KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4สนทนาธรรมกับคุณดังตฤณ
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สนทนาธรรมกับคุณดังตฤณ  (อ่าน 62770 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2010, 12:15:26 PM »

5555 ไม่ว่าหรอกครับผม

แต่กลับดีใจที่ เห็นบอร์ดมีคนเข้ามาคุยธรรมะกันครับผม

ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับท่าน
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2010, 07:23:39 PM »

เจ้าของบอร์ด มาแล้ว

หลงบอร์ดไป ซะ หลายเพลา ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2011, 11:37:33 AM »

<a href="http://youreplay.com/watch?v=Bv27hDqg_eo" target="_blank" class="new_win">http://youreplay.com/watch?v=Bv27hDqg_eo</a>

พอดีไปเจอ vdo ดีจากของพี่ตุลย์ บอกกล่าวเรื่องสังเกตอย่างไร ว่าใกล้นิพพาน ครับผม

ขอบคุณลิ้งดีจากเว็บพี่ตุลย์ ด้วยนะครับผม : http://www.dungtrin.com/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2013, 01:09:42 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2013, 09:19:00 AM »

จิตสวย จิตหล่อ จิตขี้เหร่ จิตเรียบ จิตยู่ยี่ จิตกล้า จิตขลาด จิตนิ่ง จิตฟุ้ง
จิตสบาย จิตข้อง จิตขาว จิตดำ จิตกุศล จิตอกุศล ทุกคนรู้สึกได้ตลอดชีวิตว่ามีจริง
เปลี่ยนได้เรื่อยๆจริง แต่ด้วยความไม่รู้ จึงไม่อยากเชื่อว่าจิตเป็นอย่างไร ตายไปก็อย่างนั้น
แต่กลับเข้าข้างตัวเองว่า เคยมีรูปร่างหน้าตาและฐานะอย่างไร ถ้าชาติหน้ามีจริง ก็คงเป็นเหมือนเดิมอย่างนั้น

กรรมขาวสร้างจิตขาว กรรมดำสร้างจิตดำ เมื่อจิตแบบใดตั้งมั่นในขณะมีชีวิต
หลังตายก็มีชีวิตใหม่สอดคล้องกัน ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ ความเป็นอยู่ และชะตาดีร้าย

ปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของจิต เห็นจิตแปรไปตามกรรม ทำให้จิตใสด้วยความฉลาดแบบพุทธ
ส่วนโมหะยึดอยู่ว่าจิตเที่ยงที่จะเป็นตน ทำให้จิตขุ่นด้วยความไม่รู้แบบคนทั่วไป
แม้เป็นคนดี มีจิตขาว ก็เป็นขาวขุ่น ไม่ใช่ขาวใส

อย่าช้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติในทุกชาติที่เราเกิด
ท่านเป็นผู้เดียวที่สอนวิธีรู้วาระจิตตนเองเพื่อให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง

เมื่อจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ

(คือ เมื่อมีราคะอ่อนๆ ก็ให้มีสติยอมรับความจริงว่ามีราคะอ่อนๆ
พอราคะหายไป ก็จะเห็นว่าจิตที่ปราศจากราคะเป็นอย่างไร)

เมื่อจิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ เมื่อจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

เมื่อจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ

จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน

เมื่อจิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ

เมื่อจิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น เมื่อจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

เห็นความเป็นจิตของตนบ้าง เห็นความเป็นจิตของคนอื่นบ้าง

เห็นทั้งจิตตนและจิตคนอื่น (ว่าต่างกันอย่างไร) บ้าง

เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมรู้สึกว่าเดี๋ยวจิตก็เกิด เดี๋ยวจิตก็ดับ

กระทั่งเห็นทั้งความเกิดและความดับของจิตเป็นธรรมดา

จึงเลิกยึดมั่นว่าจิตแบบใดแบบหนึ่งเป็นตนเสียได้

ที่ตรงนั้นจิตย่อมโปร่งใส เพราะอุปาทานหายไป

ย่อมเห็นว่าคติที่ไปทั้งสูงและต่ำไม่มี นั่นเอง คือความดับทุกข์จากการเกิดและตายด้วยความไม่รู้เสียได้

จาก FB: พี่ดังตฤณ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 21, 2013, 09:09:31 AM »

• ในความเป็นพุทธ
คุณจะรู้ว่าตัวเองเริ่มแน่พอ
เมื่อสูญคนรักโดยไม่เสียน้ำตา
และไม่มีความถือสา แม้ต้องคุยยาวกับศัตรู

• ใช้ชีวิตแบบชาวพุทธ ที่มีความเบิกบาน
คือวางแผนจะอยู่อย่างเจริญรุ่งเรืองไปอีกหลายสิบปี
แต่ก็เตรียมตายอย่างสบายใจในวันนี้

• ยิ่งรู้จักพุทธศาสนาเร็วเท่าไร
ก็ยิ่งได้เห็นความโง่ของตัวเองเร็ว
และมีเวลาเหลือพอ ให้แก้โง่ได้นานขึ้นเท่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การพบพุทธศาสนาแบบไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง
ก็เท่ากับหมดโอกาสรู้ตัว
ว่ากำลังจ่ายค่าโง่กันเป็นภพเป็นชาติ
ซึ่งก็นับไม่ถูกว่ากี่แสน กี่ล้าน กี่โกฏิชาติแล้ว
มูลค่าในการทำให้คนๆหนึ่งเข้าใจศาสนาพุทธ
จึงตีเป็นจำนวนเงินเท่านั้นเท่านี้ไม่ได้

: ค่าโง่ที่น่าเสียดายที่สุด
คือการพบพระพุทธศาสนา
แต่ไม่รู้ว่าพุทธศาสนา
คือประตูไปสู่บรมสุขอันเป็นอมตะ

มัวหลงเข้าใจว่าพุทธศาสนา
เป็นแค่อีกศาสนาหนึ่งที่มีไว้
เพื่อให้เลือกเชื่อ
หรือไม่เชื่อกันตามอัธยาศัย

• ชาวพุทธที่เข้าถึงปัญญาแบบพุทธ
จะรู้ว่าความฉลาดสูงสุดไม่ใช่เลข I.Q. สูงสุด
แต่เป็นการรู้จักโจทย์สำคัญสูงสุด
และได้คำตอบเป็นประโยชน์สูงสุด
ตามรอยบาทพระศาสดา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เนื้อแท้ของการเวียนว่ายตายเกิดนั้น
ไม่มีใครทำอะไรใคร
มีแต่คนก่อกรรมให้ตัวเอง
เป็นอย่างไรกันทั้งสิ้น

• จุดเริ่มต้นและผู้สร้างไม่มี
มีแต่กฎว่า
ถ้าเหตุสว่าง ผลก็สว่าง
ถ้าเหตุมืด ผลก็มืด

นี่คือแก่น
อันเป็นยอดหนึ่งของศาสนาที่แสดงความจริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตของชาวพุทธ
มีอยู่ 4 เรื่อง

1. น่าเสียดาย
ถ้าก่อนตาย...ไม่ได้ศึกษาพุทธพจน์

2. น่าเสียดาย
ถ้าศึกษาพุทธพจน์แล้ว...ไม่เลื่อมใส

3. น่าเสียดาย
ถ้าเลื่อมใสพุทธพจน์แล้ว...ไม่ปฏิบัติตาม

4. น่าเสียดาย
ถ้าปฏิบัติตามพุทธพจน์...
แต่ไม่ต่อเนื่องจนตลอดรอดฝั่ง…

ดั ง ต ฤ ณ
http://www.facebook.com/dungtrin

_______________

โพสโดย Admin : TUNYAR
http://www.facebook.com/DungtrinFanClub
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2013, 06:00:31 PM »

• ถ้าเชื่อเรื่อง "กรรมวิบาก"
ก็เท่ากับเลิกเชื่อ "ความบังเอิญ"
หันมาเชื่อใน "เหตุผล"

เมื่อเชื่อว่า
ทุกสิ่งที่กำลังเห็น..คือผลของเหตุ
ก็ต้องเชื่อว่า
ทุกสิ่งที่กำลังทำ..คือเหตุของผล

... ... ... ... ... ... ... ...

• สิ่งทีเรากำลังประสบ
เหมาะแล้วกับกรรมที่ผ่านมา
สิ่งที่เรากำลังพบ
เหมาะสมแล้วกับกรรมที่กำลังทำ

: ตามธรรมชาติกรรมวิบาก
เราเป็นในสิ่งที่เราเคยทำ
และผลของการเป็นสิ่งที่เคยทำ
ก็มาในรูปของกำเนิดครั้งใหม่
ที่สอดคล้องกัน
นับแต่รูปร่างหน้าตา ฐานะ สติปัญญา ชะตากรรม

รายละเอียดที่เราเคยทำเสมอๆ
ปรากฎฟ้องล่อนจ้อนด้วยรูปกายนี้
กายเป็นของติดตัว
ให้ผลเป็นความทุกข์ ความสุขตลอดชีวิต

ดังนั้น
กายจึงควรได้ชื่อว่า
เป็นเจ้ากรรมนายเวรของจริง
ที่เป็นเงาตามประกบตัวตลอด

• อยากเห็นกรรมและผลกรรม ?
ส่องกระจกดู
เห็นอย่างไรนั่นแหละ ผลของกรรมเก่า
สำรวจความคิดดู
ชั่วดีอย่างไรนั่นแหละกรรมใหม่

... ... ... ... ... ... ... ...

• ถ้ามองในแง่ที่ว่า
ทุกคนต้องเป็นผู้เสวยผลกรรมของตน

ก็แปลว่า
เราทำอะไรลงไปเท่าไหร่
ก็คือลงทุนให้ตัวเอง
ได้รับกำไรหรือความขาดทุนเท่านั้น

ต่อให้เราเสียสละ
เพื่อผลประโยชน์ของคนอื่นตลอดทั้งชีวิต
ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่น
เราจะเป็นผู้เสวยรางวัลแห่งการเสียสละนั้นเอง

... ... ... ... ... ... ... ...

• เมื่อศรัทธา
และมีปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก

ต่อไปหากน้อยใจวาสนา
เราจะไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง
และหากจะขอบคุณชะตาชีวิต
เราจะไม่สรรเสริญใครเลยนอกจากตัวเองเช่นกัน !

ดั ง ต ฤ ณ
http://www.facebook.com/dungtrin
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2013, 07:33:29 PM »

ทราบ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2013, 10:23:28 PM »

ธรรมชาติสร้างโลกไว้กว้างใหญ่ บีบมนุษย์ตัวจ้อยให้ต้องเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน สมัยก่อนเดินเท้า สมัยนี้วิ่งรถ

การเดินทางบีบให้สร้างอาจิณกรรมทางใจและทางปาก สมัยก่อนตอนยังไม่มีรถยนต์
มีแต่ใช้เท้า ใช้เกวียน หรือใช้ม้า กรรมทางใจมักออกแนวฟุ้งซ่าน เหม่อลอย ไม่ค่อยมีอะไรมากไปกว่านั้น

แต่เดี๋ยวนี้มีรถยนต์ กรรมทางใจแรงขึ้นได้อีก ความเห็นแก่ตัวดิบๆของคนบีบให้สั่งสมความตระหนี่
ไม่ชอบให้ทาง แต่ชอบแย่งทาง ไม่ชอบให้คนอื่นไปก่อน แต่ชอบให้ตนเองไปก่อนคนอื่น

สัญชาตญาณอยากเห็นความวิบัติ ทำให้หลายคนเห็นอุบัติเหตุแล้วชะลอดูเอามันมากกว่าชะลอดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง
หรือเห็นเหตุการณ์เฉียดชนแล้วแอบเชียร์ให้รถชนอยู่ในใจ อยากเห็นหายนะของผู้อื่น ทั้งที่ไม่เคยรู้จักเขา เขาไม่เคยทำอะไรให้มาก่อน

ผลของกรรมประเภทเชียร์ให้คนอื่นวิบัติ จะย้อนกลับมาหาตัวเองในรูปของการดลใจให้หลงผิดเข้าสู่เรื่องไม่ดี

นี่ยังไม่นับการทำกรรมทางวาจา สะสมนิสัยอยากตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก ใครขวางด่า ใครหลบไม่ดีก็ด่า
 ใครเอาหัวรถยื่นออกมากลางถนนก็ด่า แต่ตอนตนเองทำจะไม่อยากด่า เป็นต้น

ถ้ามองเส้นทางไปทำงาน เป็นแบบฝึกหัดก่อกรรม ค่อยๆฝึก ค่อยๆขัดเกลาจิตใจ อยากด่าแล้วคิดถึงคำว่าพุทโธแทน
อยากเชียร์ให้ชนแล้วเห็นเป็นสิ่งผิด เปลี่ยนเป็นเมตตา เอาใจช่วยให้เขารอด ในที่สุดผ่านไปหลายเดือนหลายปี
โรงเรียนกรรมบนถนนก็สอนเราให้เป็นคนดีได้แล้ว พร้อมจะไปฝึกเรียนและผ่านบททดสอบที่หินกว่ากันในที่ทำงานได้แล้ว



ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก FB คุณ Dungtrin ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2013, 06:23:37 PM »

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนผิวขาว พวกอื่นผิวดำ จึงเกิดความรู้สึกว่าตนงามสง่ากว่า สูงส่งกว่า แล้วเหยียดผิว

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนศึกษามาก พวกอื่นศึกษาน้อย จึงเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นประโยชน์กว่า
ทำอะไรได้มากกว่า แล้วดูถูกสติปัญญา

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนทำบุญมาก พวกอื่นทำบุญน้อย จึงเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นคนดีกว่า
มีความเลิศเลอกว่า แล้วเกิดการหมิ่นราศีบุญ

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนเป็นมนุษย์ พวกอื่นเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก คิดอ่านไม่ได้ พัฒนาไม่เป็น
พูดจาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพไม่ถูก จึงเกิดความรู้สึกว่าตนมีภาวะยิ่งใหญ่ มีอำนาจเหนือเหล่าสัตว์
แล้วเกิดการครองโลก มีสิทธิ์จะทำอะไรสัตว์ก็ได้

แต่ถ้าเห็นด้วยตาทิพย์ว่า พวกตนเป็นมนุษย์ ยังมีพวกอื่นที่เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย
ต้องทนทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ต่ำกว่า หาความสุขแบบมนุษย์มิได้
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนโชคดีแล้ว ที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

และถ้าเห็นด้วยตาทิพย์ว่า พวกตนเป็นมนุษย์ ยังมีพวกอื่นที่เป็นเทวดา เป็นพรหม
เสวยสุขแสนสำราญอันเป็นทิพย์อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่สูงกว่า เหนือรสสุขหยาบๆเยี่ยงมนุษย์
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนด้อยวาสนา ที่หาความเป็นเช่นนั้นไม่ได้

ต่อเมื่อเห็นด้วยปัญญาอันเป็นพุทธว่า จะเป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ หรือเทวดา
หยาบก็ดี ประณีตก็ดี ได้ดีก็ตาม ตกยากก็ตาม ล้วนเป็นไปตามแรงซัดของกรรม
แต่ละรูปนามถูกกรรมเหวี่ยงไปพบกับสิ่งที่คู่ควรกับวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำ ก็จะเกิดความสลดสังเวช
 และตระหนักว่า แม้การดูถูก เหยียดหยาม หมิ่นแคลนกัน ล้วนเป็นอกุศลธรรมที่ฉุดให้ร่วงหล่นลงสู่ภาวะต่ำชั้น
เกิดในตระกูลต่ำ ผิวหยาบ ร่างเตี้ย หน้าตาตลก ไร้ความน่ายกย่องนับถือ หรือหากบาปอกุศลหนักกว่านั้น
 ก็ร่วงหล่นลงต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ไปเลย จึงมิใช่สิ่งที่ควรให้ติดอยู่ในใจ ควรหาทางเอาออกจากใจ
ไม่ใช่ย่ามใจดูถูกผู้อื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ทั้งชาติกันเลย


ขอบพระคุณข้อมูลจาก FB พี่ตุลย์ ดังตฤณ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 07:30:38 PM »

ก่อนจะเห็นว่าเวลามีค่าเพียงใด ต้องเห็นให้ได้ก่อนว่าชีวิตทั้งชีวิตมีค่าขนาดไหน

คนที่เห็นทุกนาทีมีค่า ไม่ใช่คนเอาเวลาไปทำงานจนหมด แต่เป็นคนที่มองอยู่ตลอดเวลา ว่ากำลังเอาเวลาไปทำอะไรอยู่

นาทีเดียวถ้าพักผ่อนอย่างเต็มที่ จิตเป็นอิสระจากความเกาะเกี่ยวกับทุกสิ่ง
อาจมีค่ายิ่งกว่าการพักร้อนสิบวันของคนแบกงานไว้เต็มหัว หากขาดความสามารถที่จะพักผ่อน เวลาพักผ่อนก็คือเวลาว้าวุ่น

ชั่วโมงเดียวถ้าทำงานอย่างฉลาดคิด ฉลาดทำตามแผน ฉลาดเดินหน้าเข้าหาเป้าหมาย
อาจมีค่ายิ่งกว่าการทำงานสิบวันของคนทำงานขาดระบบ
หากขาดความสามารถในการทำงาน เวลาทำงานก็ไม่ต่างจากเวลานั่งฟุ้งซ่านเล่น

วันเดียวถ้าดูกายใจเป็น เห็นว่าไม่มีอะไรที่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา
ก็มีค่ากว่าร้อยปีของคนอีกค่อนโลก ที่ไม่มีสักวันได้เห็นความจริงนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้พิจารณาเห็นความเกิดดับแห่งสังขาร มีชีวิตอยู่วันเดียว
ประเสริฐกว่าชีวิตตั้งร้อยปีของผู้ไม่พิจารณาเห็น (พระธรรมบท)



ขอบพระคุณข้อมูลจาก FB: พี่ตุลย์ ดังตฤณ นะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2013, 07:29:20 PM »

วิกฤตศรัทธาของศาสนา ไม่ได้แก้กันที่พฤติกรรมของพระ
แต่แก้กันที่ความเข้าใจของฆราวาส!

ไม่มีใครเริ่มชีวิตด้วยการเป็นพระ
ชีวิตมีแต่เริ่มด้วยการเป็นฆราวาสกันทั้งนั้น
พระเป็นอย่างไร ก็จากการที่เคยเป็นฆราวาสแบบไหน
มีความรู้ความเข้าใจธรรมะอย่างไรจึงเข้ามาบวช
และเมื่อเป็นพระแล้ว จะอยู่บนเส้นทางของอัตตาหรืออนัตตา
ก็ขึ้นอยู่กับการที่ฆราวาสเลี้ยงดูส่งเสริม
ให้พวกท่านเป็นพระหรือเป็นพาล

พุทธศาสนาจะรุ่งเรืองในยุคที่
ฆราวาสส่วนใหญ่สนใจและรู้จักธรรมะ
ฆราวาสส่วนใหญ่ไม่มองว่าธรรมะฝากไว้ที่วัด
ฆราวาสส่วนใหญ่มองว่าที่แท้ธรรมะต้องมีอยู่ในบ้านตัวเอง

นั่นหมายความว่า
พุทศาสนาต้องเปลี่ยนจากยุคบอกต่อว่า ‘พระวัดไหนดี’
มาเป็นช่วยๆกันตอบว่า ‘ธรรมะข้อไหนดี’ ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ผล
หรือหากจะไปวัด ก็ช่วยๆกันอธิบายว่า ‘ถวายอะไรดี’
ที่จะไม่เปลี่ยน ‘คนอยากบวช’ ให้กลายเป็น ‘พระอยากสึก’

เมื่อใดธรรมะไม่ใช่แค่ของสูงขึ้นหิ้ง
ไม่ใช่แค่ความรู้เอาไว้ข่มขี่กัน
ไม่ใช่หัวโขนเอาไว้หลอกตากัน
แต่เอาไว้แก้ทุกข์และเพิ่มสุขในชีวิตประจำวันให้กันและกัน
เมื่อนั้นธรรมะจะเผยความเป็นอมตะ
มีศรัทธาอันมั่นคงของผู้คนเป็นที่ตั้ง
ไม่ต้องโดนเย้ยหยันกันในภายหลังว่า
ศรัทธาทางธรรมก็แค่แสงเทียนอายุสั้นที่ดับง่าย
เพียงด้วยการเป่าของมารศาสนาตนใดตนหนึ่ง หรือหลายๆตน
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: กันยายน 07, 2013, 12:20:01 PM »

ชีวิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ชีวิตเป็นทุกข์เพราะไม่รู้ว่าสติอยู่ตรงไหน

ชีวิตที่สติเจริญขึ้น ไม่ใช่ชีวิตที่บังเอิญ แต่เป็นชีวิตที่ตั้งใจเจริญสติ

สติเจริญขึ้นไม่ได้ด้วยการอยากได้นั่นอยากได้นี่ แม้อยากได้ความสงบสุข ก็เท่ากับสร้างความกระวนกระวายอันเป็นทุกข์

สติเจริญขึ้นไม่ได้ด้วยการล็อกเวลานั่งสมาธิเดินจงกรม แต่สติเจริญขึ้นเพราะรู้ว่า ระหว่างวันภาวะใดเกิดขึ้นบ่อยๆในตน แล้วรู้ให้ได้เรื่อยๆว่าภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วต้องหายไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ

คนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังใจอันเป็นต้นทุนในการดู จึงควรสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เพื่อให้รู้สึกว่า มุมมองที่ถูกต้องเริ่มต้นกันอย่างไร

ฟังวิธีนั่งสมาธิ เดินจงกรม แผ่เมตตา ในแบบที่จะเป็นต้นทุนให้เจริญสติได้ที่
http://soundcloud.com/dungtrin

บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 965


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: กันยายน 18, 2013, 12:22:03 AM »


อนุโมทนา นำมาลงเรื่อยๆนะครับน้องกอล์ฟ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 11:27:20 AM »

การผิดสัญญา ไม่ทำตามคำพูด
กำลังเป็นโรคระบาดร้ายแรง
ที่เหมือนจะไม่มีใครหยุดยั้งได้
ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ความหมางใจ
และความไม่ไว้วางใจกันไปทั่ว

สมัยพุทธกาลมีคำว่า ‘เก้อ ยาก’
เทียบกับสมัยนี้คือ ‘หน้าด้าน’
ซึ่งไม่ใช่ปกติวิสัยเดิมของจิตมนุษย์
ที่ถือเอา ‘ความอาย’ ไม่กล้าทำผิด
มาเป็นชนวนเหตุให้เข้าท้องมนุษย์ได้
ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อยังไม่ทำผิดคิดร้าย
มนุษย์ทุกคนจะรู้สึกผิด หรือทำผิดแบบเหนียมๆเสมอ
ต่อเมื่อสั่งสมความกล้าทำผิดมากขึ้นแล้ว
จึงค่อยรู้สึกเฉยๆ เหมือนมีอะไรพอกไว้ที่หน้า
ไม่ให้ห่อเหี่ยวเหนียมอายใดๆอีก

เมื่อถึงจุดที่ทำบาปได้ไม่ละอาย
ก็ถึงจุดที่ประกันความแน่นอนในทางตกต่ำ
ไม่มีทุนรอนพอจะกลับมาเกิดในระดับมนุษย์ได้ในคราวหน้า

การผิดสัญญามีสองประเภท
ประเภทแรก ตั้งใจไว้แล้วว่าจะผิดสัญญา
อย่างนี้คือมุสาวาทเต็มร้อย จัดเป็นการโกหกทั้งรู้
ซึ่งทางพุทธถือว่า การกล้าโกหกทั้งรู้
คือเชื้อของการกล้าทำชั่วทุกชนิด
จึงประมาณไม่ถูกว่า กรรมและผลของกรรม
จะลุกลามเข้าเขตมืดได้ลึกแค่ไหน

ประเภทที่สอง ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะรักษาสัญญา
แต่ภายหลังทำไม่ได้ หรือมีเหตุจำเป็นบางอย่าง
จึงต้องผิดสัญญา อย่างนี้ไม่เป็นมุสาวาท
แต่เป็นการไม่รักษาสัตย์ ไม่รักษาคำพูด
ซึ่งก็แยกย่อยได้อีก เช่น ไม่จริงจังจะทำอะไรให้ดีขึ้น
หรืออ้างว่าจำเป็น ทั้งที่ไม่จำเป็นถึงที่สุดขั้นเหลือวิสัย

คนไม่รักษาสัญญา คือคนไม่มีเกียรติ
ส่วนจะไม่มีเกียรติในระดับต้องไปเกิดในสภาพน่าเหยียดหยาม
หรือเพียงด้อยเกียรติกว่าคนอื่นๆ
เห็นได้ตั้งแต่ในชีวิตปัจจุบัน และจะปรากฏชัดในชีวิตต่อไป
ขึ้นอยู่กับระดับของ ‘นิสัยชอบเบี้ยว’ ที่สั่งสมไว้เพียงใด


ขอบพระคุณข้อมูลจาก FB : Dungtrin นะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 11:29:04 AM »

‘โชคดี’ ชวนให้นึกถึงความบังเอิญได้ดี
แท้จริง คือ ‘กรรมดีเผล็ดผล’

‘โชคร้าย’ ชวนให้นึกถึงความบังเอิญเคราะห์ร้าย
แท้จริง คือ ‘กรรมชั่วเผล็ดผล’

กรรมหนักบางอย่าง
เช่น ทำร้ายพ่อแม่ ทำร้ายผุ้มีพระคุณ ทำร้ายผู้ทรงคุณ
มีกำลังมาก อาจเผล็ดผลทันตาในชาตินี้ เรียกว่า ทิฐธรรมเวทนียกรรม
แม้ไม่ปรากฏในรูปของเหตุการณ์ภายนอก
ก็ปรากฏในรูปของความฟุ้งซ่านจัด ควบคุมจิตใจไม่ได้ ฝันร้ายตลอด

ความเป็นคนมีใจสงบ ทำจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ฝันดีเสมอ
หรือหลับสนิทเป็นสุขใจทั้งก่อนนอนและตอนตื่น
ก็จัดเป็นมาตรวัดได้อย่างหนึ่งว่า
ชาตินี้ไม่ได้ก่อบาปก่อกรรมจนเป็นทิฐธรรมเวทนียกรรมทางร้าย

โชคดีอย่างแท้จริง คือ จิตใจสงบสุขแม้ท่ามกลางความวุ่นวายรอบด้าน
โชคร้ายอย่างที่สุด คือ ใจคอไม่เคยเป็นสุขกับใครได้ แม้ในสถานการณ์ปกติ



ขอบพระคุณข้อมูลจาก FB: Dungtrin ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 [2] 3 4
พิมพ์
กระโดดไป: