KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมคุยกันสบาย...สบายครับ
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 29
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ  (อ่าน 245027 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #240 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 08:19:29 PM »

21-23 มีนาคมครับ

แล้วถ้ามีโอกาสวันที่ 31 มีนาก็ตั้งใจว่าจะไปอีกครับ

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #241 เมื่อ: มีนาคม 14, 2012, 10:40:48 PM »

จากข้อมูล ทีวีไทย ปี 2555 น้ำมาก
เพราะเอเชียร้อน อากาศยกตัวขึ้น
 และอากาศเย็นจากทวีปอเมริกาพัดไอน้ำเข้าเอเชีย

แฮ่ แฮ่ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #242 เมื่อ: มีนาคม 18, 2012, 03:46:57 AM »


ถ้ามาจากอเมริกาผ่านมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดแปซิฟิคก็ต้องผ่านญี่ปุ่น ตามมาด้วยเกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา

ก่อนจะถึงไทย ไทยคงโชคดี มีบังเกอร์สกัดไว้ก่อนเยอะ  ยิ้มเท่ห์

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
magicmo
กัลยาณมิตร ลำดับที่ 2
***

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 1
กระทู้: 124


ดูรายละเอียด
« ตอบ #243 เมื่อ: มีนาคม 21, 2012, 05:17:11 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เครื่องกรองน้ำชั้นเยี่ยม crane สะอาด ปลอดภัย เหล็กปลอกราคาถูกลวดผูกเหล็ก คุณภาพดี cctv
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #244 เมื่อ: มีนาคม 24, 2012, 11:03:26 PM »

กลับมาจากงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

นำบุญกุศลทั้งหลายมาฝากกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยครับ  ขอให้ได้รับผลบุญด้วยเช่นเดียวกันครับ


 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #245 เมื่อ: มีนาคม 25, 2012, 09:49:39 PM »

กลับมาจากงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

นำบุญกุศลทั้งหลายมาฝากกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยครับ  ขอให้ได้รับผลบุญด้วยเช่นเดียวกันครับ


 

อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย วันก่อนผมไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อโสธร เช่นกันครับ
พอดีพาพ่อกับแม่ไปทำบุญด้วย เอาบุญมาแบ่งกัลยาณมิตรทุกท่านเช่นกันครับผม

ส่วนปัจจัยผมร่วมทำบุญไปแล้วนะครับผม โอนไปเรียบร้อย ^_^
ขอบพระคุณมากนะครับพี่ต่าย ที่ให้ร่วมทำบุญด้วย สาธุๆ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #246 เมื่อ: มีนาคม 26, 2012, 12:58:38 AM »

น้องกอล์ฟทำในสิ่งอันเป็นประโยชน์เป็นมงคลแก่ส่วนรวมนั้นมากมายนัก น้อยนักในแผ่นดินที่จะทำเช่นนี้ได้

มีอะไรให้พี่ช่วยเหลือ บอกมาได้เลยครับ ไม่ต้องรีรอ...
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #247 เมื่อ: มีนาคม 26, 2012, 10:26:50 AM »

ยินดีครับพี่ต่าย เดี๋ยวมีโครงการดีๆ เพื่อธรรม มาแนะนำเรื่อยๆ ครับผม

พี่ต่ายได้เก็บรูปในงานหลวงปู่ มาด้วยปะครับ ถ้าเก็บมา มาแชร์แบ่งๆ
กันชมเพื่อความปิติกันหน่อยนะครับผม สาธุๆ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #248 เมื่อ: มีนาคม 26, 2012, 10:53:45 PM »


สังโยชน์ 3 ข้อแรกที่พระโสดาบันละได้
1.สักกายทิฏฐิ- สักกาย มีความหมายว่า กายแห่งตน,เรื่องของกายตน, ส่วนทิฎฐิ มีความหมายว่า ความคิด,ความเห็น,ความเชื่อในที่นี้มีความหมายว่าความเห็นผิดเชื่อผิด อันเป็นปรกติของปุถุชนด้วยอวิชชาอันย่อมมีมาแต่การถือกำเนิดเป็นธรรมดา
กล่าวคือ จึงย่อมมี สักกายทิฏฐิ ซึ่งมีความหมายว่า ความคิดหรือความเห็นความเข้าใจหรือความเชื่อในเรื่องกายว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตัวของตนอย่างแท้จริง(สักกายสมุทัย)โดยไม่รู้ตัวเป็นไปซึ่งเกิดขึ้นและเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ,
ความคิดความเห็นว่าเป็นตัวของตน จึงเป็นเหตุให้ถือตัวตน เช่น เห็นรูปว่าเป็นตน เห็นเวทนาว่าเป็นของตน ฯ. กล่าวคือ เพราะย่อมยังไม่มีความเข้าใจอย่างมีสติสัมปชัญญะในความเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้เท่านั้นของสังขาร
จึงไม่เคยรู้ ไม่เคยระลึก ไม่เคยพิจารณา จึงย่อมไม่มีเครื่องรู้เครื่องระลึกเครื่องเตือนสติ จึงไม่เกิดสัมมาปัญญาหรือญาณอย่างน้อมยอมรับว่า ตัวตนหรือรูปกายของตนนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอย่างแท้จริง
สักแต่ว่าเกิดมาแต่การประชุมปรุงแต่งกันขึ้นของเหตุปัจจัยของธาตุ๔ หรือชีวิต(ชีวิตินทรีย์)ที่มีร่างกายตัวตนก็สักแต่ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ หรือเบญจขันธ์ หรือสังขารร่างกายล้วนเป็นไปตามพระไตรลักษณ์
เหมือนดังสังขารทั้งปวงที่ต่างล้วนต้องเกิดมาแต่การที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน หรือประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมาเพียงชั่วสักระยะหนึ่งจึงล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่อย่างแปรปรวน แล้วดับไปเป็นธรรมดา
ไม่เป็นอื่นไปได้ จึงล้วนเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวมีตนอย่างเป็นแก่นแท้จริง เมื่อไม่มีตัวตนจึงย่อมไม่ใช่ของตัวของตน หรือของใครๆได้อย่างแท้จริง
แต่ด้วยอวิชชาดังนั้นจึงมีความคิดความเห็นอย่างยึดมั่นยึดถือโดยไม่รู้ตัวอยู่ภายในอยู่ตลอดเวลาใน รูปขันธ์(กายตน) ตลอดจนในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ
ว่าเป็นตัวตนของตนหรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของตนอย่างเชื่อมั่นหรือรุนแรงตามที่ได้สั่งสมอบรมมาแต่ทารกโดยสัญชาตญาณ(ความรู้ที่มาแต่การเกิดเป็นธรรมดา)โดยไม่รู้ตัวหรืออวิชชา,
เพราะความไม่รู้และไม่รู้เท่าทันว่าตัวตนหรือกาย(รูปขันธ์)ก็สักแต่ว่าประกอบด้วยเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ หรือชีวิตก็เป็นเพียงเหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕
จึงเป็นสังขาร จึงย่อมมีความไม่เที่ยง(อนิจจัง) และคงทนอยู่ไม่ได้(ทุกขัง) เป็นอนัตตาที่ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเราอย่างแท้จริง เป็นเพียงมวลหรือก้อนของเหตุปัจจัยคือธาตุ ๔ ที่ประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยกันขึ้น
จึงขึ้นอยู่กับธาตุ ๔ ไม่ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเราแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นมายาจิตหลอกล่อให้เห็นว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา ทั้งๆที่เป็นหรือเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
ตลอดจนไม่รู้เท่าทันอีกว่า เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ หรือขันธ์ที่เหลือทั้ง ๔ ก็เช่นเดียวกัน ต่างก็ล้วนเป็นเพียงสังขารเช่นกันทั้งสิ้น
จึงเกิดแต่เหตุปัจจัยมาประชุมกัน จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเช่นกัน ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เป็นตัวตนของตน หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของตนอย่างแท้จริง ดังนี้เป็นต้น
จึงไม่มีเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ให้เกิดนิพพิทา ให้คลายความยึด, ความอยาก, ความกังวลหรือความหลงใหลในกายสังขารตน หรือขันธ์ ๕ อันเป็นที่หวงแหนยิ่งเหนือสิ่งใดโดยไม่รู้ตัว อันเป็นบ่อเกิดของอุปาทาน - ความยึดมั่นพึงพอใจในตัวตนหรือของตนด้วยกิเลสในขั้นต้นของปุถุชนทั่งปวงโดยทั่วไป

2 สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นถือมั่นในศีล(ข้อบังคับ)และวัตร(ข้อปฏิบัติ)แบบผิดๆ, ความถือมั่นในข้อบังคับและข้อปฏิบัติโดยสักแต่ว่าทําตามๆกันมาอย่างงมงาย อันเกิดจากการไม่เข้าใจในธรรม(สภาวธรรม)ตามความเป็นจริง
แต่ปฏิบัติเป็นไปตามความเชื่อ ความยึด หรือตามประเพณีที่สืบทอดกันต่อๆมา โดยขาดปัญญาพิจารณาเนื่องด้วยอธิโมกข์
เช่น เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตรข้อปฏิบัติแต่ฝ่ายเดียวก็พอเพียงแล้วในการปฏิบัติธรรม,
การทำบุญเพื่อหวังผล หรือเพื่อไปสวรรค์ นิพพาน แต่อย่างเดียวก็พอเพียงแล้ว,
การถือศีลอย่างเคร่งครัดแต่ฝ่ายเดียวแล้วจะบรรลุมรรคผล,
คล้องพระเพื่อให้เกิดโชคลาภ คงกระพันชาตรี,
การปฏิบัติแต่สมถะสมาธิอย่างเดียว แล้วจะเกิดปัญญาเข้าใจธรรมหรือได้มรรคผลขึ้นมาได้เอง,
การทรมานตนในการปฏิบัติ, การอ้อนวอนบูชา, การบนบาน, การบูชายัญ, การยึดมั่นใน อัตตาเจตภูต หรือแม้แต่ปฏิสนธิวิญญาณ ฯลฯ.

3.วิจิกิจฉา
ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย โดยเฉพาะในพระธรรม อันคือ ธรรมคำสอนโดยพระพุทธองค์ ที่มีพุทธประสงค์สูงสุดล้วนเป็นเรื่องของสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่เกี่ยวกับความทุกข์
ดังเช่น การเกิดขึ้นของทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์ แต่เพื่อให้รู้เหตุ ก็เพื่อนำไปใช้ในการดับไปแห่งทุกข์ต่างๆนั่นเอง จึงยังให้เกิดความสุขจากการหลุดพ้น อันสุขยิ่งกว่าสุขทางโลกนั่นเอง,
อันวิจิกิจฉาหรือความลังเลสงสัยนี้ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเนื่องจากความไม่เข้าใจในธรรมของพระองค์ท่านอย่างถ่องแท้ในเบื้องต้นเนื่องด้วยอวิชชา
ดังนั้นเมื่อปฏิบัติไปย่อมต้องเกิดการติดขัดเป็นธรรมดา ก็เกิดความสงสัย ลังเล ไม่เชื่อถือ, ค้นหาการปฏิบัติใหม่, ลัทธิใหม่, วิธีใหม่, อาจารย์ใหม่, ที่ยึดถือใหม่ ฯลฯ.
จึงเป็นการค้นหา, วิ่งเข้าหาสิ่งผิดๆด้วยอวิชชาเสียก็มี หรือเป็นการเริ่มต้นกันใหม่อยู่เสมอๆ จึงไม่สามารถบังเกิดความรู้ความเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งแท้จริง,
ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยอันจักบังเกิดขึ้นจากความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมพื้นฐานอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดอุปสรรคในการปฏิบัติ จิตจะไม่เกิดความลังเลสงสัย
แต่จิตจะพลิกไปพิจารณา, ครุ่นคิด, คิดค้นคว้า แก้ไขให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่กระจ่างสว่างขึ้นไปเป็นลําดับ กล่าวคือเจริญวิปัสสนาจนเกิดความรู้ความเข้าใจให้หลุดพ้นขึ้นนั่นเอง,
วิจิกิจฉาจึงเป็นอุปสรรคสําคัญที่บั่นทอนสัมมาปัญญาหรือญาณไม่ให้เกิด จึงทําให้ร้อยรัดสรรพสัตว์ไว้กับทุกข์,
แต่การไม่ลังเลสงสัยก็ต้องไม่เป็นไปในลักษณะของความมัวเมาด้วยอธิโมกข์ จึงต้องประกอบด้วยปัญญาหรือการเจริญวิปัสสนา

เอามาให้อ่านพิจารณากันครับ...

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #249 เมื่อ: เมษายน 11, 2012, 12:10:16 AM »

ต่อไปนี้ผมจะคัดบทสนทนากับเพื่อนๆกัลยาณมิตร ในเฟซบุ๊ค

เห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยนำมาให้พิจารณากันครับ


การเห็น..การเกิด ดับของจิตนั้น.... ต้องเห็นให้ครบ วงรอบ...คือ การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ จนดับไป

เพราะการเห็นครบวงรอบ นั้น เท่ากับ คุณได้ แยกขันธ์ออกได้แล้ว เป็น กาย กับ จิต

เพราะจิต ได้ถอนตัวออกมาเป็นผู้ดู

*บางคนก็เห็น2ขณะ บางคนก็เห็น3ขณะ แล้วแต่อินทรีย์ ที่บำเพ็ญมา...
ช่วยอธิบายเพิ่มหน่อยค่ะ เพราะปฏิบัติ ถึงตรงนี้ค่ะ
*ผู้มีอินทรีย์คือ สติ และปัญญากล้าจะมองเห็น 2 ขณะ พวกมีอินทรีย์่หย่อนลงมา มองเร็วๆยังไม่ทันต้องเล็งไว้ก่อน พวกสติปัญญากล้ามองเห็นรวดเดียวจบครับเป็นงี้...
ค่ะ บางครั้งเห็นแค่ เกิด ดับ ดูการตั้งอยู่ไม่ทัน
*มันต้องผ่านมาก่อนครับคือเห็นได้3ขณะก่อน แล้วก็สติสมาธิปัญญากล้าขึ้นก็จะมองได้ทันรวดเดียว เป็นลำดับไปตามวิปัสสนาญาณที่ผมเคยบอกไปแล้ว แต่ต้องเริ่มจาก3ขณะให้คล่องก่อนครับ...จึงจะมองเห็นตั้งอยู่ทัน หลังจากนั้นจะพัฒนามามองทันและเห็นเป็น2ขณะ นั่นคือมองได้ทัน แล้วหลังจากนั้นก็พรึบเดียว แล้วก็แวบดับไปเลย...ที่เค้าเรียกกันว่า"กิเลสย้อมจิตไม่ติด"ก็อย่างนี้แหละครับ เพราะจิตหรือวิญญาณมันดับแว๊บไปแล้ว กิเลสมันจะติดกับอะไร นั่นเกือบทำลายวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ด้วย...
คุณหมายถึงว่าทุกครั้งเห็น 3 ขณะก่อนใช้ไหม เพราะคิดว่าดูไม่ทัน อาจจะไม่ได้ตั้งใจดูก็เป็นไปได้...ขอบคุณค่ะ
* ใช่ครับดูให้ทันก่อน เมื่อทำบ่อยๆเนืองๆจนชำนาญ ก็จะมองทัน ถ้ามองไม่ทันก็แสดงว่า อินทรีย์สติและสมาธิยังหย่อนอยู่เลยมองไม่ทัน แต่ก็เกือบทันแล้วครับ ไม่มีอะไรนอกจากมีสติตามรู้ไวๆ มีความเพียร อดทนทำบ่อยๆ ตัวผู้รู้(จิตโดนเจตสิกมาเกาะ)เกิดขึ้นก็มองเลย...ดีแล้วครับมองแค่นี้ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง อยากรู้อยากเห็นอะไรต่อ..ขันธ์ แต่ละตัวมันก็จะเห็นชัด ต่างคนต่างทำงานไป อย่าไปโยนให้กัน คือผู้รู้มา(วิญญาณ)ก็โยนต่อไปสังขารปรุงแต่งต่อ แล้วก็สงสัยจิตก็อยากรู้อยากเห็นอีก กลายเป็นจิตฟุ้งซ่านไปอีก...เกิดมาซ้อนเกิดกันอีกแล้ว...
โมทนาบุญกับทั้งท่านด้วยนะครับ อ่านแล้วเพลินเลยครับ

*แนะนำให้ลองไปมองตัวแรงๆก่อนจะเห็นชัดครับ โกรธหรือโมโหอย่างนี้ครับ จะชัดดี ชำนาญแล้วลองไปดูตัวต่อๆไป โมหะจะดูยากครับ และมันจะละเมียดละเอียดแถมประณีตขึ้นเรื่อยๆครับ

ค่ะขอบคุณค่ะ
*บางท่านเอาตัว อทุกขมสุข หรืออุเบกขามาดู แต่ไม่รู้ว่าดูอะไรอยู่มองไม่ทันนึกว่าเป็นอุเบกขาแล้ว มันยังไม่เป็นอุเบกขาเพราะมันยังมองไม่เห็นไตรลักษณ์ยังไม่เกิดปัญญา มันก็ไม่เป็นอุเบกขาจริง ของจริงต้องเห็นไตรลักษณ์ก่อน นั่นแหละมีปัญญาแล้วมันจึงจะเป็นอุเบกขาได้ด้วยปัญญา นักปฏิบัติส่วนใหญ่เกือบหมด มาตายตินิ่งอยู่ตรงนี้...เพราะไม่มีครูบาอาจารย์มาแก้ให้ บางคนหลงว่าบรรลุธรรมไปแล้วเลย..."พรหมลูกฟัก"

*อ้าว...ไปตรงกับคุณเก้ โพสต์ไว้เมื่อกี้พอดีโดยบังเอิญ...
ติดสุข : หลวงตามหาบัว กับ ท่านพระอาจารย์มั่น

ผลแห่งสมาธิธรรมของท่านในระยะนั้นมีความแน่นหนามั่นคงมาก ถึงขนาดที่ว่าจะให้แน่วแน่อยู่ในสมาธินั้น
สักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ และเป็นความสุขอย่างยิ่งจากการที่จิตไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่อยากจะออกยุ่งกับอะไรเลย
ตาก็ไม่อยากดู หูก็ไม่อยากฟัง เพราะมันเป็นการยุ่งรบกวนจิตใจให้กระเพื่อมเปล่าๆ
แต่มีความพอใจยินดีอยู่กับการที่ จิตหยั่งเข้าสู่ความรู้อันเดียวแน่วอยู่อย่างนั้น นี่แลมันทำให้ติดได้อย่างนี้นี่เอง
จนขนาดที่ว่าสุดท้ายก็นึกว่าความรู้ที่เด่นๆ อยู่นี้เองจะเป็นนิพพาน องค์ท่านนี้ติดสมาธิอยู่เช่นนี้ถึง ๕ ปีเต็ม
ยังไม่ยอมก้าวเข้าสู่ปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลสให้สิ้นซาก

หากไม่มีท่านพระอาจารย์มั่น มาฉุดมาลากออกไปก็จะติดสมาธิอยู่เช่นนี้กระทั่งวันตายเลย
แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่ยอมลงใจง่ายๆ กลับมีข้อโต้แย้งเพื่อหาความจริง...ยังไม่หมดครับไปตามอ่านให้จบดูครับ


ดีครับ....คนได้อ่านก็เริ่มเข้าใจกันบ้างแล้ว....ค่อย ๆ ลงไป ไม่ต้องเร่ง....อธิบายไปเรื่อย ๆ....

*ผมอยากให้เข้าใจแนวทางการปฏิบัติกันครับจะได้รู้แนวทางที่ถุกต้อง...จะได้ไม่เนิ่นช้านักครับ....บางทีมันก็มีข้อจำกัดนะครับ คือผมจะตอบแบบตรงๆสั้นๆเพราะผมเคยปฏิบัติผ่านมาก่อนและผมได้อาจารย์คอยตรวจสอบเสมอ....ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งหรือจะโชว์ออฟอะไร ซึ่งนั่นผมพูดตรงๆว่าผมผ่านมาแล้ว ผมเอียนกับคำสรรเสริญเยินยอ...ผมก็ได้แค่ยิ้มและผมก็จบ ไม่ได้เอาไปคิดแล้วคิดอีก...ยิ้มมันทั้งวัน...พูดกันตรงๆครับ ขออภัยในบางลีลา...^_^...

ดีครับ คุณ เป็นประโยชน์กันทั่วหน้า.....เพราะที่ผ่านมาผมก็ตามอ่านตลอด .....ยังนึกชมเลยครับ.....

*ขอบคุณครับ แบบใสๆแล้วกันไม่มีอะไรแอบแฝง และผมไม่ชอบบอกแบบยกปริศนาธรรม มาจากอาจารย์ไหนก็ไม่รู้มาแสดง...นั่นยิ่งทำให้เพื่อนๆงงกันไปอีก...การแสดงธรรมต้องใสกระจ่างแจ้ง และสิ้นข้อสงสัยครับนี่คือจุดประสงค์หรือเป้าหมายของผม
ครับ ไม่มีอะไรแอบแฝงครับ ตามดูวาระจิตผมได้เลยครับ...


ถูกต้องที่สุดเลยครับ....เพราะปฏิบัติมาย่อมสามารถเล่าได้ แต่ขอบเขตก็ยังมีอยู่นะครับ อย่าลืมนะ.....ยินดีด้วย
 ครับเห็นมาหลายโพสศ์แล้ว....ไม่ผิดอย่างที่ คุณ กล่าวมา.....ทุกท่านแยกได้ครับ....


*ใช่ครับยอมรับครับมีข้อจำกัดบางประการครับผม...อย่างที่สำคัญคือผมจะอธิบายแบบสั้นๆไม่เยิ่นเย้อนักเนื่องด้วยผมพิมพ์ไม่ค่อยคล่องด้วยครับ พิมพ์ยาวใช้เวลานานมากครับ...และยังมีอีกหลายประการครับ...ขอบพระคุณที่แนะนำครับ...ซึ่งบางกระทู้ถ้าเพื่อนๆกัลยาณมิตรดูแล้ว ถ้าไม่นิ่งพอหรือตามไม่ทันอาจจะดูว่าผมแรง....แต่ใจจริงๆแล้วผมแสดงให้ดู ให้เอามาเปรียบเทียบใช้วิจารณญาณให้มาก...กลับไปอ่านซ้ำใหม่...นั่นจะทำให้เราค่อยๆคิดถึงเหตุถึงผลกัน...ไม่ใช่มาฟาดฟันกัน ยิ่งใครมากดLikeยิ่งเฮ ใส่กันสนั่น...วันหลังเรามาอ่านใหม่ทั้งหมดก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเราใช้วิจารณญาณให้มากมีเหตุมีผลวางใจเป็นกลางเราจะเข้าใจครับ...ในสิ่งที่ผมแสดงไป...บางอย่างมันก็เป็นลีลาหรือกุศโลบายของผมน่ะครับ...สุดแล้วแต่ท่านใดจะพิจารณากันเอาล่ะครับหลังจากนั้น

เหตุผลมีอยู่ในการบอกเล่า.....ซึ่งผู้เข้ามาอ่าอ่านย่อมสามารถเข้าใจได้.....วงใจได้ว่า มีประโยชน์ดีกว่่าครับ....นั่น คือ เป้าหมาย....

*ครับผม...ค่อยๆทำไปครับ ธรรมเป็นเรื่องประณีตครับ...ค่อยๆบรรจงอดทนทำไป...รวมทั้งผมด้วยครับ...

สาธุอีกครั้งครับ. แต่ผมอ่านแล้วดีมากนะครับ. แต่ผมไม่ถนัดดูจิตเกิดดับอะไรเท่าไหร่. และก็ไม่รู้จะเอามาอ้างมาเหมือนคุณ แต่ก็อยากแค่แสดงความคิดเห็นนะครับ ยังมีกรรมฐานสี่สิบอีกนะครับที่จะทำให้คนเข้าถึงพระนิพพานได้เหมือนกันนะครับ ^_^.

ใช่ครับ....แล้วแต่คนที่ขอบเท่านั้นเอง.....เราไม่สามารถบอกได้ว่าใคร ต้องทำอะไรได้....ถูกต้องแล้วครับ คุณ

*อีกอย่างนึงครับ...อย่าเพิ่งน้อมใจเชื่ออะไรง่ายๆครับ ให้ใช้หลักการพิจารณาตามกาลามสูตรก่อน...แล้วหลังจากนั้นค่อยพิจารณาครับ แล้วเมื่อเรามีภูมิจิตภูมิธรรมถึงเป็นสัมมาทิฏฐิ เราจะเข้าใจที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสั่งสอนเรามา ทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติ ถ้าเราก้าวผ่านไประดับปฏิเวธแล้ว ทั้ง๒ภาคนั้นลงรอยเดียวกันได้สนิทเลยครับไม่ว่าจะเดินมาจากทางไหน แล้วเราจะเข้าใจว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด...มันมี ๔ ทางครับ การดูจิตก็เป็น จิตตานุปัสสนา ยังมี กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนาอีกครับ ชอบทางไหนถูกจริต ปฏิบัติแล้วเจริญก้าวหน้าเร็วก็เอาทางใดก็ได้ครับทางหนึ่ง เข้าถึงนิพพานได้เหมือนกันครับผม

หรือจะเรียกกัน ว่า สติปัฏฐาน 4 ก็ได้ คับ....จะได้ไม่ งง กัน สำหรับผู้เข้ามาอ่าน

*ส่วนเรื่องกรรมฐาน ๔๐ กองนั้นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงบอกแนวทางแก่คนหมู่มากหรือบรรดาเหล่าสัตว์ทั้งหลายน่ะครับซึ่งสั่งสมบารมีมาไม่เหมือนกัน พระองค์จึงต้องสอนให้ครอบคลุมครับ...บางท่านสอนดูจิตก็ดูไม่เป็น แต่พอกองกรรมฐาน มรณานุสสติ ก็เป๊ะ บรรลุธรรมกันไปเลย ...ประมาณนี้ครับ จริตและบารมีที่ทำมาแตกต่างกันครับ

ภาวะ สมาธิ ปัญญา ความเพียร คนเราไม่ เท่ากันน่ะค่ะ

ก็ต้อง ค่อย ๆ ปรับ.....อย่าให้อะไรมากเกินไป.....แล้ว อินทรีย์พละ ก็จะสมดุลกัน....ว่า ใครมีอะไรมากน้อย ก็ต้องปรับกันไป....

*นี่แหละครับกัลยาณมิตร ค่อยๆคุย ค่อยๆบอกกันไปด้วย ใจที่เบิกบานบริสุทธิ์จริงใจ...จะเป็นพื้นฐานให้เราเจริญในธรรมได้เร็วครับ

สาธุค่ะ

ด้วยเหตุ ด้วยผล.....ไม่ใช่ ว่า ใครเก่ง หรือ ใครไม่เก่ง ....ทางธรรม นั้นไม่มีหรอกครบ ว่า ใครเก่ง....ขอให้เป็นเพื่อน กัลยาณมิตร ดีกว่า .....ชี้แนะ แนะนำ เพื่อไปพร้อมกัน....

*นั่นคือเราทำบารมีมาต่างกันครับ....แล้วแต่ใครจะทำเอาครับ...แต่กฏแห่งกรรมนั้นจัดสรรไว้หมด...ไม่ให้ออกนอกกรอบนี้ไปได้...เช่นว่า ทำไมคนนี้คนนั้นฟังธรรมไม่กี่คำบรรลุกันแล้ว...เพราะนั่นเราอาจจะยังไม่รู้ว่าชาติก่อนๆนั้นเค้าทำมาแบบปรมัติเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาแล้ว ชาตินี้เค้าก็ง่าย...มันต้องทำกันมาก่อนทั้งนั้นไม่มีอะไรได้มาง่ายเลย....และสำหรับเรื่องมรรคผล...ไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีโชค ชะตา หรืออาศัยวาสนา...ต้องภาคเพียรปฏิบัติเอาทั้งสิ้น....

สาธุ ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำสนทนา มีประโยชน์เป็นความรู้อย่างยิ่งค่ะ

*แม้มีซักคนได้อ่าน ได้พิจารณา ผมก็ถือว่ามีประโยชน์อันยิ่งแล้วครับ...ขอให้ท่านทั้งหลายเจริญในธรรมอันประเสริฐทั้งปวงครับ...

สาธุ..

*อินทรีย์ ๕ ,ศรัทธา๑ วิริยะ๑,สติ๑,สมาธิ๑,ปัญญา๑,.....
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #250 เมื่อ: เมษายน 11, 2012, 01:19:51 PM »

ได้เลยครับพี่ต่าย ยินดีๆ ครับ อนุโมทนาสาธุ ด้วยนะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #251 เมื่อ: เมษายน 13, 2012, 10:57:01 AM »

ในวาระโอกาสวันสงกรานต์ปี 2555
ผมขอสวัสดีปีใหม่ไทยๆ พี่ๆสมาชิกใน kammatan.com ทุกๆท่านนะครับผม

ขอให้ทุกท่านจงได้เจริญ ทั้งทางธรรม และ ทางโลก ขอให้สุขภาพแข็งแรง
ได้เรียนรู้กาย และ เรียนรู้ใจให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
เจริญยิ่งๆด้วยปัญญาตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับผม
และขอร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ตราบนานเท่านาน

ที่ใดมีธรรม ที่นั่นร่มเย็นเป็นสุข
กอล์ฟ [at]kammatan[dot]com
13 เมษายน 2555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 13, 2012, 11:09:35 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #252 เมื่อ: เมษายน 13, 2012, 02:58:59 PM »


ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสุดครับ

 
 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #253 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 11:33:41 PM »

พระอรหันต์นิพพานแล้วไปไหน ?
คนธรรมดาตายแล้วย่อมเกิดในภพต่าง ๆ ตามกรรม ส่วนพระอรหันต์ผู้สิ้นกรรมแล้ว ไปเกิดที่ไหน ?

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนวัจฉะ คำว่า จะเกิดดังนี้ไม่ควรเลย.... คำว่า ไม่เกิดดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มีใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ก็ไม่ควร

“.....ธรรมนี้เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเป็นยากที่จะรู้ สงบระงับประณีตไม่ใช่ธรรมที่จะหยั่งถึงได้ด้วยความตรึกละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้
ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น รู้ได้โดยยาก

ดูก่อนวัจฉะ...... เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้..... ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านท่านจะพึงรู้หรือไม่ว่าไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา”
วัจฉะ “ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา”
พุทธะ “...... ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้อาศัยอะไรจึงลุกเล่า ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?
วัจฉะ “......ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้ อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกอยู่”
พุทธะ “......ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้จะดับไปต่อหน้าเราแล้ว ?”
วัจฉะ “ ...... ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว.....”
พุทธะ “......ไฟที่ดับไปต่อหน้าท่านแล้วนั้นไปยังทิศไหนจากทิศนี้.... ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?”
วัจฉะ “...... ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกแต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่า ไม่มีเชื้อ ดับไปแล้ว”
พุทธะ “......ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะรูปใด...... เพราะเวทนาใด....... เพราะสัญญาใด........ เพราะสังขารใด เพราะวิญญาณใด รูป...... เวทนา...... สัญญา.....สังขาร..... วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เห็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความมี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป....... เวทนา...... สัญญา.... สังขาร...... วิญญาณ มีคุณอันลึกอันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มีไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้”

อัคคิวัจฉโคตตสูตร ม. ม. (๒๔๘-๒๕๑)
ตบ. ๑๓ : ๒๔๕-๒๔๘ ตท.๑๓ : ๒๐๙-๒๑๑
ตอ. MLS. II : ๑๖๕-๑๖๖



ประเพณีสงกรานต์ไปไหน ทำอะไรกันมาบ้างครับ...

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #254 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 10:52:12 AM »

สาธุครับพี่ต่าย อ่านแล้วจับใจดีจริงๆ สำหรับธรรมะข้อนี้

ผมกลับบ้านที่อุบล ครับ ไปทำบุญที่วัดสาขา ของวัดหนองป่าพง มาครับ

ร่วมซื้อที่ดินถวายแก่วัด เพื่อช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตามแต่จะสมควร

ผมขอนำบุญที่พึงตั้งใจไว้ดีแล้วในสามกาล (ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ ) นำมาแบ่งให้กับพี่ๆ น้องๆ ในเว็บด้วยนะครับผม

แล้วพี่ต่ายไปไหนมาครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 29
พิมพ์
กระโดดไป: