แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 65
46  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / Re: ทำอย่างไรไม่ให้คิด ขณะปฏิบัติสมาธิ เมื่อ: มกราคม 07, 2016, 12:52:09 PM
สาธุธรรมครับ
47  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: มกราคม 07, 2016, 12:18:18 PM


ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้พรปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙
 
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อำนวยพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙

"ความว่า ขอเจริญพร พี่น้องชาวไทยทุกท่าน บัดนี้ ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙
เป็นที่ยินดีชื่นใจของประชาชนคนทั้งหลายทั่วไป ที่ได้ดำเนินชีวิตมาโดยสวัสดีอีกปีหนึ่ง สิ่งที่บุคคลปรารถนา ประสงค์จะได้ในโลกนี้ 3 ประการ คือ 1.มีอายุยืน  2.มีทรัพย์สมบัติมาก และ 3.มีปัญญาเฉียบแหลม

ดังนั้น ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจรักษาศีล 5 แล้วจะได้สิ่ง 3 ประการนี้ สมปรารถนา
สมดังพระบาลีในขุททกนิกาย อปทาน ที่ว่า ปญจ สีลานิ โคเปตฺวา ตโย เหตู ลภามิหํ ทีฆายุโก มหาโภโต ติกฺชปญฺโญ ภวามิหํ แปลว่า
ข้าพเจ้ารักษาศีล 5 แล้วได้เหตุ คือ
อานิสงส์ 3 ประการ คือ 1.เป็นผู้มีอายุยืน 2.เป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก 3.เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออำนวยอวยพร โดยอ้างอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และกุศลผลบุญที่ได้กระทำไว้ และอำนาจแห่งศีล 5 นี้
จงมาคุ้มครองปกปักรักษาให้ท่านทั้งหลายประสบสิ่งที่พึงปรารถนา พร้อมด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ
ตลอดปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ และตลอดไปเทอญฯ“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/370015
48  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: มกราคม 07, 2016, 12:11:44 PM
ขอขอบพระคุณครับน้องกอล์ฟที่ร่วมกันเดินตามทางพระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ร่วมกันเดินทางต่อไปจนถึงบรมสุขแห่งพระนิพพานอันเป็นที่หมายอันสูงสุด
49  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / แนะนำ สถานที่ปฏิบัติภาวนาธรรม ที่สัปปายะ ในประเทศไทย / Re: สถานที่ปฏิบัติธรรมในจังหวัดแพร่ สำนักปฏิบัติธรรมแพร่ธรรมจักร เมื่อ: มกราคม 07, 2016, 12:06:46 PM
กราบนมัสการ ขอขอบพระคุณในคำอำนวยพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๙ ครับ สาธุ
50  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2015, 11:39:26 AM
  เหตุให้ไปสุคติและทุคติ    
 
พระศาสดาเสด็จจาริกไปยังแคว้นโกศล พร้อมด้วยหมู่ภิกษุ จำนวนมาก เสด็จถึงหมู่บ้าน ของพราหมณ์ ชื่อ สาละ (หมู่บ้านชื่อสาละ) ครั้งนั้น พราหมณ์ และคหบดีชาวบ้านสาละ สดับกิตติศัพท์ของพระพุทธองค์ แล้วพากันไปเฝ้า พระพุทธองค์

 

ทูลถามว่า "อะไรเป็นเหตุให้เป็นปัจจัยให้สัตว์บางจำพวก (หมายถึง คน) ในโลกนี้ ตายแล้วไปสู่สุคติ โลกสวรรค์ บางพวกตายแล้วไปนรก หรือ ทุคติ วินิบาตร?"

 

พระศาสดาตรัสตอบว่า ผู้ที่ประพฤติธรรม ประพฤติสุจริต สิ้นชีพแล้วไปสู่สุคติ โลกสวรรค์

ส่วนผู้ที่ไม่ประพฤติธรรม ไม่ประพฤติสุจริต เมื่อสิ้นชีพแล้วไปทุคติ วินิบาต นรก

 

ชาวบ้านสาละทูลขอร้องให้อธิบายคำว่า ประพฤติธรรม ประพฤติสุจริตให้ละเอียดกว่านี้ เพราะไม่เข้าใจข้อความที่ตรัสโดยย่อ พระศาสดาจึงตรัสจำแนกกุศลกรรมบท ๑๐ ว่า เป็นการประพฤติสุจริต กุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ

๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์

๒. เว้นจากการลักทรัพย์

๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๔. เว้นจากการพูดเท็จ

๕. เว้นจากการพูดส่อเสียด ทิ่มแทง ด้วยคำหยาบคาย

๖. เว้นจากการพูดยุยงให้เกิดการแตกแยก

๗. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

๘. เว้นจากโลภอยากได้ของผู้อื่น

๙. เว้นจากปองร้ายผู้อื่น

๑๐. เว้นจากเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม


 

การไม่เว้น คือประพฤติล่วงละเมิด ๑๐ ประการนี้ จัดเป็น อกุศลกรรมบถ ทางแห่งอกุศล เป็นการไม่ประพฤติสุจริต นอกจากนี้ เว้นสิ่งที่ควรเว้นดังกล่าวแล้ว ควรต้องทำสิ่งที่ควร ทำด้วย เช่น เว้นจากการฆ่าสัตว์ แล้วควรมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ เป็นต้น

 

เมื่อสิ้นชีพแล้ว ย่อมไปเกิดเป็นเทพชั้นต่างๆ ตามสมควรแก่ธรรม ที่ประพฤติเช่นนั้น
51  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2015, 09:34:41 AM
อานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนา

การเจริญสมถะและวิปัสสนา มีอานิสงส์อย่างไร?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ เป็นธรรมมีส่วนแหงวิชชา ธรรม ๒ อย่าง คืออะไร คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละราคะได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิปัสสนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละอวิชชาได้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะย่อมไม่หลุดพ้น หรือ ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชาย่อมไม่เจริญ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความสิ้นราคะ ชื่อเจโตวิมุติ  ความสิ้นอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ.....”

ป. ทุก. อํ. (๒๗๕-๒๗๖)
ตบ. ๒๐ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๐ : ๖๙-๗๐
ตอ. G.S. ๑ : ๕๕-๕๖
52  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า รักษาโรคร้าย ดื่มปัสสาวะ เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2015, 07:48:44 AM
ระยะยาวแล้วเป็นไงบ้างครับน้องกอล์ฟ
เคยดูรายการ คนค้นคน ที่เป็นหมอ(ปราชญ์ชาวบ้าน)รักษาชาวบ้านโดยใช้ยาจากพวกสมุนไพร
ตัวท่านเองก็ดื่มน้ำปัสสาวะครับ
53  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: ตุลาคม 09, 2015, 01:26:51 PM
สังขารุเปกขญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว
จิตเป็นกลางต่ออารมณ์ เพราะเห็นแล้วว่ามันเป็นของเกิดดับ และหนีมันไม่ได้ ยิ่งพยายามไปปฏิเสธมัน ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น
จิตจึงไม่ปฏิเสธอารมณ์ เป็นกลางต่ออารมณ์

เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค
สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบวางเฉยไม่มีทุกขเวทนารบกวน และสามารถกำหนด สภาวะต่าง ๆ ได้ดียิ่ง ผู้ปฏิบัติได้เห็นคุณค่าของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างมาก
ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือเมื่อพิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า มันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้น เป็นธรรมดา หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง
จึงวางใจเป็นกลางทำเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท
ญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพานเลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย

ญาณข้อนี้จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด

และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรคอันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึดหรือ ออกจากสังขาร
54  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า รักษาโรคร้าย ดื่มปัสสาวะ เมื่อ: ตุลาคม 09, 2015, 01:16:32 PM
มีประโยชน์มากครับ สาธุ
55  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: สิงหาคม 01, 2015, 10:32:19 AM

แม้อย่างนั้นสติก็ตามเข้าพิจารณาในธรรมเวทนา,ความสลดสังเวช,การแสดงของรูปกายที่ปรากฎขึ้นต่อไปอีก

เพื่อพิจารณาใคร่ครวญเข้าไปสกัดกั้นกองสังขารทั้งปวงเสีย โดยไม่มัวยินดียินร้ายหรือมัวแต่ปีติต่อธรรมที่ปรากฏขึ้น
น้อมจิตพิจารณาอยู่กี่รอบเท่าไรองค์ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามเหตุแล้วก็ทำงานแสดงไปตามหน้าที่อยู่อย่างนั้น เมื่อเหตุหมด หมดหน้าที่ก็หายไป โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาหรืออะไรๆเลย เราจะเข้าไปทำอะไรสกัดกั้นอย่างไรในองค์ธรรมต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ได้ คงเพียงได้แต่ดู
จะกี่รอบๆองค์ธรรมต่างๆเหล่านั้นก็แสดงหน้าที่ของตัวเองอยู่อย่างนั้นเอง

เมื่อได้แต่เฝ้าดูอยู่เพียงแค่นั้น เข้าไปทำอะไรๆสกัดกั้นอย่างไรไม่ได้
มากรอบเข้า จิตจึงพิจารณาเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายที่แสดงจนชัดเจนแจ่มชัด
เห็นองค์ธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วแสดง หมดเหตุก็หายไป เป็นเพียงการสักว่าเห็น สักว่าดูองค์ธรรมที่แสดงไปอย่างนั้นเอง
จิตจึงปล่อยวางองค์ธรรมต่างๆเองบ้าง
และถอยออกจากญาณ ( แล้วขับรถต่อไป )...

 
56  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2015, 01:00:29 PM
 

(ขณะขับรถ ต่อ)...หลังจากจิตวิเคราะห์พิจารณาได้ว่าขันธ์ทั้งหลายที่หลงแบกอยู่เป็นตัวทุกข์ นำมาซึ่งทุกข์ทั้งปวง
แต่เนื่องจากความหลง ความไม่รู้ชัด จึงเหนี่ยวเอาขันธ์ไว้ยึดเอาไว้ว่าเป็นของของเรามาแล้ว
ไม่รู้กี่ชั่วกัปชั่วกัลป์กี่อสงไขยกี่มหากัปก็นับไม่ได้ จึงต้องแบกกองทุกข์เอาไว้และเวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏสงสารอยู่ร่ำไป

เมื่อพิจารณาอย่างนั้นจิตจึงเกิดความสลดสมเพชนักกับตัวเองที่แบกทุกข์แบกกองขันธ์มาเนิ่นนานนับชาติไม่ได้ด้วยความไม่รู้
เกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายอยู่ต่อไปในสังสารวัฏ ทั้งยังไม่สามารถสลัดออกได้
น้ำตาแห่งความสลดสังเวชจึงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย...

 

 
57  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2015, 12:53:54 PM
อนุโมทนาครับน้องกอล์ฟ
58  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 09:14:42 PM
พิจารณาได้ดังนั้นจึงเข้าทบทวนสภาวะปัจจุบันต่อไปไม่ให้เสียกาล

จิตมันตั้งมั่นดิ่งเข้าไปพิจารณาสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมด(เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างขับรถ) ขบวนการทั้งหมดจึงรวดเร็วมากพอที่จะเข้าออกญาณ โดยที่ยังขับรถได้อย่างปลอดภัย

จิตนี่ช่างอัศจรรย์ปรวนแปรเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วนัก จึงไม่แปลกใจเลยกับคำพูดที่ว่า

" จิตเกิดดับได้รวดเร็วถึงแสนโกฏิขณะ ในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียว"


{ เธอเป็นผู้บำเพ็ญมามาก กระทำมามาก ทำสิ่งที่ทำได้ยากได้โดยง่าย ทำเหมือนไม่ได้ทำ เกิดแล้วแทงตลอดชั่วลัดนิ้วมือ
เห็นเหตุเกิดและความดับพร้อมปัจจัยและขณะอันพระพุทธองค์สรรเสริญว่า"แม้มีชีวิตอยู่เพียงราตรีเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็น มีชีวิตอยูถึงร้อยปี" / ครูบาสร้อย ขันติสาโร 2535

“อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ ภยตูปฎฺเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ปวตฺตํ ฯลฯ อุปายาโส ทุกขนฺติภยตูปฎฺาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ”

อธิบายว่า ปัญญาที่พิจารณาเห็นว่า “อุปฺปาโท ทุกฺข” กิริยาที่บังเกิดแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่สิ้นไม่สุดไม่หยุดไม่ยั้งนี้
เป็นทุกข์อันใหญ่แห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง พิจารณาเห็นอย่างนี้ จัดเป็นอาทีนวญาณประการ ๑

ปัญญาพิจารณาเห็นว่า “ปวตฺติทุกฺขํ” กิริยาที่รูปธรรมแลอรูปธรรม แต่บรรดาที่บังเกิดแล้ว แลประพฤติเป็นไปในไตรภพนี้ประกอบไปด้วยทุกข์เป็นอันมากยิ่งนัก ไม่รู้หมดไม่รู้สิ้น เห็นอย่างนี้ก็จัดเป็นอาทีนวญาณประการ ๑
 
มีพระพุทธฎีกาโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา ยกเอาปัญญาที่เห็นภัยนั้น มาสำแดงเป็นอาทีนวญาณด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุว่ากิริยาที่เห็นภัยกับเห็นโทษนี้จะได้ไกลกันหาบ่มิได้
เมื่อเห็นภัยแล้วก็เห็นโทษ ๆ แล้วก็เห็นภัย ภัยกับโทษนั้นอรรถอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ พึงรู้เถิดว่า
ภยตูปัฏฐาน กับ อาทีนวญาณนี้ ต่างกันแต่ชื่อต่างกันแต่พยัญชนะ มีอัตถาธิบายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

มีพระพุทธฎีกาตรัสเทศนาอาทีนวญาณ ด้วยประการฉะนี้แล้วลำดับนั้นจึงตรัสเทศนาสำแดงสันติปทญาณ อันมีอารมณ์เป็นปฏิปักษ์กับอารมณ์แห่งอาทีนวญาณนั้นสืบไปว่า
“อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวติตํ ฯ เป ฯ อนุปฺปายาโส เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ”
อธิบายว่า ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริรยาที่ไม่บังเกิดอีกนั้นแล เป็นเกษมปราศจากภัย พิจารณาเห็นอย่างนี้ ได้ชื่อว่าสันติปทญาณประการ ๑
อธิบายว่า ปัญญานั้นน้อมไปสู่พระนิพพาน อันเป็นที่ระงับสังขารธรรมทั้งปวง เหตุดังนี้ จึงเรียกว่าสันติปทญาณ
ใช่แต่เท่านั้น ปัญญาที่พิจารณาเห็นว่ากิริยาที่รูปธรรมแลอรูปธรรม บ่มิได้ประพฤติเป็นไปในภพนี้ แลเป็นที่เกษมปราศจากภัยพิจารณาเห็นอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าสันติปทญาณเหมือนกัน
ใช่แต่เท่านั้น ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริยาที่นิมิต คือหาสังขารธรรมบ่มิได้ สังขารธรรมสิ้นสูญไปไม่มีสืบต่อไปอีกนั้น ได้ชื่อว่าเกษมปราศจากภัยด้วยแท้
ถ้ายังมีสังขารธรรมอยู่ตราบใด ก็ได้ชื่อว่ามีภัยอยู่ตราบนั้น ถ้าไม่มีสังขารธรรม ขาดจากสังขารธรรมแล้วกาลใด ก็ได้ชื่อว่าถึงที่เกษมปราศจากภัยในกาลนั้น
ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริยาที่หาสังขารธรรมบ่มิได้นั้น ได้ชื่อว่าถึงที่อันเกษมปราศจากภัย เห็นอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าสันติปทญาณประการ ๑}
59  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: มิถุนายน 10, 2015, 12:26:27 PM

เห็นจริงเข้าไปในกองขันธ์แต่ละองค์ เห็นหน้าที่การทำงานของขันธ์ที่ปฏิบัติตามหน้าที่กันไปสืบเนื่องกันไป

เมื่อเห็นอย่างนี้คุณและโทษก็ไม่จำเป็นหรือมีประโยชน์ใดๆเพราะรู้เห็นประจักษ์ชัดเสียแล้ว

โอ้...นี่เราแบกกองทุกข์เอาไว้นี่เอง นานมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
60  ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน / คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม / Re: คุยกันสบาย...สบายครับ เมื่อ: มิถุนายน 03, 2015, 08:54:12 PM

ส่วนเสริมครับ...

***อาวัชนะในองค์ธรรมใดๆ สติก็จะระลึกถึงสัญญาเป็นปฐมอยู่แล้ว ไม่ได้กล่าวถึงธรรมใดเป็น อธิปติ หรือเป็น อัญญมัญญปัจจัย
วินิจฉัยยากว่า อยู่ ณ ที่ญาณใด มีอะไรเป็นอานิสงส์จากญาณนั้นบ้าง ขอให้เจาะจงเฉพาะ เพราะญาณ คือรู้จำเพาะเรื่อง
เช่นรู้เห็นเกิดและความดับ / ความเสื่อม ความดับไปของขันธ์ 5 / ภัยในขันธ์ 5 / ทุกข์โทษภัยในวัฏฏะ 3 / ความเบื่อในวัฏฏะ / ความดิ้นรนที่ใครจะออกจากวัฏฏะ / ความทบทวนธรรมในไตรลักษณ์ (ปฏิสังขาญาณ) และสังขารุเปกขาญาณ ที่สุดด้วย อนุโลมญาณ นับเป็น 9.

ญาณจะรู้รู้ชัด รู้แจ้ง รู้วิเศษ รู้จำเพาะ ในธรรมนั้นๆ โดยไม่ลังเลสงสัยอะไรแม้แต่นิดเดียว ไม่ขอร้องให้ใครเป็นสักขีพยานด้วย จึงได้ชื่อว่าเจริญญาณนั้นบริบูรณ์แล้ว

ยกตัวอย่าง ภังคญาณ มีอานิสงส์ 8 ประการ ประการสำคัญคือละ"สัสสตะทิฏฐิ" 20 ประการได้ จะรู้ชัดรู้แจ้งว่าละได้แล้ว...

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 65