KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับพระไตรปิฏก : พระอภิธรรม พระสูตร พระคัมภีร์แนะนำ หนังสือธรรมะ ธรรมะจากพระภูเขา พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะจากพระภูเขา พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ  (อ่าน 43713 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2009, 11:07:03 AM »



ณ ถ้ำสองตา อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีพระภิกษุชาวอเมริกันรูปหนึ่ง จำวัดอยู่เพียงลำพังที่นั่นมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยฉันอาหารมื้อเดียว ไม่รับกิจนิมนต์ ปฏิบัติธรรมอย่างสันโดษและจริงจัง...

      พระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ เกิด ที่เมืองชิคาโก จบการศึกษาด้านกฎหมายและประกอบกิจการส่วนตัว เป็นนักธุรกิจผู้มีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐีในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะตัดสินใจสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและหันเหสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณ เป็นเวลากว่าสามสิบปีมาแล้ว ซึ่งในที่สุด ท่านได้เข้าไปสัมผัสกับวัดแนวพุทธศาสนาในประเทศอังกฤษ จนเข้าไปสู่วัดหนองป่าพง ในเขตอำเภอวารินชำราบ ใกล้ตัวเมืองอุบลราชธานี อันที่เป็นพำนักของพระอาจารย์ชา สุภทฺโท หนึ่งในบรรดาพระอาจารย์ของท่าน...ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ ได้พำนักอยู่ที่ถ้ำสองตา ในเขตพื้นที่เขาใหญ่ ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อย่างสันโดษและสงบเงียบอย่างแท้จริง

      เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะเป็นการตอบข้อสงสัยของคนหลายชาติหลายภาษา เกี่ยวกับปัญหาชีวิตทางโลก ซึ่งพวกเขาอยากรู้ว่าหลักการปฏิบัติสมาธิ จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขาประสบในชีวิตประจำวันได้อย่างไร คำถามแต่ละข้อล้วนน่าสนใจ และเป็นสิ่งที่พวกเราได้พบเจอกันทุกวัน ซึ่งพระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ ก็ได้ให้คำตอบด้วยปัญญาอันชาญฉลาดที่ท่านได้จากการปฏิบัติสมาธินั่นเอง...

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : http://www.kammatan.com ครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 07, 2012, 03:34:22 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
Touch368
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 6



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2009, 12:22:06 AM »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลข่าวสารดี ๆ ครับผม
บันทึกการเข้า
kmonic
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:34:40 PM »

เล่มนี้ดีมากครับ เคยอ่าน.

 ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2011, 10:23:16 AM »



 เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้วที่พระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ พระฝรั่ง
 อดีตชาวเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
 ได้สละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสุขสบายในชีวิตฆราวาส
 แล้วหันเหตัวเองสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณ
 เพื่อดำเนินชีวิตในวิถีทางที่สันโดษและเรียบง่าย
 ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา
 
 สิ่งที่ทำให้อดีตนักศึกษาด้านกฎหมายและนักธุรกิจด้านตีราคาที่ดินทั้งของรัฐและเอกชน
 ผู้เคยใช้ชีวิตระดับไฮคลาส เดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินชั้นธุรกิจ
 ( B usiness Class) พักแต่โรงแรมระดับห้าดาว
 และมีเงินเหลือเฟือพอที่จะเที่ยวรอบโลก
 ได้ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่หลายคนพยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะไปให้ถึง
 เหตุเพราะเช้าวันหนึ่งเขาลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าชีวิตช่างน่าเบื่อ
 ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว
 
 พระอาจารย์ สุมโน ซึ่งอดีตเคยนับถือศาสนายิว บอกเล่าว่า
 รู้จักพระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อตอนที่กำลังศึกษา อยู่ในชั้นมัธยมปลาย
 ด้วยความที่มีนิสัยเป็นคนชอบอ่านหนังสือและแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา
 กระทั่งวันหนึ่งจึงได้ไปเจอหนังสือบางเล่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาวางอยู่บนโต๊ะในห้องสมุด
 
 แรกเริ่มพระอาจารย์ให้ความสนใจเรื่องการนำหลักการฝึกสมาธิของทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองมากกว่า
 ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาศึกษาศาสนาหลายศาสนาและหลายนิกาย
 โดยเคยเข้าคอร์สที่มีการอบรมด้านพระพุทธศาสนาอยู่หลายคอร์ส
 และใช้เวลาปลีกวิเวกอยู่แต่ในห้องโดยไม่ไปไหนเลย เป็นเวลานาน 2-3 ปี
 
 ในวัย 32 ปี เมื่อได้ทิ้งชีวิตการเป็นนักธุรกิจแล้ว
 และเริ่มมีใจลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา พระอาจารย์เห็นว่า
 การฝึกสมาธิอย่างเดียวช่วยอะไรได้น้อยมาก จึงมีความสนใจ
 อยากจะศึกษาพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น
 แต่เวลานั้นยังไม่ได้มีความคิดที่จะบวช
 ช่วงเวลาที่ท่านกำลังจะเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดียนั้น
 ระหว่างทางได้ไปแวะที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ
 เพราะเพื่อนของพระอาจารย์ได้แนะนำให้รู้จักวัดแห่งหนึ่งที่นี่
 ซึ่งเมื่อสมัยที่ท่านไปเยือนครั้งแรกนั้นยังไม่ได้เป็นวัด
 แต่ต่อมาได้กลายมาเป็น วัดจิตตวิเวก
 ( วัดป่าสาขาวัดป่าหนองป่าพงแห่งแรกในประเทศอังกฤษ) ที่ช่วงเวลานั้นมี
 พระสุเมธาจารย์ หรือท่านสุเมโธภิกขุ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
 เมื่อเริ่มแรกตั้ง วัดในพ.ศ. 2522
 
 พระอาจารย์ยังจำได้ว่า ทุกๆเย็น จะต้องนั่งรถลีมูซีนคันหรู
 เพื่อไปสวดมนต์ที่วัด ก่อนจะตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวอยู่นานถึงสามปี
 จึงทำให้ความตั้งใจที่จะไปอินเดียในครั้งนั้นเป็นอันต้องล้มเลิก
 และในที่สุดจึงตัดสินใจบวชเมื่ออายุได้ 35 ปี
 


 นอกจากวัดจิตตวิเวก พระอาจารย์ได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัดอีกแห่ง คือ
 วัดอมราวดี แต่ด้วยสเกลที่มีขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาในการสร้างนาน
 จึงไม่อยากใช้เวลาให้หมดไปกับการเป็นช่าง
 แต่อยากศึกษาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามากกว่า
 
 วันหนึ่งเมื่อเดินทางสู่ประเทศไทย
 ทำให้พระอาจารย์มีได้มีโอกาสแวะเวียนไปกราบไหว้
 และเรียนรู้ธรรมะจากพระชื่อดังหลายรูปในประเทศไทย อาทิ ท่านพุทธทาสภิกขุ
 หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และ หลวงพ่อชา สุภัทโท
 
 โดยเฉพาะหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ
 จ.อุบลราชธานี ที่พระอาจารย์รู้สึกเลื่อมใสศรัทธามากเป็นพิเศษอยู่แล้ว
 เพราะเคยบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดสาขาของท่านที่อังกฤษ
 พระอาจารย์จึงไม่รีรอที่จะเดินทางสู่ภาคอีสาน ไปยังที่พำนักของหลวงพ่อชา
 เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์
 สิ่งที่พระอาจารย์ได้เรียนรู้จากหลวงพ่อชาและรู้สึกประทับใจคือ
 
 " ในทัศนะของหลวงพ่อ พระอาจารย์ชาเป็นพระที่มีจิตบริสุทธิ์มาก
 และสามารถระลึกรู้ในสิ่งต่างๆได้โดยไม่ต้องคิด ทำให้หลวงพ่อรู้สึกว่าทึ่ง
 
 มันจะมีคำว่าดี ถูกต้อง และความเหมาะสมใช่ไหม
 เวลาที่เราต้องเผชิญกับอะไรสักอย่าง เรามักจะคิดก่อนว่าต้องทำอย่างไรดี
 ทำอย่างไรถึงจะถูก พอเป็นอย่างนั้นมันจะเกิดการคิด เพราะเราต้องคิดถึงว่า
 ค่านิยม กาลเทศะ กับบุคคลเหล่านี้เราต้องทำอย่างไร พอมันเกิดการคิด
 มันต้องคำนึงถึงอดีต ไม่ใช่ปัจจุบันขณะแล้ว เราจึงคิดตัดสิน
 ว่าเราต้องทำอย่างไรจากสิ่งที่เราเคยได้ยินเคยได้เห็น
 แต่พระอาจารย์ชาท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น
 การแก้ปัญหาของท่านเป็นการรู้จากปัจจุบันขณะและใช้คำว่าเหมาะสม"
 

ถ้ำสองตา กิจวัตร และเวลานมัสการพระอาจารย์ เวลาเข้ากราบพระอาจารย์

 เมื่อหลวงพ่อชามรณภาพ
 พระอาจารย์จึงออกธุดงค์ไปตามพื้นที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
 กระทั่งสุดท้ายได้เลือกพำนักอยู่ที่ สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา
 ในเขตพื้นที่เขาใหญ่ หลังจากที่เคยธุดงค์ไปพบเพียงแค่คืนเดียว
 ด้วยเห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะต่อการปฏิบัติ
 การเดินทางเข้าออกค่อนข้างลำบาก แม้แต่รถยนต์ ก็เข้าไม่ได้
 จึงทำให้ปลอดความวุ่นวายจากสิ่งต่างๆ นับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้
 เวลาก็ได้ล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว
 
 " ตอนนี้แก่แล้ว ไปที่ไหนไม่ได้แล้ว" พระอาจารย์บอก
 เล่าด้วยอารมณ์ขันเมื่อถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงเลิกธุดงค์และเลือกสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตาเป็นที่พำนักสุดท้ายของชีวิต
 
 วัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้
 ทุกวันจะต้องตื่นจากจำวัดตอนตีสี่ เพื่อนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เดินจงกรม
 และฟังธรรมะ แม้แต่ในยามที่ย่ำเท้าไปบนถนนสายเล็กๆที่ทุรกันดารสู่หมู่บ้าน
 เพื่อไปบิณฑบาต ระหว่างทางก็ยังต้องอาศัยฟังธรรมบรรยายผ่านเครื่องเล่น
 MP3
 
 ลูกศิษย์บางคนที่ใกล้ชิดพระอาจารย์บอกเล่าว่า
 
 " แม้หลวงพ่อจะมีความลึกซึ้งในหลักธรรมจนสามารถนำมาสอนผู้อื่นได้แล้ว
 แต่หลวงพ่อก็ยังต้องฟังธรรมบรรยายจากพระรูปต่างๆ เพื่อนำมาสอนผู้คนอยู่
 และน้อยครั้งมากที่หลวงพ่อจะเดินทางเข้าเมือง ขนาดหมอนิมนต์ให้มาทำฟัน
 ท่านก็ยังไม่มา"
 
 แต่พระอาจารย์สุมโนได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเขียนหนังสือ เพราะเห็นว่า
 หน้าที่หนึ่งของพระคือการสืบทอดพระพุทธศาสนาและเผยแพร่หลักธรรมไปสู่ผู้คนให้มากที่สุด
 ที่ผ่านมานอกจากท่านจะมีผลงานแปลธรรมเทศนาของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงพ่อชา สุภัทโท แล้ว ยังมีผลงานเขียนชื่อ
 ธรรมะจากพระภูเขา ( Monk in the Mountain) จิตที่สว่างไสว ( The B rightened
 Mind) และ พบลิงแค่ครึ่งทาง ( Meeting the Monkey Halfway)
 โดยเป้าหมายที่เหมือนกันของผลงานเขียนทั้งสามเล่มคือ
 ต้องการสอนให้ผู้คนรู้จักการเจริญสติ รู้จักการใช้ปัญญา
 เพราะถ้าคนเราไม่มีปัญญา มีแต่ตัวตนเกิดขึ้น ก็จะเกิดความเห็นแก่ตัว
 
 ส่วนเหตุที่ควรต้อง "พบลิงแค่ครึ่งทาง"
 ผลงานเขียนเล่มล่าสุดของพระอาจารย์ ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย อานุภาพ
 ทัดพิทักษ์กุล และจัดพิมพ์โดย บริษัท ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง จำกัด
 ได้บอกเอาไว้ว่า
 
 ในปรัชญาธรรมอันเก่าแก่ของเอเชียตะวันออก
 ลิงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของจิตที่มีลักษณะไม่อยู่นิ่ง ยุกยิก
 คอยกระโดดจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ไม่เชื่อฟัง
 ผันแปรเปลี่ยนแปลงง่าย และด้วย "จิตที่เหมือนลิง" นี้
 แนวทางการฝึกฝนจิตของโลกตะวันออก อาทิ การปฏิบัติกรรมฐาน โยคะ
 และการสวดท่องมนต์ ก็เป็นวิธีการต่างๆที่พยายาม จัดการกับจิตที่ซุกซน
 
 " ครึ่งทาง" หมายถึงอุบายอันชาญฉลาดในการบริหารจิต
 เป็นวิธีที่ไม่ตึงหรือแข็งกระด้างจนเกินไป และก็ไม่หย่อนยานจนเกินไป
 " ครึ่งทาง" เป็นทัศนคติที่ตั้งอยู่บนหลักการของความสมดุลเป็นกลาง
 ไม่ถูกกระทบโดยอาการไม่อยู่นิ่งของจิตที่กระโดดไปกระโดดมา
 
 " การพบ" แสดงออกถึงความอุตสาหะที่จะบรรลุเป้าหมาย
 มันหมายถึงความตั้งใจและความกระตือรือร้นในการทำจิตซึ่งเป็นสิ่งที่สงบได้ยาก
 ให้เกิดความตั้งมั่นและเป็นกลาง และด้วยความพยายามที่มุ่งมั่นนี้
 ประกอบกับความพากเพียร ซื่อตรง ภายใต้การกำกับดูแลของปัญญา
 ทำให้เราสามารถเข้าถึงการเจริญในธรรมที่นำไปสู่หนทางอันถูกต้อง
 เพื่อที่เราจะได้ "พบลิงที่ครึ่งทาง" นั่นเอง
 
 ในวันที่พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ เดินทางออกจากสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา
 เพื่อมาบรรยายธรรมและเปิดตัวผลงานเขียน "พบลิงแค่ครึ่งทาง" ณ สวนโมกข์
 กรุงเทพฯ หลังจากที่ละทิ้งความสุขทางโลกมา 30 กว่าปี
 พระอาจารย์ซึ่งตอนนี้พูดภาษาไทยภาคกลางได้มากแล้ว
 ( แต่เว้าอีสานได้ชัดกว่า)
 ได้บอกถึงความแท้จริงในทัศนะของพระอาจารย์ให้ผู้คนได้ฟังว่า
 
 " ถ้าไม่มีความอยาก จะได้รับความสุขทันทีเลย"
 
 แล้วเราจะระงับซึ่งความอยาก ด้วยวิธีการอย่างไรบ้าง ? พระอาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า
 " ให้รู้ว่าความอยากมีแต่ความทุกข์ มากกว่าความสุข เพราะถ้าเรามีความอยาก
 เราก็ต้องไปดิ้นรนไปหาไปทำมา ตอนที่เรากำลังหากำลังทำอยู่ เรามีความสุข
 อย่างเช่นการ สะสมเงิน เพราะอยากจะได้แหวนเพชรสักวง ตอนที่ใกล้จะได้มา
 เรารู้สึกดีใจ พอไปที่ร้านถอยมันมาได้ ความสุขก็จบแล้ว
 เพราะช่วงเวลาที่เราอยากได้มันหมดไปแล้ว
 ทีนี้ก็จะดิ้นรนไปอยากได้อย่างอื่นต่อ"
 
 และเมื่อถูกถามว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความอยาก มีแต่การปล่อยวาง
 โลกจะไม่หยุดพัฒนา หยุดการเจริญรุดหน้าหรืออย่างไร พระอาจารย์ตอบว่า
 
 " เคยมีคนถามหลวงพ่อว่า ถ้าทุกคนบวชเป็นพระกันหมด โลกนี้จะพัฒนาไปอย่างไร
 หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วง มีคนที่สมัครใจบวชเป็นพระ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน
 เหมือนกับที่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นช่างเสริมสวย(หัวเราะ)
 
 และในความเห็นของหลวงพ่อ โลกนี้ไม่ต้องเจริญ อีสานที่หลวงพ่อเคยอยู่
 มีคนบอกว่าความเจริญเป็นสิ่งดี โอ้.. อยากให้เมืองนี้เจริญ
 วารินชำราบเจริญ อุบลฯ เจริญ แต่หลวงพ่อคิดว่า
 ความเจริญไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป
 เพราะถ้าเจริญแบบไม่มีปัญญาก็จะมีปัญหามากขึ้น อย่างเมืองไทยเจริญขึ้น
 แต่ความสุขกลับน้อยลงตลอด ไม่เหมือนประเทศภูฏาน ประเทศเขาไม่เจริญ
 แต่มีความสุข"
 

ภายในสำนักสงฆ์ ถ้ำสองตา จ.นครราชสีมา

 แม้พระอาจารย์จะเป็นตัวอย่างหนึ่งของชาวต่างชาติจากประเทศตะวันตก
 ที่เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันออก
 เรียนรู้และศึกษาจิตวิญญาณตะวันออก โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
 แต่พระอาจารย์ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า
 ตนเองเป็นหนึ่งในคนตะวันตกจำนวนมากที่หันมาสนใจจิตวิญญาณตะวันออก
 เพราะอาจจะเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยก็ได้ หรือแม้แต่เวลานี้ก็ตาม
 ถามว่าคนตะวันตกสนใจจิตวิญญาณตะวันออกมากขึ้นหรือไม่
 พระอาจารย์ก็ไม่อาจทราบได้
 เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตกมานานแล้ว
 
 " หลวงพ่อไม่ได้อยู่ในประเทศตะวันตกมาสามสิบกว่าปีแล้ว
 หลวงพ่อรู้แต่ว่าเมื่อก่อนคนตะวันตกอยากมาเมืองไทยเพราะสนใจในประเพณีวัฒนธรรม
 เป็นแบ็คแพ็คเกอร์มาเที่ยว หรือนั่งเครื่องบินไปเที่ยวทะเล
 เที่ยวเกาะสมุยโน่น แต่ไม่ค่อยมีใครมาวัด มาอีสาน มีแต่มาเอาอย่างเดียว
 ไม่มีใครอยากให้อะไร"
 
 หลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้พระอาจารย์รู้จักประเทศไทย
 และเห็นความเป็นไปของประเทศไทยในหลายๆด้าน แต่พระอาจารย์ก็ออกตัวว่า
 ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยหรือคนไทยมากเท่าใดนัก
 มีเพียงบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคนไทยคือ
 มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังตกอยู่ในวังวนของความอยากและการโฆษณา
 ชวนเชื่อ ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังไม่พอ และยังไม่ดีพอเสียที
 
 " ทุกคนอยากมีรถคันใหม่ อยากมีโทรศัพท์ อยากมีโน่นอยากมีนี่
 มีความอยากไปในทางโลกเสียมากกว่า
 และการโฆษณาก็ทำให้พวกเขาคิดว่าชีวิตฉันยังไม่พอ
 และรู้สึกว่าฉันยังไม่ดีพอ ฉันต้องรวยให้มากกว่านี้ หรือฉันต้องสวย
 ต้องขาวให้มากกว่านี้"
 
 ปี พ.ศ. 2553 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ประเทศไทยต้องประสบ
 กับปัญหาภัยธรรมชาติเป็นอย่างมาก
 ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะมนุษย์นี่เองที่เป็นฝ่ายเบียดเบียนธรรมชาติ
 ซึ่งพระอาจารย์ได้แนะวิธีที่จะช่วยให้เราเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยที่สุดว่า
 
 " ต้องรักษาศีลห้าก่อน เพราะถ้าไม่รักษาศีลห้า
 เราก็จะเป็นฝ่ายเบียดเบียนธรรมชาติ ปัญหาที่อยากแก้ก็จะไม่สามารถแก้ได้
 และอยากให้ทุกคนมีสมาธิ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้จิตใจของเราสบาย
 มีความอยากน้อยลง มีสติ แล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้น
 
 ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็จะไม่เข้าใจอดีต และทำในสิ่งที่
 ผิดพลาดเหมือนเดิมไปตลอด เหมือนเราเคยเสียใจ เพราะอกหักจากผู้ชายคนนี้
 ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาทำความเข้าใจว่าทำไม เราก็จะอกหักได้อีกเรื่อยๆ ดังนั้น
 ปัญญาช่วยให้เรา สามารถพิจารณาได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว
 
 จริงๆแล้วจิตเดิมของมนุษย์นั้นประภัสสร นั่นคือบริสุทธิ์
 รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เพราะว่าจิตของเรารับอะไรเข้ามาเยอะ
 กิเลสมันเลยเข้ามาทำให้จิตใจเราขุ่นมัว
 เราก็เลยไม่มีปัญญาพอที่จะมองเห็นเหตุของปัญหา
 แต่ไปหลงและยึดเอาค่านิยมภายนอกมากกว่า ภัยธรรมชาติ ที่มันเกิด
 มันเป็นเพราะความอยากของเราที่มันไปเป็นตัวเบียดเบียนธรรมชาติ
 ถ้าเราไม่อยากเบียดเบียนธรรมชาติ เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า
 เราพร้อมที่จะเสีย สละไหม เช่น ถ้าเราไม่มีโรงงานนิวเคลียร์
 เราก็จะไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงานนิวเคลียร์มาใช้นะ
 
 ทุกวันนี้เราพึ่งพาไฟฟ้าเพราะอะไร เพราะเราต้องการความสะดวกสบาย
 เวลาเราเบื่อ แทนที่เราจะนั่งสมาธิ เราต้องเปิดไฟ ดูทีวี หรือ
 อ่านหนังสือ ตอบสนองตัวเองด้วย สิ่งบันเทิง
 แต่ถ้าเราพยายามอยู่กับตัวเองให้ได้บ้าง บางครั้ง
 สิ่งบันเทิงเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เมื่อเราไม่ได้เปิดไฟ ใช้
 มันน้อยลง เราก็จะเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลงไปด้วย"
 
 ดังนั้นพรปีใหม่ที่พระอาจารย์อยากมอบคนไทย
 ไม่มีอะไรที่มากกว่าการลดความอยาก
 เพื่อความสุขที่แท้และใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา
 
 " เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากตัวเราเอง"
 



ขอบพระคุณข้อมูลจาก :  ( จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 122 มกราคม 2554 โดย พรพิมล)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2012, 09:29:29 AM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
siamclub16
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2012, 01:56:32 PM »

ดีมากเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 10:20:37 AM »

เวลาที่พระอาจารย์สุมโน โปรดญาติโยมจะเป็นช่วงเวลา

ช่วงเวลาเช้า ตั้งแต่ 06.00 - 10.00 น. (เช้า)
ช่วงเวลาบ่าย ตั้งแต่ 17.00 - 18.00 น. (รอบบ่าย)

เวลาฉันอาหารมื้อเดียว 09.00 เช้า
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
the suffering
Global Moderator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 9
กระทู้: 859


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2012, 10:09:40 PM »

ช่าย เลย

ของเรา เรา ตัวตนของเรา

ม่ายมี ไม่ใช่

สาธุ
บันทึกการเข้า
anonzero
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 17


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 05:47:44 PM »

เด่วต้องอุดหนุุน
บันทึกการเข้า

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุภาพและความเชื่อเรื่องผีต่างๆ
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 11:31:47 PM »



โยม ถาม “...ผมรู้สึกว่าผมเองควรใช้สิทธิ์ในการทำตามใจตัวเอง หาความสุขใส่ตัวให้มากที่สุด”

ท่านพระอาจารย์สุมโน ตอบ “..โยมเคยสังเกตไหมว่า เมื่อโยมทำอะไรที่ต้องลำบาก ทำอะไรเพื่อคนอื่น
เมื่อโยมต้องสละเวลา ต้องสละความขี้เกียจออกไป โยมได้รับบางอย่างที่เป็นแก่นสารกลับมาเสมอ
บางอย่างที่ไม่หล่นหายจมไปกับอะไรก็ไม่รู้และปลิวไปกับสายลมราวกับผงธุลีแห่งกาลเวลา
อาตมาใช้เวลานานมากในแต่ละวันในการเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ส่วนใหญ่แล้วอาตมาไม่อยากทำมันหรอก
แต่อาตมาชอบในสิ่งที่มันตอบแทนให้กับอาตมาตลอดมา...”


โยม ถาม “...ในชีวิตที่ทรหดอดทนของท่าน ท่านเคยรู้สึกเจ็บปวดบ้างไหมที่ไม่มีสิ่งของที่เคยมี
หรือสิ่งของที่คนทั้งหลายเขามีกันทุกวันนี้ เช่น รองเท้าดี ๆ สักคู่ สบู่หอม ๆ สักก้อน หรือเครื่องอำนวยความสะดวก”

ท่านพระอาจารย์สุมโน ตอบ “...อาตมามักน้อย ก็เลยรู้สึกมีมากพอแล้ว สิ่งเดียวที่อาตมาต้องการ
และเป็นสิ่งเดียวที่ชีวิตอาตมาขาดก็คือ สภาวะที่มีสติสูงสุด”


โยมถาม “...ท่านไม่รู้สึกว่าการอยู่ในถ้ำตามลำพัง ไม่มีทีวี วิทยุ หรือแม้กระทั่งแมวนั้นมันน่าเบื่อหน่ายหรือ”

ท่านพระอาจารย์สุมโน ตอบ “...การใช้ชีวิตอยู่คนเดียว หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มกับพระสงฆ์และแม่ชีองค์อื่น ๆ
ไม่ได้ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย มีความรู้สึกของความสันโดษอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้นทางด้านจิตวิญญาณ
เรื่องกวนใจของโลกต่างหากที่สร้างความเบื่อหน่าย สิ่งที่มีเสียงดัง และเคลื่อนไหวเร็ว ๆ นั่นแหละน่าเบื่อ
ความเงียบไม่เคยทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ความเงียบนั้นทำให้ให้สดชื่น”

โยมถาม “...พวกเราทุกคนต่างดิ้นรนขวนขวายหาความสุข แล้วทำไมจึงมีคนเพียงไม่กี่คน ที่เจอมัน”

ท่านพระอาจารย์สุมโน ตอบ “...โลกกับธรรมต่างก็วิ่งสวนทางกันอยู่ แต่คนส่วนใหญ่มองเห็นกลับกัน
พวกเขาเชื่อว่าความสุขนั้นอยู่ที่ความตื่นเต้น ความสุขนั้นเกิดจากการสะสมข้าวของสมบัติต่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้ว
จิตที่สงบต่างหากที่เป็นประตูเปิดไปสู่ความสุขที่เต็มเปี่ยม ความสุขที่เต็มเปี่ยมที่อาตมาพูดถึงนี้คือ จุดที่จิตสงบ
จิตจะปรับเปลี่ยนโดยธรรมะที่อยู่ในใจของเรา คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ปกติ เมื่อจิตอยู่อย่างสงบ
เขานึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาเลยต้องหาเรื่องมาก่อกวนจิต พวกเขาไม่เข้าใจ...

” โอวาทธรรมคำสอนของท่านพระอาจารย์สุมโน ภิกขุ "

ท่านพระอาจารย์สุมโน ภิกษุชาวอเมริกันในวัย ๗๔ ปี อดีตมหาเศรษฐี
ผู้ทิ้งทรัพย์สมบัติเอาไว้เบื้องหลังแล้วมาออกบวชในพระพุทธศาสนา
ศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่ชา สุภัทโท จากนั้นจึงปลีกวิเวกมาปฏิบัติธรรมอยู่เพียงรูปเดียว
ที่ถ้ำสองตา เป็นสถานที่ ที่ท่านไม่ใคร่จะให้เปิดเผย เพราะต้องการอยู่บำเพ็ญสมณธรรมอย่างสงบสงัด
เป็นระยะเวลา ๓๐ กว่าปีแล้ว ที่ท่านทิ้งความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่คลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ
ใช้ชีวิตตามแบบสมณสารูป พูดน้อย นอนน้อย ฉันน้อย
เจ็บป่วยอาพาธก็ใช้วิธีรักษาแบบธรรมชาติบำบัด และธรรมโอสถด้วยกำลังสมาธิ



ขอบพระคุณข้อมูลจาก พี่เอ ท่องถิ่นธรรมพระกรรมฐาน นะครับ
รูปจาก กอล์ฟ [at] kammatan.com
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2015, 04:16:55 PM »

การทำสมาธิ ทำอย่างไร

โดย พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ
สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา จ.นครราชสีมา

ตอนนี้เราลองมาศึกษาเรื่องของการทำสมาธิของหลวงพ่อดูนะครับ ว่าท่านเองมีแนวสอนในส่วนเรื่องของการปฏิบัติการฝึกจิตทำสมาธิภาวนาอย่างไรบ้าง หลวงพ่อได้กล่าวไว้ว่า จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการทำสมาธิ เริ่มจากการรักษาจุดยืนที่ถูกต้องให้ได้เสียก่อน ถ้าเราไม่รู้ว่าเป้าหมายที่เราต้องการไปให้ถึงนั้นคืออะไร ทำไมเราจึงต้องไปให้ถึงมันให้ได้ และเราจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร ความพยายามของเราก็คงจะไม่ส่งผลอะไรมากนัก ถ้าเราลงมือทำอะไรโดยไม่ใช้สติปัญญา ความล้มเหลวย่อมเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอน

ดังนั้น ตั้งแต่แรกเริ่ม เราจะต้องมีความพยายามที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเราจะต้องมีจุดยืนที่เหมาะสม และเราจะต้องมองให้ออกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้นั้นคืออะไร มันก็ไม่ต่างอะไรกับการขับรถจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ถ้าเราออกเดินทางไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ถ้าเราไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะรู้ว่าจะต้องไปทางไหนอย่างไร และถ้าเราหลงลืมอยู่เรื่อยว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน เราก็อาจจะพบว่าตัวเองกำลังหลงทาง หรือแย่ไปกว่านั้นเราอาจจะกำลังวิ่งวนไปมาเป็นวงกลมอยู่รอบเมือง

ในการฝึกสมาธิอย่างถูกต้อง คุณจะพบว่าการอยู่กับปัจจุบันและพุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึก(แทนที่จะเป็นที่ความคิด)จะเปิดประตูแห่งการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (บางคนเรียกมันว่า การตื่นรู้) ซึ่งจะทำให้คุณได้พบกับ”ความจริง” ที่ปราศจากข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกายและจิตของคุณ

จะทำได้อย่างไรนะหรือ คุณไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิและนับเลขหรือสวดบริกรรมภาวนาอย่างไม่ขาดตอน คุณไม่จำเป็นต้องนั่งลงด้วยซ้ำไป สิ่งที่สำคัญก็คือการใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดด้วยการพยายามอยู่กับปัจจุบันและรับรู้ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจ ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและผ่านไปอยู่ตลอดเวลา กำลังเกิดอะไรขึ้น (ในระดับความรู้สึก) กับร่างกายของคุณในขณะนี้  ร่างกายในที่นี้เราหมายถึงความรู้สึกทางหู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง ความรู้สึกนะ ไม่ใช่ความนึกคิด หรือตอนนี้ในจิตคุณกำลังคิดอะไรอยู่ จิตในที่นี้หมายความเฉพาะเจาะจงถึงความนึกคิด กำลังมีความคิดเกิดขึ้นอยู่หรือเปล่า ไม่ใช่คุณกำบังคิดเรื่องอะไรอยู่ ให้รับรู้ความรู้สึกที่ว่าคุณกำลังคิดอยู่ แทนที่จะนึกถึงเรื่องราวในความคิดของคุณ คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้เพราะว่าคุณและความคิดของคุณไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คุณสามารถมองเห็นความคิดของคุณได้ถึงแม้ว่าความคิดจะไม่สามารถมองเห็นคุณได้ก็ตาม

สิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้นล้วนเกี่ยวกับทวารแห่งการรับรู้ทั้งห้า เมื่อความนึกคิดของคุณไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสติปัญญา ก็จะมีเพียงการตระหนักรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับทวารแห่งการรับรู้ทวารใดทวารหนึ่ง นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดในปัจจุบัน ในขณะนี้หน้าที่ของผู้ปฏิบัติสมาธิคือ การรับรู้จากความรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังรุกรานหนึ่งในทวารแห่งการรับรู้ของร่างกาย ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ตัวคุณ คุณสามารถตระหนักรู้ถึงมันได้ในฐานะที่มันเป็นวัตถุอย่างหนึ่ง

นี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ได้ผลที่สุด การปฏิบัติของคุณเป็นการอุทิศให้กับปัจจุบันด้วยการตระหนักรู้ถึงกายและใจในแต่ละขณะจิต ในแต่ละครั้งที่คุณตระหนักรู้ได้ทันท่วงที ก็นับว่าคุณได้ก้าวหน้าไปสู่การพัฒนาความสามารถในการพาตัวเองให้ออกห่างหรือแยกจากความคิดที่ร้ายกาจที่ว่าร่างกายหรือจิตใจนั้นคือตัวคุณที่เป็นอมตะ คุณกำลังเข้าไปใกล้กับ ”ความจริง” ของความเป็นไปของสิ่งต่างๆมากยิ่งขึ้นไม่มีอะไรที่คุณจะต้อง ปรับ เปลี่ยน หรือแก้ไขเลยสักอย่างคุณเพียงแค่ต้องรู้เท่านั้นเองว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่คงความสนใจของคุณไว้กับการรับรู้ถึงปัจจุบันขณะเท่านั้นเอง

ในไม่ช้าการฝึกปฏิบัติการตระหนักรู้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติผลลัพธ์ก็คือความสุขในชีวิตของคุณที่เพิ่มมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง แน่นอนว่าคุณจะรู้สึกทุกข์กับชีวิตน้อยลง คุณจะไม่ถูกตามหลอกหลอนโดยความสงสัยไม่แน่ใจนานาประการ และความขัดแย้งในสัมพันธภาพต่างๆที่คุณเคยต้องอดทนกับมันมาก่อนหน้านี้ก็จะค่อยๆหายไป

ปฏิบัติเสียตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งคุณสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคุณถ้าคุณดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของศีลห้า(การประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรมสำหรับมนุษย์ทั้งมวล) คุณจะพัฒนาการมีสมาธิจดจ่อซึ่งจะทำให้การตระหนักรู้ของคุณมีพลังยิ่งขึ้น และอาจจะก่อให้เกิดปัญญาแบบที่ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนัก แต่ก็รับประกันได้ว่าคุณจะไม่มีวันตกนรก ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า เอาเลย ลงมือเปลี่ยนชีวิตของคุณครั้งใหญ่เลย

เป็นมนุษย์ต้องกระทบโลกด้วย รูป รส กลิ่น เสียง และธรรมารมณ์ เมื่อเราคุมจิตไม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สภาวธรรมเกิดขึ้นอยู่ในจิต ที่จิต ถ้าไม่มีสติ จิตก็จะเกิดการปรุงแต่ง กรรมก็จะเกิดขึ้นยินดีหรือยินร้าย หรือไม่ยินดียินร้าย กิเลสเกิดขึ้นเพราะไม่มีสติ ป้องกัน กิเลสแผดเผา เมื่อมีตัวตนก็ย่อมมีทุกข์ในสถานการณ์นี้เจริญในธรรมไม่ได้ มีแต่ทุกข์ ถ้าสภาวธรรมเกิดขึ้นอยู่ในจิตและเราเห็นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา สติก็เกิดขึ้นทันเป็นอย่างนั้น รู้เข้าไปในใจ เราเข้าใจ ไม่ได้ทำอะไร ไม่มีใคร ไม่มีทุกข์จิตไม่ปรุงแต่ง ไม่มียินดียินร้าย ไม่มีกรรม เราเข้าใจ เราได้กุศลธรรม เจริญในธรรม ขณะนั้นไม่มีใครอยู่ ไม่มีทุกข์ ในสถานการณ์เหนือโลกนี้คนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การฝึกไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนอะไร อาศัยความรู้และเข้าใจดีที่สุด  



ขอบพระคุณข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.thambadan.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2015, 04:18:26 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: