KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมคุยกันสบาย...สบายครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 29
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ  (อ่าน 246344 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #210 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 08:23:59 PM »



ผมมองในมุมมองกว้างๆให้ฟัง การคาดการณ์หรือที่พวกเราเรียกว่าญานหยั่งรู้นั่นแหละครับ

นี่คือมุมมองของผมหลังจากเกิดเหตุการณ์ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะรับมือน้ำไม่อยู่ ผมโพสต์ออกไปแล้ว แต่น้อยคนนักถ้าไม่มองภาพรวมมักจะมองไม่เห็นภาพ

ความจริงน้ำเค้าก็ไม่ได้ดุร้ายอะไร เค้าเพียงหาทางออก แทนที่เราจทำแนวรบกับเค้า

ทางออกที่ดีที่สุดคือ "ทำทาง" ให้น้ำเค้าไหลลงไปสู่ทะเล

การทำทางนี้ต้องมีกลุ่มที่เสียสละบ้าง จัดแจงทำความเข้าใจและคุยกันด้วยดีครับ



 
 
ผู้ส่งข้อความ : AVATAR  14/10/2554 22:39:05


 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #211 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 08:35:30 PM »


รูปภาพบนกระดาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ
ขอแชร์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทุกๆ คนค่ะ

"... พระเจ้าอยู่หัวท่านสอนว่า "อย่...าไปกั้นขังน้ำ ต้องหาทางให้เขาไป"

สั้นๆ แต่ชัดเจนและเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้จริง....
ช่วงน้ำทะเลหนุนก็หยุดปล่อยน้ำเหนือแค่ ๒-๓ ชั่วโมง
พอน้ำทะเลลดก็เร่งระบายน้ำออกทะเลให้เร็ว
นี่คือสมดุลย์ที่ในหลวงท่านตรัส.....



เครดิตคุณ jobbkk ค่ะดูเพิ่มเติม
โดย: น้ำขึ้น ให้รีบบอก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ให้แก้ไขปัญหาด้วยการปฏิบัติ(ความเพียร)หรือลงมือทำ

น้ำท่วมเดือดร้อน(ทุกข์)  น้ำมากเกินไป(สมุทัย) น้ำไม่ท่วม (นิโรธ) มีวิธีจัดแจงบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วม (มรรค) 


ไม่ใช่มารอโชคชะตาฟ้าฝน สถิติเก่าๆ หรือคำทำนาย

คำทำนายอ่านไปก็ลืมและไม่มีประโยชน์อันใดถ้าไม่ลงมือทำหรือหาทางแก้ไขป้องกัน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าภัยมา

ศาสนาพุทธจึงสอนให้มี ปัญญา ด้วยการเจริญปัญญาในภาคปฏิบัติไงครับ

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #212 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 10:53:08 PM »


นำบางส่วนของหนังสือที่กัลยาณมิตรรวบรวมไว้

ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก

พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

......................................

ข้อมูลนี้นำมาจาก
หนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๒
รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน
ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

....................................



ศีลและปัญญา


เท่านั้นเป็นเลิศในโลก

(รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน)











สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสไว้ดังนี้

๑. ปัญญาอบรมศีลให้บริสุทธิ์ ศีลอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์ ศีลต้องอาศัยปัญญา ปัญญาต้องอาศัยศีล ศีลและปัญญาเป็นของคู่กัน ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก

๒. “ปัญญาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นโดยการถาม (ปุจฉา) ตอบ (วิสัชนา) ภายในใจของตน (อย่าไปยุ่งกับกายและใจของผู้อื่น) โดยใช้หลักอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา (ทั้งทางโลกและทางธรรม) อริยสัจ แปลว่าความจริงที่พระองค์ทรงพบด้วยพระองค์เอง เมื่อพบความจริงแล้ว ให้ยอมรับนับถือความจริงนั้น ๆ อย่างจริงใจและด้วยความเคารพ หมายถึงให้ปฏิบัติตามนั้นด้วย เพราะจะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด “พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ทุกองค์ต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี”

๓. พระพุทธองค์ทรงตรัสยกย่องศีลไว้มากมาย ดังตัวอย่างเช่น

๓.๑ ศีลเป็นมารดา (แม่) ของพระพุทธศาสนา
๓.๒ ศีลเป็นมารดา (แม่) ของพระธรรม
๓.๓ ศีลเป็นรากฐานที่จะรองรับพระธรรมในพุทธศาสนา
๓.๔ การบวชเป็นพระภิกษุ จะต้องรับศีลจากพระอุปัชฌาย์ก่อนทุกองค์ แม้พวกอุบาสก-อุบาสิกาจะเข้าสู่พระพุทธศาสนา พระท่านก็ให้ศีลก่อนทั้งสิ้น
๓.๕ การปฏิบัติพระกรรมฐาน และพิธีกรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาก็ต้องอาราธนาศีลก่อนทั้งสิ้น
๓.๖ ในพระไตรปิฎก ก็เริ่มต้นด้วยศีล ( คือ พระวินัยมีรายละเอียดอยู่มากถึง ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์)

๔. เรื่องขอศีลที่หลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ) ท่านสอนลูกศิษย์ไว้มาก ซึ่งพิมพ์ลงในหนังสือธัมมวิโมกข์หลายเล่ม หลายตอน จะขอรวบรวมไว้ในตอนหลัง

๕. ตัวอย่างที่ทรงเน้นถึงความสำคัญของศีลในพระสูตร

ก) เรื่องโจร ๕๐๐ มีความโดยย่อดังนี้

โจร ๕๐๐ ปล้นฆ่าเป็นอาจิณ หนีการตามจับของทางการมาเจอพระรูปหนึ่งกำลังจงกรมอยู่ในป่า ก็เข้าไปขอพระรูปนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะพวกตนกำลังถูกตามฆ่าจากทางการ พระรูปนั้นกล่าวว่า“ที่พึ่งอื่นใดนั้นไม่มี ที่จะพึ่งได้นั้นมีแต่ศีลเท่านั้น” เมื่อพวกโจรเกิดศรัทธา คือ เชื่อท่านโดยยอมปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ ท่านก็ให้ศีลและเน้นความสำคัญว่า “จงรักษาศีลด้วยชีวิต แม้ตัวจะตายก็จงอย่าคิดละเมิดศีล” คือท่านเน้นศีลชั้นละเอียดถึงมโนกรรมก็ต้องบริสุทธิ์ ที่สุดโจร ๕๐๐ ก็ถูกจับและถูกฆ่าตายหมด โจรทั้ง ๕๐๐ ไม่แม้แต่จะต่อสู้ ไม่ร้องขอชีวิต จิตไม่คิดอาฆาต-พยาบาท และจองเวรแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตก็ไปจุติ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวโลก เพราะอานิสงฆ์ของศีล ตั้งใจรักษาศีลอย่างเคร่งครัดในพุทธันดรนี้ เทวดาทั้ง ๕๐๐ องค์ ก็ลงมาเกิดเป็นลูกชาวประมงได้พบพระสารีบุตร เกิดศรัทธาขอบวชกับท่าน และในที่สุดก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ องค์

ข) เรื่อง พระนางสามาวดีและคณะ ๕๐๐ มีความโดยย่อที่เกี่ยวกับศีลดังนี้

พระนางสามาวดีและบริวาร ๕๐๐ ได้ฟังเทศน์จาก นางขุดฉุตรา ซึ่งเป็นพระโสดาบัน เพราะได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเพียงครั้งเดียว ก็บรรลุมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางมาเทศน์ให้พระนางสามาวดีและบริวารอีก ๕๐๐ ฟัง ฟังเพียงครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทั้งหมด เมื่อกรรมที่เป็นอกุศลให้ผลกับพระนางและคณะ ถูกพระนางมาคัณทิยากับญาติวางแผนวางเพลิงพระตำหนักที่พัก โดยปิดทางออกไว้ทั้งหมด จนถูกไฟครอกตายทั้งหมด ก่อนจะตายพระนางสามาวดีสั่งให้บริวารทั้งหมดทำจิตให้สงบและบริสุทธิ์ถึงขั้นมโนกรรม คือ ให้อภัยทาน-ไม่โกรธ-ไม่พยาบาท อาฆาตและจองเวรในพระนางมาคัณทิยาและญาติแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตก็ไปจุติ ณ สวรรค์ ทุกคน

: วิจารณ์ หรือธัมมวิจยะ เรื่องโจร ๕๐๐

ก) ก่อนจะตายมีมรณานุสสติ และยอมรับว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ขอตายอย่างผู้มีปัญญา (ฉลาด) คือ เอาศีลเป็นที่พึ่ง (ศีล คือพระธรรมหรือเป็นมารดาของพระธรรมในพุทธศาสนา)

ข) จิตมั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่สงสัยในพระธรรม (ศีล) และคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ค) มีศีล ๕ บริสุทธิ์ ขั้นมโนกรรม ซึ่งเป็นศีลขั้นที่ ๓


ศีลมี ๓ ขั้น

ขั้นที่ ๑ ไม่เอากายไปกระทำผิดศีล พวกนี้ตายแล้วไม่ตกนรก แต่ยังต้องเกิดอีก ๗ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ขั้นที่ ๒ ปากไม่พูดให้ผู้อื่นกระทำผิดศีลเพื่อตน ตายแล้วต้องเกิดอีก ๓ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ขั้นที่ ๓ จิตไม่ยินดีด้วยเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีล ตายแล้วต้องเกิดอีก ๑ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ผล โจรทั้ง ๕๐๐ จึงไม่ตกนรก เพราะมีศีลละเอียดขั้นที่ ๓ เทียบเท่ากับพระโสดาบันขั้นที่ ๓ หรือขั้นละเอียด หรือเป็นพระสกิทาคามี เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพียงชาติเดียวก็พบพระสารีบุตร ขอบวช ฟังเทศน์จากพระสารีบุตร ก็จบกิจในพุทธศาสนาเป็นพระอรหันต์ทุกองค์


เรื่อง พระนางสามาวดี และคณะ ๕๐๐ ก็เช่นกัน

ทุกท่านเป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว แต่ก่อนตายทุกท่านก็ยอมรับความจริงเรื่องคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครหนีความตายไปได้ จิตของทุกท่านมั่นคงในพระรัตนตรัย ศีล ๕ ข้อของทุกท่านเต็มขั้นมโนกรรมทุกท่าน ทุกท่านให้อภัยทานแก่ผู้ที่มาปองร้ายหมายเอาชีวิตโดยการใช้ไฟครอกให้ตาย จิตทุกท่านไม่โกรธ ไม่พยาบาท อาฆาตและจองเวรแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตจึงไปจุติ ณ แดนสวรรค์ ซึ่ง มิได้กล่าวไว้ชัดว่าชั้นใด แต่ความดีขนาดนี้ ควรจะไปชั้นสูง ๆ อย่างแน่นอน ธัมมวิจยะ หรือการยกธรรมะขึ้นมาพิจารณาเป็นตัวทำให้เกิดปัญญา หากใครไม่ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงชี้แนะ ปัญญาก็ไม่เกิด

๖. พระองค์ทรงตรัสเรื่องมูลเหตุของศีล ได้ดังนี้

๖.๑ " ศีลทุกข้อมีมูลเหตุ คือ การมีกิเลส การเกิดกิเลสของแต่ละประเภท ทำให้จิตที่ถูกครอบงำแล้วเกิดอุปาทาน ทำไปตามกิเลสนั้น สร้างกรรมให้เกิดไปตามกิเลส ไม่ว่าทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม "

๖.๒ " จงจำไว้ว่า กรรมที่เกิดแม้แต่มโนกรรมก็เป็นกรรม ผู้ที่บริสุทธิ์จะบริสุทธิ์แม้แต่มโนกรรม มโนกรรมนั้นจะไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนแม้แต่ตนเอง จึงไม่มีทางจะเบียดเบียนผู้อื่นได้เลย "

๖.๓ " เมื่อกิเลสทำให้เกิดอาบัติ การบัญญัติศีลจึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำซึ่งอาบัตินั้น ศีลจึงเป็นข้อห้ามที่ตถาคตห้ามไม่ให้สาวกของตถาคตทำชั่วในอาบัตินั้น ๆ "

๖.๔ " การไม่ละเมิดศีล แต่ไม่ได้เจตนารักษาศีล ก็ไม่ได้ชื่อว่ามีศีล ดูตัวอย่างท่านอนันทเศรษฐี ศีลไม่ละเมิด แต่ไม่ได้รักษาศีล ทานก็ไม่ให้ ท่านไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่มุสา ไม่ดื่มสุราเมรัย กรรมชั่วไม่ได้ทำ ก็เลยไม่ตกนรก แต่ในขณะเดียวกัน ไม่รักษาศีล ไม่ให้ทาน จึงไม่มีกรรมดี ทำให้ไม่มีอานิสงส์ที่จะนำไปเกิดยังสวรรค์ได้ ลงท้ายก็ต้องไปเกิดเป็นคนที่ไม่มีบุญ ไม่มีทาน ไม่มีศีล คนที่ไม่มีบุญก็ไปสู่สถานที่คือกลุ่มขอทาน ไม่มีทานก็ทำให้ไม่ได้รับทานคือการให้ เพียงเข้าปฏิสนธิในครรภ์มารดาเท่านั้น มารดาและคนกลุ่มนั้นพลอยไม่มีใครให้ทานด้วย ความที่เป็นคนไม่มีศีล พอเกิดมารูปจึงไม่สวย มีสภาพเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น "

๖.๕ "คนที่รู้ศีล แต่ไม่ยอมรักษาศีล ก็ไม่ต่างจากคนที่ไม่ละเมิดศีล แต่ไม่รักษาศีล"

ทรงตรัสถามปุจฉา “แล้วตถาคตบัญญัติศีลเพื่อใคร”

วิสัชนา ก่อนจะตอบ ผู้ตอบนึกถึงท่านพระสุรจิต (ท่านพระครูสังฆรักษ์ สุรจิต สุรจิตโต)ซึ่งเคยพูดเรื่องนี้ไว้ในอดีต มีความว่า ครั้งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งมาปรารภให้ฟังว่า ท่านรู้สึกรังเกียจพระบางรูปในวัดที่ไม่ยอมรักษาศีล ท่านพระสุรจิตก็แนะนำว่า

ก) “พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลเพื่อตัวเราเอง มิใช่เพื่อผู้อื่น ซึ่งหมายความว่าผู้ใดประพฤติ-ปฏิบัติในศีลได้ อานิสงส์ของศีลย่อมได้กับตัวเอง คือ ผู้ประพฤติ-ปฏิบัตินั้น ๆ”

ข) “ศีลย่อมเป็นของตัวเราผู้ทำศีลให้ปรากฏแก่กาย วาจา ใจ ของตนเอง จึงได้ชื่อว่าศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติก็เพื่อตัวเราเอง จึงมิใช่บัญญัติเพื่อผู้อื่น”

ค)“ในเมื่อคนอื่นเขาไม่เอาศีล เราจึงไม่มีอำนาจบังคับให้คนอื่นเขาปฏิบัติศีลได้ ” การนึกก็คือการตอบ (วิสัชนา) นั่นเอง

๖.๖“ทรงตรัสสอนเพิ่มเติมว่า”

ก)“อันนี้หมายถึง ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนด้วย และหมายถึงไม่เพ่งโทษบุคคลอื่นด้วย และไม่สนใจในจริยาของผู้อื่นด้วย”

ข)“ดังนั้นบุคคลที่เจริญแล้ว ย่อมจะทำความเจริญในศีลให้เกิดแก่กาย-วาจา-ใจของตนเองเท่านั้น เป็นหลักสำคัญเบื้องต้น เพราะศีลปฏิบัตินั่นแหละจะนำไปซึ่งการตัดกิเลสที่ครอบงำจิต ไม่ปาณาติบาต ก็ตัดโทสะ ไม่ลักทรัพย์ ก็ตัดโลภะ ไม่กาเม ก็ตัดกาม ราคะ ดังนี้เป็นต้น”

ค) “ศีลจึงมีอานิสงส์มาก ธรรมของตถาคตจึงมีเหตุมีผลประกอบกันอยู่เสมอ และทุก ๆ บทธรรมเป็นพุทธบัญญัติ คือ สมมุติบัญญัติขึ้นมาให้พุทธสาวกผู้รับฟัง ฟังแล้วนำไปเป็นเหตุ เป็นผลปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลได้ตามบัญญัตินั้น ๆ”


รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

.............................................

ที่มาของข้อมูล
หนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๒
หนังสือ “ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น ทุกเล่ม
หาข้อมูลศึกษาได้จาก.......
http://www.tangnipparn.com/page_book_all.html
ต้องขอโมทนาทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของพระพุทธเจ้าหรือหลวงพ่อในทุกรูปแบบทั้งทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #213 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 11:26:45 PM »

อย่าเพิ่งเครียดหรือเสพข่าวมากจนขวัญหนีดีฝ่อกับเรื่องน้ำท่วมครับ


ถาม : การที่มีอุเบกขามากไป ทำให้เป็นคนไม่ยอมคนหรือเปล่าครับ ?

ตอบ : มันต้องดู คนที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เขารู้ว่าอะไรมันเหมาะมันควรกับวาระกับเวลาอย่างไร โบราณเรียกว่ากาลเทศะ เรื่องที่ดิ้นรนไปแล้วไร้ประโยชน์ เขาก็นอน มันเสียเวลาไปดิ้นทำไม รถชนกันตูมพังกระจาย จะเสียเวลาไปเข็นรถหรือ ก็โทรเรียกประกันมาแล้วก็นอนรอมันสิ

อุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ปล่อยวางแบบลูกศิษย์หลวงพ่อชา ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เป็นพระด้วยนะ โดนลมตีหลังคากุฏิเปิดไป หลังคามุงด้วยแฝก ท่านเองท่านก็ปล่อยมันไปเรื่อยแหละ ฝนจะตกแดดจะออกก็ช่าง กูจะนั่งกรรมฐานของกู หลวงพ่อชาทนไม่ได้ ไปถึงก็คุณซ่อมหลังคาสักหน่อยสิ ท่านบอกผมปล่อยวางซะแล้วครับ หลวงพ่อชาบอกว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบควาย ...(หัวเราะ)...ควายมันตากแดดตากฝนทนกว่าคุณอีก

คนเรามีปัญญามันต้องแก้ไข แก้ไขให้สิ้นกำลังตัวเอง สิ้นกำลังปัญญา สิ้นกำลังคน สิ้นกำลังทรัพย์ ถ้าแก้ไขไม่ได้ แล้วค่อยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ถ้ายังมีช่องทางให้ดิ้นรนแม้แต่นิดเดียว ก็ต้องทำก่อน ปล่อยวางแบบนั้นนะควายอึดกว่าเราเยอะเลย

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2011, 12:33:17 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #214 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 09:03:47 AM »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ เรื่องน้ำท่วม และ ธรรมสำหรับเหตุการณ์ปัจจุบัน นะครับ

บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #215 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 09:13:08 AM »


อย่าเพิ่งเครียดหรือเสพข่าวมากจนขวัญหนีดีฝ่อกับเรื่องน้ำท่วมครับ มีเรื่องเล่าสนุกๆมาให้อ่านคลายเครียด



ถาม : การที่มีอุเบกขามากไป ทำให้เป็นคนไม่ยอมคนหรือเปล่าครับ ?

ตอบ : มันต้องดู คนที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เขารู้ว่าอะไรมันเหมาะมันควรกับวาระกับเวลาอย่างไร โบราณเรียกว่ากาลเทศะ เรื่องที่ดิ้นรนไปแล้วไร้ประโยชน์ เขาก็นอน มันเสียเวลาไปดิ้นทำไม รถชนกันตูมพังกระจาย จะเสียเวลาไปเข็นรถหรือ ก็โทรเรียกประกันมาแล้วก็นอนรอมันสิ

อุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ปล่อยวางแบบลูกศิษย์หลวงพ่อชา ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เป็นพระด้วยนะ โดนลมตีหลังคากุฏิเปิดไป หลังคามุงด้วยแฝก ท่านเองท่านก็ปล่อยมันไปเรื่อยแหละ ฝนจะตกแดดจะออกก็ช่าง กูจะนั่งกรรมฐานของกู หลวงพ่อชาทนไม่ได้ ไปถึงก็คุณซ่อมหลังคาสักหน่อยสิ ท่านบอกผมปล่อยวางซะแล้วครับ หลวงพ่อชาบอกว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบควาย ...(หัวเราะ)...ควายมันตากแดดตากฝนทนกว่าคุณอีก

คนเรามีปัญญามันต้องแก้ไข แก้ไขให้สิ้นกำลังตัวเอง สิ้นกำลังปัญญา สิ้นกำลังคน สิ้นกำลังทรัพย์ ถ้าแก้ไขไม่ได้ แล้วค่อยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ถ้ายังมีช่องทางให้ดิ้นรนแม้แต่นิดเดียว ก็ต้องทำก่อน ปล่อยวางแบบนั้นนะควายอึดกว่าเราเยอะเลย

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓


 

ถ้าพอเห็นนิพพาน ชิมลอง ในชีวิตประจำวัน อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ บอกได้

คนเราก็จะไม่ฆ่าตัวตาย หรือ เป็นโรคประสาท กันอ่าเน๊อะครับ

สาธุ สำหรับธรรมคลายเครียดนะครับพี่ต่าย ฮ่าๆๆๆ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #216 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2011, 01:57:46 PM »



พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

"เวลาเกิดมีปัญหาขึ้นมา อย่ามัวโทษแต่ชะตาฟ้าดิน แต่ให้รู้จักสรุปบทเรียน มองเข้ามาในตัวเอง

ทุกปรากฏการณ์ในชีวิตของเราล้วนมีที่มา และเมื่อมันมีที่มา เราก็ย่อมแสวงหาที่ไปให้มันได้ ที่ไปก็คือทางออกนั่นเอง

ทุกข์ตรงไหนหนทางดับทุกข์ก็อยู่ตรงนั้น"

[/color]

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #217 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2011, 07:20:54 PM »



มีเพื่อนตั้งคำถามเล่นๆถามผมว่า

ถ้าคุณได้รับตะเกียงวิเศษจากอลาดินมา แล้วคุณสามารถขอพรจากตะเกียงวิเศษได้ 3 ข้อ คุณจะขออะไร..?

ผมตอบไปแบบไม่ลังเล


1.ผมขอตะเกียงวิเศษอลาดินเพิ่มอีก 63 ล้านดวง

2.นำตะเกียงวิเศษที่ได้มาแจกจ่ายให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน คนละหนึ่งดวง

3.ส่งตะเกียงวิเศษดวงแรกคืนอลาดินไป เผื่อให้เค้าไว้ให้คนอื่นๆอีกในโลกนี้ที่ต้องการขอพร



ก็นั่งยิ้มกันครับ ถ้ามีจริงก็ดี และผมก็จะเอาอย่างนี้แหละ ถ้าให้ผมนะ   ยิ้มเท่ห์

 

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #218 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 10:18:58 AM »

เรียบร้อยไปเหมือนกันครับ หมู่บ้านผม ออกทีวีทั้งช่อง3และ5 คุณสรยุทธิ์ก็มา ต้านทานกำลังน้ำขนาดมหาศาลไม่ไหว

กำแพงด้านหลังหมู่บ้านแตกครับ ก่อนกำแพงแตกมันเป็นโพรงใต้น้ำขนาดใหญ่มากและมีหลายที่เป็นแนวยาวประมาณ20เมตร แบบว่าผมวางกระสอบทรายใต้น้ำแล้วมันถูกดูดหายวับไปกับความแรงและความลึกของน้ำน่ะครับ นี่ขนาดวาง พาเลทขนาด 2x2เมตร ลงไปเป็นระยะพร้อมกับใช้เสาเข็มไม้ช่วยดันก่อนลงกระสอบทรายนะครับ กู้กันจนมืดครับ ที่สุดแล้วครับ พวกเราและเหล่าทหาร10นาย ภาระกิจยกเลิกเมื่อกำแพงแตก เวลา 19.00 น. ขอโทษอย่างแรงครับที่กู้ไม่สำเร็จ ต้านไม่อยู่ครับ

ยิ่งตอนกำแพงแตกนี่น้ำทะลักออกมา คนเดินยังล้มครับ แล้วที่เสียวที่สุดตอนไปกู้กำแพงอยู่ด้านนอกน้ำระดับอก ไหลแรง พร้อมทั้ง มันดูดผมลงไป 2-3 หน กู้ไม่ไหวจริงๆครับ พยายามกันแล้ว

จากที่ผมปีนข้ามรั้วไปช่วยกันกู้ระดับน้ำทางฝั่งโน้นสูงกว่าทางนี้ 2.5 เมตรครับ แต่ระดับน้ำเมื่อมันเข้ามาหมดแล้วน่าจะลดลงมาเพราะเฉลี่ยมาเข้าที่ทะเลสาปหมู่บ้านประมาณ 5 หมื่นลูกบาศก์เมตร

ระดับน้ำจะลงไปที่ทะเลสาปจากนั้นจะเริ่มขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มจากระดับต่ำสุดจนถึงระดับน้ำทางเข้าหมู่บ้านครับผม ตอนนี้น้ำนิ่งแล้ว ระดับน้ำท้ายหมู่บ้านที่กำแพงแตก น้ำท่วมมิดชั้น1 ประมาณ2.50เมตร ความสูงระดับเท่ากับฝั่งด้านอกที่ผมกล่าวไว้แล้ว

5 หมื่นลูกบาศก์เมตรที่รับเพิ่มมาอีกไม่ช่วยทำให้ระดับน้ำลดลงไปเลย แสดงว่ามีมวลน้ำไหลเข้าต่อเนื่องจำนวนมหาศาลที่คืบคลานทำลายทุกอย่างที่ขวางทางมาตั้งแต่ภาคเหนือลงมาถึงนี่ยังไม่หยุดความรุนแรง พลังและปริมาณขนาดมหึมาจริงๆสมคำร่ำลือ

ในการนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนบ้านที่น่ารักทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ตักทรายใส่ถุง, ทหารที่สนับสนุน, น้องๆรปภ., คุณลุงและคุณอาที่ขับรถเทรลเล่อร์ขนาดยักษ์, คุณแม่บ้านที่ส่งเสบียง, ท่าน สส., ผู้กอง, คณะกรรมการหมู่บ้าน และพวกเราอีกหลายๆท่านที่ยังไม่ได้กล่าวอีกมาก ขอบคุณทุกคนครับ พวกคุณพยายามอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว

  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2011, 10:28:56 AM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #219 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 11:57:05 AM »

ไม่เป็นไรนะครับพี่ต่าย พวกเรายังมีทางสร้างทรัพย์ภายในได้เน๊อะ ทรัพย์ที่ไม่มีใครพรากไปได้ จากจิตและจากใจ

ขอให้หมู่บ้านพี่ กลับมาปกติโดยไว นะครับ เอาใจช่วยครับ สู้ๆ ครับ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #220 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2011, 12:54:17 PM »



ผมและครอบครัวยังสบายดีครับ เตรียมพร้อมไว้แล้วสบายครับอยู่ได้อีกเป็นเดือน

ในหมู่บ้านที่น้ำเข้าแค่โรงรถเหลืออยู่10หลัง นอกนั้นอีก200หลังจมน้ำหมด หนักที่สุด น้ำขึ้นชั้น2แล้ว 2.5-3 เมตร

ศึกคราวนี้หนักหนาและดูจะยืดเยื้อยาวนานนัก

ขอบคุณน้องกอล์ฟที่เป็นห่วงครับ
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #221 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2011, 01:56:28 PM »



ผมและครอบครัวยังสบายดีครับ เตรียมพร้อมไว้แล้วสบายครับอยู่ได้อีกเป็นเดือน

ในหมู่บ้านที่น้ำเข้าแค่โรงรถเหลืออยู่10หลัง นอกนั้นอีก200หลังจมน้ำหมด หนักที่สุด น้ำขึ้นชั้น2แล้ว 2.5-3 เมตร

ศึกคราวนี้หนักหนาและดูจะยืดเยื้อยาวนานนัก

ขอบคุณน้องกอล์ฟที่เป็นห่วงครับ

ตอนนี้ ย้ายออกไปอยู่ไหนแล้วครับพี่ต่าย ขาดเหลือไรป่ะครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #222 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2011, 02:48:51 PM »


ขอบคุณที่เป็นห่วงเป็นใยกันครับ

อยู่ที่บ้านนี่แหละครับ ไปทำงานลำบากหน่อย เสร็จงานแล้วก็กลับอาจจะ 2-3 วันกลับครั้งนึง

น้ำลดลงจนออกไปจากตัวบ้านผมแล้วครับ แต่ข้างในอีก 200หลัง นั้นยังแย่อยู่วันนี้ก็ล

ระดับน้ำลดลงโดยเฉลี่ยวันละ 1 ซม. จนถึงวันนี้ลดลงไป 12 ซม.

ได้รัฐบาลปัญญาน้อย แถมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหาผลประโยชน์เอาหน้าเอาตากับประชาชนที่เดือดร้อนอยู่ ช่างทำได้

สุดท้ายไม่มีความเป็นเอกภาพและไม่รู้จัก คำว่า สามัคคี

ผมก็ไม่ได้หวังอะไรตั้งแต่แรกแล้วแหละครับ ว่าใครจะช่วยให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพได้ จึงได้เตรียมเสบียงไว้ให้พร้อมแบบไม่มีน้ำมีไฟ

ต้องอยู่กันได้ทั้งครอบครัวแบบสบายๆได้เดือนนึงเป็นอย่างน้อย

นารีขี่ม้าขาว นำน้ำเชี่ยวหลากมา ก็คือนำภัยพิบัติจากน้ำมาด้วยนี่เอง

บางคนเค้าเปรียบเปรยว่าคงเป็น กาลากิณี ขี่ลาแดง มากกว่า

แต่หมดยุคเธอเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะกลับมารุ่งเรือง ศิวิไลซ์

ซึ่งผมก็คิดแบบนั้นครับ




บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #223 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2011, 12:04:34 PM »

รักษา ตัวด้วย นะท่านทวด ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #224 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2011, 10:25:41 AM »


ได้เป็นแค่ลุงน่ะครับ ปู่ ตา ก็ยังไม่ได้เป็นเพราะลูกผมเพิ่งจะ 14 ปีและ 10 ขวบ เองครับ

ขอบคุณครับ ผมสบายดีครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 29
พิมพ์
กระโดดไป: