KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4การภาวนาของพี่หมวย ลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การภาวนาของพี่หมวย ลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์  (อ่าน 7908 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 11, 2009, 08:33:21 PM »

ผมได้รับ forward mail นี้จากลูกพี่ที่แนะนำให้รู้จักการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน มาครับ

ยังไงในนามของ เว็บ http://www.kammatan.com ก็ขอให้จิตวิญญาณของพี่หมวย ไปสู่สุคติภูมิ น่ะครับ

ได้เจริญสติปัฏฐานต่อไป ในภพภูมิเบื้องบนน่ะครับ สาธุ

คืนสุดท้าย...ของหมวย

 
วันก่อนมีพี่คนหนึ่งบอกเราว่า กัลยาณมิตรของหมวยน่าจะอยากรู้เรื่องคืนสุดท้ายของหมวย เราจึงขออนุญาตเขียนเรื่องคืนสุดท้ายของหมวยเอาไว้ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน
 
โดยเราขอออกตัวก่อนว่า เราไม่ได้เป็นผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับหมวยมากมายเท่าไร การไปเยี่ยมหมวยแต่ละครั้งก็ไปในฐานะเพื่อนของเพื่อนหมวยเท่านั้น  ในเรื่องของความช่วยเหลือดูแลหมวยนั้น เพื่อนๆหลายคนของหมวย เช่น พี่ลักษณ์ สาโรช ฯลฯ ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เพียงแต่เราบังเอิญได้มีโอกาสได้ไปอยู่ในเหตุการณ์ที่หมวยกำลังจะลาจากเพื่อนๆไปแล้วเท่านั้น
 
คืนสุดท้ายที่เราได้เจอหมวยนั้น เรากับเพื่อนได้ข่าวว่า หมวยน่าจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้ เราจึงได้เดินทางไปเยี่ยมหมวยที่โรงพยาบาลตอนประมาณหนึ่งทุ่ม ในตอนนั้นหมวยมือเท้าสั่น นอนหอบโดยมีเครื่องช่วยหายใจประคับประคองอยู่  เพื่อนของเราคนหนึ่งได้เดินเข้าไปลูบเนื้อลูบตัวหมวย  ในขณะนั้นเรารู้สึกว่า การที่ไปลูบเนื้อลูบตัวหมวยนั้นน่าจะทำให้หมวยกลับมาอยู่ที่กายที่มีทุกขเวทนามาก ซึ่งไม่น่าจะเกิดประโยชน์เท่ากับการที่ให้หมวยหลับแล้วพอตื่นขึ้นมาทีก็ได้ยินเสียงธรรมของหลวงพ่อ(ซึ่งสาโรชได้ให้ความช่วยเหลือหมวยไว้อย่างดีที่สุดในส่วนของซีดีเสียงของหลวงพ่อ) เราจึงบอกเพื่อนเราว่า อย่าไปโดนตัว เพราะถ้าจิตใจของหมวยพะวงอยู่กับกายมากๆจะเจ็บและเกิดทุกขเวทนาไปเปล่าๆ เพื่อนเราก็หยุดแล้วก็ปล่อยให้หมวยนอนพักไป  โดยก่อนเราจะกลับ เพื่อนเราก็ได้นำรูปหลวงพ่อไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าวของคนไข้ที่ปรับระดับได้ โดยปรับระดับไว้ในระดับสายตาของหมวยพอดีว
 
ในเวลานั้นเรารู้สึกว่าหมวยน่าจะอยู่ต่อไปได้อีกสักสองสามวัน อย่างน้อยก็น่าจะทันที่จะเจอน้องชายหมวยเป็นครั้งสุดท้าย เรากับเพื่อนจึงไปทำธุระต่อแล้วกลับมาที่โรงพยาบาลอีกทีตอนเกือบเที่ยงคืน  ซึ่งระหว่างนั้น น้องชายของหมวยได้ฝากกับเพื่อนของเรามาในเรื่องการปล่อยให้หมวยอยู่กับคนให้น้อยที่สุด เพราะหมวยต้องการไปอย่างไม่มีภาระทางจิตใจ โดยเท่าที่ทราบ หมวยเคยบอกว่า ในช่วงวาระสุดท้าย หมวยต้องการอยู่กับน้อยชายหรือไม่ก็ครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือเท่านั้น เพราะหมวยเกรงว่าเพื่อนฝูงจะเสียใจจนหมวยไม่สบายใจไปด้วย  ซึ่งตรงนี้ เพื่อนเราได้ไปขอให้พี่ๆหลายคนที่เฝ้าหมวย เดินทางกลับบ้านไปก่อน โดยเพื่อนเรากับเล็กได้อยู่เฝ้าหมวยในคืนนั้นอยู่สองคน
 
ในขณะที่เรากลับมา เราเห็นหมวยลืมตาพอมีสติ เราก็เดินไปใกล้ๆเตียงหมวย พูดกับหมวยสั้นๆว่า “หมวย หลวงพ่อสอนว่าอย่าห่วงร่างกาย หมวยทิ้งกายไปเลยนะ” หมวยก็มองหน้าแล้วพยักหน้าในเชิงรับรู้ ซึ่งเราก็รู้สึกดีว่า แม้หมวยจะหอบและไม่มีแรงพูด หมวยก็ยังมีสติสัมปชัญญะที่ดี ยังระลึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ได้อยู่  สักพักหมวยมีอาการเหมือนกับตะกายรูปของหลวงพ่อ ซึ่งเราก็เข้าใจผิดไปว่าหมวยอยากได้รูปหลวงพ่อ (ที่แท้จริงคือ หมวยหิวน้ำ แต่แก้วน้ำวางอยู่หลังรูปหลวงพ่อ) เราจึงได้หยิบรูปหลวงพ่อขึ้นมาให้หมวยเห็นชัดๆ  ซึ่งในขณะนั้น หมวยก็ได้จ้องมองรูปหลวงพ่ออยู่พักใหญ่เลยทีเดียว จนมีพี่คนหนึ่งถามว่า “หมวยหิวน้ำเหรอ” หมวยก็พยักหน้า เพื่อนเราจึงป้อนน้ำใส่ปากหมวย  ตอนนั้นหมวยมีอาการเหมือนสำลักน้ำหน่อยๆ
 
ประมาณเที่ยงคืน เพื่อนหมวยทุกคนได้กลับบ้านไปหมดตามคำขอของน้องชายหมวย เหลือเพียงเพื่อนเรากับเล็ก ก่อนเราจะกลับบ้าน หมวยก็มีการขับถ่ายทีเป็นปกติ  และด้วยฤทธิ์ยา หมวยเหงื่อออกค่อนข้างเยอะ เรากับเพื่อนจึงช่วยกันพัดให้หมวยรู้สึกสบายตัว โดยหมวยก็ยกมือสองข้างขึ้นมาวางไว้บนหัวเหมือนกับผ่อนคลายสบายตัว แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือ หมวยมีอาการอึดอัดกับเครื่องช่วยหายใจมาก ซึ่งเรากับเพื่อนต้องช่วยกันปรับสายเครื่องช่วยหายใจให้แน่นน้อยลง และคอยใช้มือช่วยดึงให้คลายลงเป็นระยะๆ
 
จากนั้น หมวยมีทีท่าเหมือนจะพักผ่อน เรากับเพื่อนจึงได้ปล่อยให้หมวยนอนไป โดยจากสิ่งที่เราเห็นสภาพร่างกายของหมวยในเวลานั้น  เราค่อนข้างแน่ใจในคติข้างหน้าของหมวยว่า ไปในทิศทางที่ดีมากอย่างแน่นอน เราจึงได้กลับไปเช่นกัน
 
ประมาณตีห้าของคืนวันนั้น เพื่อนเราได้โทรมาบอกเราว่า หมวยได้จากพวกเราไปแล้ว โดยเล็กบอกว่า เสียงหายใจของหมวยหายไป จึงได้ขึ้นมาจับชีพจรเห็นว่าไม่เต้น แต่ตัวยังอุ่นๆอยู่ จึงเรียกพยาบาลเข้ามาดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง โดยครั้งนี้หมวยได้จากพวกเราไปจริงๆแล้ว

 

 
มรณานุสติ
 
แม้เราจะไม่สนิทชิดเชื้อกับหมวยเป็นการส่วนตัว แต่การจากไปของหมวยในครั้งนี้ ช่วยสอนธรรมะดีๆให้กับเราและเพื่อนๆอีกหลายคนอย่างมากมาย โดยส่วนตัวแล้ว หมวยสอนให้เรารู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ และในทางกลับกันก็สอนให้รู้จักคุณค่าของการตาย   ในช่วงที่ผ่านมาเรามีปัญหาบางอย่างเข้ามากระทบจนเกือบจะตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรง แต่การไปเยี่ยมหมวยในครั้งหนึ่ง
 แม้หมวยจะไม่ได้คุยธรรมะกับเรา เราก็ได้สติจากการพิจารณาถึงความยึดมั่นในตัวตนของเราเอง   จนเอะใจขึ้นมาว่าหากเราต้องเป็นอย่างหมวยเราจะยึดอะไรไว้หรือจะละอะไรไป ซึ่งทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายึดถือไว้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับชีวิตในการเกิดมาชาติหนึ่ง  จึงกล่าวได้ว่า หมวยมีส่วนสำคัญในการทำให้เราบรรเทาความยึดมั่นในตัวตนบางอย่างลงและแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญามากขึ้น
 
หมวยเป็นชาวพุทธที่ดีคนหนึ่ง เรายังจำได้ว่า ในช่วงที่หมวยยังป่วยไม่มาก เรากับเพื่อนได้ไปเดินที่บางลำภูเพื่อช่วยหาไหมพรมให้หมวยถักหมวก ผ้าห่มกันหนาว และผ้าเช็ดมือ ถวายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกๆรูปที่หมวยเคารพนับถือ ซึ่งอัตราเร่งในการผลิตของหมวยนั้นเร็วมากจนสามารถถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ที่หมวยเคารพได้อย่างครบถ้วน  นับเป็นเรื่องน่าอนุโมทนาในฉันทะและวิริยะของหมวยอย่างยิ่ง
 
ความเป็นชาวพุทธที่ดีของหมวย ทำให้เรามั่นใจว่า หมวยได้ไปสู่สุคติภูมิอันเป็นที่สำหรับชาวพุทธ โดยแม้หมวยจะได้ธรรมะหรือไม่ได้ธรรมะก็ตาม  สิ่งที่หมวยทำมาโดยตลอด ย่อมนำร่องให้หมวยมีศรัทธาและตามรอยธรรมะของพระผู้รู้และพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงซึ่งความสิ้นทุกข์อันเป็นจุดหมายปลายทางของหมวยและของเพื่อนหมวยทุกๆคน
 
มรณานุสติจากหมวยในครั้งนี้ แม้เป็นเรื่องน่ายินดีที่หมวยได้จากพวกเราไปอย่างสบายและสง่างามสมกับเป็นชาวพุทธ  แต่ช่วยเตือนใจให้เพื่อนหมวยอีกหลายคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท นับว่าการจากไปในครั้งนี้ของหมวย เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวหมวยเองและเพื่อนๆทุกคน  เราจึงขออนุญาตลงบทร้อยกรองที่เราแต่งขึ้นเพื่อหมวยโดยเฉพาะเอาไว้ เพื่อเตือนใจเราเองและเพื่อนๆทุกคน โดยขอขึ้นประโยคแรกด้วยคำว่าจันทร์ที่มากจากชื่อจริงของหมวยว่า จันทร์เพ็ญ
 

จันทร์เอ๋ยเคยคู่ฟ้า            ก็ลับลาจากเวหน

เปรียบดุจดั่งกมล             ต้องล่วงพ้นจากรูปกาย

ทุกผู้ต้องประสบ             จะหลีกหลบอย่าได้หมาย

ความเกิดกับความตาย      เป็นสหายไม่ทิ้งกัน

เตือนตนกันไว้เถิด            ว่าต้องเกิดกับตัวฉัน

จะช้าหรือฉับพลัน            ต้องมีวันนั้นสักครา

อย่ามัวเมาประมาท           เสียโอกาสในสังสาร์

เจริญภาวนา                     ให้สมค่ากับชีวี

ที่ได้เป็นมนุษย์               ฟังคำพุทธชินสีห์

อบรมบ่มฤดี                     เพื่อให้มีตาเห็นธรรม

แม้พลาดจากชาตินี้           คุณความดียังหนุนค้ำ

เป็นเชื้อกุศลกรรม            นำสู่ทางสว่างเอย.

 

 

                                                                             
                                                                                เพื่อนคนหนึ่งของหมวย

                                                                                    ๙ กันยายน ๒๕๕๒

เมื่อ กันยายน 9, 2009 1:48 หลังเที่ยง, Susopit Watanasin <[email protected]> เขียนว่า:

Subject: Fwd: FW: บทเรียนก่อนตาย - หลวงพ่อปราโมทย์ พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009

 

คุณจู้ถอดเสียงส่งการบ้านของหมวย  เมื่อวันที่ 3 ก.ย.52 วันที่หมวยมากราบลาหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ

 

ลองอ่านดูให้เป็นมรณสติ  และกำลังใจนะคะ

 

ขอบคุณหลาย ๆ คนที่ช่วยกันส่งต่อค่ะ

 

ป้อม

****************************************************************************************************

 

หลวงพ่อสอนนักปฏิบัติที่เจ็บหนักครับ


--------------------------------------------------------------------------------

 บทเรียนก่อนตาย - หลวงพ่อปราโมทย์ พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009

 
สวัสดีครับ

           หมวยเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว  ประโยชน์ที่ทิ้งไว้ให้แก่เพื่อนๆกัลยาณมิตรก็คงเหลือแต่บทสนทนากับพระอาจารย์วันพฤหัสที่ผ่านมาที่หมวยไปกราบลาพระอาจารย์ที่วัด   น้องอ๋อได้เพียรแกะเสียงตั้งแต่เมื่อเช้าวันนี้  ขอขอบคุณ และอนุโมทนาด้วยกับน้องอ๋อเป็นอย่างมาก
 
          ผมได้ขอส่งต่อเมล์นี้กับน้องอ๋อแล้ว แต่ก็คงส่งได้ไม่ทั่วถึง  ดังนั้นจึงแล้วแต่ผู้รับทุกๆท่านว่าจะเห็นประโยชน์ประการใดต่อผู้รู้จัก หรือคนใกล้ตัวท่าน
 
 
                                                                                                                    จู้


--------------------------------------------------------------------------------

หลวงพ่อปราโมทย์
พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009

บทเรียนก่อนตาย

หมวยลูกศิษย์หลวงพ่ออายุ 30 กว่าๆเป็นมะเร็ง มากราบลาหลวงพ่อครั้งสุดท้าย ถวายผ้าไตรสังฆทานและปัจจัย

(หมวยเสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้เอง 7 กันยา)

นาทีที่ 20..............
กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่หลวงพ่อ ได้กรุณาส่งไฟล์เสียงไปให้ ตอนที่เข้าห้อง ICU แล้วได้ส่งอีกหลายๆ ครั้งกับความเมตตาที่ หลวงพ่อได้มีให้อีกหลายครั้ง แล้วก็ทางหมวยเองขอโอกาสถามคำถาม เจ็ดข้อสุดท้าย เพราะคิดว่าหมวยคงไม่มีโอกาสได้มาอีกแล้ว (โดยให้ผมเป็นล่ามให้นะครับ)

โยม: สภาวะจิตของหมวยตอนนี้มีโมหะ จิตออกนอก แล้วก็ไม่ตั้งมั่น แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ถามว่า อันสุดท้ายอะไรนะ) แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ตอบว่า อือถูกแล้ว)

ลพ: อย่าไปกังวลนะว่าจิตจะสว่างหรือไม่สว่าง จิตสงบหรือจิตฟุ้งซ่านสภาวะทั้งหลายเนี่ยะโดยตัวของมันเองเท่าเทียมกัน มันไม่เท่าเทียมกันเพราะว่าใจที่ไม่เป็นกลาง ที่ไปให้ค่า

เพราะ ฉะนั้นเวลาเราภาวนา บางทีเวลาโดนยาเข้าไปบ้าง หรือว่าร่างกายทรุดโทรมบ้าง เบลอๆ อย่าไปตกใจนะ เบลอรู้ด้วยความเป็นกลางใช้ได้ ตัวสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น ตัวสำคัญอยู่ที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนะ อย่ากังวลนะ อย่ากังวลใจ

โยม: ข้อที่สองครับ ตอนที่หมวยเข้า ICU หมวยเค้าก็เห็นทุกขเวทนาเยอะมาก ในทุกนาที แต่จิตมีกำลังตั้งมั่น มีตัวรู้ และก็มีขันธ์ห้ากระจายออก ตอนนั้นหมวยไม่ได้ทำสมถะเยอะ ไม่ได้ทำตามรูปแบบเยอะ เพราะว่าเข้าโรงพยาบาลประมาณเดือนนึงแล้ว

คราวนี้หลังจากออกจาก ICU เห็นแต่ความไม่เป็นกลางของจิตเพราะจิตเกิดโทสะ เพราะว่ามีแต่ได้รับทุกขเวทนาตลอดเวลา (คนที่เป็นล่าให้เริ่มเสียงเครือ แล้วพูดต่อไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาเป็นล่ามแทนให้) ...จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดจากตอนที่ออกจาก ICU แล้วได้รับทุกขเวทนาเนี่ยะ (ล่ามคนใหม่) ได้รับทุกขเวทนามาก เพราะได้รับยาปฏิชีวะนะทุกขนาดแต่อาการไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุด
จนหมอบอกจะอยู่ได้อย่างมากก็หนึ่งเดือน (ลพ แล้วนี่อยู่มาตั้งนานแล้ว)

โยม: ข้อสี่ค่ะ ตอนนี้พักอยู่ที่โรงพยาบาล ด๊อกเตอร์โบว์ ทำงานอยู่ ไปอยู่ตั้งแต่วันที่ 25 เห็นจิตที่ชอบ ไม่ชอบ เห็นจิตที่ไม่เป็นกลาง เห็นจิตที่ไม่เป็นกลางขณะที่ไปเห็นการเปรียบเทียบของหมอโรงพยาบาลสองโรง พยาบาล

โยม: ข้อที่ห้านะคะ

ลพ: คือการภาวนานะอย่างไปกังวลจนเกินไป อันดับแรกเจริญเมตตา เมตตาร่างกายเรื่อยๆ นะ ร่างกายนี้ได้รับความลำบากน่าสงสาร เพราะฉะนั้นอย่าไปรังเกียจมัน พอใจเราเจริญเมตตาใจเราก็ร่มเย็น ใจร่มเย็นนะ ก็ค่อยๆ ดูมันไป ดูมันเจ็บ ดูมันตาย เรา ก็ทำเป็นแค่คนดูแค่นั้นแหล่ะ บางครั้งพอเวลาเวทนารุนแรงเนี่ยะ สติเราตามไม่ทัน โทสะมันขึ้น พอโทสะเกิดขึ้นมาเนี่ยะอย่า ไปตกใจกลัวมัน

พยายามเจริญเมตตากับร่างกายมันนะ เป็นกลางกับมันนะ ดูไปเรื่อย ตัวสำคัญอยู่ที่ความเป็นกลางหล่ะนะ แล้วอย่าไปกังวลกับมัน ถ้า เกิดจะตายจริงๆ เนี่ยะ อย่างตอนเรายังไม่ตายโทสะมันขึ้นได้ แต่เกิดนาทีวิกฤติจริงๆ นะเวลาจะตาย เนี่ยะ โทสะมันจะไม่ขึ้นหรอก สติปัญญามันจะขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลตรงนั้นหรอก เพราะจิตที่เราฝึกมาจนถึง ขนาดนี้นะ ขันธ์มันแตกตัวออกไปหมดแล้ว พอเราฉุกเฉินขึ้นจริงๆ มันจะทำงานอัตโนมัติ

ตอนที่มันทำงานอัตโนมัติเนี่ยะจะเห็นขันธ์แยกออกไป นี่บอกล่วงหน้าไว้เลยนะ ขันธ์มันจะแยกออกไป ขันธ์มันตายนะ แต่ใจที่ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเนี่ยะมันอยู่ต่างหาก ไม่เสียทีหรอกนะ อย่างไปกังวล อย่างไรก็ไม่เสียทีหรอกจิตที่ฝึกมาถึงขนาดนี้

เมื่อก่อนมีองค์นึงนะ อาจารย์วันชัย เจริญรอยเดียวกันเลย นี่ภาวนาแข็งกว่าอาจารย์วันชัยอีก

ล่าม: อยากจะถามอีกนะคะ ข้อห้าค่ะ
หมวย: จะถามว่าเลิการประคับประคอง คือ ไม่ขอปั้มหัวใจ ไม่ขอ...(ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร) ไม่ขอเข้า ICU และไม่ต้องการยาปฏิชีวะนะ เลิกที่จะให้มอร์ฟีน บรรเทาความเจ็บปวด แต่อีกอันนึงคือ การเลือกที่หมอเลือกให้ เหมือนตั้งใจจะเริ่มรักษาใหม่ให้ดีที่สุด เผื่อว่าจะสามารถแก้ไข สถานการณ์ได้ แต่ว่าต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องเริ่มให้ยาเคมีบำบัดใหม่หมดเลยค่ะ

ลพ: จุดสำคัญนะ ร่างกายเนี่ยะทิ้งมันไป ให้หมอเค้าดูแลไปนะ หน้าที่เรามีอันเดียวคือรักษาใจเราไว้ เอาใจไว้นะ ร่างกายปล่อย ให้หมอเค้าทำหน้าที่ของเค้าไป

หมวย: เพราะฉะนั้นการที่หนูเลือก เลิกการประคับประคองครั้งสุดท้ายไว้ ถือว่าหนูเลือกทำอนันตวิบากหรือมีเจตนาฆ่าตัวตาย หรือเปล่าคะ

ลพ: ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก มันตายเอง
หมวย: ถ้าอย่างนั้นหนูเลือก เลิกการประคับประคอง คือ หนูเลือกเอง อย่างนี้ได้หรือเปล่าคะ มีเจตนาฆ่าตัวตายหรือเปล่าคะ

ลพ: เปล่า ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเลยนะ

หมวย: คือ ไม่อยากรับยาปฏิชีวะนะ ยาคีโมค่ะ

ลพ: ได้ เราเลือกวิถีชีวิตเราได้นะ ชีวิตเราเนี่ยะสั้นนิดเดียวนะ สั้นนิดเดียว ครูบาอาจารย์ท่านก็กลับวัดนะ ไม่ใช่ว่าท่านกลับมา ฆ่าตัวตายซะที่ไหนหล่ะ ตายเอง

ครูบาอาจารย์หลายองค์นะ มีองค์หนึ่งชื่อว่า หลวงปู่จัน เขมมฺปัตโต องค์นี้ภาวนาเก่งนะ เพราะว่าท่านยังเหลืออีกนิดหน่อย มาไม่สบายอยู่กรุงเทพเนี่ยะ เสร็จแล้วพอท่านจะตายนะ ท่านกลับหนองคาย พอไปถึงวัดนะ เดินจงกรมได้ เดินจงกรมนะ ตายกระดูกเป็นพระธาตุเลย

งั้นไม่ใช่ว่าให้หมอเลิกรักษาแล้ว คือ ฆาตกรรม ไม่ใช่ คือดูแล้วมันรักษาไม่ไหว มันรักษาไม่ได้ เราก็ไปรักษาจิตของเราไว้ แต่อย่างหมอเนี่ยะ ถ้าเค้าจะช่วยได้บ้าง คือ ช่วยบรรเทา ทุกขเวทนา ฉีดให้ฉีดมอร์ฟีนให้ อย่างเนี่ยะมันก็ไม่เป็นไรหรอก

ล่าม: ขอเมตตา หลวงพ่อให้คำแนะนำอันสุดท้ายว่ามีอะไรยังติดอยู่หรือเปล่า

ลพ: ไม่มีอะไรน๊า ไม่ต้องไปกังวลอะไรหรอก

ล่าม: ข้อสุดท้ายข้อเจ็ดค่ะ ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ

หมวย: ขอตั้งใจถวายสังฆทาน

ล่าม: ขอกราบถวายสังฆทาน และปัจจัยเข้าวัด เป็นโอกาสสุดท้ายที่มาที่นี่ ขอกราบอโหสิกรรมหลวงพ่อ (ลพ อือ อ้าวดูจิตไป) และทุกคนที่นี้ด้วย ถ้ามีการล่วงเกิน แต่ไม่มีเจตนา

ลพ: อ้าวอโหสินะ เอวัง โหตุ เอวัง โหตุ ........
รักษาใจอย่างเดียวนะ....(ถวายสังฆทาน)
เป็นบทเรียนนะ บทเรียนคนพึ่งภาวนา เวลาเจอสภาวะอย่างนี้มันสู้ไหวนะ คนที่ไม่ได้ฝึกไว้เนี่ยะ สู้ไม่ไหวหรอก

อย่างบางคนเวลาจะตายนะให้ญาติมาบอกว่า พระอรหันต์ มันไม่หันหรอกนะ กินแต่หมูหันแทน

เนี่ยะถ้าใจเราฝึกเอาไว้ดีแล้วไม่ว่าอะไรเกิด ขึ้นนะ มันจะเห็นนะ ขันธ์มันจะแตกออกมา ขันธ์อย่างไงมันก็แตกอยู่แล้ว เราก็จะเห็นขันธ์ที่มันแตก แต่ใจยังเป็นกลาง ถ้าใจไม่ยึดกับขันธ์นะ ใจไม่ทุกข์กับขันธ์นะ บางคนพ้นไปเลยก็มี

อย่างของหมวยเนี่ยะ ถ้าเราจะมองว่าเราได้ภาวนา เราภาวนาได้เต็มที่แล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา จิตใจจะเบิกบาน
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตายนะ ต้องตั้งสติไว้ ดูกายมันตายลงไป ใจอยู่ต่างหากนะ ฝึกดูอย่างนี้ กายมันตายแล้วใจเราอยู่ต่างหาก ใจไม่ทุกข์ด้วย บางคนก็ได้ธรรมะ

หลวงปู่ดูลย์เคยสอน ตกกระใดพลอยโจน ท่านสอนสำหรับคนที่ภาวนานะ แต่มันยังไม่จบ ในนาทีที่มันจะตายนะ เห็นกายมัน ตายไปยอมรับสภาพไป อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียดมันนะ ดูเฉยๆ เฝ้ารู้เฝ้าดูไป พอมันถึงเวลามันก็ต้องตายไป จิตอยู่ต่างหาก นะจิตไม่เกี่ยวหรอก
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2010, 02:34:58 PM »

                  ของแท้สุดๆ คือความเสื่อมของกาย/ใจ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: