเราสามารถบังคับได้ แต่จริงๆแล้วจิตบังคับไม่ได้ถ้าบังคับได้เราคงไม่ต้องมีความทุกข์กันเลยแน่ๆ ยิ่งเรารู้ถึงกายใจเรามากเท่าไรเรายิ่งมีสติมากขึ้นเท่านั้น

            ผมคิดว่าการเรียนรู้กายเรียนรู้ใจมันใช่เรื่องที่ยาก  และก็ยังไม่สายเกินไปที่ทุกคนคิดที่จะทำตอนนี้เพราะการเรียนรู้กายใจเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยและสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบเพียงแค่วิธีง่ายๆคือเผลอไปแล้วรู้ทัน รู้กายใจตามความเป็นจริงเพียงแค่นี้ทุกคนก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองได้ และมีความสุขต่อการดำเนินชีวิต


นาย ณัฐวุฒิ จันทร์ยิ้ม ( แนน )
โรงเรียนพยุหะวิทยาคม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1


เปเปอร์ อยากเปลี่ยนแปลง

            แต่ก่อนผมนิสัยไม่ดี เกเร ชอบแกล้งเพื่อน ไม่ตั้งใจเรียน  ติดเกมมาก  ขี้เกียจทำงานบ้าน ติดเพื่อน เที่ยวเก่ง พูดมาก ทะเลาะกับย่า ทำให้ย่าต้องร้องไห้ ไม่มีสาระ ทำตัวน่าเบื่อ ฯลฯ  
        
            เมื่อผมได้ไปเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ มีคุณครูและพี่เลี้ยงแนะนำให้รู้จักการรู้สึกตัว โดยการสังเกตใจตนเอง พบว่า  มีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย
   
            ใจสามารถรับรู้อารมณ์ได้หลายอย่าง ทั้งรัก ทั้งโลภ  ทั้งโกรธ  ทั้งหลง  บางครั้งก็เผลอไปดู เผลอไปฟัง พูด และคิด ทำให้พบว่า  ใจเรานั้น เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์  เกิด แล้วก็ดับ  บังคับไม่ได้  แต่เรารู้ทันได้  นั่นคือการมีสติ
   
            วันนี้ความทุกข์ในใจผมลดลง และไม่อยากทำให้ย่าร้องให้อีก  ผมรู้สึกผิดมาก ผมจะรู้ทันใจตัวเองและทำความดี  โดยการฝึกให้มีสติเกิดขึ้นบ่อยๆครับ


เด็กชายพัลลภ  จันทร์สุวรรณ์
ป.๖  โรงเรียนชุมชนวัดเกาะหงษ์(นิโรธธรรมรังสรรค์)


“อ๊ะ”.....รู้ทันใจ

         มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้  มีแต่ความวุ่นวาย  โดยเฉพาะกายกับใจที่ดื้อมาก แถมเรายังบังคับมันไม่ได้  มีวิธีเดียวคือรู้ทันกายใจตามความเป็นจริง เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็หลงเดี๋ยวก็รู้ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเราแค่รู้ทันไปเรื่อยๆเดี๋ยวกิเลสก็ไป
        
              วันหนึ่งผมไปตกปลาโดยใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อ ผมจับมันเกี่ยวกับเบ็ด มันดีดดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด และผมคิดว่ามันคงเจ็บมาก ผมจึงสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้ไส้เดือนอีกต่อไป
   
              แต่ผมก็ยังไม่ล้มเลิกการตกปลาเพราะเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด  ครั้งนี้ผมใช้เนื้อหมูที่แม่ซื้อมาทำกับข้าวเป็นเหยื่อ เนื้อหมูมันไม่เจ็บหรอก  เพราะมันตายแล้ว นั่งรอปลาติดเบ็ด  มันรู้สึกเบื่อ เบื่อก็ให้รู้ว่าเบื่อ และเหตุที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ไอ้ปลาดุกบิ๊กอุยมันกินเบ็ดครับ  ผมดีใจมากรีบนำกลับบ้าน และผมก็ได้คิดว่าเราเกี่ยวหมูมันไม่เจ็บแต่   ปากปลามันเจ็บ ผมทุกข์ใจมากครับ ผมก็ดูความทุกข์ใจ ความทุกข์ใจค่อยๆหายไป ผมจึงนำมันมารักษาทำแผลให้มันโดยนำยาแดงมาแตะที่ปากปลาเพื่อให้ยามันซึมลงไปในแผลจนมันหาย  ผมก็นำมันไปปล่อยลงในแม่น้ำเพื่อให้มันไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ  และเดี๋ยวนี้ถ้าผมอยากตกปลา  ผมจะใช้วิธีรู้ทันใจอย่างเดียว  แล้วเตือนตัวเองว่าเราไม่ควรฆ่าสัตว์


เด็กชายอดิสรณ์   ด่านบรรเจิดวงศ์
ป.๖  โรงเรียนชุมชนวัดเกาะหงษ์(นิโรธธรรมรังสรรค์

                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2010, 05:13:38 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 04:51:53 PM »

เคล็ดลับความน่ารักของ “เปาเปียว”

           ทุกสิ่งที่เข้ามารบกวนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะความโลภ ความโกรธ ความหลง  เราแค่รู้ทันตัวสภาวะ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน  แค่เรามีสติรู้สภาวะเหล่านั้น  มันจะดับลง  และทำให้ใจของเรามีความทุกข์น้อยลง
มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว
        
           ขณะเรียนเราก็ตั้งใจฟังคุณครู  เผลอไปคิดก็รู้ทัน  เผลอไปดูอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียนก็รู้ทัน เปลี่ยนแปลงนิสัยขี้เกียจที่  ชอบนอนดูทีวี ดูการ์ตูน  กินจุบกินจิบตลอดเวลา ลดน้อยลง   ความขยันมีมากขึ้น  ทำให้หนูมีความสุข แม่และครูก็ชมว่าหนูน่ารัก


เด็กหญิงปรัชญา  สุขภูตานันท์
ป.๖  โรงเรียนชุมชนวัดเกาะหงษ์(นิโรธธรรมรังสรรค์


      
ธรรมชาติของจิต

            ธรรมชาติของจิตเกิดดับ บังคับไม่ได้เราแค่รู้ดูมันไป  หนูคือคนหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการที่เราเผลอคิด  เผลอดู  เผลอฟัง มันเกิดขึ้นเอง ไม่อยากเผลอมันก็เผลอ บังคับไม่ได้ เช่นตอนทำกิจกรรมต้นไม้จินตนาการ   กิจกรรมวาดภาพ  กิจกรรมสะกดจิตนับเลข  ปั้นหุ่น  ฯลฯ  อารมณ์ ตื่นเต้น สนุก  กลัว  กังวล ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นเองขณะทำกิจกรรมนั้นๆ เผลอบ่อยมากทั้งที่ไม่อยากเผลอ


เด็กหญิงอินธิรา  วรรณภา
ป.๖  โรงเรียนชุมชนวัดเกาะหงษ์(นิโรธธรรมรังสรรค์


เดินจงกรมแบบนี้.....ดีจัง

            พี่ๆบอกว่าการเดินจงกรมไม่จำเป็นต้องเดิน ซ้ายย่างหนอ  ขวาย่างหนอ  เดินแบบคนปกติ  แต่เดินแบบมีสติรู้สึกตัว เวลาแม่ใช้เดินไปซื้อของ  เดินรดน้ำในสวน ฉันก็เดินจงกรมไปด้วยใจแว้บไปก็รู้ๆเป็นอยู่อย่างนั้น  ทุกสภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทีละแว้บ ถ้าเทียบความทุกข์เมื่อวานมีมากกว่า ความทุกข์ในใจมีน้อย  จิตใจก็สงบ  

            ฉันได้แนะนำเพื่อนๆน้องๆในโรงเรียน พ่อแม่ให้เรียนรู้กายใจว่า ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้  จิตใจเคลื่อนไหวก็รู้ ทำไปเรื่อยๆ


เด็กหญิงนิภาพร   วรรณภา
ป.๖  โรงเรียนชุมชนวัดเกาะหงษ์(นิโรธธรรมรังสรรค์


สุข......อยู่ที่รู้

                 ฉันเป็นคนไทย  นับถือศาสนาพุทธ  ปฏิบัติตนเป็นคนดี ไม่สร้างความ เดือดร้อนให้ผู้อื่น   ปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนา  คือ ทำบุญ  ตักบาตร  รับศีล  5  เป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ และวันสำคัญทางศาสนา  ถวายผ้าอาบน้ำฝน  ถวายสังฆทานตามประเพณีทางศาสนา   ถวายปัจจัย  ก่อสร้างโบสถ์  สร้างพระพุทธรูป  เข้าร่วมประเพณีการบวชเณร บวชพระ สวดมนต์  ฟังเทศน์ในวันที่ร่วมประเพณีทุกครั้ง  ถวายภัตราหารเช้า ภัตราหารเพล เมื่อมีโอกาส  ฯลฯ   แต่ฉันก็ยังมีความทุกข์  

                 ฉันเป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา   ตั้งแต่เริ่มบรรจุ ปี 2519 จนปัจจุบัน ปี 2552  รวมเป็นเวลา 33 ปี  ฉันสอนให้นักเรียน  รักษาศีล  5  ด้วยการท่องศีล  5  ให้ได้จะได้นำไปปฏิบัติ  และให้ปฏิบัติตนเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น  ช่วยกันจรรโลงพุทธศาสนา  ด้วยกันทำบุญ ตักบาตร  ถวายผ้าอาบน้ำฝน  ถวายสังฆทาน  ถวายปัจจัย  ก่อสร้างโบสถ์  สร้างพระพุทธรูป  เข้าร่วมประเพณีการบวชเณร บวชพระ สวดมนต์  ฟังเทศน์  ฟังธรรม  ถวายภัตราหารเช้า ภัตราหารเพล   เมื่อมีโอกาส หรือในวันธรรมสวนะ และวันสำคัญทางศาสนา  ฯลฯ
 
           หลังจากที่ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการการเรียนรู้กายใจ และได้ไปกราบหลวงพ่อ  ปราโมทย์ ปาโมชฺโช  ได้รับฟังคนอื่น ๆ ส่งการบ้านหลวงพ่อ  ได้รับคำตอบที่ตรงกับที่ฉันอยากจะทราบ  หลังจากนั้นฉันเริ่มสนใจการปฏิบัติธรรม  ศึกษาจาก CD หลวงพ่อ จากหนังสือของหลวงพ่อและบุคคลอื่น  ที่เป็นกลุ่มวิมุตติ  ทำให้เข้าใจการปฏิบัติแบบง่าย  แค่  รู้ กายใจ  และรู้ว่าจริง ๆ แล้ว  คนเรา  มีแค่  กาย  กับ  ใจ  เท่านั้น  ความทุกข์ หรือ ความสุข  เกิดจากกายใจ  เท่านั้น  กายกับใจไม่ใช่ของเรา
  
               จากที่ฉันปฏิบัติตนและสอนให้นักเรียนปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนาที่ทำอยู่นั้นไม่เพียงพอ  ไม่สามารถทำให้นักเรียนเป็นคนดีได้เสมอไป  การที่ทำให้นักเรียนรู้ทันใจต่างหากที่จะทำให้เขาเหล่านั้นเป็นคนดีได้ด้วยตัวของเขาเอง  และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
   
              จะทำอย่างไรล่ะ......   นักเรียนจึงจะไม่เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติธรรม  และมีความต้องการที่จะปฏิบัติธรรมได้ด้วยความสมัครใจเอง......      ฉันเห็นว่าการเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ  ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์เขต  1   ทำอยู่   นักเรียนมีความสนุกสนาน  และอยากจะปฏิบัติธรรม  นักเรียนที่ฉันส่งเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ กับสำนักงานเขต  ส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนตนเองอย่างเห็นได้ชัดเจน  บางคนตื่นรู้ จนสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ด้วยความมั่นใจ     บางคนสามารถนำไปสู่บ้านและคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี  นับว่าการจัดค่ายเรียนรู้กายใจของสำนักงานเขตพื้นที่ ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  

                ฉันจึงเข้าร่วมโครงการโดยไม่ลังเล  ร่วมเป็นวิทยากรกับค่ายเรียนรู้กายใจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์เขต  1 ทุกค่าย ไม่เว้นแม้แต่ค่ายเดียว  และไปเข้าร่วมทุกวันที่มีค่ายนี้  ด้วยฉันเห็นถึงประโยชน์ของการเรียนรู้กายใจด้วยตนเอง  หลังจากที่ฉันได้ฝึกปฏิบัติฉันได้รู้ทันอารมณ์  รู้ทันใจ  เดิมฉันเป็นคนโมโหร้าย  หงุดหงิดง่ายไม่ยอมคน จึงมีปัญหาจากความมีอัตตาสูง ไม่ยอมลดให้ใคร เห็นตนเองเป็นคนที่มีคุณค่าสูงเห็นตนเองเป็นคนดีไม่เอาเปรียบใคร  โดยมองไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น   ซึ่งเมื่อปฏิบัติธรรม เรียนรู้กายใจ แล้ว ทำให้รู้ว่าที่ฉันคิดว่าไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นนั้นไม่จริงเลย  อุปนิสัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นจุดที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแต่เรามองไม่เห็นความเดือดร้อนและความทุกข์ของคนอื่น   เพราะเราเห็นแก่ตัวมีอัตตาสูง  จนลืมมองความเดือดร้อนของคนอื่นต่างหาก
                 
                 หลังจากนั้น   ฉันรู้ทันใจทุกครั้ง  รู้ทันอารมณ์ทุกครั้ง  เคยสนุกสนานบนความทุกข์ของ คนอื่น ก็เปลี่ยนไป.........  ฉันชอบกีฬาแข่งขันตกปลาตามบ่อตกปลาก็เปลี่ยนไป.....    เริ่มรู้ทันว่าสร้างความเจ็บปวดให้กับปลา  บนความสนุกสนานและเพลิดเพลินของตนเอง  เคยคิดว่าตนเองดีแล้วก็เปลี่ยนไป......  ซึ่งบางครั้งจะมีการขัดแย้งทางความคิดกับครอบครัว      กับเพื่อนร่วมงาน  เคยคิดความคิดของตนนั้นถูกต้อง  และจะโกรธทุกครั้งที่มีคนขัดแย้งทางความคิดที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ    โดยจะสังเกตอารมณ์และจิตใจตนว่าดีแล้วหรือยัง  จะรู้ทันเสมอ  เข้าใจคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นมีทุกข์จากเรา  และเราเองก็ไม่มีความทุกข์ หรือทุกข์น้อยลง  คือทุกข์เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะรู้ทันความทุกข์นั้น

                 ดังนั้นฉันจึงคิดที่จะปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดีที่แท้จริง      ไม่ใช่คนดีอย่างที่ฉันเข้าใจ  ฉันจึงได้นำการเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ  ขยายผลในโรงเรียนด้วยการเข้าค่ายลักษณะเดียวกันกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์เขต 1   จัดเป็นหลักสูตร  3  วัน  2  คืน    ฝึกการเรียนรู้กายใจ  ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทั้ง  การน้อมนำคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช  สู่การปฏิบัติ   แสดงออกและการเคลื่อนไหวอย่างมีสติด้วยเกมและแบบฝึกหัด   ปฏิบัติจริงสม่ำเสมอ   นอกจากนั้นได้สร้างจิตอาสาพัฒนาชุมชน  สร้างเครือข่ายความดี สร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว  เพื่ออยู่ในสังคมที่ดีอย่างยั่งยืน  ภายใต้โครงงานที่ชื่อว่า  “ โครงงานเรียนรู้กายใจ  จิตใสใจสว่าง  สร้างครอบครัวเข้มแข็ง”

            จากการที่จัดค่ายเรียนรู้กายใจในโรงเรียนพบว่านักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายเปลี่ยนแปลงไป  นักเรียนมีความสนุกสนานกับการเข้าค่าย มีการเรียกร้องให้เข้าค่ายบ่อยครั้ง มีการเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนวันเข้าค่ายให้มากกว่าเดิม  ( เดิมมี  3  วัน ) นักเรียนรู้สึกว่าสั้นหรือเร็วเกินไป   ทำให้ประเมินได้ว่านักเรียนสนใจการเข้าค่ายปฏิบัติธรรม  แล้วนักเรียนไม่เบื่อหน่ายต่อการเข้าค่ายปฏิบัติธรรมอีกต่อไป  ถือเป็นการปลูกฝังการปฏิบัติธรรมเบื้องต้นให้นักเรียน  เพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ฉันจึงเปิดสอนวิชาโครงงานการเรียนรู้
กายใจเป็นวิชาเพิ่มเติม  สัปดาห์ละ  2  ชั่วโมง  เปิดให้นักเรียนสมัครเรียนตามความสนใจ   มีนักเรียนสมัครเรียนจำนวนมาก  แต่ยังรองรับจำนวนนักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายไม่เพียงพอ  จึงจัดตั้งชมรมเรียนรู้กายใจขึ้นอีก  เพื่อรองรับนักเรียนที่สนใจในการปฏิบัติธรรมการเรียนรู้กายใจ  ให้เพียงพอและเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง  โดยมีกลุ่มนักเรียนแกนนำที่ตื่นแล้ว  ช่วยเป็นวิทยากรทั้งในชั่วโมงวิชาเพิ่มเติมและในชั่วโมงเรียนของชมรม   ผลปรากฏว่านักเรียนรู้ทันอารมณ์ ความรู้สึก สังเกตกายใจเป็น รู้และเข้าใจเรื่อง กาย ใจ เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งคาดหวังได้ว่าในอนาคตข้างหน้านักเรียนทุกคนจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น และจะเผยแผ่ความสุขแบบนี้ไปยังผู้อื่นได้อีก  

                ประเมินผลจากการเข้าค่ายเรียนรู้กายใจ  ค่ายที่  2  เน้นเรื่องเรียนรู้กายใจ เพื่อสร้างครอบครัวเข้มแข็ง  ด้วยการสัมพันธ์ชุมชนและเครือข่ายความดี  โดยใช้ความดีแลกกับความดี  นักเรียนส่วนใหญ่เรียนรู้ได้ว่าความดีเท่านั้นจึงจะได้รับผลตอบแทนที่ดี  นักเรียนสามารถสร้างเครือข่ายความดีได้ ด้วยตนเอง และนักเรียนแสดงศักยภาพของตนออกมาเองโดยอัตโนมัติไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า  ความเป็นผู้นำที่ดี ความเป็นคนดีที่สั่งสมอยู่ในตัวนักเรียนได้แสดงออกมาเองอย่างไม่รู้ตัวหรือเผลอตัว  จึงนำนักเรียนดูสภาวะของตนเพื่อความภาคภูมิใจในความดีที่มีในคนทุกคน  และนำดูสภาวะอื่น เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าการดูสภาวะไม่ใช่เรื่องยาก นักเรียนสามารถปฏิบัติได้  ในทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส  ฉะนั้นครอบครัวจะเข้มแข็งได้ด้วยความดีของทุกคนในครอบครัว  เพียงแค่ทุกคน  รู้ทันใจ  นั้นเป็นพอ


  วารุณี  คันซอทอง  (ครูอ๊อด)
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2010, 05:16:54 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 04:55:07 PM »


วันนี้ผมได้อีเมลนี้ มาครับ เลยอยากแบ่งปันให้ผู้ที่สนใจการปฏิบัติธรรม ตามหลักมหาสติปัฏฐาน4 ได้ลองศึกษากันดูครับ

ในนามของ kammatan.com ขออนุโมทนาบุญ สาธุ กับการเจริญสติปัฏฐานของทุกท่าน ด้วยน่ะครับ

บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: