KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ประวัติของพระอริยสงฆ์ สาวกที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รวมทั้งปฏิปทาในการปฏิบัติชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่บุญฤทธิ์_ปัณฑิโต ตอนที่๓ #บรรพชาอุปสมบท
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่บุญฤทธิ์_ปัณฑิโต ตอนที่๓ #บรรพชาอุปสมบท  (อ่าน 936 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 67
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 14, 2019, 10:20:25 PM »

• #ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่บุญฤทธิ์_ปัณฑิโต •
• #ตอนที่๓ #บรรพชาอุปสมบท
ก็เป็นอันเข้าบรรพชาอุปสมบทในปีพ.ศ. ๒๔๘๙ ที่วัดศรีเมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต วัดศรีเมืองนี้อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยมีท่านพระครูฯ ซึ่งต่อมาท่านเป็น พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) เจ้าคณะภาคเป็นพระอุปัชฌาย์

ทีนี้ผู้กํากับตํารวจซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ก็เอารถยนต์ตํารวจ ไปส่งให้ที่วัดอรุณรังษี ก็ไปประจําอยู่ วัดป่าอรุณรังษีกับท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน ทันที

ในเดือนแรกๆ ดูลําบากอยู่ทีเดียว และต้องฉันมื้อเดียว เวลาไปบิณฑบาตก็ต้องเดินไกลมาก ท่านพระอาจารย์กู่ ท่านก็ผ่อนผันให้ฉันกาแฟ นม กล้วย ได้บ้างตอนเพลก็พออยู่ได้ แล้วท่านอาจารย์ ก็บอกว่า “ภาวนาเสียบ้างซี” แล้วท่านก็ไม่ได้สอน

ทีนี้ดังที่เล่าแล้วว่าวัดป่าอรุณรังษีนอยู่หลังคุก แล้วเป็นวัดเผาผี บรรยากาศน่ากลัว ไม่มีไฟฟ้าใช้ พอท่านอาจารย์เตือนให้ภาวนา หลวงปู่ก็นึกว่าเราอ่านตําราวิสุทธิมรรคตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ก็ดูช่างยุ่งยากจริง กสิณ ๑๐ ต้องจัดพิธีรีตองให้ถูกต้องตามตํารา ก็บังเอิญคือกุฏิอาตมานี้ เป็นกุฏิที่ไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือนหลังนั้นอีกเลย เป็นกุฏิไม้ ๒ ชั้นเล็กๆ กําลังดี

ใต้ถุนสูง ชั้นบนมีระเบียงรอบ ระเบียงไม้นี้กว้างสักเมตรกว่าๆ พอดีนั่งขัดสมาธิได้สบายๆ พอดีๆ ปีกชายคาก็สั้นมาก เห็นท้องฟ้าสบาย น่ากลัวเทวดาจะจัดไว้ให้กระมัง กุฏิแบบจนๆ แต่ภาวนาได้ผลมาก อาตมาก็นั่งขัดสมาธิที่ระเบียงนี้หันหน้าไปทางป่าไผ่ที่หนาทึบ คืนนั้นพอดีเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ค่อยๆ โผล่ขึ้นหลังกอไผ่ บรรยากาศของวัดป่าที่มีเผาผีสุดจะวังเวง และพระจันทร์ก็ทอแสงนวลเหนือกอไผ่พอดี ชายคากุฏิก็ไม่บังดวงจันทร์ ทุกอย่างเป็นมุมที่พอดี ก็เลยเกิดคิดเอาเองว่า “จะเพ่งพระจันทร์”

• #กสิณนิมิตภาวนา
ก็จ้องดูพระจันทร์ไม่ยอมหลับตาเด็ดขาด นานเท่าใดก็แล้วแต่ แม้น้ำตาจะไหลจะแสบตาแค่ไหนก็จะไม่ยอมหลับตา เพ่งพระจันทร์แล้วก็มองดูเงามืดของกอไผ่ รวมกําลังใจเพ่งเข้าไป เพ่งเข้าไปในราว ๕ วันเท่านั้น วงกสิณก็เกิด รู้ได้ยังไง บุญช่วย (แบบภาษาสเปนที่เม็กซิโกเขาว่า Dios me ayuda เทวดาช่วยที) เมื่อมองดูพระจันทร์แล้ว ก็มองดูเงามืดที่กอไผ่ ปรากฏดวงสว่างคงที่ แล้วพร้อมกันนั้นจิตใจที่ไม่เคยนิ่งเลยแต่ก่อน ก็เกิดนิ่งพร้อมกันทันที นิ่งอยู่พร้อมกับนิมิต บังคับให้สว่าง บังคับให้ดับ ให้เกิดได้ทุกที่ ให้ปรากฏขึ้นตรงไหนก็ได้ ทําเมื่อใดก็ได้ เป็นอันใช้ได้ เป็นกสิณนิมิตภาวนา ก็ไปกราบเรียนท่านอาจารย์อีกตอนกลางคืน ท่านว่า “ดูข้างในกาย เธอซิ” จ้องลงไปในตัวก็เกิดเป็นแสงสว่างจ้านวลราวกับแสงไฟฉายกระบอกใหม่ ปรากฏขึ้นภายใน ทันทีนั้นก็เกิดปีติสุขอย่างมากขึ้นพร้อมกัน

ท่านอาจารย์กู่บอกว่า “ดูเส้นผมซิ” หลับตามองเกิดแสงสว่างนวลแบบนีออน เห็นนิมิตเส้นผมทันที ขนาดใหญ่ราวสายไฟฟ้า ท่านอาจารย์แนะให้ใช้แสงตรวจดูในเส้นผม ก็เกิดเป็นอัตโนมัติเลย นึกขึ้นได้เองว่า อย่างนี้เองที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพุทธญาณส่องแสงสว่างเหนือโลก (ดัง Super Computer, internet) ทรงต้องการรู้อะไรก็กดปุ่มจิตสมาธิ อภิญญา เหมือนกดปุ่มเพ่งจิต พรึ่บ ภาพคําตอบก็ปรากฏทันที อดีต ปัจจุบัน อนาคต สถานที่ บุคคล ในจักรวาล (Cosmo) นอกจักรวาลนี้ไม่มีขอบเขต โยคีผู้มีฤทธิ์สมัยก่อนหรือสมัยเดียวกับพระพุทธองค์ ก็สามารถเห็นได้ แต่มีขอบเขตจํากัดมากกว่า (ไม่มีที่เปรียบได้กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ความจํากัดเพราะจิตยังมืด หัวของความมืด อวิชชา คือนึกว่าตน (I, my, ego, self) เป็นขันธ์ ๕ หลงเป็นโลกภพ หลงไม่ดับสูญ ด้วยอริยมรรค ๘ สติปัฏฐาน รวมเกิดเป็นโลกุตตรธรรม ธรรมพ้นโลกหลง ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป จิตจึงสว่างพ้นหลง ถึงพุทธธรรมได้ ลงกสิณนี้เมื่อเกิดในกายได้แล้ว กําหนดจิตเมื่อไรก็เห็นทันทีพร้อมปีติสุข ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน หรือแม้นั่งอยู่ในหมู่คน ที่ชุมชน ไม่ต้องปิดตาดู นัยน์ตาเปิดธรรมดา เหมือนไม่ใช่ภาวนา แต่ก็เห็นดวงสว่างมาก ในอกมีปีติทั่วทั้งกายและใจพร้อมกัน ก็มีประโยชน์ตอนขึ้นรถไฟคนแน่นๆ ไปไหนลําบาก ก็นั่งมองคนเป็นธรรมดาๆ ก็เพ่งให้เห็นวงกสิณก็เกิดปีติสุขพร้อมกันไป ก็เลยไม่ต้องไปห้องสุขาอีกด้วย คือเริ่มจากกสิณพระจันทร์นี่ วงกสิณสามารถเข้าออกเหมือนว่าขยับแสงไฟ จะให้เกิดจะให้ดับไปอยู่ไหนก็ได้ ท่านอาจารย์ก็ต่อให้อีก ต่อมาก็พิจารณาอะไรก็ได้

• #ออกธุดงค์
เมื่อได้กสิณแล้วก็คิดว่าเราสบายแล้ว เที่ยวธุดงค์ไปดีกว่า จะไปนานหรือไม่ นานก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นอายุราว ๓๑ ปี ถ้าอย่างไรก็หางานทําใหม่ได้ คิดแล้วก็เลยไปกราบลาท่านอาจารย์ และเขียนจดหมายลาท่านข้าหลวง คือ คุณปกรณ์ อังศุสิงห์ ว่าขอลาออกจากราชการ แม้ท่านจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม ก็ลงมากรุงเทพฯ พักวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พักกับท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร (มหาเส็ง ปุสฺโส) ต่อมาท่านสึกไปอยู่เขาสวนกวาง แล้วต่อมาก็ไปพักวัดเจ้าคณะธรรมยุต คือช่วงนั้นเป็นพรรษาที่ ๑

ในช่วงที่บวชใหม่ๆ นั้น อาตมาก็ศึกษาพระไตรปิฎก ตั้งใจศึกษาอย่างยิ่ง อ่าน อ่าน แล้วก็ย่อ ย่อ ทําย่อเก็บไว้ๆ เอาไว้กันพระต้ม แล้วถ้าท่านเทศน์ถูกผิดเราจะได้รู้

ที่อุบลราชธานี ที่วัดใหญ่นี่มีเรื่องให้คิดดีอยู่เรื่องหนึ่ง คือมีคนเขาได้ว่านกันงูกัดมา เขาว่าดีนัก พากันดีใจ เย็นวันนั้นมันมากัดคนในวัดเลย นี่ ของดีมากถ้ามี มันก็เกิดมีของไม่ดีมาเกิดพร้อมกัน ที่มีของดีมันก็มาลองดี สู้ไม่มีเสียเลยดีกว่าหมดเรื่อง มีโรงพยาบาลสวยหรูทันสมัย น่าดู มีแต่คนป่วยที่เข้าไปไม่สบายด้วยนะ นี่แหละโลกสมัยใหม่ สวยงามเทคโนโลยี แต่แสงสว่างจิต ศีลธรรมประจําจิต ไม่มี ทุกข์เพราะโง่

• #ภาวนาทิ้งทวน
ต่อมาไปพักที่วัดเจ้าคณะธรรมยุต จังหวัดโคราชแล้ว ไปจําพรรษา พ.ศ.๒๔๘๐ ที่วัดสุปัฏนาราม กับท่านเจ้าคณะธรรมยุต อุบลราชธานี มีเจ้าคุณธรรมปิฎกเป็นเจ้าอาวาส บังเอิญท่านเจ้าคุณออกตรวจการเดินทางไปด้วย พบวัดป่าลุมพกเปิดใหม่ (วัดป่าประชาอุทิศ) เมืองคําเขื่อนแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยโสธร) เป็นเมืองขอมโบราณ อยู่ไกลไปทางเหนือราว ๙๐ กิโลเมตร เป็นวัดป่าสร้างใหม่ มีอาจารย์ครูบานิด พรรษา ๕ เป็นผู้ก่อตั้ง อาตมาก็เลยชอบใจ ตั้งใจพักที่นี่ คือที่วัดนี้มีพระไม่มาก ๓-๔ องค์ การจัดวางผังขอวัดดีมาก แผนผังดี ตัดถนนเป็นตาหมากรุก มีกุฏิอยู่ ตามมุมจะมองไม่เห็นกัน มีต้นไม้ครึ้มร่มเย็นดี เป็นที่สัปปายะก็เลยตอนนั้นมาอยู่วัดนี้ อาตมาไม่ทิ้งภาวนา แต่ดวงกสิณใกล้จะดับแล้ว มันสว่างนิดๆ เท่านั้น

ก็เลยคิดว่าจะสึกแล้ว ก็เลยคิดจะอยู่ที่วัดป่าลุมพุก (วัดป่าประชาอุทิศ) นี้ ภาวนาครั้ง สุดท้ายแล้วสึก
ก็นึกว่า ไหนๆ เราจะสึกแล้ว เราจะสร้างพระเจดีย์ แต่เจดีย์ของเราไม่สร้างด้วยอิฐด้วยปูนอะไร เจดีย์ของเราจะสร้างด้วยการภาวนาถวายพระพุทธเจ้า จึงได้ภาวนาอย่างเต็มที่เลย แบบที่เรียกว่า “#ภาวนาทิ้งทวน”

ก็คิดเอาเองอีก วิธีนี้คือ ไม่เพ่งกสิณมาก แต่มาฝึกสติปัฏฐาน โดยเดินจงกรม ๕ ก้าวแรก เราจะเดินสติในกาย ให้สติรู้อยู่กับขากับเท้า ไม่มีคิดเรื่องอื่น กว่าจะได้ ๕ ก้าวเกือบแย่ ถ้าระหว่างนั้นเกิดแว็บไปคิดอะไรอื่น ก็เอาใหม่ ต้องนับหนึ่งใหม่ ภาวนานี้ส่วนใหญ่คิดเอาเอง ใช้วิธี (method) กัดปากเอาแล้วกํามือ เอาเล็บจิกมือไปพร้อมๆ ให้เจ็บมากๆ ทําแบบนี้ นี่ นี่ (ท่านเมตตาทําท่าให้ดู) ยืดแขนกํามือ กดเล็บจิกลงไปให้เจ็บ เจ็บจนคิดอื่นไม่ได้ รู้อยู่ที่เจ็บนั่นแหละ ก่อนให้จิตอยู่กับเจ็บ รู้อยู่ที่เจ็บ ให้มันเกาะอยู่ที่กาย เอาจนได้ ๕ ก้าว ก็เพิ่มขึ้นวันละ ๑ ก้าว หลักประจํามีว่า สติอยู่กับขา ระหว่างนั้นถ้าแว็บก็นับ ๑ ใหม่ ไม่ว่าจะได้ไปแล้วกี่ก้าว เล่นเอา เหงื่อตก ที่นี้สมมุติว่าวันนี้จะเดิน ๒๐ ก้าว พอเดินไปก้าวที่ ๑๙ แล้ว เอ๊ ทางกรุงเทพฯ เป็นไงน้า อิตาหลวงพิบูล (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) แกเป็นยังไงน้า เอ้าต้องเริ่มใหม่

ยิ่งทําได้เป็นเที่ยวก็ยิ่งยากขึ้น ถ้า ๕ เที่ยวก็ยากขึ้นไปอีก ถ้ากําหนดว่าวันนี้จะเดิน ๒๐ เที่ยว พอ ๑๕ เที่ยวก็ เอ้ นายควง (นายควง อภัยวงศ์) เป็นไงบ้างน้า (หลวงปู่ชอบคิดการเมือง) เอ้า เอาใหม่อีก เริ่มต้นใหม่ ที่นี่ วันนั้นคงได้ในราว ๑๕-๓๐ เที่ยว
ก็เกิดบังเอิญเย็นวันนั้นสรงน้ำตอนเย็นตามแบบบ้านนอกไทยๆ ก็ตักน้ำจากโอ่งขึ้นอาบ กําลังอาบอยู่ เกิดแสงสว่างเรื่องๆ เป็นแบบแสงรุ้ง เกิด พรึ่บ รอบกาย ภายนอกสว่าง รอบเหมือนกระด้ง เหมือนแบบที่เขาเขียนรัศมีรอบๆ นั่นแหละ ตอนนั้นเฉยๆ ไม่มีปีติสุขใด ๆ การเคลื่อนไหวกายก็ปกติ ก็สรงน้ำไป แสงสว่างรอบเหมือนกระด้งก็คงมีอยู่อย่างนั้น สรงน้ำเสร็จ เดินกลับกุฏิ แสงสว่างรอบก็มีอยู่อย่างนั้น ก็เลยนั่งอยู่ในกุฏิ วงสว่างยังคงเดิม คิดได้ว่า นี่เป็นสมาธิ คือ สมาธิเจริญปัญญา ปัญญาเกิดจากสมาธิ ก็เลยดูจิตนิ่ง เฉยๆ ไม่ต้องไปคิดอะไร คือตอนนี้ปริยัติก็ให้ผลเหมือนกัน นี่เป็นลักษณะจิต สมาธิ ปัญญา เกิดจากสมาธิภาวนา จิตนิ่ง พร้อมนิมิต ก็นั่งดูนิมิตเฉยๆ #ดูวงสว่างนั้น_ไม่ต้องคิดถามตอบอะไร_ไม่ไปอยากรู้อะไร แล้วก็เกิดมีเสียงคน ๒ คน คนเขาโต้กัน ถามตอบปัญหาธรรมกัน เรื่อง ขันธ์ ๕ มีจริงหรือเปล่า เสียงนั้นดังว่า “ขันธ์ ๕ มีจริงรึเปล่า ถ้ามีจริงก็วิ่งออกมาให้ดูเหมือนหนู ๕ ตัวซิ”

เสียงโต้กันสักพัก ก็รู้ขึ้นว่าจิตนี่เองมันมืด อวิชชา สังขารา จิตมันหลง ก็รู้ปฏิจจสมุปบาท ตอนต้น รู้ประจักษ์แจ้งในใจตนเอง ว่า จิตเท่านั้นเองมืด เหมือนคนที่ถูกเอาผ้าดํามาปิดหัว ปิดตาแน่น ไขว่คว้าอากาศไปมา หมุนไปมา นึกเอา หวังเอา คาดคะเนเอาว่าข้างนอก เป็นอย่างไร คือการทํางานของจิตอวิชชาของสัตว์โลกทั้งหมด ตั้งแต่ยอดพรหมลงไปสู่ก้นนรก ไม่เพียงคน จิตที่ยังไม่สว่าง ไม่ถึงโลกุตตรธรรม มรรคผล ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป เป็นจิตปุถุชน เป็นจิตสังขาร (อารมณ์ โลภหลง ภาพหลง) ตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชาปัจจยา สงขารา สายกําเนิด โลภ หลง (line of causality) หรือพระอภิธรรมที่พระสวดตามงานศพนั่นแหละ

สรุป วันนี้รู้ปฏิจจสมุปบาทตอนต้น #ความคิดจะสึกหายไปหมดสิ้น ก็เลยออกจากวัดป่าลุมพุก (ซึ่งอยู่ห่างจากอําเภอเมืองอุบลราชธานี ไปประมาณ ๙๐ กิโลเมตร) ไปหาท่านพ่อลี (ท่านพระอาจารย์ลี ธัมมธโร ศิษย์รุ่นที่ ๒ ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และเป็นผู้ก่อตั้ง วัดอโศการาม) ตอนนั้นราวปี พ.ศ.๒๔๙๑ ยังอยู่ในพรรษา ๑ ช่วงนั้นท่านพระอาจารย์เทสก์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ยังอยู่ที่วัดเขาน้อย จันทบุรี เช่นกัน ต่อมาท่านเดินทางไปอยู่ปักษ์ใต้ พังงา ภูเก็ต

ก็ไปขออยู่กับท่านพระอาจารย์ลี ที่วัดคลองกุ้ง จันทบุรี ไปอยู่ ๑ พรรษา ก็เกิดบังเอิญมีคนที่เคยภาวนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส (สมัย ร.๖ ภาวนามาตั้ง ๔๐ ปี) เป็นมารดาของคุณปกรณ์ อังศุสิงห์ อยู่บางกะแจะ จันทบุรี ใช้ให้คนมานิมนต์ ท่านหลวงพ่อลีไปเทศน์เรื่อง อริยสัจ ๔ ที่บ้าน ผู้นิมนต์กําลังนิมนต์อยู่ ท่านพระอาจารย์ลี ท่านอยู่บนกุฏิไม้ชั้นบนสูง ก็พอดีเราเดินผ่านหน้ากุฏิท่าน ตอนนั้นท่านร้องส่งเสียงดังลงมาสั่งทันทีว่า “บุญฤทธิ์ไปเทศน์เรื่องอริยสัจ ๔ ที” เท่านั้นเอง แล้วท่านก็ไม่ได้แนะได้สอนอะไร

พูดเรื่องการไปแสดงธรรมเทศนานี้ โยมแม่ของคุณปกรณ์ อังศุสิงห์ ซึ่งภาวนามา ๔๐ ปีแล้ว และเป็นลูกศิษย์พระใหญ่ๆ อย่างเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ นี้ เวลานิมนต์พระไปเทศน์ โยมจะตั้งหัวข้อให้เลย พระก็ต้องเทศน์ตามหัวข้อนี้แหละ

ทีนี้วันนั้นก็อย่างที่เล่าว่า พอเดินผ่านกุฏิท่านอาจารย์ ท่านก็ตะโกนสั่งให้เราไปเทศน์แทน ก็รีบไปค้นหนังสือ ก็ไม่เห็นค่อยมีอะไร คืนวันนี้คือปกติที่วัดป่านี่ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็มีภาวนา อีกราว ๔๕ นาที พอคืนนั้นเขาเลิกภาวนากันแล้ว อาตมาก็อยู่ภาวนาต่อ คราวนี้ต้องอาศัยของเก่า ก็คิดเอาเอง รวบรวมกําลังเพ่งไปเป็นวงกลม #คืออาศัยของเก่า “#วงกสิณแสงสว่าง” เป็นพื้นฐานปัญญา คือเพ่งจิตสมาธิ #ฝึกให้เกิดวงสว่าง_แล้วรวมพลังจิต_กําลังใจกายเพ่งมุ่ง_ตรงไปจุดเดียว_ที่ตรงใจกลางวงสว่างนั้น_พรึ่บ นิมิตกสิณก็ปรากฏเป็นภาพทันที เป็นภาพขาวดําเหมือนภาพยนตร์แบบทีวี เห็นเป็นภาพคนพายเรือจ้างแบบไทย พายออกไปในทะเลตอนค่ำ คนนั้นพายไปก็มองดูคลื่นในทะเล ก็เกิดสงสัยคลื่นเป็นยังไง ก็เอามือจุ่มลงไป ลุ่มน้ำทะเลดูทันที ก็เกิดความรู้ทันที น้ำไม่ใช่คลื่น คลื่นก็ไม่ใช่น้ำ พิสูจน์โดดลงไปในน้ำ ตัวกลายเป็นธาตุน้ำไปหมด มหาสมุทรตัวแท้คือธาตุน้ำ อยู่เสมอ จุ่มลงก็เปียก ส่วนคลื่นเป็นอาการ (movement dynamic is not H2O Constant (Chemical) temporal is not untemporal, relativity is not absolute.) คือมันจริง แค่โง่ แค่กิเลส แค่สังขาร (ไม่ใช่จริงแท้ พุทธธรรม วิสังขาร) เป็นอวิชชาปัจจยา สังขารา ปฏิจจสมุปบาท เป็น line of causality ที่พระท่านสวดงานศพ ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว ว่า อวิชชาโง่ เป็นเหตุ ทุกข์ หลง เป็นเหตุ รู้แจ้งเมื่อโดดจากเรือลงไปในน้ำ ตัวละลายกลายเป็นธาตุน้ำไปหมด กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธาตุน้ำมหาสมุทร หมดสงสัยธรรมธาตุ สังขารก็ดี วิสังขารก็ดี อาการ ไม่ใช่อาการธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “พระองค์จะทรงปรากฏหรือไม่ก็ตาม อริยสัจ ๔ นิพพานธรรม สังขาร วิสังขารธรรม ก็เป็นอยู่อย่างนั้น”

ตกลงก็เลยได้ไปเทศน์ให้โยมฟัง (พวกพระเทศน์ แบบโวหารตามคัมภีร์เขาไม่เอา) โยมชอบใจมาก เพราะอาตมาเทศน์อยู่นาน พอเทศน์เสร็จโยมก็บอกว่า “เอ้า ใครอยากซักถามเพื่อนก็มาถามชิ” เรียกคนโน้นคนนี้มา ช่วยซักถามต่อ แต่ไม่มีคนถาม ก็พอรอดตัวไปได้ดี

• #พระป่าประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
ปีนั้น พ.ศ.๒๔๙๑ พอออกพรรษา ท่านพระอาจารย์ลี ท่านก็ไปจําพรรษาต่อที่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย (พ.ศ.๒๔๙๒) แล้วไปอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี ที่สันกําแพง ก็ได้มีโอกาสบังเอิญในงานประจําปี ปีนั้นเป็นวันวิสาขบูชา ที่วัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีพระป่ามาประชุมกันมากมายร่วม ๑๐๐ องค์โดยท่านไม่ได้นัดหมายกัน เขาจัดรับพระนั่งที่ใต้ถุนกุฏิเจ้าอาวาส มีโต๊ะนั่งสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ทําให้หลวงปู่ได้มีโอกาส ได้พบพระป่าผู้ใหญ่หลายรูป

หลวงปู่ได้โอกาสนั่งใกล้พระอาจารย์แหวน (หลวงปู่แหวน สุจิณโณ) วัดป่าห้วยน้ำริน ตอนนั้น ท่านยังไม่ชรามาก ยังแข็งแรง จากหลวงปู่แหวนก็มี หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าแม่ริม จ.เชียงใหม่ ท่านนั่งอยู่ทางขวา และมีท่านอาจารย์อีกองค์หนึ่ง องค์ดําๆ รูปองค์เล็กๆ นั่งตรงข้าม ท่านนั่งสงบ ไม่พูดจา ไม่หัวเราะอะไร นั่งนิ่งเงียบ (แท้จริงคือหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่บุญฤทธิ์ยังไม่รู้จักท่านมาก่อน) อาตมาก็นึกว่าในใจ “พระบ้านนอก” ในคืนวันวิสาขบูชานั้นเอง เมื่อพระและชาวบ้านประชุมกันในศาลาใหญ่ วัดเจดีย์หลวง จึงได้รู้ว่าท่านคือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ศิษย์องค์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต คืนนั้นพระอาจารย์มากมายหลายองค์ถูกนิมนต์ขึ้นเทศน์ ก็มีการนิมนต์หลวงปู่ชอบ นิมนต์สองครั้ง ท่านนั่งนิ่งเฉย อาตมาก็ได้นึกว่า “ท่านไปอยู่ป่าอยู่เขา กับกะเหรี่ยงทําไมนะ” โดยไม่รู้ตัวเลย หลวงปู่ไม่รู้ตัวเลยว่าอีกไม่กี่วันที่จะถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่ก็จะได้ไปอยู่กับองค์หลวงปู่ชอบที่วัดป่าบ้านยางผาแด่น วัดป่าที่องค์หลวงปู่ชอบท่านไปตั้งขึ้น อยู่บนภูเขาสูง กลางดงป่าใหญ่ แสนจะทุรกันดาร ไม่มีทางรถไปถึง มีแต่จะต้องบุกป่าฝ่าหนาม ปีนเขาขึ้นไปเท่านั้น

ก็ตามเคยคือบังเอิญท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธัมมธโร) กลับมาจากอินเดียแล้ว สมเด็จวัดบรมนิวาส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสโส อ้วน) ผู้มีพรรษาแก่กว่าพระอาจารย์มั่น (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ได้นิมนต์ให้ท่านพ่อลีอยู่จําพรรษาที่วัดบรมนิวาส เพื่อสอนภาวนาองค์ท่านโดยเฉพาะ เพราะในตอนนั้นสมเด็จชราภาพมากแล้วกว่า ๘๐ พรรษา หลวงปู่ก็ลงไปเยี่ยมนมัสการท่านพ่อลี และพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส พักที่กุฏิท่านปลัด (ผู้เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น) อาตมาก็เลยถามท่านว่า “เคยได้ยินชื่อหรือเคยรู้จักท่านอาจารย์ชอบไหม”

ท่านปลัดตอบทันทีว่า “โอ ท่านองค์นี้เป็นศิษย์องค์สําคัญมากของหลวงปู่มั่น #ท่านเป็นผู้มีอภิญญามาก” เพราะคํานี้คําเดียว “#มีอภิญญามาก” ที่บังเอิญทําให้หลวงปู่ตัดสินใจกลับเชียงใหม่ทันที “แต่อาตมานี่ คนชอบดูถูกว่าพระกรุงเทพฯ” ท่านพระอาจารย์ลีถามโยมที่ห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ ว่า “บุญฤทธิ์ ถ้าขึ้นเขากะเหรี่ยงนี้ใช้เวลากี่วัน” โยมตอบ “สัก ๒ วันครับ” ท่านว่า “โอ้ เราเดินครึ่งวันขาเดียว แต่เอาจริงๆ ก็ ๒ วัน”

จากวัดบรมนิวาส อาตมาก็รีบกลับวัดดวงแข หัวลําโพง กลับไปวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นใกล้เข้าพรรษาแล้ว ก็รีบไปลาท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาส เรียนว่าจะไปจําพรรษากับ พระอาจารย์ชอบ ท่านเจ้าอาวาสก็ห้ามว่า “บุญฤทธิ์ ประเดี๋ยวก็หามออกมาหรอก”

อาตมาไม่เชื่อใครหรอก ตอนนั้นรีบลา ออกเดินทาง ก็ไปตอนแรกไปพักอยู่วัดแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

คัดลอกจากหนังสือชีวประวัติ พระบุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ; หน้า ๙๐ – ๙๙ ขออนุญาตพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานครับ . . . ส า ธุ
แอดมินท่องถิ่นธรรมจะทยอยพิมพ์ให้อ่านจนถึงวันงานพระราชทานเพลิงฯนะครับ

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •
#ร่วมบุญโรงทานงานหลวงปู่บุญฤทธิ์โดยศิษย์หลวงปู่ชอบ
• ขอเชิญร่วมบุญโรงทานถวายในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารหลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต โรงทานในนามศิษย์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม , โรงทานในนามศิษย์หลวงปู่ท่อน ญาณธโร , โรงทานในนามศิษย์หลวงปู่สมศรี อัตตสิริ วัดเวฬุวนาราม โรงทานวัดป่ากกโพธิ์วังกำ และโรงทานวัดป่าท่าสวย (ศิษย์สายเมืองเลย)
#ท่านผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบุญได้ที่บัญชี
ธนาคารไทยพานิชย์ ชื่อบัญชี พระอำนวย พร้อมเพ็ง เลขที่บัญชี 528-2-45156-4
สอบถามเพิ่มเติมที่ ท่านพระอาจารย์อำนวย เจ้าอาวาสวัดป่าท่าสวย โทร. 088-540-1839

#ร่วมบุญโรงทานในนามศิษย์หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม และ #โรงทานวัดป่าสายเมืองเลย จัดทำโดย วัดป่าท่าสวย จ.เลย , วัดป่ากกโพธิ์ จ.เลย และศิษย์พระกัมมัฏฐานสายเมืองเลย นำโดยพระครูสิทธิจริยาภรณ์ ท่านพระอาจารย์อำนวย กันตจาโร ซึ่งจัดทำภัตตาหารถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ คณะสงฆ์ ที่มาร่วมงานฯ ระยะเวลา 5 วัน ตลอดถึงหมู่สงฆ์ที่มาช่วยเก็บงานจนแล้วเสร็จ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 ถึงวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 อีกทั้งยังแจกจ่ายกาแฟสด ,เครื่องดื่ม และอาหารแก่ญาติโยมผู้มาร่วมงานฯ อีกด้วย

ขออนุโมทนาบุญกับผู้มีกุศลเจตนาบุญทุกๆ ท่านครับ...สาธุครับผม

#การบอกบุญเฉพาะในส่วนทำโรงทานไม่ใช่ทำบุญในงานพระราชทานเพลิงฯนะครับ
#แชร์บอกบุญต่อกันได้เลยนะครับ_สาธุ

=== ขอบพระคุณข้อมูลจาก : FB เฉลิมชัย จารุพัฒนเดช
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: