KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4ภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 คืออะไร สำคัญอย่างไรการบรรลุธรรมใน 7 วัน/เดือน/ปี มีจริง?
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การบรรลุธรรมใน 7 วัน/เดือน/ปี มีจริง?  (อ่าน 13021 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2009, 09:12:29 AM »

รบกวนท่านอาจารย์ คณะวิทยากร ของมูลนิธิฯ ช่วยขยายความพระสูตรเรื่องการบรรลุ

ธรรมที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐานสูตรด้วยครับที่ว่าจะบรรลุใน 7 วัน 7 เดือน หรือ 7 ปี นั้น มี

ที่มาอย่างไรครับ  แล้วพระผู้มีพระภาคตรัสแก่ใคร (ในความคิดผมว่าพระผู้มีพระภาคน่า

จะตรัสกับบุคคลที่มีปัญญาแก่รอบแล้ว)  เพราะมีญาติธรรมของผมหลายท่านหรือแม้แต่

คนอื่นๆที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมอย่างละเอียด   จะจับเอาแต่ประเด็นที่ว่าสามารถจะบรรลุ

ได้ง่ายๆ มาพูดตลอด    แต่สำหรับผมที่ศึกษาพระธรรมกับมูลนิธิฯ ไม่ได้คิดเช่นนั้นครับ

แต่ค่อยๆ อบรมสั่งสมปัญญาจากการฟังพระธรรมไปเรื่อยๆ


ขอขอบพระคุณล่วงหน้านะครับ

ขออนุโมทนาในคำตอบทุกท่านครับ


ขอบคุณคำถามจาก : http://www.dhammahome.com/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 11, 2009, 09:15:24 AM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2009, 09:14:32 AM »

ข้อความดังกล่าวมีแสดงอยู่ในตอนท้ายของมหาสติปัฏฐานสูตรจริง แต่ทรงหมาย

เอาผู้ที่มีปัญญามาก ที่สะสมญาณอันแก่กล้าแล้ว ไม่ใช่คนในยุคปัจจุบัน

ดังข้อความบางตอนจากอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร ว่า..

   .................................พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง   ความที่

คำสั่งสอนเป็นธรรมนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์โดย  ๗ ปี    อย่างนี้แล้ว      เมื่อจะ

ทรงแสดงเวลา  (ปฏิบัติ)  ที่น้อยไปกว่านั้นอีก  จึงตรัสว่า   ติฏฺฐนฺตุ  ภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปี    จงยกไว้ดังนี้เป็นต้น.    ก็คำนั้นแม้ทั้งหมดตรัสโดย

เวไนยบุคคลปานกลาง. แต่ที่ตรัสว่าบุคคลรับคำสั่งสอนเวลาเช้า  บรรลุคุณวิเศษ

เวลาเย็น   รับคำสั่งสอนเวลาเย็น   บรรลุคุณวิเศษเวลาเช้า   ดังนี้   ทรงหมายถึง

บุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม.


ขอเชิญอ่านข้อความจากพระสูตร อานิสงส์ของการอบรมเจริญสติปัฏฐาน จากคำตอบข้างล่างครับ



ขอขอบคุณคำตอบจาก : พี่ prachern.s  http://www.dhammahome.com  ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2009, 09:15:09 AM »

ข้อความตอนท้ายของมหาสติปัฏฐายสูตร

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 254

 [๓๐๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดผู้หนึ่ง  พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้

ว่าอย่างนั้นตลอด ๗ ปี  ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง  ๒  ผลอันใดอันหนึ่ง  คือ พระ-

อรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่ออุปาทิ  ยังเหลืออยู่  ก็เป็นพระอนาคามี ๑

.....  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ เดือนยกไว้.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อย่างนั้น    ตลอด ๖ เดือน ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง  ๒

ผลอันใดอันหนึ่ง    คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑  หรือเมื่ออุปาทิ  ยัง

เหลืออยู่   ก็เป็นพระอนาคามี ๑......

.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกึ่งเดือนยกไว้.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อย่างนั้น  ตลอด ๗ วัน ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผล

อันใดอันหนึ่ง    คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้  ๑   หรือเมื่ออุปาทิ   ยัง

เหลืออยู่   ก็เป็นพระอนาคามี ๑...


คำอธิบายจากอรรถกถา(บางตอน)

       คำว่า  โย   หิ  โกจิ  ภิกฺขเว   ความว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใด

ผู้หนึ่ง   ไม่ว่า   ภิกษุหรือภิกษุณี อุบาสก หรือ อุบาสิกา. คำว่า  เอวํ  ภาเวยฺย

ความว่า   พึงเจริญตามลำดับภาวนาที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น.   คำว่า   ปาฏิกงฺขํ

ความว่า   พึงหวังได้   พึงปรารถนาได้   เป็นแน่แท้.   คำว่า   อญฺญา   หมายถึง

พระอรหัต.   คำว่า   สติ   วา   อุปาทิเสเส  ความว่า  เมื่ออุปาทิเสสวิบากขันธ์

ที่กิเลสมีตัณหาเป็นต้นเข้าไปยึดไว้เหลืออยู่   ยังไม่สิ้นไป.   คำว่า   อนาคามิตา

แปลว่า   ความเป็นพระอนาคามี.    พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง   ความที่

คำสั่งสอนเป็นธรรมนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์โดย  ๗ ปี    อย่างนี้แล้ว      เมื่อจะ

ทรงแสดงเวลา  (ปฏิบัติ)  ที่น้อยไปกว่านั้นอีก  จึงตรัสว่า   ติฏฺฐนฺตุ  ภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปี    จงยกไว้ดังนี้เป็นต้น.    ก็คำนั้นแม้ทั้งหมดตรัสโดย

เวไนยบุคคลปานกลาง. แต่ที่ตรัสว่าบุคคลรับคำสั่งสอนเวลาเช้า  บรรลุคุณวิเศษ

เวลาเย็น   รับคำสั่งสอนเวลาเย็น   บรรลุคุณวิเศษเวลาเช้า   ดังนี้   ทรงหมายถึง

บุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า คำสั่งสอนของเรา

นำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์อย่างนี้แล้ว  เมื่อจะทรงยังเทศนาที่ทรงแสดง  ด้วยธรรม

อันเป็นยอด  คือพระอรหัตให้จบลงในฐานะ ๒๑ ประการ  จึงตรัสว่า    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   ทางนี้เป็นทางดำเนินอันเอก  เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย

เพื่อก้าวล่วงโสกะ   และปริเทวะ   เพื่อดับทุกข์และโทมนัส   เพื่อบรรลุญายธรรม

เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน  นี้คือ  สติปัฏฐาน ๔ ด้วยประการฉะนี้  ...


ขอขอบคุณคำตอบจาก : พี่ prachern.s  http://www.dhammahome.com  ครับผม
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 11:52:52 PM »

รู้ภายใน แว่บเดียว 0.7 วิ
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:05:42 AM »

มีคนเร็วกว่านี้อีก...จริง จิ๊ง...

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2010, 12:28:27 PM »

บางคน สามารถบรรลุธรรมได้  ถ้าต้องการ


แต่อาจยังไม่ ยอม บรรลุ หากปราถนา เป็นพระพุทธเจ้า (เพราะต้องการช่วยเหล่า สัตว์ กลุ่มที่ด้อยปัญญาคือต้องใช้เวลานานในการพัฒนาจิต)

หรือ แม้ปราถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ ท้อใจ จึงอธิษฐานลาพุทธภูมิ มาเป็นสาวกภูมิ คือบรรลุธรรมใน ยุคหนึ่งของพระพุทธเจ้า

เราโชคดีที่เกิดมามีความพร้อม ในการ รับรู้พระธรรม และหากมีความเพียรในการป.ธรรม  โอกาสสำเร็จย่อมมีอยู่ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
AVATAR
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 29
กระทู้: 948


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2010, 02:02:56 PM »



เห็นภาพแจ่มเลยครับ...

แล้วแต่ฝึกและสะสมมากันไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้วตลอดจนบุญญาบารมีที่ทำมาแตกต่างกันไป...

ถ้าไปได้ก็ไปก่อน...ไม่ต้องรอกันเพราะต้องเจอกันที่ยอดเขาอยู่แล้ว...ไม่ช้าก็เร็ว...

 

 
บันทึกการเข้า

เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพื่อพากันหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสารนี้
sbofifa
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2011, 09:54:25 AM »

สาธุ สาธุ
บันทึกการเข้า

แจ้งเตือนลายเซ็น ครั้งที่หนึ่ง

by : admin
cleansuiplus
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 11, 2011, 01:57:01 PM »

ขอบคุณนะครับ
บันทึกการเข้า
simma557
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 1
กระทู้: 25


simma557@hotmail.com sith57777@yahoo.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 22, 2011, 10:03:20 PM »

เหตุการณ์ที่ได้เข้าฝึกเต็มกำลัง 14 ธ.ค. 53ที่ศาลา ๑๒ ไร่ ผมกับเพื่อนรุ่นพี่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการหลวงพ่อครั้งหนึ่งโดยจัดรถตู้ไปกันเอง และได้มีโอกาสเข้าฝึกที่ศาลา ๑๒ ไร่ด้วย ตอนแรกก็ทำอารมณ์แบบธรรมดา ทำอารมณ์แบบที่เคยไปมาแล้ว แต่ไปสว่างมากก็ตอนเห็นยอดปราสาทขององค์หลวงพ่อท่าน วันนี้สวยไปหมด สว่างทุกที่ทุกทาง สว่างจ้าเป็นเพชรไปหมด ตอนแรกองค์หลวงพ่อแสดงองค์เป็นพระสงฆ์มารับ ก็กราบท่านและตามท่านไป วันนั้นเทวดาพรหมและพระท่านมามากเป็นพิเศษ มองสุดสายตาไปเลย มองลงมาวัดท่าซุงเต็มไปหมดบริเวณวิหาร ๑๐๐ เมตรและเขตธุดงค์ มองดูตัวเองก็สวยแบบเต็มอัตรา ไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายว่าสวยไม่มีที่เปรียบได้ มองเห็นท่านแม่ทั้งสาม ความน้อยใจท่านแม่ไม่อ้าแขนรับเหมือนทุก ๆ ครั้ง วิ่งกลับลงมาร้องไห้ใหญ่เลย  กลับไปใหม่คราวนี้เหมือนมีพระองค์ใหญ่มากมาอุ้มขึ้นไป ใหญ่มากกว่าองค์หลวงพ่อ ๓๐ ศอก ท่านอุ้มเดินขึ้นไปเหมือนตัวเองเล็กเท่านิ้วก้อยท่าน นางฟ้า เทวดา พรหม จะนั่งเป็นแถวกราบท่านเต็มไปหมด จิตคิดละอายใจทำไมเราเลวขนาดนี้ปล่อยโฮไปตลอดทาง (แต่ตัวจริงน้ำตาไหลสะอื้นเบา ๆ ไม่มีเสียง) พอไปถึงวิมานหลังใหญ่มาก พระ พรหม เทวดา แน่นเต็มไปหมด หนูก็เอาอทิสสมานกายไปกราบทุก ๆ องค์ แล้วมากราบหลวงพ่อ ท่านแม่ หมดทุกองค์ ท่านแม่ท่านให้รางวัล ถอดสร้อยคอเล็ก ๆ มีจี้เป็นแก้วใส่สวมคอให้ หลวงพ่อให้ตลับกำมะหยี่สีแดง แต่ไม่รู้ข้างในเป็นอะไร ดูไม่ถนัด แล้วท่านทั้งหมดก็พาลูกไปดูวิมานตัวเอง ท่านแม่ท่านสั่งสอนให้หมั่นทำความดีแบบนี้ตลอด แล้วแม่กับพ่อจะไปรับเมื่อถึงเวลา แล้วลูกก็กราบลาท่านลงมา (ตอนนั่งมาในรถทั้งขาไปและขามาเห็นพระ เห็นหลวงพ่อ นางฟ้าที่ประจำรถใส่ชุดไทยสีเขียว คุ้มครองมาตลอดทาง ปลอดภัยทุกอย่าง)
ตั้งแต่มาเป็นลูกหลานหลวงพ่อท่าน ให้แม่ พี่ น้อง มาทำบุญกับท่าน อะไรก็ดีไปหมด พี่สาวค้าขายก็ดี แบบว่าไม่มีใครเทียบแถบนั้น (บางคนเขาบอกว่าขยันทำมาหากินมากกว่าไม่เกี่ยวกับพระ อันนี้ไม่ขอเถียง) รายไหนที่กินแล้วโกงก็เอามาคืนเขา สงสารน้องชาย พี่ชาย น้องเขยขับแท็กซี่ก็มีเงินเข้าบ้านทุกคน คนอื่นบ่นค่าเช่าไม่ได้ ผู้โดยสารบางคนเขาบอกว่ายืนเรียกรถมากี่คัน ๆ แล้วไม่กล้าให้ไปส่งเพราะว่าระยะทางไกลกลัวอันตราย พอมาเจอรถที่ติดสติ๊กเกอร์หลวงพ่อ หลวงปู่บุดดา หนูเลยไม่กลัว รู้ว่าเป็นลูกพ่อเดียวกัน แถมจ่ายเงินเกินราคา ก็มีมากราย ต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีโชคทางลาภลอย
ครั้งที่หนึ่ง ฝันว่า ไปงานกฐินที่ไหนไม่ทราบ แต่งชุดไทยสีโอรสและชมพูกันทั้งหมด มีทั้งผู้ชายผู้หญิง พอถวายเงนทางวัดเสร็จ ก็เดินชมวัดเห็นเป็นกุฏิเก่า ๆ เป็นไม้ มองขึ้นไปเป็นภาพของหลวงพ่อเป็นพระสงฆ์แก่แล้วเขียนข้างล่างรูปว่า ๒๓ ร.ศ. ๒๓๓ ก็นั่งสงสัย กลับบ้านดีกว่า ก็เห็นเครื่องบรรณาการ สมัยนั้นเขามาส่งส่วยกัน มีผ้าไหมปักดิ้นเงินและทอง มีเสียงผู้หญิงมีอำนาจบอกว่า ดูได้จับได้ ยังไม่ถึงเวลาเอาไปใช้สอย พอตื่นจากฝันก็มานั่งคิดดู โทรศัพท์ให้เพื่อหาหนังสือประวัติศาสตร์ว่าเป็นรัชกาลสมัยไหน เกี่ยวข้องอะไรกับหลวงพ่อ พอล็อตเตอรี่ออก ๑๒๓ เพิ่งจะถึงบางอ้อ ก็แล้วไป
ครั้งที่สอง คราวนี้ไปแบบครึ่งกำลัง ไปได้ง่ายช่วงเวลาอาบน้ำค่ะ ก็ไปโผล่ที่ในโบสถ์ แต่งชุดไทยสวย กราบหลวงพ่อท่าน ขอพรท่านไม่รบกวนท่าน ไปหาท่านย่าดีกว่า บอกท่านย่าว่าอันเงินร้อย - เงินพัน ลูกก็ทำบุญแล้วที่วัดท่าซุง ลูกอยากทำเงินหมื่น - แสน - ล้านบ้างสิ ( ขอหวยน่ะค่ะ ) ท่านยิ้มแต่ไม่พูด หยิบดอกบานไม่รู้โรยให้ดอกเดียว สีชมพู ลูก็คิดขอหวยไม่ให้ ให้ดอกไม้มาได้ดอกเดียวขี้เหนียวจัง พอออกจากชาน (ตีความหมายดอกไม้ช่อนี้แถวบ้านเราเรียกว่า ดอกสามปี คิดว่า สามก็คือสาม ปีก็คือแปด ตีความเสร็จ ตีว่าเลขไม่สวย ไม่ซื้อดีกว่า พอเลขออก ๖๓๘ แทบเป็นลมใส่)
ครั้งที่สาม เอาใหม่ ไปแบบครึ่งกำลังเหมือนเดิม คิดว่าวันที่ 14 ธ.ค. 53 ลูกจะไปวัดท่าซุง ขอเงินค่าทำบุญค่ารถดีกว่า ไปกราบหลวงพ่อท่านก่อน อันที่จริงก็ทำแบบนี้ทุกวัน ไปหาท่านแม่ดีกว่า ขอท่านพ่อไม่ให้ แม่ต้องรักลูกมากกว่าพ่อ อุ้มท้องเรามาตั้ง ๙ เดือน ท่านทำได้ ท่านเก่งกว่าพ่อแน่ ขอแค่นี้ท่านต้องให้ได้ พอไปถึงวิมานท่าน ท่านคงรู้ใจหยิบหมอนรูปร่างคล้ายฟักทองมาให้สองลูก หมอนท่านสวยมากเป็นสีเงินใส ๆ ท่านบอกว่า นอนดูสิลูก เอาหัวหนุนหมอนดู ลูกก็คิดว่ามาขอเงินใช้กลับมาสั่งให้เรานอนให้ดู ไม่เอาแล้วกลับลงมาดีกว่า มาคิดดูหัวก็ห้า แล้วหมอนสองลูกมันเป็นเลขอะไร สงสัยค่ารถไม่มีแน่ไปวัดท่าซุงคราวนี้ อันว่าเงินทำบุญลูกมีแล้ว พอหวยออก ๕๐๐ แล้ว ต้องยอมรับว่าบุญเก่าทรัพย์สมบัติเก่าเราไม่ได้สะสมไว้ถึงไม่มีลาภในเรื่องแบบนี้ แต่ก็รอดตัวไป เพื่อนรุ่นน้องเขาถูกเลขท้ายสองตัว หนึ่งคู่ เขาจ่ายค่ารถให้
แปลกแต่จริง ไปทำบุญวัดไหนก็เหมือนไม่ได้ทำ ไปกราบนมัสการพระวัดไหนไม่ว่าวัดแถวบ้าน หรือว่าในกรุงเทพฯก็เหมือนไปบ้านคนแปลกหน้าไม่อบอุ่น พอมาวัดท่าซุงหรือซอยสายลมจิตข้างในดีใจเหมือนเด็ก ๆ ได้ของเล่นถูกใจ บางครั้งจิตบอกว่า พ่อ ลูกมาแล้ว อบอุ่นเหมือนกลับเข้ามาสู่อ้อมอกอ้อมแขนของพ่อ ท่านต้องคุ้มภัยให้เราตลอดเวลา พอตอนขากลับมา บอกพ่อแม่ว่า พ่อคะลูกออกต่อสู้ชีวิต คุ้มครองลูกด้วย ลูกจะมากราบพ่อทุกครั้งที่พ่ออยากให้ลูกมา
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่มาช่วยสงเคราะห์ทุก ๆ คืน
เหตุการณ์ทั้งหมดขอยืนยันว่าประสบมาด้วยตนเองทุกประการ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 10:06:12 PM โดย simma557 » บันทึกการเข้า

บารมี 14 ประการ
๑ ทานบารมี ๒ ศีลบารมี ๓ เนกขัมมะบารมี ๔ ปัญญาบารมี
๕ วิริยะบารมี ๖ ขันติบารมี ๗ สัจจะบารมี ๘ อธิษฐานบารมี
๙ เมตตาบารมี ๑๐ อุเบกขาบารมี
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: