KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4วาทะดังตฤณ รวบรวมจากเว็บธรรมะ ต่างๆ
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วาทะดังตฤณ รวบรวมจากเว็บธรรมะ ต่างๆ  (อ่าน 6914 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 01:24:07 PM »

• เนื้อแท้ของการเวียนว่ายตายเกิดนั้น
ไม่มีใครทำอะไรใคร มีแต่คนก่อกรรมให้ตัวเองเป็นอย่างไรกันทั้งสิ้น

• จุดเริ่มต้นและผู้สร้างไม่มี
มีแต่กฎว่าถ้าเหตุสว่างผลก็สว่าง ถ้าเหตุมืดผลก็มืด
... นี่คือแก่นอันเป็นยอดหนึ่งของศาสนาที่แสดงความจริง

• ความตั้งใจที่จะทำบุญทำกุศลสม่ำเสมอไม่ขาดนั้น ก็จะส่งผลดีอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

• รางวัลที่ดีที่สุดของการอยู่ในวินัยอันสว่าง ก็คือชีวิตที่สว่างขึ้นนั่นเองครับ

• Google อาจช่วยให้คุณได้คําตอบที่ดีที่สุดในชีวิต
แต่ไม่อาจช่วยให้คุณตั้งคําถามที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับชีวิต

• เรามีทุกคำตอบที่ดีที่สุดอยู่บน Internet
ปัญหาคือเราไม่ค่อยมีคำถามที่ดีที่สุดอยู่ในใจ

• หนังสือที่ดีที่สุดไม่มี มีแต่การอ่านที่ดีที่สุด
การอ่านที่ดีที่สุด คือการอ่านเพื่อทำให้ชีวิตจริงดีขึ้น

• ชาวพุทธที่เข้าถึงปัญญาแบบพุทธ
จะรู้ว่าความฉลาดสูงสุดไม่ใช่เลข I.Q. สูงสุด
แต่เป็นการรู้จักโจทย์สำคัญสูงสุด
และได้คำตอบเป็นประโยชน์สูงสุด ตามรอยบาทพระศาสดา

• ความฉลาดแบบพุทธเริ่มต้นจากความสามารถจำแนกจิตของตนเอง
ว่ากำลังมืดหรือสว่าง กำลังเป็นทุกข์หรือเป็นสุขจากการคิดอย่างไร พูดแบบไหน
เพราะเมื่อฉลาดแบบพุทธแล้ว
บุคคลย่อมมีแก่ใจเลือกก่อกรรมอันเป็นคุณ เป็นความเย็นสบาย
และเลิกก่อกรรมอันเป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนเสียได้จริง
มีสิทธิ์พบทั้งสวรรค์และนิพพานในที่สุด

: ตอนแรกผมทำความเข้าใจกับคำตอบของพระสารีบุตรแล้วยังไม่เข้าใจ
ต่อเมื่อเห็นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าจะนับว่าฉลาดอย่างแท้จริง
ต้องรู้ว่ากรรมใดเป็นคุณ กรรมใดเป็นโทษ
อะไรไม่เที่ยง อะไรเป็นทางแห่งบรมสุข (นิพพาน)

: แล้วเริ่มสังเกตตนเอง พบว่าเมื่อรู้วาระจิตของตัวเองมากขึ้น
มีความสามารถในการจำแนกว่าขณะนี้จิตขุ่นมัวเป็นอกุศล หรือกำลังสดใสเป็นกุศล

: แรกๆอาจไม่มีผลอะไร แต่บ่อยเข้าก็ทราบที่มาที่ไป
ว่าเพราะหมกมุ่นตรึกนึกในทางไม่ดี จึงเกิดความมืดขึ้นในภายใน
และเพราะเล็งแลแง่ดี จึงเกิดความสว่างขึ้นมาแทน
เลยไม่ค่อยอยากก่อเหตุทางใจ กระทำใจให้เป็นหลุมดำด้วยความตรึกนึกอันเป็นอกุศล

: สังเกตจิตซ้ำไปซ้ำมา ผ่านเดือน ผ่านปี
ตอนนี้ก็นับได้หลายสิบปี ก็พบความจริงอีกว่าที่เบาบางลงเรื่อยๆ
คือความรู้สึกหวงจิต (สำนวนพระป่าครูบาอาจารย์ท่านว่า "กลัวไม่มีจิต")
ก็จิตดับไปเป็นดวงๆ เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่างตลอดเวลาอยู่แล้ว
จะไปหวงมันทำไม จะไปกลัวอะไร เมื่อเลิกกลัวไม่มีจิต
ก็เลิกกลัวไม่มีตัวตนไปด้วย ความโง่ค่อยๆถอนตัว
ตัวเรากับความโง่ต่างอยากอำลากันและกันในที่สุด

: เมื่อยังไม่สามารถจำแนกจิต
ท่านก็ให้สร้างจิตที่เป็นกุศลขึ้นมาเพื่อดูง่ายก่อน
หมั่นทำทาน แน่วแน่ในการรักษาศีล
จิตที่ผ่องใสสว่างย่อมดูง่ายว่ากำลังเป็นอย่างนี้อยู่
หรือแปรเป็นหม่นหมองแค่ไหนแล้ว
กับทั้งไม่อยากถือสาความเลวร้ายของชาวโลก
ที่หมั่นสร้างเหตุแห่งความทุกข์ด้วยการทำร้ายตนเอง
ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วย

: ความฉลาดในการจำแนกจิตตนจิตท่าน
ดีกว่าความฉลาดเลข ฉลาดสังคม ฉลาดการเงิน และฉลาดอะไรๆทั้งหมด
เพราะฉลาดแบบนี้เท่านั้น ที่บรรลุที่สุดแห่งความฉลาดแล้ว
ก็เป็นสุขเลย ไม่กลับทุกข์กลับโศกอีก...



ขอบพระคุณสำหรับธรรมะ จาก คุณดังตฤณ DUNGTRIN ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 18, 2012, 03:15:54 PM »

ตามหลักพุทธเรา วิธีสะเดาะเคราะห์ที่ดีที่สุด
หรืออีกนัยหนึ่งวิธีโบกย้ายเงาราหูออกไปจากหลังของเรา
ก็คือทำจิตให้เย็นมีสติให้มาก
อาศัยเหตุการณ์ที่เราเพิ่งเผชิญมานั่นแหละเป็นบทฝึก
ยิ่งเร่าร้อนกระวนกระวายมากเพียงใด เมื่อสามารถระงับเสียได้
... ก็จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าความเย็นมากขึ้นเพียงนั้น

: เมื่อใดใจเย็น เมื่อนั้นแปลว่าราหูจะยังครอบหัว
ครอบตัว ครอบแขน ครอบขา
ก็จะไม่อาจครอบใจเราได้ ต่อให้ต้องตายไปเดี๋ยวนั้น
คุณก็จะได้ดีกว่าที่เป็น ได้เย็นกว่าที่เคย
เพราะดับความกระวนกระวายในภพเก่าลงสนิทแล้ว

• หลักแก้กรรมก็คล้ายๆหลักซักผ้านั่นเอง
เผลอปล่อยให้ผ้าดำที่ตรงไหน ก็ไปแก้ที่ตรงนั้น
ไม่ใช่ไปแก้ที่ตรงอื่น อย่าแก้กรรมหนึ่งด้วยการอ้างความดีอื่นมากลบเกลื่อน

• แก้กรรม คือทำให้วันนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
ไม่ใช่ขุดเมื่อวานมาทำพิธีให้วันนี้สูญเปล่า

• เกือบทุกคนมีกรรมดำบางอย่างที่ส่งผลร้ายอย่างสำคัญอยู่เห็นๆ
ขอเพียงมีศรัทธา มีความเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนกรรมดำอย่างใหญ่ที่สำคัญๆนั้นได้
ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เอาแค่นั้นพอ

• แต่ละคนมาตกอยู่ในร่องชะตาอย่างนั้นอย่างนี้ก็ด้วยกรรมเก่า
ถ้าเราเรียนรู้ว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นแต่ละอย่าง
เป็นผลจากกรรมดำประเภทไหน ก็เพียงเปลี่ยนนิสัย
เปลี่ยนความเคยชินที่จะก่อกรรมดำนั้นเป็นกรรมขาวขั้วตรงข้าม
ในที่สุดก็เกิดภาวะกรรมชนะกรรมให้เห็นเอง

• อะไรจะมีค่าไปกว่าการมีจิตที่ดีขึ้น
ในเมื่อจิตคือสิ่งที่คุณต้องทนรำคาญหรือชื่นชมยินดีอยู่ตลอดวันตลอดคืน
และจิตนี่เองเป็นต้นเค้าของกรรมทั้งปวง
เมื่อจิตสว่างย่อมปรารถนาที่จะทำกรรมขาว สุคติย่อมเป็นที่หวัง
เมื่อจิตมืดย่อมใคร่ที่จะทำกรรมดำ ทุคติย่อมเป็นที่หวัง

: สรุปคือขอเพียงจิตคุณดีอย่างเดียว
อะไรอย่างอื่นที่จะตามมาก็ดีหมด
หากการเปลี่ยนแปลงของคุณเข้าลึกมาได้ถึงจิต
ก็แปลว่าทั้งปัจจุบันและอนาคตไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=i76IjMkC42Q" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/watch?v=i76IjMkC42Q</a>


ขอบพระคุณข้อมูลจาก คุณดังตฤณ นะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 18, 2012, 03:16:43 PM »

พิจารณาอสุภะ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gIy99b-Joa0&amp;feature=related" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/watch?v=gIy99b-Joa0&amp;feature=related</a>
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3603


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 18, 2012, 07:30:44 PM »

• ความฉลาดแบบพุทธ
เริ่มต้นจากความสามารถจำแนกจิตของตนเองว่ากำลังมืดหรือสว่าง
กำลังเป็นทุกข์หรือเป็นสุขจากการคิดอย่างไร
พูดแบบไหน เพราะเมื่อฉลาดแบบพุทธแล้ว
บุคคลย่อมมีแก่ใจเลือกก่อกรรมอันเป็นคุณ
... เป็นความเย็นสบาย และเลิกก่อกรรมอันเป็นโทษ
เป็นความเดือดร้อนเสียได้จริง มีสิทธิ์พบทั้งสวรรค์และนิพพานในที่สุด

: ตอนแรกผมทำความเข้าใจกับคำตอบของพระสารีบุตรแล้วยังไม่เข้าใจ
ต่อเมื่อเห็นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าจะนับว่าฉลาดอย่างแท้จริง
ต้องรู้ว่ากรรมใดเป็นคุณ กรรมใดเป็นโทษ
อะไรไม่เที่ยง อะไรเป็นทางแห่งบรมสุข (นิพพาน)

: แล้วเริ่มสังเกตตนเอง พบว่าเมื่อรู้วาระจิตของตัวเองมากขึ้น
มีความสามารถในการจำแนกว่าขณะนี้จิตขุ่นมัวเป็นอกุศล
หรือกำลังสดใสเป็นกุศล แรกๆอาจไม่มีผลอะไร
แต่บ่อยเข้าก็ทราบที่มาที่ไป

: ว่าเพราะหมกมุ่นตรึกนึกในทางไม่ดี
จึงเกิดความมืดขึ้นในภายใน
และเพราะเล็งแลแง่ดี จึงเกิดความสว่างขึ้นมาแทน
เลยไม่ค่อยอยากก่อเหตุทางใจ กระทำใจให้เป็นหลุมดำด้วยความตรึกนึกอันเป็นอกุศล

: เมื่อยังไม่สามารถจำแนกจิต
ท่านก็ให้สร้างจิตที่เป็นกุศลขึ้นมาเพื่อดูง่ายก่อน
หมั่นทำทาน แน่วแน่ในการรักษาศีล
จิตที่ผ่องใสสว่างย่อมดูง่ายว่ากำลังเป็นอย่างนี้อยู่
หรือแปรเป็นหม่นหมองแค่ไหนแล้ว
กับทั้งไม่อยากถือสาความเลวร้ายของชาวโลก
ที่หมั่นสร้างเหตุแห่งความทุกข์ด้วยการทำร้ายตนเอง
ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วย

• ความฉลาดในการจำแนกจิตตนจิตท่าน
ดีกว่าความฉลาดเลข ฉลาดสังคม ฉลาดการเงิน และฉลาดอะไรๆทั้งหมด
เพราะฉลาดแบบนี้เท่านั้น ที่บรรลุที่สุดแห่งความฉลาดแล้ว
ก็เป็นสุขเลย ไม่กลับทุกข์กลับโศกอีก
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: