KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับเจริญปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4แนะนำ สถานที่ปฏิบัติภาวนาธรรมวิปัสสนา สายท่านอาจารย์โกเอ็นกล้า
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิปัสสนา สายท่านอาจารย์โกเอ็นกล้า  (อ่าน 6616 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 32
กระทู้: 2670


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 02:13:03 pm »

คำแนะนำในการเข้าอบรม       
Thursday, 12 April 2007

ขอ ให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของท่านจงยังประโยชน์สูงสุดให้แก่ท่าน  เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว จึงขอเสนอข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ ด้วยความปรารถนาดีต่อความสำเร็จของท่าน  โปรดทำความเข้าใจให้ตลอดก่อนกรอกใบสมัครเพื่อขอเข้ารับการฝึกอบรม


คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ

วิปัสสนา เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งของอินเดีย ซึ่งได้สาบสูญไปจากมนุษยชาติมาเป็นเวลานาน  แต่ก็ได้กลับมาค้นพบอีกครั้งโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว  วิปัสสนาหมายถึง "การมองดูสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง"  อันเป็นกระบวนการในการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการเฝ้าดูตนเอง  เราจะเริ่มต้นด้วยการเฝ้าสังเกตดูลมหายใจตามธรรมชาติ เพื่อทำให้จิตมีสมาธิ  เมื่อมีสติที่มั่นคง เราก็จะก้าวไปสู่การเฝ้าสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของกายและจิต  ซึ่งจะทำให้ได้พบกับสัจธรรมที่เป็นสากลคือ ได้เห็นความไม่เที่ยง(อนิจจัง) ความทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา)  การที่ได้รู้เห็นถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงเหล่านี้จากประสบการณ์ของท่าน เองโดยตรง จึงเป็นวิธีการในการชำระจิตให้บริสุทธิ์  ธรรมะเป็นเรื่องสากล มีไว้สำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นสากล  มิได้ผูกขาดเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง  ด้วยเหตุนี้บุคคลทุกคนจึงสามารถจะปฏิบัติได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ หรือศาสนา  ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนโดยทั่วถึงกัน

วิปัสสนานั้นมิใช่เป็น
     * พิธีกรรมที่มีพื้นฐานทางความเชื่อถืออย่างงมงาย
     * เรื่องบันเทิงทางปัญญาหรือปรัชญา
     * การพักฟื้น การหยุดพักผ่อน หรือโอกาสที่จะมาสังสรรค์กัน
     * การหลีกหนีจากปัญหาและความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน

หากแต่วิปัสสนาเป็น
     * วิธีการในการขจัดความทุกข์
     * ศิลปะของการดำเนินชีวิตที่จะทำให้คนเราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
     * วิธีการทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้คนเราสามารถเผชิญกับความตึงเครียดและปัญหาในชีวิตได้ด้วยความสงบและความสมดุลทางจิตใจ

วิปัสสนา กรรมฐานจึงมุ่งไปยังเป้าหมายทางจิตใจในระดับสูงสุด เพื่อการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงและเพื่อการบรรลุธรรม  มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกาย  แต่เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากการทำจิตให้บริสุทธิ์ จึงทำให้ความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความเก็บกดในจิตใจหมดไป  แท้จริงแล้ว วิปัสสนาสามารถที่จะขจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 3 ประการ คือ โลภ โกรธ หลง ได้  ถ้าได้ปฏิบัติต่อเนื่องกัน วิปัสสนาจะระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและแก้ปมในใจที่ผูก อยู่  เนื่องจากนิสัยดั้งเดิมที่ชอบปรุงแต่งต่อสถานการณ์ต่างๆ  เช่น ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบหรือพอใจ (อันทำให้เกิดโลภะ) และไม่ชอบหรือไม่พอใจ (อันทำให้เกิดโทสะ) แม้ว่าวิปัสสนาจะพัฒนาขึ้นมาโดยที่เป็นวิธีการหนึ่งของสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า  แต่การปฏิบัติก็มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของศาสนาแต่อย่างใด  วิธีปฏิบัติตั้งอยู่บนพื้นฐานธรรมดาสามัญที่ว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีปัญหาเหมือนๆ กัน  และวิธีการที่สามารถขจัดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ จะต้องเป็นวิธีที่เป็นสากล  มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เคยได้รับผลจากการปฏิบัติวิปัสสนามาแล้ว โดยมิได้มีความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิม

วินัยในการปฏิบัติ


กระบวน การทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการสังเกตดูตนเองนี้ มิใช่เป็นเรื่องง่ายอย่างแน่นอน  เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องใช้ความพยายามของตนเองเท่านั้น จึงจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง  ไม่มีใครอื่นที่จะทำให้ได้  ดังนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะ ปฏิบัติ และมีความเคร่งครัดต่อระเบียบ  เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และเป็นการคุ้มครองตนเองด้วย  กฎระเบียบต่างๆ จะเป็นส่วนที่ทำให้การปฏิบัติกรรมฐานสมบูรณ์ขึ้น  เวลา 10 วันนี้นับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นในการที่จะเจาะลึกเข้าไปถึงระดับจิตใต้ สำนึก และเรียนรู้วิธีการที่ขจัดกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ในส่วนลึกสุด (อนุสัยกิเลส) การปฏิบัติให้ต่อเนื่องโดยไม่พูดจาหรือเกี่ยวข้องกับใคร เป็นเคล็ดลับของความสำเร็จของวิธีการนี้

กฎระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้น ก็เพื่อรักษาการปฏิบัติแนวนี้ให้คงอยู่ได้  กฎเกณฑ์ต่างๆ มิได้ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของอาจารย์ผู้สอน หรือเพื่อความสะดวกในการบริหาร หรือเพื่อคัดค้านประเพณีคำสอน หรือความเชื่องมงายที่มีอยู่ในบางศาสนา  แต่เป็นสิ่งที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติกรรมฐานนับพันๆ คนเป็นเวลาหลายปี และยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์  การรักษากฎระเบียบจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นระเบียบอันเหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการปฏิบัติกรรมฐาน  การฝ่าฝืนกฎระเบียบย่อมจะทำให้เกิดมลภาวะ  ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ให้ครบ 10 วัน  และจะต้องอ่านกฎระเบียบต่างๆอย่างใคร่ครวญ  ผู้ที่คิดว่าสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้เท่านั้น จึงควรจะสมัครเข้าปฏิบัติ  ผู้ที่มิได้เตรียมตัวที่จะใช้ความพยายามในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ ไม่ควรสมัคร  เพราะจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์   นอกจากนี้ยังจะเป็นการรบกวนบุคคลอื่นที่ตั้งใจเข้ามาปฏิบัติด้วยความเคร่ง ครัดอีกด้วย ผู้เข้ารับการฝึกจะได้รับคำเตือนว่า หากเลิกฝึกก่อนที่จะจบการอบรม เนื่องจากเห็นว่ากฎระเบียบต่างๆ ยากที่จะปฏิบัติ จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวผู้นั้น  รวมทั้งจะก่อให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาได้  ในกรณีที่นับว่าร้ายแรงที่สุดก็คือ เมื่อถูกเตือนหลายครั้งแล้ว ยังไม่สามารถจะปฏิบัติตามกฎระเบียบได้  ก็จะถูกขอให้ออกไปจากการฝึกอบรม

จากเว็บ  http://www.thaidhamma.net
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2011, 11:16:56 am โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 32
กระทู้: 2670


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 06:15:00 pm »

สมัครไปแล้วช่วง 8-19 เมษา 2552  เมืองกาญ

ถ้าไม่มีการตอบกลับ กรุณาติดต่อที่ ศูนย์

Course     DKN090006 หลักสูตรวิปัสสนา (10วัน)
Location    ศูนย์ธรรมกาญจนา (กาญจนบุรี)
Session    พุธ, 08 เมษายน 2009 - อาทิตย์, 19 เมษายน 2009
ประเภทผู้เข้าอบรม    ฆราวาส,พระ,นักบวช
เพศ    All
อายุ    17 ปีขึ้นไป
Register    OPEN REGISTRATION
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 5
กระทู้: 857


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 09:13:47 am »

คนแก่ จะไปไหวมั๊ย
เพื่อนไปมาแล้ว บอกว่านั่ง  จนเครียด ด ด
ขอกลับก่อนก็ไม่ได้
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 32
กระทู้: 2670


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 10:40:54 pm »

               โดยส่วนตัวผมคิดว่า ก่อนจะไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ ควรศึกษาหาข้อมูลดูก่อนก็จะดี ดูว่า สถานที่จะไปนั้น
เหมาะกับเราหรือเปล่า หรือ ตรงกับแนวที่เราปฏิบัติภาวนา อยู่หรือเปล่า แล้วก็ดูร่างกาย สังขารของเราเองด้วย ว่าจะรับได้หรือไม่
ไปแล้วจะไปเป็น ภาระแก่ผู้อื่น หรือเปล่า จุดเหล่านี้ ผู้ที่จะไปปฏิบัติควรคิดดู ไตร่ตรองให้ดีก่อนนะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 32
กระทู้: 2670


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2011, 10:58:31 am »

ศูนย์วิปัสสนาธรรมธานี
เลขที่ 42/660 หมู่บ้านเค.ซี. การ์เด้นโฮม
ถ.นิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก
เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
โทรศัพท์ 02-993-2711, 08-18436467
โทรสาร 02-993-2700

ศูนย์ วิปัสสนาธรรมธานีแห่งนี้ อยู่ในความดูแลของสำนักงานมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์ สอนตามแนวปฏิบัติของ
"ท่านอาจารย์สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า" (S.N. Goenka) วิปัสสนาจารย์ชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในประเทศพม่า ซึ่งท่านจึงได้ก่อตั้งและเป็นประธานสถาบันวิปัสสนานานาชาติศูนย์แรกชื่อ "ธรรมคีรี" ขึ้นที่เมืองอิกัตปุรี ใกล้ๆ กับเมืองบอมเบย์ รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย มีการจัดอบรมวิปัสสนาในประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศทั่วโลก

มีการจัดการอบรมวิปัสสนา (หลักสูตรสติปัฏฐาน) หลักสูตร 10 วัน
สำหรับพระภิกษุ สามเณร และฆาราวาสทั่วไป รวมทั้งเด็กและเยาวชน
เริ่มต้นในเย็นวันแรก และสิ้นสุดในตอนเช้าของวันสุดท้าย ตลอดทั้งปี

คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ

วิปัสสนา เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งของอินเดีย ซึ่งได้สาบสูญไปจากมนุษยชาติมาเป็นเวลานาน แต่ก็ได้กลับมาค้นพบอีกครั้งโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว วิปัสสนาหมายถึง “การมองดูสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง” อันเป็นกระบวนการในการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการเฝ้าดูตนเอง เราจะเริ่มต้นด้วยการเฝ้าสังเกตดูลมหายใจตามธรรมชาติ เพื่อทำให้จิตมีสมาธิ เมื่อมีสติที่มั่นคง เราก็จะก้าวไปสู่การเฝ้าสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของกายและจิต ซึ่งจะทำให้ได้พบกับสัจธรรมที่เป็นสากลคือ ได้เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) การที่ได้รู้เห็นถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงเหล่านี้จากประสบการณ์ของท่าน เองโดยตรง จึงเป็นวิธีการในการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ธรรมะเป็นเรื่องสากล มีไว้สำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นสากล มิได้ผูกขาดเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ด้วยเหตุนี้บุคคลทุกคนจึงสามารถจะปฏิบัติได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ หรือศาสนา ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนโดยทั่วถึงกัน

กฎระเบียบ

พื้น ฐานในการปฏิบัติวิปัสสนา คือ ศีล ศีลจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสมาธิ
และกระบวนการทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นจะเกิดขึ้นจากปัญญา คือการรู้แจ้งเห็นจริง

ตารางเวลา

04:00 น. ระฆังปลุก
04:30 น. - 06:30 น. นั่งปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
06:30 น. - 08:00 น. อาหารเช้า
08:00 น. - 09:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
09:00 น. - 11:00 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวม หรือในที่พักส่วนตัวตามที่อาจารย์กำหนด
11:00 น. - 12:00 น. อาหารกลางวัน
12:00 น. - 13:00 น. พักผ่อน
13:00 น. - 14:30 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
14:30 น. - 15:30 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
15:30 น. - 17:00 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักตามที่อาจารย์กำหนด
17:00 น. - 18:00 น. พักดื่มน้ำปานะ
18:00 น. - 19:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
19:00 น. - 20:15 น. ฟังธรรมบรรยายในห้องปฏิบัติรวม
20:15 น. - 21:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
21:00 น. - 2130 น. สอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
21:30 น. พักผ่อน

การเดินทาง

โดยรถประจำทาง : มี 2 เส้นทางคือ

1. ทางลำลูกกา ให้ขึ้นรถโดยสารสายลำลูกกาตรงแยกลำลูกกา (ใกล้สนามกีฬาธูปเตมีย์) ไปลงหน้าตลาดใหญ่ คลอง 7 แล้วต่อรถตู้สายลำลูกกา-มีนบุรี ในตลาด

2. ทางรามอินทรา ให้ขึ้นรถสองแถว หรือรถตู้สายมีนบุรี–ลำลูกกา ที่ตลาดมีนบุรี เมื่อถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว ให้ท่านเดินเข้าไปตรงป้อมยามเพื่อต่อรถสองแถวที่วิ่งภายในหมู่บ้าน โดยบอกให้ไปส่งที่
ศูนย์ฯ

โดยรถส่วนตัว : มี 2 เส้นทางคือ
1. ทางลำลูกกา ตรงที่จะให้ออกจากถนนวิภาวดี จะเห็นป้ายที่เขียนว่า ลำลูกกา-สะพานใหม่ ให้ชิดซ้าย เลี้ยวขึ้นทางที่โค้งมาลงยังถนนพหลโยธิน แล้วเลี้ยวซ้ายทันทีที่ลงเพื่อเข้าสู่ถนนลำลูกกา (ถ้าตรงไปคือไปสะพานใหม่) จากนั้นให้แล่นตรงมาเรื่อยๆ จะเห็นสัญญาณไฟจราจรอันแรก (จากแยกลำลูกกามาประมาณ 10.6 ก.ม.) พอผ่านถนนวงแหวน ซึ่งมีสัญญาณไฟจราจรอยู่ใกล้ๆ (ที่ระยะประมาณ 11.5 ก.ม.) ไปสักพัก จะเห็นป้ายซีเมนต์ไทยโฮมมาร์ท อยู่ทางด้านซ้าย (ที่ระยะประมาณ 14.4 ก.ม.) จากนั้นจึงเป็นสัญญาณไฟจราจร ให้ขับต่อไปจนกระทั่งเห็นป้ายบอก นครนายก-มีนบุรี เป็นสามแยกที่มีสัญญาณไฟจราจร จึงค่อยเลี้ยวขวาเข้าถนนนิมิตใหม่ แล้วขับข้ามสะพาน 3 สะพาน ผ่านโรงเรียนสตรีวิทยาทางด้านซ้าย พอลงสะพานที่สี่ ให้ชิดซ้าย ขับมาเรื่อยๆ จะเห็นหมู่บ้าน เค.ซี.การ์เด้นโฮม ให้เลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน (จากหัวถนนนิมิตใหม่ถึงทางเข้าหมู่บ้านประมาณ 6.2 ก.ม.)

2. ทางรามอินทรา ขับตรงมาเรื่อยๆ จนถึงประมาณ ซ.รามอินทรา 127 ซึ่งเป็นสี่แยกไฟแดงใหญ่ เขียนว่าซ้ายไปฉะเชิงเทรา ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุวินทวงศ์ ตรงไปจนเห็นปั๊มป.ต.ท. แล้วเลี้ยวซ้ายตามป้ายที่บอกว่าไปลำลูกกา เพื่อเข้าสู่ถนนนิมิตใหม่ เมื่อแล่นผ่านคลองสาม จะเห็นป้ายหมู่บ้านเค.ซี. อยู่ทางขวา ให้ยูเทิร์นรถกลับเพื่อเข้าหมู่บ้าน หลังจากที่เข้าไปในหมู่บ้านแล้ว ให้ตรงไปจนสุด แล้วเลี้ยวซ้ายจนเจอวงเวียน จากนั้นจึงเลี้ยวขวาวิ่งไปเรื่อยๆ จนเห็นป้ายหมู่บ้านธรรมธานีทางด้านขวา จึงเลี้ยวซ้ายเข้าไป จะเห็นศูนย์ฯ อยู่ทางขวามือ

หมายเหตุ :

กรุณา เตรียมเสื้อผ้าให้ครบพอที่จะใช้ได้ตลอดการอบรม เนื่องจากทางศูนย์ฯ ไม่มีที่ตากผ้า และไม่มีบริการซักผ้า นอกจากนี้ควรนำรองเท้าแตะสำหรับใส่ในเรือนพัก รวมทั้งเสื้อกันหนาวบางๆ ติดตัวไปด้วย เพราะศูนย์ฯ ใช้เครื่องปรับอากาศ ส่วนเรื่องการใช้รถส่วนตัวนั้น ทางศูนย์ฯ ไม่สามารถอำนวยความสะดวกเรื่องที่จอดรถให้แก่ท่านได้ เนื่องจากสถานที่จำกัด

รายละเอียดเพิ่มเติมนอกจากนี้ สามารถสอบถามได้ที่
สำนักงานมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์
โทร. 0-2993-2711
โทรสาร 0-2993-2700 (ในเวลาราชการ)

ศึกษาตารางการอบรมและการเดินทางจากเว็บไซต์
http://www.thai.dhamma.org/

ใบสมัคร
http://www.thai.dhamma.org/application/lay.rtf

คำแนะนำ
http://www.thai.dhamma.org/ns/code%20.html

มีศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ทั้งหมด 5 ศูนย์ ดังนี้
1. ศูนย์วิปัสสนาธรรมกมลา ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
2. ศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก
3. ศูนย์วิปัสสนาธรรมสุวรรณา ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
4. ศูนย์วิปัสสนาธรรมกาญจนา ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
5. ศูนย์วิปัสสนาธรรมธานี แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ

ศูนย์ วิปัสสนาธรรมกมลา จ.ปราจีนบุรี และศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา จ.พิษณุโลก เป็นศูนย์ใหญ่ที่สุด ใครติดสบายหน่อยก็ลองไปดู มีความสะดวกเหมือนอยู่โรงแรมชั้นดี ถ้าคนกรุงเทพฯ ไปศูนย์วิปัสสนาธรรมธานี กรุงเทพฯ ก็จะใกล้ สะดวกดี ที่พักสบาย แต่ถ้าชอบเดินเหิน สูดอากาศธรรมชาติหน่อยก็อาจจะอึดอัดได้เพราะสถานที่ปฏิบัติอยู่ในตึก เปิดแอร์เกือบตลอด ศูนย์นี้จะสงบเงียบที่สุดเพราะตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร

ศูนย์ วิปัสสนาธรรมสุวรรณา จ.ขอนแก่น และศูนย์วิปัสสนาธรรมกาญจนา จ.กาญจนบุรี ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ บรรยากาศดี แต่ที่ จ.ขอนแก่น จะเป็นศูนย์ที่เล็กที่สุด รับผู้ปฏิบัติได้ไม่เกิน 50 คน ความหรูอาจจะสู้ศูนย์อื่นไม่ได้ แต่ก็สะดวกและสงบทีเดียว ชาวต่างชาติชอบมาปฏิบัติกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกศูนย์ก็มีการจัดการ มีระเบียบ ข้อปฏิบัติ และคำสอนเดียวกัน ท่านจะเข้าศูนย์ไหนท่านก็จะได้ธรรมะเช่นกัน อยู่ที่ความตั้งใจในการปฏิบัติของแต่ละบุคคล ถ้าคนที่เข้าใจธรรมะแล้วมักจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสถานที่เท่าไหร่ ดังนั้น ขอให้พิจารณาจากศูนย์ไหนเดินทางใกล้สะดวก หรือตารางปฏิบัติตรงกับที่ว่างเป็นหลัก



ขอบพระคุณข้อมูลจาก : http://www.watkoh.com/ และ http://www.kammatan.com
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 32
กระทู้: 2670


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2011, 11:16:32 am »



ประวัติและปฏิปทา
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า
(S.N. Goenka)

Vipassana Meditation Center, Dhamma Giri
Igatpuri, Maharashtra, INDIA


“ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า” หรือ “ท่านอาจารย์สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า” (S.N. Goenka) เป็นชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในประเทศพม่า ในครอบครัวนักธุรกิจ เมื่อปี พ.ศ. 2467 ท่านได้ประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงมากตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ทั้งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนชาวอินเดียในพม่า รวมทั้ง เป็นประธานองค์กรต่างๆ อาทิเช่น หอการค้ามาร์วารีแห่งพม่า และสมาคมพาณิชย์และอุตสาหกรรมแห่งร่างกุ้ง นอกจากนี้ยังร่วมเดินทางไปต่างประเทศกับคณะผู้แทนการค้าของสหภาพพม่าในฐานะ ที่ปรึกษาอยู่บ่อยๆ

เมื่ออายุ 31 ปี ท่านถูกคุกคามด้วยโรคไมเกรน แม้จะได้รับการดูแลบำบัดรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายประเทศ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนในที่สุด ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้ทดลองเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหลักสูตร 10 วันเป็นครั้งแรกกับ ท่านอาจารย์อูบาขิ่น (Sayagyi U Ba Khin) วิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่งผู้หนึ่ง โดยการแนะนำของเพื่อนชาวพม่าคือ ท่านอูชันตุน อดีตประธานศาลฎีกาพม่า ซึ่งต่อมาภายหลัง ท่านอูชันตุนได้เป็นประธานคนแรกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

ครั้งแรกท่านก็ลังเลใจ แต่ด้วยคำอธิบายของท่านอาจารย์อูบาขิ่น ถึงหลักของศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหลักการสากลที่จะช่วยให้มนุษยชาติได้พบทางแห่งการพ้นทุกข์ได้อย่าง ถาวร ท่านจึงตัดสินใจเข้ารับการอบรมเป็นเวลา10 วัน ซึ่งท่านได้กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า

“ใน 10 วันนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่า วิธีการนี้เป็นวิธีการที่มีเหตุมีผล ปฏิบัติได้จริง ทั้งยังเป็นวิทยาศาสตร์ และมุ่งประโยชน์แห่งการปฏิบัติ มิได้มุ่งให้เราเกิดศรัทธาความเชื่ออันมืดบอดอย่างเดียว ทำให้ ข้าพเจ้าเป็นอิสระจากโรคภัยไข้เจ็บ รู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งในความสงบ และได้ตระหนักว่า สิ่งที่ทำให้หายจากโรคไมเกรนนั้น อันที่จริงก็คือ การที่ข้าพเจ้าสามารถขุดรากของกิเลสบางอย่างในตัวข้าพเจ้าได้ เดิมทีข้าพเจ้าเป็นคนที่มีโทสะมาก วู่วาม และเป็นคนมีอัตตาสูง แต่ในการอบรม 10 วันนี้ ได้ทำให้ข้าพเจ้าสามารถที่จะควบคุมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ท่านได้เล่าถึงวิธีการที่ได้รับการอบรมว่า

“ตอนที่เข้ารับการอบรมใหม่ๆ เข้าใจว่าคงจะมีการให้บริกรรมคำสวดบางอย่าง แต่อันที่จริงแล้วไม่มีเลย ไม่มีการบริกรรมคำใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้การสร้างภาพ เพียงแต่ให้เราเฝ้าสังเกตลมหายใจที่เข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้น นี่คือสมาธิ ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนที่สำคัญ คือวิปัสสนาด้วยการสังเกตเวทนาหรือความรู้สึกทางกายอันเป็นหนทางนำไปสู่ ปัญญา คือ การรู้แจ้งในความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยง ซี่งวิธีการสังเกตเวทนานี้เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้แก่มนุษยชาติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการนำตนให้พ้นทุกข์”

หลังจบจากการปฏิบัติตามหลักสูตร 10 วันแล้ว ท่านโกเอ็นก้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในเนื้อหาสาระของคำสอนและในแนวทาง ปฏิบัติเป็นอย่างมาก จึงปวารณาตัวเข้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ต่อมาท่านอาจารย์อูบาขิ่นได้แต่งตั้งให้ท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน

ปี พ.ศ.2512 ท่านได้เดินทางกลับไปยังประเทศอินเดียเพื่อเยี่ยมมารดาที่ล้มป่วย ระหว่างที่อยู่ในอินเดีย ท่านได้จัดอบรมวิปัสสนาให้แก่มารดาและญาติพี่น้อง ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นอันมาก นับจากนั้นขบวนการเอหิปัสสิโกก็ได้เริ่มต้นจากปากต่อปากที่บอกต่อๆ กันไป ทำให้มีผู้มาขอเข้าปฏิบัติกันมากขึ้น และจากการที่ท่านอาจารย์อูบาขิ่นมีความฝังใจอยู่แต่เดิมว่า ประเทศอินเดียมีบุญคุณอย่างล้นเหลือที่ได้หยิบยื่นธรรมอันบริสุทธิ์ขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แก่ประเทศพม่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน แต่ธรรมอันล้ำค่านี้กลับได้สูญหายไปจากประเทศอินเดียอันเป็นต้นกำเนิดจน เกือบหมดสิ้น


ท่านอาจารย์อูบาขิ่น (Sayagyi U Ba Khin)


ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าจึงมีความปรารถนาที่จะทดแทนคุณประเทศอินเดีย ด้วยการหาทางนำเอาธรรมะอันล้ำค่านี้กลับไปเผยแผ่อีกครั้ง ซึ่งท่านอาจารย์อูบาขิ่นก็ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท่านเปิดการอบรม วิปัสสนาในแนวทางนี้ขึ้นในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง

หลังจาก 14 ปีของการปฏิบัติ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิปัสสนาจารย์และได้เดินทางไปเผยแผ่การปฏิบัติ วิปัสสนาที่ประเทศอินเดียตามความประสงค์ของอาจารย์ของท่าน จนกระทั่งปี พ.ศ.2517 ท่านจึงได้ก่อตั้งและเป็นประธานสถาบันวิปัสสนานานาชาติศูนย์แรกชื่อ “ธรรมคีรี” ขึ้นที่เมืองอิกัตปุรี ใกล้ๆ กับเมืองบอมเบย์ รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของท่านอาจารยอูบาขิ่น ซึ่งดำเนินตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่ได้บันทึกไว้ในพระ ไตรปิฏก นับจากนั้นมาก็ได้มีการจัดอบรมวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันและหลักสูตรระยะยาวต่อเนื่องเรื่อยมา



ปี พ.ศ.2522 ท่านเริ่มเดินทางไปเผยแผ่อบรมการปฏิบัติวิปัสสนาตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตามแนวทางของท่านอาจารยอูบาขิ่น ซึ่งดำเนินตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎก ท่านได้อำนวยการสอนวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันในประเทศอินเดียและประเทศอื่นๆ ทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออก กว่า 400 หลักสูตร หลักการสอนของท่านโกเอ็นก้าได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ทั้งในอินเดีย ประเทศที่ยังคงมีความแตกต่างทางด้านชนชั้นและศาสนาอย่างมาก และจากทั่วโลก ทั้งนี้เพราะคำสอนที่มีลักษณะเป็นสากล มิได้ขัดต่อหลักศาสนาใด ท่านเน้นเสมอว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาใด และมีผิวสีอะไร ต่างก็มีความทุกข์ในรูปแบบเดียวกันทั้งสิ้น ในเมื่อความทุกข์ของมนุษย์เป็นสากล วิธีการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์จึงต้องเป็นสากลเช่นกัน

ต่อมาท่านได้เริ่มแต่งตั้งอาจารย์ผู้ช่วยให้ช่วยดำเนินการอบรมแทนท่าน โดยใช้เทปและวิดีโอของท่านเป็นแนวทางในการสอน เพื่อรองรับกับความต้องการของประชาชนที่จะเข้าอบรมซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ทุกวันนี้มีอาจารย์ผู้ช่วยกว่า 700 ท่าน และอาสาสมัครช่วยงานต่างๆ อีกนับพันๆ คน มีการจัดอบรมวิปัสสนาในประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

โดยมีการก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาทั้งสิ้น 80 แห่งใน 21 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละปีจะมีการจัดอบรมหลักสูตรวิปัสสนาทั่วโลกกว่าหนึ่งพันหลักสูตร โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าอบรม ที่พัก หรือค่าอาหารใดๆ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจที่จะบริจาค ทั้งตัวท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเองและอาจารย์ผู้ช่วยต่างๆ ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากการอบรมดังกล่าวแม้แต่น้อย



ขอบพระคุณข้อมูลจาก : http://www.dhammajak.net

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2011, 10:24:59 pm โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: