KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4ตอบปัญหาธรรม กับ ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
หน้า: 1 [2]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตอบปัญหาธรรม กับ ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ  (อ่าน 24613 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 12, 2014, 11:49:57 PM »

ผู้มีเมตตาประจำใจ
ย่อมไม่ละเลยการให้ทาน
และการรักษาศีล
มันเป็นไปโดยอัตโนมัติไม่ต้องฝืน
เมื่อไม่มีวัตถุสิ่งของจะให้
ก็ให้ปิยวาจา ให้กำลังใจ
ให้ความปลอดภัยแก่ผู้อื่น
ผู้เข้าใกล้ไม่ต้องระแวงว่า
ภัยจักไปจากเรา
เมื่อเห็นคนที่ทำดี
หรือมีความสามารถ
พึงชมด้วยความจริงใจ
เป็นการให้กำลังใจแก่เขา
อย่าเป็นคนติเป็นอย่างเดียว
ชมใครไม่เป็น
การชม มีผลมากกว่าการติ
แต่อย่าทำโดยไม่สุจริตใจ

"อาภรณ์ประดับใจ"
อ.วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 09:42:45 AM »

คำถาม - โดนผู้บังคับบัญชาตำหนิเรื่องงาน โดยใช้ถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยามเรามาก
รู้สึกหมดกำลังใจ เพราะเป็นคนทำงาน ไม่เคยเหลวไหล แต่ด้วยภาระงานที่มาก
 จึงทำให้เกิดความล่าช้าทำไม่ทันตามกำหนดเวลา นายไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง
และดูเหมือนว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบาย เพราะถ้าพูดจะโดนว่าเถียงอีก ตอนนี้รู้สึกแย่
ไม่อยากไปทำงาน จิตใจห่อเหี่ยว ไม่รู้จะเรียกความมุ่งมั่นและกำลังใจกลับมาได้อย่างไร
จะไปเล่าให้เพื่อนฟัง ก็เหมือนเอาเรื่องตัวเองไปขาย เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องเม้าท์กันทั้งหน่วยงานอีก จะทำอย่างไรดีคะ?

คำตอบ - เมื่อคุณรู้สึกว่าได้ทำถูกต้องและได้ทำเต็มที่แล้ว ก็ควรจะวางเฉยต่อสิ่งรอบตัว
ไม่มีใครจะทำให้ถูกใจคนอื่นไปได้ทั้งหมด สุภาษิตฝรั่งบทหนึ่งบอกว่า

“Only a fool can please everybody.
คนโง่เท่านั้นที่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้”

ขอให้คุณทำไปตามหน้าที่ หมดหน้าที่แล้วก็เป็นอันจบ ไม่ต้องคิดอะไร
เมื่ออัธยาศัยไม่ต้องกันทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด เมื่ออัธยาศัยต้องกันทำอะไรก็ดีไปหมด

ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต แห่งวัดเทพศิรินทราวาส หรือ ธัมมวิตักโกภิกขุ
 ได้ให้คติไว้ว่า “ถ้าเขาไม่ชอบ ดีแสนดีเขาก็ติ ถ้าเขาชอบ ชั่วแสนชั่วเขาก็ชม”

มีสุภาษิตในชาดกบทหนึ่งว่า “ดีสำหรับคนหนึ่ง ไม่ดีสำหรับอีกคนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายจะดีทั้งหมดก็หาไม่ จะชั่วทั้งหมดก็หาไม่”
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2014, 11:15:24 PM »

ความรักที่แท้คือการปลดปล่อย
ไม่ใช่ความยึดถือหรือผูกพันเขา
ไว้กับเราด้วยความเห็นแก่ตัว
เราต้องยอมรับนับถือความแตกต่าง
และความเป็นตัวของตัวเอง
ของผู้อื่นและของเราด้วย
ในกรณีที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน
มีคนจำนวนไม่น้อยมีศักยภาพ
ที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้
แต่ความเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นในความรัก
อย่างใจคับแคบมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น
ศักยภาพอันนั้นไว้อย่างน่าเสียดาย
ทำให้เขาวนเวียนอยู่ในความโลภ
ความริษยาและความทะนงตน
ซึ่งเป็นกิเลสดึงให้เขาตกต่ำลง
หมดเสน่ห์ในการเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
และแม้กับคู่ครองของตนเอง
คนที่ฉลาดย่อมรู้ว่าอะไรคือคุณค่าเทียม
อะไรคือคุณค่าแท้ของชีวิต
เงินทอง ตำแหน่ง ยศศักดิ์...เป็นคุณค่าเทียม
ความดีบุญกุศล ปัญญาและเสรีภาพ...เป็นคุณค่าแท้
เมื่อเป็นเช่นนี้
เราควรใช้เวลาของชีวิตแสวงหาอะไรให้มาก
เราต้องปลูกฝังตนให้ซื่อตรง
และมีสัจจะต่อตนเองก่อน
ผู้เช่นนี้เท่านั้นจึงจะซื่อตรงและมีสัจจะต่อผู้อื่น
รวมทั้งต่ออุดมการณ์ด้วย
"เพื่อเสรีภาพทางจิต"

อ.วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2014, 07:38:01 PM »

ลองดูธรรมชาติของน้ำ

ไม่ว่าเป็นน้ำโคลน น้ำครำ น้ำคลอง น้ำประปา น้ำในหลุมในบ่อ
ถ้าว่าโดยธรรมชาติของมันแล้วบริสุทธิ์เหมือนกัน
ที่มันเศร้าหมองไปเป็นน้ำโคลน น้ำครำ เป็นต้น
ก็เพราะไปปนกับสิ่งเหล่านั้น
โดยที่สุดแม้ในน้ำปัสสาวะถ้ากลั่นเอาน้ำแท้ๆ ออกมา
กรองเอาสิ่งผสมอื่นๆ ออกไปให้หมด
ก็คงได้น้ำบริสุทธิ์เช่นกัน ข้อนี้ฉันใด
จิตก็ฉันนั้น ที่เศร้าหมองไปก็เพราะมีกิเลสจรเข้ามาเจือปน
เมื่อกิเลสไม่เข้ามา จิตก็บริสุทธิ์อยู่ในระดับนั้นๆ
เช่นว่า บริสุทธิ์ในระดับปุถุชน ในระดับผู้ได้ฌาน
ในระดับพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน...
จนถึงชั้นพระอรหันต์ เหมือนน้ำบริสุทธิ์ในระดับนั้นๆ
เหมือนกัน คือในระดับที่พอใช้การได้ในลักษณะนั้นๆ
เช่นสะอาดพอที่จะรดต้นไม้ได้
ที่จะอาบน้ำให้โคให้ควายได้
พอล้างเท้าที่เปื้อนได้ พออาบได้
พอต้มเสียก่อนแล้วดื่มได้
พอดื่มได้โดยไม่ต้องต้มให้เดือด
แต่น้ำเหล่านั้นก็ยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะผสมยาฉีดได้
ถ้าจะใช้ผสมยาฉีดต้องเป็นน้ำกลั่นโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์
ความบริสุทธิ์แห่งจิตของปุถุชนธรรมดา
ไม่เท่าของปุถุชนผู้ได้ฌาน
ของผู้ได้ฌานไม่เท่าของพระอริยเจ้าชั้นโสดาบัน
ของพระโสดาบันไม่เท่าของพระสกทาคามี
ของพระสกทาคามีไม่เท่าของพระอนาคามี
ของพระอนาคามีไม่เท่ากับพระอรหันต์
บริสุทธิ์ขึ้นไปโดยลำดับดังนี้
จิตยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าใด
บุคคลย่อมมีเสรีภาพมากเท่านั้น
เพราะฉะนั้นเสรีภาพทางใจ
จึงขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของจิตของบุคคลนั้น

"เพื่อเสรีภาพทางจิต"
อ.วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2014, 09:51:37 PM »

นางวิสาขามีสหายที่รักมากอยู่ ๒ คน คือนางสุปปิยา และนางสุปปวสา เมื่อฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว
 เธอทั้งสามมักจะเดินเยี่ยมภิกษุทั้งหลาย ถามถึงสิ่งที่ต้องการและยังขาด
เมื่อภิกษุรูปใดบอกว่าต้องการอะไร นางจะจัดถวายเสมอ นอกจากนี้ยังได้ถวายอาหารสำหรับภิกษุป่วย
และผู้เตรียมจะเดินทางเป็นประจำอีกด้วย
วันหนึ่งนางสุปปิยาเดินเยี่ยมภิกษุอย่างเคยไปถึงกุฏิภิกษุรูปหนึ่งซึ่งป่วยอยู่
เมื่อนางถามถึงความต้องการว่าท่านปรารถนาสิ่งใดบ้าง ภิกษุรูปนั้นบอกว่าอยากได้น้ำเนื้อต้ม
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตน้ำข้าวและน้ำเนื้อต้มซึ่งกรองดีแล้ว
ไม่มีเมล็ดข้าวหรือกากเนื้อติดอยู่เพื่อภิกษุอาพาธ เธอสามารถฉันได้แม้ในเวลาวิกาล คือหลังเที่ยงวัน
นางสุปปิยาดีใจเหลือเกินที่จะได้ถวายอาหารแก่พระภิกษุอาพาธ พระพุทธภาษิตก้องอยู่ในโสตของนางมานานแล้ว
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดปรารถนาจะบำรุงตถาคต ขอให้ผู้นั้นบำรุงภิกษุไข้เถิด”
แต่บังเอิญวันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ นางหาเนื้อไม่ได้เลย จึงเข้าห้องตัดสินใจตัดเนื้อขาของตนด้วยมีดอันคมกริบ
สั่งให้คนใช้จัดการต้ม แล้วขอให้นำน้ำเนื้อต้มนั้นไปถวายภิกษุชื่อโน้นซึ่งอาพาธอยู่ แล้วใช้ผ้าพันแผลที่ขาของตน
นอนซมเป็นไข้เพราะพิษบาดแผลนั้น
สามีของนางสุปปิยากลับมาไม่เห็นภรรยาอย่างเคยจึงถามคนใช้ทราบว่านางป่วยจึงเข้าไปเยี่ยมในห้องนอน
เมื่อทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว แทนที่จะโกรธพระและภรรยา กลับแสดงความชื่นชมโสมนัสที่ภรรยาของตนมีศรัทธาแรงกล้าในศาสนา
ถึงกับยอมสละเนื้อขาเพื่อต้มเอาน้ำถวายภิกษุอาพาธ จึงรีบไปสู่วัดเชตวัน
ทูลอาราธนาพระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์เพื่อรับภัตตาหารที่บ้านตนในวันรุ่งขึ้น
พระศาสดาทรงรับด้วยอาการดุษณี วันรุ่งขึ้นพระพุทธองค์มีพระสงฆ์เป็นบริวารจำนวนมากเสด็จสู่บ้านของนางสุปปิยา
เมื่อไม่ทอดพระเนตรเห็นนางสุปปิยาจึงถามสุปปิยาอุบาสกผู้สามี
ทราบแล้วจึงรับสั่งให้คนช่วยกันพยุงคลอเคลียนางสุปปิยามาเฝ้า เมื่อนางถวายบังคมพระพุทธเจ้าตรัสว่า
"จงมีความสุขเถิดอุบาสิกา” เท่านั้น แผลใหญ่ที่ขาของนางก็หายสนิท และมีผิวผ่องยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เรื่องนี้เป็นเพราะพุทธานุภาพโดยแท้ พุทธานุภาพเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและเป็นได้จริง
พระจอมมุนีศาสดาแห่งพวกเรานั้นเป็นผู้มีบารมีอันทรงกระทำมาแล้วอย่างมากล้น
เคยตัดศีรษะอันประดับแล้วด้วยมงกุฎที่เพริศพราย เคยควักในตาที่ดำเหมือนตาเนื้อทราย
เคยสละเลือดเนื้อและอวัยวะมากหลายตลอดถึงบุตรภรรยาเพื่อเป็นทานแก่ผู้ต้องการ
จะกล่าวไปใยถึงการสละทรัพย์สมบัติภายนอก มหาบริจาคทั้งหลายที่พระองค์ทรงกระทำมาทั้งหมดนั้น
โดยมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคืออนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ กล่าวคือความรู้อันเป็นเหตุให้กิเลสสิ้นไป
โดยชอบอันยอดเยี่ยม ไม่มีอะไรเทียมถึง เพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์ของเวไนยนิกรทั้งหลายทั้งทางกายและทางใจ
 ก็ความรู้อันใดเล่าในโลกนี้จะประเสริฐยิ่งไปกว่าความรู้อันเป็นเหตุให้กิเลสสิ้นไป
เพราะเป็นการดับความกระวนกระวายทั้งมวล เหมือนคนหายโรคไม่ต้องกินยา
บุคคลผู้เปี่ยมล้นด้วยบารมีนั้นย่อมเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ พระศาสดาเป็นผู้มีพระบารมีธรรมที่ได้สั่งสมมานานตลอดเวลา
ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อพระองค์มาอยู่ในชาตินี้เป็นปัจฉิมชาติและในปัจฉิมภพแล้ว
 บารมีธรรมทั้งมวลหลั่งไหลมาให้ผลในชาติเดียว ท่านลองคิดดูเถิดจะคณนาได้อย่างไร
 อุปมาเหมือนน้ำซึ่งหลั่งจากยอดเขาและถูกกักไว้ด้วยทำนบอันหนาแน่นจนเต็มเปี่ยมแล้ว
และบังเอิญทำนบนั้นพังลง น้ำมันจะไหลหลากท่วมท้นเพียงใด

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
 จึงทรงอนุโมทนาให้นางสุปปิยาและอุปปิยะอุบาสกสมาทานอาจหาญร่าเริงในกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติ
เพิ่มพูนศรัทธาปสาทะ แล้วก็เสด็จกลับสู่วัดเชตวัน ทรงให้ประชุมสงฆ์และตรัสถามภิกษุอาพาธรูปนั้นว่า
“ดูก่อนภิกษุ เธอขอน้ำเนื้อต้มจากอุบาสิกาสุปปิยาหรือ”
“อย่างนั้น พระเจ้าข้า” พระรูปนั้นตอบ
“เมื่อเธอฉัน เธอพิจารณาหรือเปล่า”
“มิได้พิจารณาเลย พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุ เธอได้ฉันเนื้อมนุษย์แล้ว เธอทำสิ่งที่น่าติเตียน”
ตรัสดังนี้แล้วทรงตำหนิภิกษุรูปนั้นอีกเป็นอเนกปริยาย แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
“ภิกษุใดฉันเนื้อโดยมิได้พิจารณา ภิกษุนั้นเป็นอาบัติทุกกฏ ถ้าเนื้อนั้นเป็นเนื้อมนุษย์ เธอต้องอาบัติถุลลัจจัย*ดังนี้”

"นางวิสาขา"
ใน ลีลากรรมของสตรีในสมัยพุทธกาล
อ.วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2014, 10:24:36 PM »

วันหนึ่ง ๆ เราได้มีเศษอาหารให้กับสุนัข
หรือแมวเราก็รู้สึกชื่นใจ แม้เราไม่ได้เลี้ยงมัน
แต่มันก็มาหากินอยู่หน้าบ้าน ข้างบ้าน
พอมีเศษอาหารเหลือ
ก็รวบรวมไปให้มันแล้วดีกว่าทิ้งไปเยอะ ๆ
ทิ้งไปเฉย ๆ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว
มันก็เป็นสิ่งมีชีวิต มองตามันก็รู้ว่ามันต้องการอะไร
คนที่อยู่ในสังคม ถ้าเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยน
เข้าใจผู้อื่นก็จะทำอะไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้ดี
และคนอื่นเขาก็จะทำให้เรา ถ้าเขาไม่ทำให้เรา
เราก็ยังรู้สึกดีใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราได้พอสมควรแล้ว
มีชีวิตเพื่อกันและกัน
เมื่อเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตเพื่อกันและกัน
ใครก็ได้ที่เขาเป็นคนดี ถ้าทำให้เราไม่เบื่อชีวิต
และทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่
เพราะโดยสภาพของชีวิตมันเป็นสิ่งน่าเบื่ออยู่แล้ว
มีอะไรสารพัดอย่างที่ทำให้น่าเบื่อ
ถ้าเราได้วางชีวิตไว้ให้ดี
หมุนใจให้ตรงต่อความเป็นจริงของชีวิต
จะช่วยเราได้เยอะ ช่วยให้เราชุ่มชื่น
อยู่กับคำแนะนำสั่งสอนของนักปราชญ์บ้าง
อยู่กับการบำเพ็ญประโยชน์บ้าง
เหนื่อยกายหน่อย เหนื่อยสมองหน่อย
แต่ก็มีความปีติชุ่มชื่นใจดีสบายดี
ชีวิตของคนมีประโยชน์
ถึงจะอายุสั้นสักหน่อยมันก็ดีกว่า
ชีวิตที่ไม่มีประโยชน์อยู่ร้อยปี
อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้
ดีกว่าชีวิตที่ไม่มีประโยชน์
และถ้ามันไม่มีประโยชน์มันก็ต้องเป็นโทษ
แน่นอน เพราะว่ามันต้องกินต้องใช้
ต้องผลาญทรัพยากร
ของสังคมให้หมดสิ้นไปแต่ละวัน
แล้วคนที่ไม่มีประโยชน์ก็มักจ
ะกินมากใช้มากเสียด้วย มักจะเป็นอย่างนั้น
เพราะว่ามันไม่รู้จะทำอะไร
ก็เลยใช้เวลาผลาญทรัพยากร
ให้หมดไปสิ้นไป และทำให้คนมีประโยชน์
ต้องกินน้อยใช้น้อยลงไปอีก เพราะมันหายาก

"ชีวิตกับครอบครัว"
อ.วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: มกราคม 17, 2015, 11:12:35 AM »

๓. อานุภาพของกุศลและอกุศล* ตอนจบ
(*จักกวัตติสูตร เล่ม๑๑ ข้อ๓๓-๕๐)
จากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว
ข้อคิดในจักกวัตติสูตรนี้พอสรุปได้ดังนี้
๑. อานุภาพของพระเจ้าจักรพรรดินั้นมีขึ้นเป็นขึ้น
เพราะการประพฤติธรรมอันถูกต้องเหมาะสม
พอประพฤติผิดพลาด เช่นพระราชาองค์ที่ ๘ ในเรื่องนี้
ก็เกิดเรื่องยุ่งยากเป็นอันมาก การประพฤติธรรม
ให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของผู้ปกครอง
๒. กุศล อกุศล มีส่วนสัมพันธ์กับอายุของคนโดยส่วนรวม
เมื่ออกุศลมากขึ้น อายุของมนุษย์ก็ลดลง
เมื่อกุศลเจริญขึ้น อายุของมนุษย์ก็มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้เป็นกรรมรวมของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน
๓. การช่วยเหลือคนทำผิดเนืองๆ เพื่อเขาจะได้เลิกทำผิด
นั้นมิใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป
เพราะคนทั้งหลายจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ทำความผิดเพื่อได้รับความช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์
จนถึงกับถือเป็นคติกัน
แพร่หลายว่า เมื่ออยากได้รับความช่วยเหลือเอาใจใส่
ก็จงทำความผิด คนก็จะพากันทำความผิดมากขึ้น
ทางที่ถูกจึงควรลงโทษผู้ทำผิดและให้รางวัลผู้ทำความดี
ให้เหมาะสมกับความผิดและความดี

อาจารย์วศิน อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 24, 2015, 11:19:34 AM »



อาจารย์วศิน อินทสระ
ปฏาจารา
(นางผู้กลับใจได้)

ชีวิตนี้มีความต้องพลัดพรากเป็นที่สุด
ดูก่อนน้องหญิง ไม่มีที่พึ่งอันใดประเสริฐ
และมั่นคงเท่าพึ่งตนเอง
เธอจงมีสติคิดพึ่งตนเอง
โดยยึดธรรมเป็นแนวทางเถิด

บางทีความผิดหวัง
และความผิดพลาดในเบื้องต้น
อาจทำให้บุคคลผู้ใฝ่ดี
ประสบความสุขความสำเร็จในเบื้องปลาย
เพราะความผิดหวังเป็นมูลเหตุก็ได้

เปลวเพลิงจากเชิงตะกอน
ลุกโชนอยู่เป็นเวลานานแล้ว
มอดลงเหลือแต่กลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น
เหนือยอดไม้ในบริเวณนั้น
เสียงสะอื้นยังคงมีอยู่เป็นระยะๆ
ความพลัดพรากย่อมมาถึงเข้าสักวันหนึ่ง
จริงทีเดียวสิ่งที่บุคคลเข้าไปยึดถือ
โดยความเป็นเจ้าของ
แล้วจะไม่ก่อทุกข์ให้นั้น ย่อมไม่มี

ปฏาจารา สะอึกสะอื้น
ประหนึ่งจะขาดใจลง
บัดนี้เธอไร้ญาติขาดที่พึ่งแล้วโดยสิ้นเชิง
ความว้าเหว่เคลื่อนเข้าจับหัวใจเธอให้เย็นเยียบ
ความสุขที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตบ้าง
ก็เป็นเสมือนความฝันที่เลือนลาง
ด้วยความรู้สึกเพียงครึ่งๆกลางๆนั้น
เธอออกวิ่งจากเชิงตะกอนไปอย่างไร้จุดหมาย
จนกระทั่งมาถึงธรรมสภา
แห่งเชตวนารามได้อย่างไร เธอเองก็รู้ไม่ได้

บัดนี้ นางผู้ไร้อาภรณ์
ไม่มีเลยแม้แต่ผ้าเพียงชิ้นน้อยพันกาย
ได้มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์
ของพระจอมมุนีผู้เป็นนาถะของโลก
พระองค์ผู้มีน้ำพระทัยสม่ำเสมอ
และมุ่งหวังประโยชน์สุขแก่คนทั้งปวง
ไม่ว่าจะเป็นขอทานผู้ยากไร้
หรือราชาธิราชผู้ทรงศักดิ์มีรี้พลอันเกรียงไกร
นางหมอบลงและคร่ำครวญอยู่
ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของมหาชน

“น้องหญิง” เสียงที่ไพเราะนุ่มนวล
แฝงเมตตาธรรมไว้
แว่วมาจากที่ประทับแห่งจอมศาสดา

“จงมีสติเถิดอย่าคร่ำครวญนักเลย
ชีวิตนี้มีความต้องพลัดพรากเป็นที่สุด
ไม่มีอะไรยั่งยืน ต้องแตกไป สลายไป
พลัดพรากจากไป

ดูก่อนน้องหญิง
ไม่มีที่พึ่งอันใดประเสริฐ
และมั่นคงเท่าพึ่งตนเอง
เธอจงมีสติคิดพึ่งตนเอง
โดยยึดธรรมเป็นแนวทางเถิด”

ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้
ปฏาจาราผู้สูญสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
กลับมีสติครองตนได้
นางมองดูสรีระที่เปลือยเปล่า
ด้วยความสะเทิ้นอาย
ผู้หวังดีซึ่งประชุมอยู่ ณ ธรรมสภานั้น
รู้อาการแห่งนางแล้ว
จึงโยนผ้าสะไบมาให้นาง
ใช้นุ่งและห่มพอเรียบร้อย
แล้วนั่งคอยฟังพระดำรัสของพระศาสดา

"ปฏาจารา "
ใน
"ลีลากรรมของสตรีสมัยพุทธกาล"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 24, 2015, 11:22:05 AM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 04, 2016, 10:52:31 PM »

มงคลที่ ๓๔
การทำพระนิพพานให้แจ้ง
นิพพาน ๒
โดยย่อนิพพานมี ๒ คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสสิ้นแล้ว
ยังมีขันธ์ ๕ เหลืออยู่
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสสิ้นแล้ว
ไม่มีขันธ์ ๕ เหลืออยู่

มีพระบาลีในสูตรที่ ๗ แห่งวรรคที่ ๒
ในคัมภีร์อิติวุตตกะ (๒๕/๓๕๘) ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย ! นิพพานธาตุ ๒ อย่าง
คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันต์
สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ของตนครบถ้วนแล้ว
สิ้นกิเลสเครื่องผูกไว้ในภพแล้ว
หลุดไปแล้วเพราะรู้ชอบ
แต่เธอยังเสวยอารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ
และไม่เป็นที่ชอบใจอยู่ ต้องเสวยสุขและทุกข์อยู่
เพราะยังมีอินทรีย์ ๕ อยู่อย่างเดิม
แต่เธอสิ้นราคะ โทสะ และโมหะแล้ว
ภาวะที่เธอสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ
นั่นแลเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
-------------------------
มงคลที่ ๓๔
การทำพระนิพพานให้แจ้ง ตอน ๑
‪#‎สาระสำคัญแห่งมงคล‬ ๓๘
‪#‎เพจอาจารย์วศิน‬ อินทสระ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 [2]
พิมพ์
กระโดดไป: