KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมคุยกันสบาย...สบายครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 29
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ  (อ่าน 246101 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #60 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 04:29:54 PM »

กำลังอ่านติดตามครับผม อิอิ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 06:14:43 PM »

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย จังหวัดนครราชสีมา หรือครับ...พระอริยะ

มันเป็นของมันเอง(คิด)    แต่อาจมีแถมด้วย สังขาร ปรุงแต่งจิตตามกำลังของแต่ละท่าน....

 ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 12:49:13 AM »

คิด ไปตาม กิเลส ขั้นละเอียด..ซิเนาะ

เป็นพวก สังขาร

กลุ่ม รูปฌาน อรูปฌานหรือ นั่น

หรือเป็นกลุ่มโมหะซิเนาะ

 ยิงฟันยิ้ม

ขันธ์ 5 ขันธ์

นั้นมาเปรียบเทียบกะ โลภะ โทสะ โมหะ

และเทียบกับสังโยชน์ได้งัย 

*ขณะนี้ สันนิษฐานว่า โลภะ +โทสะ คือสังโยชน์ข้อ 3+4 เนาะ

ที่เหลือ 5ข้อต่อไป คือโมหะ*
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 02:55:49 AM »

ครับ...คร้าบ... ยิ้ม

เกี่ยวเนื่องกันได้  ยิ้ม

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2010, 02:24:22 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 09:08:31 PM »

*สังโยชน์ 10 ไล่ไม่เคย จบ

กอลฟรีซ ซ ซ ก็หามาให้อยู่

ตอนนี้ ตามเก็บกามราคะ และ ปฏิคะอยู่

**อือ เมือไม่กี่วันมานี่  มีปลาหมึกยื่น ประกาศนียบัตร

ส่งมาจากฟ้า มีชั้นรองเป็นผ้านิ่มๆ ตั้ง 3 ชั้น ไม่นับปกง่ะ..

เกิดหลังจากเฮาได้ถูกสอบถามเรื่อง  ธุรกรรมทางการเงิน อะไรนัน (เงินเกือบ 1/2 ล้าน) ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #65 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 09:06:18 AM »

*สังโยชน์ 10 ไล่ไม่เคย จบ

กอลฟรีซ ซ ซ ก็หามาให้อยู่

ตอนนี้ ตามเก็บกามราคะ และ ปฏิคะอยู่

**อือ เมือไม่กี่วันมานี่  มีปลาหมึกยื่น ประกาศนียบัตร

ส่งมาจากฟ้า มีชั้นรองเป็นผ้านิ่มๆ ตั้ง 3 ชั้น ไม่นับปกง่ะ..

เกิดหลังจากเฮาได้ถูกสอบถามเรื่อง  ธุรกรรมทางการเงิน อะไรนัน (เงินเกือบ 1/2 ล้าน) ยิงฟันยิ้ม

ผมหาอีหยังมาให้หน่อ ฮ่าๆๆๆ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 08:55:43 PM »

สัมผัส อะไร อะไร

มีแต่ ประหลาดทำนองโจ๊กๆ ทู้กที

ไม่รู้อาราย

เมื่อคืน ก็เจอ คำว่า MUD นี่แหละ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:53:48 PM »

มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แถวๆ ชัยภูมิ

พวกเขามีพระรูปหนึ่ง นัยว่าเป็นอวตารของพระศรีอาริยเมตตรัย

เรียกพุทธองค์ ๆ มีไม้แกะสลักรูปสิงโต

และพระรูปนี้ เคยไปที่ อะไรหว่าที่กรุงเทพติดแม่น้ำเจ้าพระยา

เป็นพวกส่งออกข้าวสาร ชื่อโรงสีธัญ..

เจ้าของสะสม ดวงแก้ว สารพัดสี สารพัดขนาด

มีการจัดประชุม ผู้คนมามากมาย และ พวกนั้นจัดคนมาสอบถามพระรูปนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพระศรีฯ.

พระนีก็เล่าเรื่องประวัติแม่กาขาว..

ท่าทางพวกนั้น จะไม่เชื่อหรอก เพราะ หากินทางขายยารักษาโรค ขายลูกแก้ว ด้วย

ทีนี้มีคนชื่อแก้วศรีวิไล  ไปด้วย และบังเอิญชื่อไปตรงกับลูกแก้วดวงโตที่พวกเธอฝังลงไปตรงตำแหน่งท่าเรือของบ้าน

นัยว่าทำพิธีรอพระศรี..

นี่โลกนี้ คลั่งไคล้พระศรี เพื่อเอามาเป็นโปรโมชั่น..ทำมาหากินกันซะละมั้ง



ไม่รู้จะหาแบ๊คอัพ อะไรมาทำให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ ก็เอาพระพุทธเจ้า มาเล่นกันแล้ว


 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2010, 12:57:52 PM »


อวตารของพระศรีอารยเมตตรัย  ก็ว่ากันไปครับ ใครเชื่อ ใครปรารถนาก็ตามไปครับ...สำหรับผมแล้ว...ผมหลบไปดีกว่า
เพราะผมคาดว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ เพราะบารมีพระองค์ท่านเต็มแล้ว คงไม่ต้องลงมาแยกร่างอวตารอีกเป็นหลายองค์หรือหลายเวอร์ชั่น
เพื่อสร้างหรือสั่งสมบารมีอีกแต่อย่างใด

ตอนนี้ ก็ยุ่งวุ่นวายช่วงปิดเทอม กับ ลูกๆหลานๆ ตามประสาคนมีกรรมและมีห่วงอยู่ครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #69 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 12:22:45 PM »

วันนี้ สนใจเรื่องพระบรมสารีริกธาตุว่า มีพลังงานอะไร..

การกำเนิดพระธาตุ

พระบรมธาตุ พระธาตุต่างๆ คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือที่พระบรมธาตุ พระธาตุนั้นๆจะสามารถดำรงคงอยู่ได้เป็นพันหมื่นแสนล้านปี จนนับกาลเวลาไม่ได้ เป็นเพาะเหตุใด? เรื่องเหล่านี้ ยิ่งเป็นเรื่องพระบรมธาตุ อันเป็นเรื่องพุทธวิสัยด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นเรื่องอจินไตย คือ หยั่งไม่ถึงในความคิดของปุถุชนคนธรรมดา ขืนคิดไปถึงขั้นอาจเป็นบ้าไปได้ทีเดียว อย่างไรก็ตามเราก็ต้องศึกษาไว้ประเทืองปัญญาตามสมควรแก่วาสนาบารมีบ้างนะครับ........
การกำเนิดพระธาตุ........ทานบารมี
พระธาตุเป็นธาตุกายสิทธิ์ ที่มีความพิเศษ ไม่ว่าในเรื่องรูปพรรณสัณฐาน สีสัน พลัง จนก่อเกิดปาฏิหาริย์ แสดงให้เห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ แก่ผู้ที่มีบุญบารมีเนืองๆ จนมีการศึกษาค้นคว้า ทั้งที่ปรากฏอยู่ในตำราและคำบอกเล่ามาเทียบเคียงกันมา จนคิดว่าเป็นบรรทัดฐานกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี สำหรับการที่จะเริ่มต้นศึกษา แต่จะเป็นผลร้ายต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าไม่ได้ศึกษา ว่าเหตุใดที่ทำให้เกิดเป็นพระธาตุ พระธาตุเกิดมาจากอะไร? ใครเป็นผู้ที่รู้จริง ที่รู้จริงจริงแค่ไหน? ก็เหมือนการปฏิบัติธรรม ทุกคน"ทำดี"ทำถูกทาง แต่จะถึงแก่นแท้หรือไม่? ทำไมไม่มองย้อนดูการปฏิบัติของตนเองเสียก่อน เพราะการเกิดศรัทธา ย่อมเกิดทุกๆสิ่ง แต่ความศรัทธาก็ทำลายทุกๆสิ่งได้เช่นกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ความหัศจรรย์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ไม่ควร"งมงาย" มารวมกับ"ศรัทธา" ความงมงายสามารถที่จะชะล้างพิสูจน์ให้กระจ่างได้ด้วยปัญญาและการศึกษา ปฏิบัติทั้งภายนอกและภายในของจิตใจเราเอง ซึ่งจะนำพาไปสู่ความศรัทธาที่ถูกต้อง ถูกทาง ถึงแก่นแท้.......
พระธาตุก่อกำเนิด 3 หัวข้อใหญ่ในขณะนี้
1.เกิดจากธรรมชาติ
2.เกิดจากธาตุ4ขันธ์5ของมนุษย์
3.เกิดจากการสรรสร้างบันดาล

1.เกิดจากธรรมชาติ......คือเกิดจากธาตุใดธาตุหนึ่ง(ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ)เป็นต้น รวมตัวประชุมธาตุเกิดเป็นรูปพรรณสัณฐานและสีสันต่างๆ ดังที่ปรากฏตามตำราเป็นหลัก รูปพรรณสัณฐานที่นอกเหนือตำรา เราไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้เลยหรือเปล่า?ว่าใช่หรือไม่ใช่? ถ้าพูดถึงพลังงานที่สถิตย์อยู่ในแต่ละธาตุ ทุกอย่างย่อมมีสสาร-พลังงานมากน้อยไม่เท่ากัน ตามหลักการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะจะปฏิเสธเรื่องอย่างนี้ก็มิได้ เพราะอารยะธรรมตะวันตก ที่มีความเจริญก้าวหน้า ได้มีการศึกษาพลังงานที่เกิดจากสสาร ในรูปพรรณสัณฐานต่างๆ เช่น หินในตระ***ลต่างๆ เป็นต้น ที่มีบทความปรากฏวางจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีการตื่นตัวแสวงหากันมาก บางอย่างวิทยาศาตร์ก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้เลย.......
2.เกิดจากธาตุ4ขันธ์5ของมนุษย์ เกิดจากที่บุคคลปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแนวทางมรรค8 จนล่วงลุ จนสามารถยกภูมิจิตภูมิธรรมเป็นพระอริยะเจ้าตั้งแต่พระอริยะบุคคลชั้นต้น จนถึงพระอรหันต์ มิจำเป็นว่าจะต้องบวชอยู่ในสมณะเพศและผนวกด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างสมกันมาประกอบกันไป จนเกิดแปรสภาพจากกระดูกธรรมดาเป็นพระธาตุ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า "เมื่อเดินทางมรรค8 โลกย่อมไม่ว่างเว้นพระอริยเจ้า" หนทางหนึ่ง ซึ่งทุกท่านสามารถที่จะศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนกระดูกแปรสภาพ กลายเป็นพระธาตุตามหนังสือประวัติที่ลูกศิษย์พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกเอาไว้ หรือหนังสือต่างๆสำหรับกระดูกของพระ ผู้ทรงฌานหรือผู้ทรงฌานบางท่าน จะแปรเป็นลักษณะเป็นแก้ว เป็นสีทองแดง เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีความสวยงามสดใสดั่งของพระอริยะเจ้า จะเรียกว่า"ธาตุกายสิทธิ์"
3.เกิดจากการสรรสร้างบันดาล ที่ผมจำกัดความ เพื่อให้เข้าใจว่า เป็นธาตุที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่ง(จากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์)และอีกส่วนหนึ่ง เกิดจากการฤทธิ์อำนาจ บุญบารมีของเหล่าเทวดา พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า ที่ดลบันดาลอธิษฐานรวมธาตุ เป็นวัตถุธาตุ ที่มีพลังความศักดิ์สิทธิ์และรูปพรรณสัณฐานแตกต่างกัน ตามภูมิจิตภูมิธรรม ในส่วนที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ เช่น เม็ดยากันชื้น มีเหตุปรากฏที่วัดป่าทะเมนชัย สาขาวัดหนองป่าพง ตรงพระเจดีย์ จะปรากฏมีพระบรมสารีริกธาตุ(เม็ดยากันชื้น) เสด็จโปรดให้ญาติธรรมที่ไปสักการะบูชา จนเป็นเรื่องเป็นราว ว่ามีการโปรยลงมา เป็นการกระทำขึ้น เป็นต้น ในส่วนพระธาตุที่คณะทานบารมี ให้ทำบุญสักการะบูชานั้น คือ พระบุโพธาตุ พระเสมหะธาตุ พระโลหิตธาตุ พระธาตุเกล็ดแก้ว พระธาตุพระแม่กวนอิม เป็นต้น เห็นครั้งแรก ก็จะบอกว่าเป็น"เรซิน" ดูจากภายนอกหรือแยกธาตุก็เป็นเช่นนั้น ดังคำว่า "ธาตุเปลี่ยนธาตุ"1.นอกใช่-ในใช่2.นอกไม่ใช่-ในใช่3.นอกใช่-ในไม่ใช่4.นอกไม่ใช่-ในไม่ใช่......
ซึ่งจะไม่ปฏิเสธอะไรและจะไม่ขอบอกกล่าวถึงเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ที่เกิดกับท่านที่ได้บูชาไปและที่นำถวายครูบาอาจารย์ ที่เกิดปาฏิหาริย์กับองค์ท่านเองก็ตาม ขอให้ทุกท่านพิจารณาเอาเองนะครับ.......


พระธาตุของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ หรือเรียกสั้นๆว่า พระบรมธาตุ มีหลากหลายวรรณะ ขนาด สีสันต่างๆ เป็นพระบรมธาตุ(กระดูก)ขนาดเท่าของกายมนุษย์ก็มี ขนาดเล็กขนาดเมล็ดถั่ว เมล็ดงา เมล็ดข้าวสาร หรือเป็นผงก็มี และมีหลายสี เกือบจะทุกสีด้วย พระบรมธาตุถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดสำหรับมนุษย์ เทวดาและพรหมทั้งหลาย มีอานุภาพมาก และทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจเสด็จไปไหนมาไหนได้เอง ทุกสถานที่ ทุกกาลเวลา......
สำหรับพระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระโสดาบัน กระดูกก็เป็นพระธาตุแล้ว จนถึงระดับพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ในที่สุด พระธาตุของพระอรหันต์ที่บำเพ็ญมาทางพุทธภูมิจะมีความใสเหมือนแก้ว เหมือนเพชร เพราะการบำเพ็ญวาสนาบารมีฟอกธาตุขันธ์มานานกว่า มากกว่าระดับพระอรหันต์ทั่วไป มีสีสันไม่เหมือนกันตามสีแห่งบัวบารมี ในอดีตชาติที่ทำสะสมมา นอกจากพระธาตุตามที่มีอยู่กับธาตุขันธ์ของพระอริยะดังกล่าวแล้ว ก็มีพระบรมธาตุ พระธาตุที่เหล่าเทพ พรหม เนรมิตขึ้นมาเพื่อบูชากราบไหว้ ก็มีเหมือนกัน และมีอานุภาพพลังเหมือนพระธาตุจริงๆ นอกจากระดูกเป็นพระธาตุแล้ว ก็ยังมีพระธาตุที่เกิดจากเกศา(ผม) นขา(เล็บ) หรือแม้แต่เหงื่อ ไคล ชานหมากของท่านก็มี.......พระบางองค์ปลุกเศกดินหรือหิน เป็นพระธาตุก็ได้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ เช่น เจ้าคุณนรรัตน์ เป็นต้น.....ข้อสำคัญผู้ได้/มีพระบรมธาตุ พระธาตุบูชาไว้แล้ว ไม่รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ไม่สนใจท่านๆก็เสด็จหนีจากไปเมื่อไรก็ได้ครับ......

***
ยังไม่โปร่งใส ว่าเป็นพลังงานประเภทใด

พลังงานศักย์
        พลังงานจล์น ..
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #70 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 02:42:17 PM »

อ่าๆ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ครับท่านผู้เล็งเห็นทุกข์
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 03:08:54 PM »

เรื่องพระบรมสารีริกธาตุว่า มีพลังงานอะไร..

วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ตอนนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก แต่มีอีกหลายๆพลังงานที่ยังพิสูจน์ทราบไม่ได้กัน และ พลังงานบางตัว เช่น

พลังงานที่ปล่อยออกมาจากพวกอนุภาคเล็กๆ เช่น พวกเตคีออน หามันเจอก็ยากแล้วจึงไม่รู้ว่ามันปล่อยพลังงานอะไรออกมาได้บ้าง

พลังงานบางอย่างเช่นพลังงานแสงและพลังงานเสียง มนุษย์ธรรมดา ยังสัมผัสไม่ได้เลยครับ เช่นความถี่เสียงที่เราไม่ได้ยิน แต่สุนัขฟังได้ รู้ได้ หรือแสงระดับสูงกว่าอัลตร้าไวโอเลต เราไม่สามารถ มองด้วยตาเปล่าเห็น นี้ยกตัวอย่างง่ายๆครับ ไม่ต้องถึงพวกแร่ยูเรเนียม ที่ปล่อยพลังงานนิวเคลียร์แบบอ่อนและแบบเข้มออกมา

ก็คงยังไม่รู้หรอกครับว่าพระบรมสารีริกธาตุ มีพลังงานอะไร..อาจมีหลายๆพลังงานมารวมกันก็ได้ครับ...เช่น มารวมกันของพลังงานแสง,พลังงานไฟฟ้า,พลังงานแม่เหล็ก,พลังงาน..ฯ รวมๆกันแล้วอาจเรียกว่า(ผมไม่บัญญัตินะครับ เรียกแบบไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร)

พลังงานแห่งจักรวาล คงประมาณนี้แหละครับ เมื่อไม่มีใครรู้ก็เอาให้อลังการไว้ก่อน จนกว่าใครที่รู้ และ บัญญัติไว้ได้ค่อยเรียกแล้วกัน...
(เหมือน หินศักดิ์สิทธ์ เมกกะที่มาจากกาแลคซี่อื่น)

พลังงานจะปลดปล่อยออกมาหรือพอจะสัมผัสได้นี่ ผมว่าก็จะต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และที่สำคัญ ผู้รับและผู้ส่ง ต้องจูนตรงกันเป๊ะ ไม่งั้นรับหรือสัมผัสไม่ได้แน่ๆ


เรื่องที่ท่านเล่า(ลอก)มานี้ ก็ดีเหมือนกันครับ พอรู้ไว้ แต่...ผมติดใจตอนนึงที่บอกว่า สำหรับพระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระโสดาบัน กระดูกก็เป็นพระธาตุแล้ว จนถึงระดับพระสกิทาคามี พระอนาคามี

ด้วยปัญญาอันเล็กกระจ้อยร่อยของผม ผมคิดว่ายังไม่ใช่พระธาตุครับ เพราะไม่งั้น พระโสดาบัน ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)
และยังจะเกิดอีก อย่างน้อย ๗ ชาติ ท่านคงมีพระธาตุได้อีก ๗ ครั้งหรือครับ...ผมคิดว่าคงไม่ใช่  

นอกเสียจากว่าเป็นพระอรหันต์หรือสูงกว่าเท่านั้น กระดูกจึงจะเป็น พระธาตุ

แอบไปดูของตัวเองบ้าง...เม็ดใหญ่และเม็ดเล็กๆ ยังอยู่ในผอบน้อย...เช่นเดิม... ยิ้ม   ยิ้มเท่ห์

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 11, 2010, 09:19:27 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #72 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2010, 05:55:19 PM »

ลอกมา หาคนรู้ช่วยติติง  ...ง่ะ

เพราะ เฮาก็บ่ ..ฮู้ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #73 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2010, 11:41:27 PM »


ไอ้เฮาก็บ่ ..ฮู้มากนัก   ยิ้ม

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #74 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2010, 08:51:47 AM »

*ได้ไปฟังการบรรยายพระอภิธรรมเรื่องปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน

พระท่านกล่าวว่า พลังงานกลุ่มธาตุดิน ไฟ ลม(มหาภูตรูป)สัมผัสได้ด้วย อายตนะกลุ่มรูป

ส่วน ธาตุน้ำ สัมผัสได้ด้วยใจ แฮะ

**คาดว่า พลังงานจากพระธาตุ น่าจะเป็น ธาตุน้ำเพราะ สัมผัสแล้ว ชื่นใจ

เหมือนคนกระหายน้ำได้ดื่มน้ำ

เหมือนคนร้อนตากแดดได้เข้าร่มไม้ใบบัง

เหมือนคนทุกข์ที่ซู้ด พบคนแก้ทุกข์ให้ได้(ข้า...มีทางออกแล้ว) ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 29
พิมพ์
กระโดดไป: