KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือง่าย
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือง่าย  (อ่าน 4292 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2009, 05:23:57 PM »

การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือเรื่องง่าย

             เนื้อความ :
              ผมได้ยินคำปรารภบ่อยครั้งว่า
              การปฏิบัติเป็นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน
              ไม่ว่าการทำทาน ถือศีล บำเพ็ญภาวนา
              ล้วนยาก และน่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้เสียเหลือเกิน

              คำพูดเหล่านี้ ทำให้ผมต้องหวนคิดพิจารณาว่า
              แท้ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก จริงหรือไม่

              พิจารณาจากพระพุทธวัจจนะ ก็ไม่พบว่าท่านระบุตายตัวว่า
              การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่ายหรือยาก
              ท่านเพียงแต่กล่าวว่า
              "คนดีทำดีง่าย แต่ทำชั่วยาก
              ส่วนคนชั่วทำชั่วง่าย แต่ทำดียาก"

              รวมความแล้วคงต้องสรุปว่า
              การปฏิบัติจะยากหรือง่าย ลำบากหรือสบาย
              มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

              แต่ในแง่ของผมที่พิจารณาดูแล้ว
              กลับเห็นว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
              แถมมีผลเป็นความสบายเสียอีก
              เราลองมาพิจารณาถึงการปฏิบัติธรรมกันเป็นขั้นๆ ไปเลยดีกว่า

              เริ่มจากการทำทาน  เช่นการให้วัตถุทาน
              ผมเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายที่เราจะทำทานในขอบเขตที่ตนจะไม่เดือดร้อน
              คือการ "ให้"  ถ้าพอใจก็ให้ได้แล้ว
              แต่การจะเป็นฝ่าย "เอา" นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
              แม้ได้มาแล้ว การจะดูแลรักษาทรัพย์สมบัติ ก็เป็นงานที่น่าปวดหัวอีก
              เช่นตอนนี้จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็กลัวธนาคารล้ม แถมดอกเบี้ยต่ำ
              จะเปลี่ยนไปเล่นหุ้น ก็กลัวจะต้องแปลงสัญญาติไปเกิดในภพแมลงเม่า

              การให้อภัยทาน ก็ง่ายกว่าการตามจองล้างจองผลาญใคร
              เพราะไม่ต้องวางแผนอะไร ไม่ต้องลงมือทำอะไร
              ให้อภัยได้เมื่อไร ก็นอนหลับสบายได้เมื่อนั้น
              ในขณะที่ถ้าจะตามจองล้างจองผลาญใคร จะต้องคิดวางแผน
              แถมถ้าดำเนินการไม่ดี อาจจะเป็นฝ่ายถูกเล่นงานเสียอีก
              การให้อภัยจึงง่ายกว่า เป็นไหนๆ

              การถือศีลก็เป็นเรื่องง่ายกว่าการทำผิดศีล
              เช่นถ้าจะฆ่า จะตีคนอื่น ก็ต้องวางแผน เตรียมอาวุธ
              ตอนไปตีเขาก็อาจถูกเขาตีตายเสียเองก็ได้
              ทำร้ายเขาแล้วก็ต้องหลบซ่อนจากเงื้อมมือของกฏหมาย
              หรืออย่างจะไปตกปลาล่าสัตว์ ก็ลำบากกว่าการไม่ทำเป็นไหนๆ
              บางคนต้องไปซื้อหาเบ็ดราคาแพงๆ
              ไปนั่งตากแดดตากลมอยู่ริมน้ำเพื่อจะตกปลา

              การไม่ลักทรัพย์ก็ง่ายกว่าการลักทรัพย์
              การไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ก็ง่ายกว่าการทำผิด
              เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บตัว เสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงเกียรติยศ
              การพูดความจริง ก็ง่ายกว่าการโกหกพกลม
              อย่างน้อยที่สุด  ก็ไม่ต้องใช้ความจำเท่ากับคนพูดโกหก
              คนไม่ดื่มเหล้าเมายาบ้า  ก็สบายกว่าคนดื่มเหล้า
              ไม่เสียเงิน ไม่เสียเวลา ไม่เสียสุขภาพ ง่ายกว่ากันเป็นไหนๆ

              พอมาถึงการภาวนา หรือการปฏิบัติในขั้นสมถะและวิปัสสนา
              อันนี้ผมก็เห็นว่ามันสบายกว่าการไม่ปฏิบัติเช่นกัน
              เช่นการทำสมถะ
              ถ้ารู้หลักแล้วเอาจิตประคองรู้เข้ากับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
              ไม่เห็นจะต้องทำอะไรมากมายเลย
              แค่รู้อารมณ์อันเดียวเรื่อยๆ ไปอย่างสบายเท่านั้นเอง
              หรือจะทำวิปัสสนา ก็ทำจิตทำใจของตนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
              อะไรจะเกิดขึ้นกับกายกับจิตก็รู้เรื่อยๆ ไป
              โดยไม่ต้องเข้าไปข้องแวะยินดียินร้ายอะไรเลย
              แทบจะเรียกว่า เป็นการไม่ทำอะไรเลย นอกจากรู้ทันอย่างเดียวเท่านั้น
              แบบนี้มันจะยากได้อย่างไร ก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับ

              บางคนปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกลำบากมาก
              ต้องคอยกดข่มบังคับจิตใจตนเองจนเครียดไปหมด
              อันนั้นไม่ใช่ว่า การปฏิบัติธรรมทำให้ยากลำบากหรอกครับ
              แต่การปฏิบัติผิดๆ ต่างหาก ที่ทำความลำบากให้เรา

              คนที่มีลูกอ่อนจะบ่นว่ายากลำบากเหลือเกิน
              เดี๋ยวลูกก็ร้องกวน อดหลับอดนอน
              เวลาเด็กเจ็บไข้ พ่อแม่ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนมากมาย
              เวลาเด็กจะเรียนหนังสือ ก็ต้องวิ่งเต้นหาที่เรียนให้
              บางคราว โรงเรียนเขาจับพ่อแม่ไปนั่งสอบเข้าเรียนด้วย
              จนเด็กเลิกนับถือพ่อแม่ เพราะเด็กสอบได้ แต่พ่อแม่สอบตก
              ทำให้เด็กไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโรงเรียนนั้น

              ตอนลูกยังเล็กก็ห่วงสารพัด กะว่ามันโตกว่านี้หน่อยคงจะสบาย
              แต่แล้วก็ไม่สบาย เพราะพอเด็กโตพ่อแม่ก็มีรายจ่ายมากขึ้น
              แถมต้องห่วงใยสารพัด เพราะสังคมของเรามันทารุณโหดร้ายเหลือเกิน
              พอลูกเรียบจบ พ่อแม่ก็ปวดหัวเรื่องอาชีพการงานของลูกอีก
              ถัดจากนั้นก็ปวดหัวเรื่องการหาคู่ของลูก
              หลังจากนั้น ก็เตรียมตัวรับภาระเรื่องหลานต่อไปอีก

              เลี้ยงลูกแต่ละคนลำบากแทบตาย
              ก็ยังเห็นตั้งหน้าจะมีลูกกันเป็นส่วนมาก
              บางคนต้องเสียเงินทองมากมาย เพราะมีลูกยาก แต่อยากจะมี
              พอบอกว่าให้ทำใจสบายๆ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้
              แค่นี้บอกว่าทุกข์ยากเหลือเกิน ทำไม่ไหวแล้ว

              เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก กิเลสมันหลอกเอาน่ะครับ
              เราจึงเห็นผิดเป็นชอบ
              เห็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นของสบาย ว่าลำบากเหลือประมาณ
              ส่วนการไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา
              และการคลุกคลีอยู่กับโลกที่แสนจะลำบาก
              กลับรู้สึกว่าพอทนได้ ไม่ลำบากเท่าไรเลย

              นึกเรื่องนี้แล้วก็อดขำๆ ไม่ได้ครับ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเล่นๆ

             จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 14:58:04 น. ]   [ IP Address : 203.151.110.189 ]

เท่าที่อ่านจากที่พวกเราคุยกันนี้ ก็พอเห็นว่า
              การปฏิบัติธรรมมันดูยาก เพราะเราต้องสู้กับความเคยชินบ้าง
              เพราะไม่มีวิธีที่เหมาะบ้าง เพราะไม่มีฐานเก่าบ้าง ฯลฯ

              ผมเห็นว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่
              เรามองว่าการปฏิบัติธรรมคือกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง
              ที่จะต้องใช้เวลา หรือมีกิจกรรมแยกออกต่างหากจากชีวิตประจำวันของเรา
              (เหมือนคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย
              จะรู้สึกลำบากที่จะจัดเวลาไปออกกำลังกาย)

              ถ้าหากเราเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมคือการทำในสิ่งที่เคยทำ
              หรือจำเป็นต้องทำ
              แต่บวก "ความรู้ตัว" ในขณะที่ทำเข้าไปด้วยเท่านั้น
              การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นเรื่องง่าย ไม่กินเวลา
              ไม่เสียกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำ
              เมื่อฝึกหัดมากขึ้น กระทั่งศีลก็ไม่ต้องรักษา
              เพราะกิเลสแหยมหน้ามาให้เห็นนิดเดียวก็ถูกเปิดโปงแล้ว
              กิเลสจึงครอบงำจิตไม่ได้ การทำผิดศีลจึงเกิดขึ้นไม่ได้

              การนั่งสมาธิ ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ จะไม่นั่งก็ได้
              เพราะในขณะที่ทำความรู้ตัวอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น
              จิตจะมีสมาธิในขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว
              ถ้าเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันให้มาก
              เราอาจจะใช้เวลาก่อนนอน เข้าห้องน้ำ นั่งรถเมล์
              ทำความสงบเป็นช่วงๆ ไปก็ได้ คราวละ 5 - 10 นาทีก็ยังดี

รวมความแล้ว จำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป
              แต่บวกความรู้ตัวเข้าไปอีกอย่างเดียวก็พอแล้วครับ
              สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระรูปหนึ่งว่า
              ท่านไม่ต้องรักษาวินัยหรือปฏิบัติข้อวัตรใดๆ ก็ได้
              มีสติรักษาอยู่ที่จิตอย่างเดียวก็พอแล้ว
             จากคุณ : สันตินันท์ [ 21 ก.ค. 2542 / 08:21:46 น. ]


หากเห็นว่าสมควรให้หยุด  กรุณาบอกนะครับ
โดยคุณ tana วัน อาทิตย์ ที่ 23 มกราคม 2543 00:05:37
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: