KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับเจริญปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4มหาสติปัฏฐาน 4 คืออะไร แนวทางเจริญวิปัสสนา โดย อ.สุจินต์
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวทางเจริญวิปัสสนา โดย อ.สุจินต์  (อ่าน 6359 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 39
กระทู้: 2991


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 23, 2009, 04:19:42 PM »

แนวทางเจริญวิปัสสนา

โดย อาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์

.
.
.

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดง เรื่องการเจริญสติปัฏฐาน

เพื่อประโยชน์แก่ใคร.................?

.
.
.

เพื่ออุปการะ  เกื้อกูล...แก่การเจริญสติ...ของผู้มีศรัทธา.

.
.
.

ผู้มีศรัทธา หมายความว่า

มีศรัทธาเกิดขึ้น แล้วพิจารณาสภาพธรรมที่ปรากฏ

จึงจะชื่อว่า เชื่อในการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค ว่า

พระผู้มีพระภาค ตรัสรู้จริงๆ  ว่า

ขณะกำลังเห็นนี้...มีการเกิดดับ

สภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ กำลังเกิดดับ

เมื่อทรงตรัสรู้ อย่างไร ก็ทรงแสดงธรรม อย่างนั้น

จักขุวิญญาณ ไม่เที่ยง....รูปารมณ์  ไม่เที่ยง ฯลฯ

 ไม่ใช่ว่า พระผู้มีพระภาค และ พระอริยสาวก ไม่รู้.

 แต่เมื่อรู้ อย่างไร....ก็แสดง อย่างนั้น

.
.
.


 ขณะที่....สติ มีปัจจัยเกิดขึ้น

ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ละขณะๆ ในขณะนั้น

ด้วย....ความศรัทธาในพระรัตนตรัย

ขณะนั้น....เป็นการปฏิบัติบูชา.

.
.
.

ใน  ขุททกนิกาย  เถรคาถา  อานันทเถระคาถา

มีภาษิตคาถา  ของท่านพระอานนท์   มีข้อความว่า
.
.
.

ผู้ใด เล่าเรียนมามาก

ดูหมิ่น ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อย

ด้วยการสดับ

แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติ ตามที่ได้เล่าเรียนมา

ย่อมปรากฏแก่เรา

เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไป ฉะนั้น.



เป็นความไพเราะของภาษิต ของท่านพระอานนท์

ที่ได้รู้แจ้งธรรม ว่า เมื่อศึกษาธรรมแล้ว

ก็ควรที่จะประพฤติ ปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย ด้วย.


ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมามาก

อาจจะ ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อย

แต่ถ้าผู้ที่เล่าเรียนมามากนั้น

ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ที่ได้เล่าเรียนมา.


ย่อมปรากฏแก่ท่านพระอานนท์

เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไป ฉะนั้น

เพราะว่า.....ไม่ได้ประจักษ์

ลักษณะของนามธรรม หรือ รูปธรรม ตามความเป็นจริง.


เพียงแต่รู้เรื่องของนามธรรม หรือรูปธรรม ตามที่ได้ฟัง

ก็เหมือนกับ คนตาบอดถือดวงไฟ...แต่ไม่เห็นแสงไฟ.

.
.
.

ภาษิตของท่านพระอานนท์เถระ

อุปการะ และ เกื้อกูลให้เกิดศรัทธา และ สติ.


สติเพียงชั่วขณะ...ก็มีประโยชน์.


เมื่อสติเกิด.....ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

เช่น ขณะที่กำลังเห็น หรือ ขณะที่กำลังได้ยิน ฯลฯ

สภาพที่เย็น   สภาพที่เป็นสุข   สภาพที่เป็นทุกข์

สภาพที่กำลังคิดนึก ฯลฯ


แต่ละขณะ ๆ นั้น มีประโยชน์ทั้งสิ้น

จึงไม่ควรประมาท

เพราะว่า กุศล คือ ปัญญา แต่ละขณะ ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น

ย่อมเป็นการสะสม เป็นปัญญา ที่คมกล้า ที่เพิ่มขึ้น ๆ

จนกระทั่ง เป็นปัญญา ในระดับ

ที่สามารถละคลายกิเลสได้ เป็นสมุจเฉท.

.
.
.

.................. ขออนุโมทนา .................

ขออุทิศกุศลแด่สรรพสัตว์

ขอบคุณเว็บ : http://www.dhammahome.com
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 39
กระทู้: 2991


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 23, 2009, 04:20:28 PM »

   ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ - หน้าที่ 324

          บทว่า  ตเถว  ความว่า เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไปในที่มืด    เพราะการให้

เเสงสว่าง    จึงเป็นเหตุนำประโยชน์มาให้แก่คนเหล่าอื่นเท่านั้น    หานำประโยชน์มา

ให้แก่ตนเองไม่ฉันใด  บุคคลฟังปริยัติจนเป็นผู้คงแก่เรียน  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ไม่เข้า

ถึงการฟัง  ไม่บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ตน   กลับเป็นคนบอด  ด้วยการให้แสงสว่างแห่ง

ญาณ      จึงนำประโยชน์มาให้แก่คนเหล่าอื่นเท่านั้น        ไม่นำประโยชน์มาให้แก่ตน

เองเลย  ดุจคนตาบอดถือดวงไฟ  ย่อมปรากฏแก่เราฉะนั้น.

     การศึกษาธรรมหากศึกษาเพื่ออยากจะรู้ชื่อเยอะๆ เป็นวิชาการ แต่ไม่เป็นไปเพื่อ

เข้าใจสภาพธรรมในขณะนี้   การศึกษาธรรมเช่นนั้นก็ผิดจุดประสงค์ไม่เป็นไปเพื่อละ

หรือขัดเกลากิเลสกลับเพิ่มกิเลส มีโลภะ ความต้องการและมานะที่รู้ชื่อเยอะ  เป็นต้น

ย่อมไมได้รับประโยชน์จากพระธรรมคือขัดเกลากิเลสและเข้าใจความจริงที่มีในขณะนี้

ก็เหมือนคนตาบอดที่ถือดวงไฟ   ไม่ได้รับประโยชน์จากแสงไฟคือพระสัทธรรมเพราะ

ตาบอดด้วยการศึกษาผิดจุดประสงค์

     แต่หากศึกษาธรรม ศึกษาปริยัติในส่วนใดของพระไตรปิฎกก็ตามก็เพื่อที่จะเข้าใจ

สภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ศึกษาเพื่อขัดเกลากิเลส จุดประสงค์ถูกต้อง ย่อมได้ประโยชน์

จากพระธรรมคือเริ่มเข้าใจถูกในสภาพธรรมในขั้นการฟัง  แม้สติจะยังไม่เกิดก็ตามแต่ก็

ค่อยๆสว่าง สว่างจากความไม่รู้ ย่อมเป็นบุคคลที่ได้ประโยชน์จากดวงไฟที่ถือเพราะตา

สว่างเพราะศึกษาในทางที่ถูกต้องคือเพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่มีในขณะนี้และเป็นไปเพื่อ

ขัดเกลากิเลสครับ ขออนุโมทนา

                             อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
bus
สมาชิกใหม่
*

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 0
กระทู้: 7


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 05, 2012, 11:47:52 PM »

สาธุ สาธุ สาธุ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: