KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐานคุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอมคุยกันสบาย...สบายครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 29
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ  (อ่าน 245037 ครั้ง)
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:19:56 AM »

ท่านใดมีอะไรจะนำเสนอหรือพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางโลกหรือทางธรรมขอเชิญเลยครับตามสบายครับ...เน้นสร้างสรรค์ไม่ฟาดฟันกันมาก เอากันพอ หอมปากหอมคอครับ...เน้นสบายๆครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 13, 2010, 07:34:39 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:21:29 AM »


พระท่านว่า ขันธมาร คือมีร่างกายเป็นมาร เจ้าร่างกายเรานี่ พอเราจะทำความดี ปฎิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร
ภาวนา นั่งไปห้านาทีสิบนาทีเอาแล้ว เหน็บกิน เปลี่ยท่าใหม่ เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนไปมาอารมณ์สมาธิไม่ต่อเนื่อง
ไม่ได้ดี บางคนหนักกว่านี้ พอแก่สูงวัย มีโรคประจำตัว กระดูกหลังไม่ดี นั่งนาน ๆ ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็น
กันมากเสียด้วย คือมันจะมาออกอาการตอนมีอายุนี่แหละ เค้าว่าเลยวัยทองไปนี่ โรคต่าง ๆ เริ่มจะเข้ามารุมเร้า พอเราเริ่มเห็นร่างกายเป็นทุกข์ นั่นก็สายเสียแล้ว จะนั่งสวดมนต์นิดหน่อยก็ปวดก็เมื่อย ไม่ได้บุญ
บ่นกระปอดกระแปด หนักเข้าก็ทิ้งดี เอาบาปใส่ตัวเสียดื้อ ๆ

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:22:20 AM »



การทำสมาธิ อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องนั่งเสมอไป เราสามารถทำได้สี่อริยาบท คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
ถนัดแบบไหน ทำแบบนั้น นั่งนานมันปวดเมื่อย ก็เดินจงกรม ยืนตากรม หรือนอนตากรม เสียก็ได้
เพราะว่าการฝึกสมาธินั้น เค้าฝึกที่ใจ ขบวนท่า ไม่เกี่ยว เพียงแต่เราถนัดวิธีไหน ก็เอาแบบนั้น
ทุกวันนี้ ผมต้องทำถึงสามกระบวนท่า คือ นั่ง พอเมื่อย ก็เดิน เดินเมื่อยก็นอน บางที่นั่งเมื่อย
ก็นอนเลย แล้วแต่โอกาสอำนวย ท่านที่รักจะฝึกกัมมัฐฐาน สวดมนต์ ภาวนา ทำสมาธิ จึงอยากให้
เริ่มเสียวันนี้ อย่างผลัดวันประกันพรุ่ง วันเวลาและโอกาสไม่เคยรอเราเลย วันนี้มีชีวิตหายใจอยู่
พรุ่งนี้เราอาจตายได้ ด้วยภัยแห่งมรณะนั้น ไม่มีนิมิตหมายที่แน่นอน พระท่านว่า ความตาย
ต้องนึกไว้แค่ปลายจมูก คือหายใจเข้า ถ้าไม่หายใจออก ก็ตาย หายใจออกถ้าไม่หายใจเข้าก็ตาย
ความตายไม่ได้อยู่ไกลตัว โอกาสไม่มีให้เรามากนัก ถ้าผัดผ่อนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนแก่เฒ่า
ไปนั่งตามวัด ท่านก็ต้องโดนภัยแห่งสังขารถามหานั่นเอง ถึงมีเวลา แต่สังขารไม่อำนวย
แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร...?
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:26:18 AM »


ผมได้มีโอกาสฟังธรรมของหลวงปู่สิม (วัดถ้าผาปล่อง จ.เชียงใหม่)
เกิดได้สติฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าเรานั้น
นั้งรอเวลากันเกินไปหรือเปล่า หลวงปู่ท่านสอนกัมมัฐฐานเรียบง่าย ให้เอาสติตั้งอยู่กับลมหายใจเข้าออก
ทำบ่อย ๆ เพราะจิตคนเรานั้น ไม่ว่าง ใครที่บอกว่า กัมมัฐฐานเพื่อให้จิตว่าง อันนั้นผมว่าเข้าใจผิด
เพราะจิตคนเรานั้นไม่ว่าง มันวิ่งวุ่นวายตลอด การบำเพ็ญภาวนา ก็เพื่อให้มีสติ ให้จิตมันเกาะสิ่งใด
สิ่งหนึ่งที่เรากำหนด บางคนเกาะพระ บนคนเกาะลมหายใจเข้าออกเฉย ๆ บางคนเกาลมหายใจ
พร้อมคำภาวนา สมัยที่พระพุทธเจ้าจะบรรลุธรรมมาพิศมัย ท่านไม่มีที่ยึดเกาะ ก็เอาจิตเกาะลม
หายใจพร้อมกำหนดไปว่า ลมหายใจเรานี้แม้นหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย
นี่เป็นภาวนาพร้อมวิปัสสนา(ปฏิจจสมุปบาท) แล้วท่านก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในคืนเพ็ญเดือนหกนั่นเอง
เราจะเห็นว่า การปฎิบัติบำเพ็ญความดีนั้น เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ว่าถ้าไม่ทำ อารมณ์ฝ่ายอกุศล
มันก็สิงสู่ใจเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เร่าร้อน ไม่เป็นสุขอยู่อย่างนั้น
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:27:45 AM »


อนุโมทนา..สาา ธุ..จิตที่คิดดีแล้ว..ถูกธรรมแล้วย่อมเป็นกุศล

อ.วศินกล่าวไว้ว่า
"... ชีวิตคนเราทุกคนเหมือนเรือเดินสมุทร
ซึ่งจะต้องเดินทางฝ่าคลื่นลมและมรสุม
แต่ชีวิตเดินทางนานกว่าเรือเดินสมุทร เพราะฉะนั้นขอให้
รักษาลำเรือ คือสุขภาพกายและเครื่องยนต์คือสมอง
ตลอดถึงผู้บังคับการเรือคือจิตใจไว้ให้ดี
เพื่อฝ่ามรสุมชีวิตไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ..."
จาก "ธรรมและชีวิต"
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:29:58 AM »


พระท่านว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา นั้นไม่มี
หมายความว่า อันแม่น้ำตามมหานที นั้นเต็มฝั่งไปตามฤดูกาล
แต่ตัณหามนุษย์นั้น ล้นฝั่ง ยากที่ประมาณกว่าแม่น้ำ มนุษย์นั้น
มีความทะยานอยากไม่รู้สิ้น อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากมีรถ
พอได้รถอยากมีบ้าน พอได้บ้านก็จะภรรยา พอมีภรรยาก็อยากมีบุตร
พอมีบุตร อยากมีภรรยาเพิ่มอีก มีบ้านเล็กบ้านน้อย คือมันอยากไปหมด
อยากไม่จบสิ้น

อยากมีเมีย มีสามี มันก็คือต้องการภพ ต้องการชาติ เมื่อจิตมันปราถนาอย่างนี้
มันก็วนเกิดวนตายอยู่ไม่รู้จบสิ้น เพราะอวิชา ความไม่รู้ว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์
มันก็อยาก ๆ อยาก อยู่อย่างนั้น ได้คือเอาศอก ได้ศอกเอาวา ถ้าไม่ตัด ไม่ปลง
ปล่อยละ สละ วางความอยากลงบ้าง มันก็มองไม่เห็นฝั่งแห่งพระนิพพาน
เพราะอวิชามันบดบังเราอยู่ ทุกวันนี้ต้องหมั่นขูด หมั่นเคาะตัณหามันออกบ้าง

หลวงปู่สิมบอกให้ภาวนาไปเรื่อย ๆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะไรก็ได้ภาวนาไป
อย่าไปคิดอยากได้ อยากมีให้มันมาก เอาจิตจับกับลมหายใจ ภาวนาไป ทำมันไป
อยู่อย่างนั้นทุกวัน วันละนิดละหน่อยแค่ช้างพับหู งูแลบลิ้น ชั่วขณะจิตเดียวก็ยังดี
สะสมมันไปอย่างนั้น อย่ายอมแพ้ อย่าถอย สู้มันไป เอาสีข้างเข้าถูไปก่อน พอจิตมัน
เคยชิน แล้วก็จะทำได้เรื่อย ๆ แล้วจะกลายเป็นความชิน ภาวนาได้ทั้งวัน พออารมณ์
ว่างจากการงานที่ทำ ก็ภาวนามันไป พุทโธ ๆ ไป จิตมันจะได้ไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่น
นี่พระสายปฎิบัติเค้าสอนแนวนี้หมด ผมฝังมากี่องค์ กี่องค์ ก็สอนแนวนี้ ยกเว้น
สายปริยัติ ก็มีแนวการเมืองบ้างปะปน ผูกปนผสมธรรมกันไป บางคนก็ชอบ
เพราะว่าฟังง่ายดี ภาษาพระอย่างเดียว บางทีฟังไม่ออก พอมีพระฉีกแนวสอดแทรก
การเมือง ก็ฟังเข้ากาลสมัย แล้วแต่... ใครจะชอบ ดีทั้งนั้น ดีมาก ดีน้อย ก็ดี
ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

แต่ว่าถ้าจะมองพระสายปฎิบัติ นี่สอนละสังขารเท่านั้น แนวอื่น ท่านไม่เอา
เอาเนื้อ ๆ น้ำ ๆ ไม่ต้อง ใครรับได้รับไป รับไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร หมั่นฝึกหมั่นทำ
เดี๋ยวก็เข้าใจไปเอง ทำดี อย่าผัดผ่อน บุญกุศลเกิดที่ใจ อย่านึกว่าแค่ใส่บาตรพระที่วัดอย่างเดียว
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:31:32 AM »


ทำบุญเข้าวัดอย่ารอตอนแก่......เพราะเราม่ายรู้ว่าจะมีโอกาสแก่หรือป่าว?

เข้าวัดเพื่อไปทำบุญ.............ดีกว่าเข้าวัดเพื่อการฌาปนกิจ!!
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:32:33 AM »


ถูกต้องง คนเรา ไม่รู้ว่าจะมีโอกาศได้แก่หรือป่าว
ความตายมันจดจ้องเราอยู่ทุกวินาที ถ้าไปเอาดีตอนแก่
เอาชั่วตอนหนุ่ม เดี๋ยวเค้าก็ดึงแกลงหลุมไป หมดสิทย์ได้บุญ
เหลือแต่บาป ซวย ๆ ซวย ฮ่วย!!
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 12:33:53 AM »


บุญนั้นสามารถกระทำได้ 10 วิธี เราเรียกว่า "บุญกริยาวัตถุ 10" คือ
1. การให้ทาน ซึ่งมีหลายชนิด เช่น การให้ทรัพย์สิ่งของ เงิน การให้อภัย เป็นต้น
2. การรักษาศีล หรือมีเจตนาที่จะงดเว้นการประพฤติอันมิชอบ
3. การรปฏิบัติภาวนา คือการอบรมจิตให้เจริญด้วยสมาธิ และปัญญา(การปฏิบัติสมถะ วิปัสสนากรรมฐาน) เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น
4. การประพฤติตนให้สุภาพอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ
5. การขวนขวายรับใช้ บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ ที่สละแรงกายเข้าช่วย เช่น การกวาดลานวัด ช่วยลงแรงจูงคนแก่ข้ามถนน เป็นต้น
6. การให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำบุญ คือชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญกับเราด้วย
7. การมีความยินดีในการทำความความดีของผู้อื่น(การอนุโมทนา)
8. การฟังธรรมศึกษาธรรม ศึกษาสัจธรรมอันประเสริฐ
9. การช่วยเทศนาสั่งสอนธรรม ช่วยประกาศธรรมแก่ผู้อื่น รวมทั้งความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไม่มีโทษอื่นๆ ด้วย ถือเป็นธรรมทาน
10. การทำความเห็นให้ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ เช่น รู้ดี รู้ชั่ว รู้เหตุ รู้ผล เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง

บุญนั้นเราไม่ต้องรอที่จะต้องไปทำที่วัดก็ได้ครับ..ทำที่ไหนๆก็ได้
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 01:39:07 PM »

ดีครับพี่ๆ ทุกท่าน

วันนี้ ผมได้เป็นมัคทายก ด้วย ตื่นเต้นๆ แต่ก็ภาวนาดูสภาวะตามไปสักพัก ก็เข้าที่ครับ 5555

วันนี้ มีงานขึ้นบ้านใหม่ของ อาอี๊ ครับซึ่งแกบอกว่า ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับขั้นตอน พิธี การขึ้นบ้านใหม่เลย

เลยให้ผมจัดการเรื่องนี้ ให้

ผมก็เลยอาศัยว่า ไหนๆ ก็รู้จักกับหลวงพี่หลายๆท่าน ก็เลยลองสอบถามดูครับ ท่านก็บอกวิธีการปฏิบัติให้ แล้วก็อาศัยสัญญาเก่า

ตอนที่ไปโปรดพ่อ กับ แม่ที่บ้านตอนผมบวช ก็ได้นำมาประยุกต์ปรับใช้ ก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ส่วนวิธีขั้นตอนนั้น เดี๋ยวผมจะมาเล่าสู่กันฟัง อีกที่นะครับ ขอตัวไปเครียร์งานก่อน อิอิ

ยังไงก็บุญมาฝากพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วยน่ะครับผม สาธุ _/\_   ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 10:00:28 PM »


สาธุ _/l\_ ดีมากๆครับ เหนื่อยมากไหมครับ

ผมจัดงานขึ้นบ้านใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว  ตอนแรกกะเอาว่าจะบอกแต่ที่สนิทกันจัดพอเป็นพิธี

แต่พอท่านอื่นๆรู้ โดยที่เรายังไม่ได้เชิญเขาก็น้อยใจกัน ก็เลยบอกหมดเท่าที่เวลาอำนวยและติดต่อได้

เหนื่อยครับ แต่ก็ดีครับที่เป็นพิธีงานบุญ มีเรื่องเอามาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ

แต่ตอนนี้ขอเชิญ คุณกอล์ฟก่อนจะดีกว่าครับ... ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 10, 2010, 11:35:38 AM »

ผมได้มีโอกาสไปวัดถ้ำผาป่อง ที่เชียงใหม่ มาครับ
เป็นวัดที่หลวงปู่สิม ท่านสร้างไว้

อ่านเจอ ป้ายต้นไม้พูดธรรมะ ต้นหนึ่ง ชอบดีครับ ท่านบอกไว้ว่า

"คนแก่แล้ว (คนสูงอายุ) ไม่มีอะไรดี แต่ว่า แก่ ภาวนา นั่นและดี "

นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ อิอิ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 10, 2010, 02:51:34 PM »

ดีแล้วครับ...บางท่านอาจจะต้องเห็นหรืออ่านธรรม และ จะเกิดกำลังใจ หรือบางท่านอาจจะต้องพูดให้น้อยใจ,สลดหดหู่ใจ
หรือบางท่านอาจจะต้องพูดดูถูกเสียดสีบ้าง แต่พูดไปอย่างนั้นเองด้วยเมตตา
เพื่อจะได้เกิดความมุมานะตั้งใจ พร้อมทั้งมีกำลังใจที่เข้มแข็งขึ้นได้

เหมือนเรื่อง"เถรใบลานเปล่า"ท่านสอนลูกศิษย์จนได้อรหันต์มากมาย  แต่ตัวท่านเองยังไม่สำเร็จอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสอุบายสอนท่านด้วยคำพูดแนวๆนี้ ...แต่สุดท้ายแล้วเป็นเณร(ได้อรหันต์แล้ว)ตัวกระเปี๊ยกที่ออกอุบายธรรมเป็นครั้งสุดท้ายจนท่าน"เถรใบลานเปล่า"สำเร็จอรหันต์...

ผมลองตีความเอาจากต้นไม้พูดธรรมนะครับ

คนแก่นั้นไม่มีอะไรดี เนื่องจากมองที่รูปขันธ์แล้วมีแต่เสื่อมลงทุกที พร้อมทั้งต้องรับภาระในธาตุขันธ์ที่เสื่อมนี้อยู่ด้วย ยิ่งแก่แล้วโรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็รุมเร้า ทำให้เกิดทุกขเวทนาอีกด้วย นั้นจึงไม่มีอะไรดี

แต่ว่า แก่ ภาวนา นั่นและดี  ผมตีความเอาว่าต้นไม้คงไม่ได้หมายถึงต้องเป็นคนแก่แล้วถึงจะภาวนาดีกว่าคนรุ่นหนุ่มสาว,คนวัยกลางคน หรือ คนวัยเด็กอะไรหรอกมังครับ

ที่ว่าให้ แก่ภาวนา นั้นคงหมายถึง  ให้ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นคนแก่ คนรุ่นหนุ่มสาวหรือคนวัยกลางคน คนวัยเด็ก ให้ภาวนาให้บ่อยๆภาวนาให้มากๆครับ ไฮไลท์น่าจะอยู่ตรงนี้แหละครับซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆและน่าชื่นชมครับ

ผมตีความเอาแบบนี้...แต่ว่าท่านอื่นๆจะตีความแบบไหนนั้นก็แล้วแต่แนวทางหรือวิถีทางของแต่ละท่านครับ ซึ่งคงไม่เหมือนกันทุกท่านหรอกครับ...
นานานจิตตัง  ยิ้ม   ยิ้มเท่ห์

 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 10, 2010, 02:56:05 PM โดย AVATAR » บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 11, 2010, 11:09:25 AM »

ใช่แล้วละครับพี่ AVATAR

ซึ่ง ประโยค ที่ว่า "แก่ภาวนา นั่นและดี" ตามที่กระผมเข้าใจ คือถ้าเรารู้หลัก ของการปฏิบัติธรรม ในศาสนาพุทธแล้ว
และได้ภาวนา รู้สภาวะลงตามความเป็นจริง และ เข้าใจสภาวะที่เข้ามา ว่า ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อเห็นบ่อยๆ เข้า จนเริ่มเกิดความเบื่อหน่าย แล้วก็ค่อยๆคลายความยึดถือตัวเรา ของเรา เมื่อนั้น เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา จิตใจที่ภาวนาจนชำนาญ ก็จะเริ่มปล่อยวาง ความเป็นตัวเรา ของเรา ละความทุกข์หยาบๆ ได้บ้าง ซึงจุดนีเอง ผู้แก่ภาวนา จะเห็นได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติภาวนา มาครับผม

ก็แล้วแต่ แต่ละท่านจะตีความนะครับ อย่างที่ท่าน AVATAR บอกเอาไว้ ว่าเป็น นานาจิตตัง ครับผม

ขอให้ทุกท่านๆ เจริญในธรรม นะครับ
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 12, 2010, 08:38:53 AM »

ปริศนาธรรม เป็นเหตุให้ใคร่ครวญในธรรม นำมาประมวลผลพิจารณาได้ตามกำลังและพื้นฐานของแต่ละท่าน ซึ่งคำตอบอาจไม่เหมือนกัน แต่ว่าได้พิจารณาเหมือนกัน แค่นี้ก็เป็นโอกาสดีแล้วครับ
คำตอบหรือการตีความนั้น ท่านที่ท่านตั้งปริศนานั้นคงไม่มีคะแนนจะให้หรอกมังครับผมว่า ขอเพียงท่านๆนำไปพิจารณากันก็ตรงตามจุดประสงค์แล้วครับ

เวลาไปวัดต่างๆผมก็ชอบอ่านครับ สนุก ได้รับความคิด และได้รับข้อธรรมไปด้วย

ผมคิดงี้แหละครับ...

  ยิ้ม

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
หน้า: [1] 2 3 ... 29
พิมพ์
กระโดดไป: