KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนาธรรมะที่ถ่ายทอดโดย แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ  (อ่าน 5590 ครั้ง)
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 10:17:17 PM »



สิ้นชาติแล้ว

ในวันศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันที่ 1 พ.ย. 2495 ขณะนั้นคุณแม่ชีแก้วมีอายุ 51 ปี
เป็นเวลาที่คุณแม่ท่านเดินจงกรมตลอดคืนจนรู้สึกเหนื่อยจึงได้นั่งพักที่แคร่ใต้ต้นพะยอมแล้วเอนตัวลงนอน
คิดว่าจะพักสักครู่แล้วจงจะไปนึ่งข้าว ก็รู้สึกว่ามีเสียงครืนเหมือนฟ้าผ่าแคร่ที่นอนอยู่หักลง
และมีเสียงผุดขึ้นมาเป็นคำกลอน พอจับใจความได้ว่า “สิ้นชาติแล้ว” คุณแม่น้ำตาไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ
ในเรื่องนี้หลวงตาได้เคยกล่าวว่า “ผู้เฒ่าแม่แก้วอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว ผู้เฒ่านี้ถ้าพูดตามหลักความจริง
ก็ผ่าน (สิ้นกิเลส) มาหลายปีแล้วนี่นะ ถ้าจำไม่ผิดเราว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2495 โน่น นานเท่าไร”

คุณแม่ชีแก้ว มีอุปนิสัยเป็นคนพูดน้อย แต่คำพูดของท่านจะให้ข้อคิดหรือคติธรรมเสมอ
ท่านมีคามอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นปกติ เมื่อมีญาติโยมมากราบท่านและพูดว่า
“มากราบไหว้ด้วยความนอบน้อมต่ออุบาสิก แม่ชีแม่ขาวผู้สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ปฏิบัติตรง”

คุณแม่ก็จะชิงพูดตัดบทว่า
“การมาของโยมเป็นบุญเป็นกุศลพอควรอยู่แล้ว คุณแม่ก็ขอให้เป็นบุญเป็นกุศลด้วยเถิด
แต่อย่าได้เอาการเป็นอยู่ของแม่ชีเฒ่า ๆ อยู่บ้านนอกคอกนา ไปเทียบเท่ากับพระสังฆคุณผู้ประเสริฐนั้นเลย”
การสอนศิษย์ของคุณแม่ชีแก้วท่าน จะเน้นเรื่องศีล ความมีระเบียบวินัยความสามัคคี ความสำรวมระวัง
เมตตาจิตและความเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนให้มักน้อย สันโดษ ให้สะสม ถ้ามีใครทำผิด
ท่านก็เตือน บางครั้งก็ทำเป็นกิริยาเหมือนโกรธ พอผู้ผิดยอมลงให้ ทีนี้ท่านก็เมตตาชี้โทษถูกผิด
หรือเพื่อให้สำนึกตัวได้ แต่ท่านจะพยายามไม่ให้เสียน้ำใจทั้งสองฝ่าย

คุณแม่ชีแก้วจะย้ำสอนเสมอว่า
“พวกเราเป็นแม่ขาวนางชีมีครูบาอาจารย์ แม้อยู่ใกล้ท่านก็เหมือนอยู่ไกล เพราะโอกาสใกล้ชิดมีน้อย
เราไปวัดตอนเช้าก็ได้เห็นท่าน ไปวันพระก็ได้เห็นท่าน ได้ฟังธรรมจากท่าน เป็นอย่างนี้อย่าได้น้อยใจ
เพราะต่างคนต่างก็รักษามิให้เป็นช้าศึกต่อกันไป เราก็รักษาตัวเองครูบาอาจารย์
ท่านก็รักษาจิตใจของท่าน ท่านรักเราด้วยธรรม เมตตาเราด้วยธรรมนะ”



ขอบพระคุณข้อมูลจาก FB: Supani Sundarasardula
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2014, 10:20:44 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 10:18:56 PM »



ประวัติแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ

ต้นตระกูลของคุณแม่ชีแก้วเป็นชนชาวภูไท ที่มีนิสัยรักสงบ รักความยุติธรรม ภาคภูมิใจในความเป็นไท
รักญาติพี่น้อง และที่สำคัญยิ่งคือมีความกตัญญู ดังนั้น ชาวบ้านในละแวกนั้นจึงนับถือผีบรรพบุรุษเป็นที่พึ่ง
เมื่อหลวงปู่มั่นได้มาอยู่ที่วัดหนองน่อง ท่านได้เทศน์อบอรมญาติโยมในบ้านห้วยทรายและชาวบ้านในละแวก
ใกล้เคียงที่มากราบนมัสการหลวงปู่และทำบุญที่วัดนี้เสมอๆ จนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
เลิกนับถือผีมานับถือพระ และสอนลูกหลานให้ไหว้พระสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน

ครอบครัวของคุณแม่ชีแก้วเป็นผู้อุปัฏฐากดูแลวัดหนองน่อง ท่านจึงได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปทำบุญที่วัดเสมอ ๆ
หลวงปู่มั่นได้ให้คุณแม่ชีแก้ว รับไตรสรณคมน์ในปีแรก ที่หลวงปู่มั่นได้มาอยู่ที่วัดหนองน่องนั่นเอง
การรับไตรสรณคมน์ คือ การน้อมใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์)
และยึดถือเป็นหลักแห่งความประพฤติปฎิบัติ หรือเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต

การภาวนานั้นหลวงปู่นั้นสอนให้กำหนด "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" พร้อมลมหายใจ หลวงปู่มั่นได้ถามคุณแม่ชีแก้วว่า
คำไหนลงลึกที่สุด คุณแม่ตอบว่า "พุทโธ" ลงถึงท้อง หลวงปู่ว่าถ้าเช่นนั้นให้ภาวนาแต่คำว่า “พุทโธ” คำเดียวก็พอ
และบอกว่าให้ภาวนาในคืนวันนั้นเลย คุณแม่ก็รับปาก

เมื่อคุณแม่ชีแก้วรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็เข็นฝ้าย (กรอด้าย) ใจจริงอยากจะทำให้ได้ฝ้ายหลาย ๆ หลอด
ก็นึกได้ว่าได้รับปากกับหลวงปู่ว่าจะภาวนา จึงหยุดเข็นฝ้าย (กรอด้าย) รีบเข้านั่งภาวนาในที่นอน
ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 21.00 น. คุณแม่ชีแก้วนั่งภาวนากำหนดบริกรรม “พุทโธ” ไม่นานนัก
จิตของท่านก็สงบและปรากฏนิมิตขึ้น เห็นตนเองแก่ลง ๆ และตายในที่สุด
แล้วก็มีหนอนชอนไชอยู่ตามอวัยวะ 32 กินร่างของท่านจนหมด เกิดความสลดสังเวชมาก
รู้สึกเหมือนตัวท่านออกจากร่าง แล้วมองไปที่ศพ

ในขณะนั้นหลวงปู่มั่นก็เดินมากับพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง คุณแม่ชีแก้วจึงก้มกราบและนิมนต์หลวงปู่มั่นของความเมตตาให้มาติกาบังสุกุลให้
จากนั้นหลวงปู่มั่นได้ใช้ไม้เท้าชี้ลงไปที่ร่างของคุณแม่ชีแก้ว ก็เกิดไฟลุกไหม้จนเป็นเถ้าคุณแม่ก็คิดว่า
เราตายแล้วจะได้ไปเกิดที่ไหน พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว เช้านี้ ใครจะนึ่งข้าวใส่บาตรครูบาอาจารย์แทนเรา

เมื่อคิดอย่างนั้นจิตก็ถอนออกมา ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 04.00 น. ลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าตนเองกำลังนั่งอยู่
จับเนื้อตัวแขนขาตนเอง ก็รู้ว่าตนยังไม่ตาย คุณแม่ชีแก้วเข้าใจว่าตนเองนอนหลับฝันไป
และที่ตื่นนั้นก็อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาตะโกนปลุกให้ลุกขึ้นมานึ่งข้าวจึงตื่นก็เป็นได้

รุ่งเช้าเมื่อหลวงปู่มั่นมาบิณฑบาต คุณแม่ชีแก้วก็มาใส่บาตร แล้วหลวงปู่มั่นได้บอกให้คุณแม่ชีแก้วตามไปที่วัดด้วย
แต่คุณแม่ไม่ไป เพราะอายท่านที่ไม่ได้ภาวนาตามที่รับปากไว้ มัวแต่นอนหลับฝันเพลินไป หลวงปู่มั่นฉันข้าวเสร็จแล้ว
เก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้คุณแม่ แต่เรียกหาไม่พบ จึงให้คนไปตามมา เมื่อคุณแม่ชีแก้วมาถึง ก็ก้มกราบ
แล้วก้มหน้าเพราะอายที่ไม่ได้ภาวนา หลวงปู่ก็ให้กินข้าวก้นบาตรต่อหน้าท่าน คุณแม่ชีแก้วก็ยิ่งอาย เพราะเข้าใจว่าถูกทำโทษ

หลวงปู่มั่นท่านสอบถามเรื่องภาวนา คุณแม่ก็กราบเรียนว่ามัวแต่นั่งหลับจนฝันไป เมื่อเล่าจบ
 หลวงปู่มั่นก็เรียกพระในวัดให้มาที่ศาลา แล้วให้คุณแม่ชีแก้วเล่าอีกรอบ คุณแม่ชีแก้วก็เข้าใจว่าหลวงปู่มั่น
ประจานต่อหน้าพระมาก ๆ เพื่อให้เข็ดหลาบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของคุณแม่
เพราะแท้ที่จริง เป็นการส่งเสริมการภาวนาของคุณแม่ ต่อแต่นั้นมาคุณแม่ชีแก้วก็ปฏิบัติภาวนามาเรื่อย ๆ



รูปภาพ (ซ้ายมือ) คือแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ และ (ขวามือ)คือ แม่ชีแพงศรี โลหิตดี โยมมารดาของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2014, 10:24:41 PM โดย golfreeze » บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 10:28:34 PM »

สมเด็จพระสังฆราชทรงสนทนาธรรมกับคุณแม่แก้ว เสียงล้ำ

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2509-2510 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
ขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระสาสนโสภณ” ได้ไปที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
และพำนักอยู่หลายวัน ในตอนนั้นคุณแม่ชีและคณะแม่ชียังอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด
ท่านได้สนทนาธรรมกับคุณแม่ โดยมีองค์หลวงตาและคณะแม่ชี ร่วมรับฟังด้วย ใจความการสนทนาธรรม มีดังต่อไปนี้

พระสาสนโสภณ : ................(เทปตอนนี้ความไม่ชัดเจน)
คุณแม่ : เร่งความเพียรจนตัวเองไม่รู้สึก..............ไม่รู้เลย ไม่รู้เรา ไม่รู้จิต เวลามันจะเป็นขึ้นมา
           รู้ขึ้นมา ๆ อะไรก็รู้หมด รู้ขึ้นมา ๆ รู้ขึ้นมารวมลงที่ใจหมด รู้เข้ามา ๆ แล้วตกวูบลงไปที่รู้
           แล้วก็มีแต่รู้ตัวเดียวเท่านั้น รู้มาก รู้น้อยมันก็รู้หมดเลย มีมากมีน้อยมันก็รู้หมดเลย........
           มันเป็นอย่านั้น ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไร. (หัวเราะ)...

พระสาสนโสภณ : ขึ้นอยู่กับทำสิ่งนั้น......................................
คุณแม่ : ก็ช่วงนั้นพระอาจารย์ไปเที่ยวธุดงค์ ท่านยังไม่กลับ การภาวนาไม่เป็นเหมือนอย่างเก่า
           รู้สึกอัศจรรย์ใจ มันเป็นอย่างไรใจนี่น่ะ ภาวนาไม่เป็นอย่างเก่านี้ แต่ก่อนแล้วพอภาวนาลงไปรู้สึกว่ามันมีอะไรขึ้นมา
           เมื่อท่านอาจารย์กลับมา ท่านถามว่าเป็นอย่างไรสมาธิภาวนา ถ้าภาวนาไม่มีอะไร
           อาตมาจะหนีท่านว่าอย่างนั้น.... ก็เลยเล่าเรื่องให้ท่านฟัง เหมือนกับเล่าให้พระเดชพระคุณฟังนี่แหละ
           ท่านก็ตอบปัญหาให้หมด อันนั้นเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนี้.........
           ท่านจึงบอกว่า เอ้า! ให้พิจารณาดุว่าใจเรามันเป็นอย่างไร มันออกไปอย่างไรก็ต้องรู้......
           ก็เลยมานั่งภาวนา มานั่งภาวนา ภาวนาไปไม่รู้สึกอะไร มีแต่ผู้รู้ผุดขึ้นมาในใจแล้วมีเสียงพูดแจ๋ว ๆ
           บอกท่านหมดเลย ท่านบอกว่า ท่านเองก็พูดขึ้นมาเหมือนกัน.... “พระอนุรุทธขึ้นเต็มดวง สว่างไสว
           ใจคอพระอนุรุธแจ้งเต็มดวงใสสว่าง เหมือนพระจันทร์สว่างไสวเต็มดวง....
           ” หมดเท่านั้นแหละ ไม่รู้จักถูกจักผิด ขออภัยอย่าโกรธเลย พระเดชพระคุณ
           ข้าน้อยก็ไม่รู้อะไร แล้วแต่พระเดชพระคุณ......ขออภัย พระเดชพระคุณ ขอนิมนต์

พระสาสนโสภณ : ยังต้องการจะฟัง
คุณแม่ : รู้หมดทุกสิ่งทุกประการ ธาตุสี่ ขันธ์ห้า ดิน น้ำ ลม ไฟ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
           ความโกรธ ความโลภ ความหลงทั้งหลาย มันก็เป็นอยู่ตามสภาพของมัน แล้วก็ลองพิจารณา
           ให้มันเป็นอย่างเก่ามันก็ไม่เป็น เกิดมาแล้วก็ดับ ถ้าเกิดก็เกิดเป็นชาติใหม่ เป็นอย่างนี้ล่ะ
           ไม่ใช่ชาติเก่า ตายแล้วเกิดชาติใหม่ ไม่ใช่เป็นชาติเก่า จักถูกหรือผิดก็ไม่รู้
           ขอเล่าถวายเพียงเท่านี้ ขออภัยถ้ามันผิดไป ผิดถูกก็ขออภัย

พระสาสนโสภณ : คิดอย่างไรกับชาติเก่าชาติใหม่
คุณแม่ : โอ๊ย! ชาติเก่าชาติใหม่นี้ เมื่อเทียบกับตัวเรา เหมือนพวกเรานอนหลับ
           นอนหลับไปสนิทไม่รู้สึกตัว เวลาตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกตัว ยังเป็นตัวคนผู้เก่า
           เป็นคนผู้เก่า เขาก็ว่า อ้าว! สิ่งของชนิดนี้ก็ลืมไปแล้ว ของชนิดนี้ก็เสื่อมไปแล้ว
           เขาเมาเหล้าเขาก็หลงหมด หลงตัวนี้อะไรก็วางทิ้งไว้........ คนเราเอาอะไรไปคือจะเป็นอย่างนั้น
           ก็ ไม่รู้ มันถูกก็ไม่รู้ คือจะเป็นอย่างนั้น

พระสาสนโสภณ : เป็นคนเดียวกันแต่ว่าเปลี่ยนสังขาร ใช่ไหม
คุณแม่ : สังขารก็สังขารอันเก่า กายก็กายอันเก่า ยังเปลี่ยนแต่ผู้รู้เท่านั้น.....ยังอยู่แต่ผู้รู้เท่านั้น
           เป็นอย่างนี้ ขออภัยด้วยเถิด แล้วพวกเรามีสิ่งของอะไร.... อะไรก็มีหมดทุกสิ่งทุกประการ
           สิ่งนั้นก็ได้เก็บ สิ่งนี้ก็ได้รักษาไว้ พยายามรักษาไว้ แล้วของสิ่งนั้นมันก็ดับไปหมด
           ไม่มีอะไรมาปกปักรักษา มันก็อยู่เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ คนเราไม่มีอะไร คนจน ๆ นี่เอง

พระสาสนโสภณ : หมายถึงว่าที่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นสำหรับแม่แก้ว ใช่ไหม
คุณแม่ : ใช่ เจ้าค่ะ
พระสาสนโสภณ : ท่านอาจารย์ไม่ต้องจัดอะไรมากหรอก
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 10:33:12 PM »

ในปี พ.ศ. 2493 หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ เดินทางธุดงค์นำพระสงฆ์สามเณร
ได้แก่ หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่เพียร หลวงบุญเพ็ง หลวงปู่ลี สามเณรภูบาลฯ ไปจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย
ก่อนที่หลวงตาพระมหาบัว จะไปอยู่ที่วัดบ้านห้วยทรายนี้ ขณะที่คุณแม่ชีแก้วนั่งภาวนาได้เกิดนิมิตเห็นว่า
มีเดือนตกลงมาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย จากนั้นดวงดาวที่ล้อมรอบก็ตกลงมาด้วย

คุณแม่ชีแก้วก็พยากรณ์ว่า จะมีครูบาอาจารย์องค์สำคัญและพระสงฆ์ไม่ต่ำกว่า 10 รูปมาที่บ้านห้วยทราย
ต่อมาไม่นานหลวงตาพระมหาบัวก็ได้เดินทางมาที่บ้านห้วยทรายจริง ๆ ดังนิมิตของท่าน ทำให้ท่านเกิดความปีติยินดีมาก
เพราะจะได้พบพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนท่าน ดังที่หลวงปู่มั่นได้บอกไว้
ในเวลานั้นนับได้ว่าเป็นมงคลกาลอีกสมัยหนึ่ง ของชาวบ้านห้วยทราย

การจำพรรษาที่บ้านห้วยทรายนี้ ท่านหลวงตาพระมหาบัวและสามเณรภูบาล ได้ไปจำพรรษาอยู่ในถ้ำบนภูเขา
ห่างจากบ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนพระภิกษุท่านอื่น ๆ
ก็จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนารามบ้านห้วยทรายนั่นเอง

เมื่อคุณแม่ชีแก้วได้รับคำเตือนจากหลวงปู่มั่นเกี่ยวกับการภาวนาแล้ว ท่านก็ภาวนาด้วยความระมัดระวัง
แต่ก็มีลักษณะเป็นนิมิตออกรู้ ออกเห็นภายนอก ลักษณะส่งจิตออกนอก จนกระทั่งคุณแม่ได้พบหลวงตาพระมหาบัว
ซึ่งก็เป็นไปดังคำพยากรณ์ของหลวงปู่มั่น และคุณแม่ก็มั่นใจว่าได้พบครูบาอาจารย์องค์สำคัญแล้ว ท่านจึงได้เร่งทำความเพียรขึ้นมาอีกครั้ง

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าถึงคุณแม่ชีแก้ว ในหนังสือหยดน้ำบนใบบัว ว่า
"พอวันพระหนึ่ง ๆ พวกเขาจะไป ไปพร้อมกันไปละ ไปทั้งวัดเขาเลยแหละ พวกแม่ชีขาวหลั่งไหลกันไป
ขึ้นบนภูเขาหาเรา ตอนบ่าย 4 โมงเย็นเขาก็ไป ตอนจวน 6 โมงเย็นเขาก็กลับลงมา
พอไปถึงแกก็เล่าให้ฟัง ขึ้นต้นก็น่าฟังเลยนะ พอแกขึ้นต้นก็น่าฟังทันที"

"นี่ก็ไม่ได้ภาวนา เพิ่งเริ่มมาภาวนานี่แหละ** ท่านมั่นไม่ให้ภาวนา " แกว่าอย่างนั้น "ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา"
เราก็สะดุดใจกิ๊ก มันต้องมีอันหนึ่งแน่นอน ลงหลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ภาวนานี้ต้องมีอันหนึ่งแน่นอน
จากนั้นแกก็เล่าภาวนาให้ฟังนี้ โถ ไม่ใช่เล่น ๆ พิสดารเกินคาดเกินหมาย เราก็จับได้เลยทันที

"อ๋ออันนี้เองที่ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา"พอไปอยู่กับเรา...ไปหาเราก็ภาวนาพูดตั้งแต่เรื่องความรู้ความเห็น
ไปโปรดเปรตโปรดผีอะไรต่ออะไร นรกสวรรค์ แกไปหมด รู้หมด แกรู้
ทีนี้เวลาภาวนา มันก็เพลินแต่ชมสิ่งเหล่านี้ ครั้นไปหาเรานานเข้า ๆ เราก็ค่อยห้ามเข้าหักเข้ามาเป็นลำดับลำดา
ห้ามไม่ให้ออก ต่อไปห้ามไม่ให้ออกเด็ดขาด นี่แหละเอากันตอนนี้ ทีแรกให้ออกได้

"ให้ออกก็ได้ไม่ออกก็ได้ ได้ไหมเอาไปภาวนาดู?"
ครั้นต่อมา
"ไม่ให้ออก” ต่อมาตัดเลยเด็ดขาด ห้ามไม่ให้ออกเป็นอันขาด" นั่นเอาขนาดนั้นนะทีนี้ ให้แกรู้ภายใน
อันนั้นเป็นรู้ภายนอก ไม่ใช่รู้เรื่องแก้กิเลส จะให้แกเข้ามารู้ภายในเพื่อจะแก้กิเลส แกไม่ยอมเข้า
เถียงกัน แกก็ว่าแกรู้ แกก็เถียงกันกับเรานี่แหละ ตอนมันสำคัญนะ
พอมาเถียงกับอาจารย์อาจารย์ก็ไล่ลงภูเขา ร้องไห้ลงภูเขาเลย

"ไป...จะไปที่ไหน...ไป สถานที่นี่ไม่มีบัณฑิตนักปราชญ์ มีแต่คนพาลนะ ใครเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ให้ไป ลงไป..."
ไล่ลงเดี๋ยวนั้น ร้องไห้ลงไปเลย เราก็เฉย น้ำตานี้ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร เราเอาตรงนั้น ไล่ไป
"อย่าขึ้นมานะ แต่นี้ต่อห้าม ตัดเด็ดขาดกันเลย" ไปได้ 4-5 วัน โผล่ขึ้นมาอีก
"...ขึ้นมาทำอะไร !!!..."
"เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน" แกว่า
มันอะไรกัน นักปราชญ์ใหญ่
เราว่าอย่างนั้นนะ ว่านักปราชญ์ใหญ่แกว่า
“ เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อนๆ” แกจึงเล่าให้ฟังคือไปมันหมดหวัง แกก็หวังจะพึ่ง ก็พูดเปิดอกเสียเลย แกหวังว่า

“จะพึ่งอาจารย์องค์นี้ ชีวิตจิตใจมอบไว้หมดแล้วไม่มีอะไร แล้วก็ถูกท่านไล่ลงจากภูเขา เราจะพึ่งที่ไหน?
แล้วเหตุที่ท่านไล่ ท่านก็มีเหตุผลของท่านว่า เราไม่ฟังคำท่าน ท่านไล่นี่ ถ้าหากว่า เราจะถือว่าท่านเป็นครูเป็นอาจารย์
แล้วทำไมจึงไม่ฟังคำของท่าน เพราะเราอวดดี แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร
ทีนี้ก็เลยเอาคำของท่านมาสอนมาปฏิบัติมันจะเป็นยังไง? เอาว่าซิ มันจะจมก็จมไปซิ”

คราวนี้แกเอาคำของเราไปสอนบังคับไม่ให้ออกอย่างว่านั่นแหละ แต่ก่อนมีแต่ออก ๆ
ห้ามขนาดถึงว่าไล่ลงภูเขา แกไม่ยอมเข้า มีแต่ออกรู้อย่างเดียวพอไปหมดท่าหมดทางหมดทีพึ่งที่เกาะแล้ว ก็มาเห็นโทษตัวเอง

“ถ้าว่าเราถือท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ทำไมไม่ฟังคำท่าน ฟังคำท่านซิ ทำลงไปแล้วเป็นยังไงให้รู้ซิ”
เลยทำตามนั้น พอทำตามนั้นมันก็เปิดโล่งภายในซิ ทีนี้จ้าขึ้นเลยเชียวนี่ก็สรุปความเอาเลย นี่แหละที่กลับขึ้นมา
กลับขึ้นมาเพราะเหตุนี้ ทีนี้ได้รู้อย่างนั้น ๆ ละทีนี้ รู้ตามที่เราสอนนะ

“เออ เอาละ ทีนี้ขยำลงไปนะตรงนี้ ทีนี้อย่าออก อย่ายุ่ง ยุ่งมานานแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร
เหมือนเราดูดินฟ้าอากาศ ดูสิ่งเหล่านั้นน่ะ ดูสิ่งเหลานั้นน่ะ ดูเปรตดูผีดูเทวบุตรเทวดา
มันก็เหมือนตาเนื้อเราดู สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ถอนกิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ นี่ตรงนี้ ตรงถอนกิเลส"
เราก็ว่าอย่างนี้

"เอ้า ดูตรงนี้นะ” แกก็ขยำใหญ่เลย เอาใหญ่เลย ลงใจไม่นานนะก็ผ่านไป
แกบอกแกผ่านมานานนะ...พ.ศ.2494 เราไปจำพรรษาที่ห้วยทราย ในราวสัก 2495 ละมัง แกก็ผ่าน..."
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2014, 09:57:44 PM »

คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ สอนว่า

" เดินจงกรมกลับไปกลับมาก็ให้นึกพุทโธ อย่าได้ทิ้งพุทโธ ผู้ที่ได้สมาธิขณะเดินจงกรมนี้สมาธิไม่เสื่อมง่าย
ตั้งอยู่ได้นาน จิตมันรวมลงไปได้ง่าย ส่วนร่างกายก็เบา มิเจ็บแข้งมิเจ็บขา เลือดลมไปมาสะดวก
จะมานั่งก็นั่งได้นาน เดินตอนกลางวันก็ไม่อืดอาดอาหารถูกธาตุไฟเผาจนหมด หากจิตรวมแล้วก็จะเห็นได้ว่า
มีเทวดามายืนถือพานดอกไม้บูชาอยู่หัวท้ายทางจงกรม บางพวกก็พนมมือไหว้สาธุ สาธุ อยู่"
ก็เป็นที่น่าแปลกอยู่ วันใดลูกศิษย์พากันเดินจงกรมสงบสงัดอยู่วันนั้นก็จะได้กลิ่นหอมอบอ้าวไปทั่ววัด
จนวันหนึ่งคุณแม่ชีแก้วได้ทดลองถามหมู่ลูกศิษย์แม่ชีว่า
“ซุมโต๋ได้กลิ่นหอมอยู่บ่ มันหอมดอกไม้ผะเล๋อ”
หมู่แม่ชีก็รับว่า
“ได้กลิ่นหอมอยู่” คุณแม่ก็เฉลยว่า
“มิแม่นเทวดามาอนุโมทนาบ่ เห็นบ่นั่นหมู่เทวดาทิพย์ถือพานดอกไม้มาบูชาอยู่นั่น”
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2014, 09:58:09 PM »

“ก็ครูบาอาจารย์ท่านห้ามมิให้แม่หลงใหลในนิมิต จิตภายนอก
แม่นี้ก็มิได้หลงมิได้ไหลรู้เห็นเป็นอยู่ แม้ไม่อยากมันก็เห็นก็เป็นแต่แม่นี้ก็ได้ธรรมคติจากนิมิตนั่นเสมอมา”
“ขอให้ลูกของแม่ ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางดำเนินเดินดุ่มข้างหน้า
อย่าห่วงหลังแลคอยภพน้อยภพใหม่อันพาไหลพาหลง ขอให้พากันตรงเดินแต่ต่อต้าน
อย่าได้เกียจคร้านขดคู้อยู่แต่บ่อนนอน ให้เฝ้าสอนจิตตนค้นหาแต่ใจของเราผู้เดียวแค่นี้”

แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2014, 10:00:36 PM »

“ทำเสียก่อนจึงมาถาม อย่าถามก่อนทำ ทำไปแล้วจะรู้เอง”
คำ ๆ นี้เป็นคำที่คุณแม่พูดย้ำอยู่เสมอ แล้วต่อด้วย
“มันอยู่ในจิตนี้แหละลูกเอ๋ย โง่มันก็จากจิต ปัญญามันก็เกิดจากจิต
อย่ามัวเสาะหาที่อื่นที่ไกล อย่าไปแต่งไปเติมเสาะหามาใส่
อย่าไปอยากรู้อยากเป็นอยากเห็น ทำไปก่อน มันจะต้องเกิดของมันเองได้
ลูกแม่ต้องพึ่งตัวเอง หาเอาเอง ทำเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง
เพราะภายในนั้นมันเกิดเอง ดับเอง กิเลสความชั่วร้ายใด ๆ ความอยากใด ๆ ความยึดถือใด ๆ
มันก็เป็นไปของมัน มันบ้าไปเอง ไม่ใช่อะไรที่ไหนหรอก เพราะเรานี้มันยังโง่ยังเขลาอยู่ มันจึงพากันเป็นบ้าหน้าบ้าหลังอยู่
ทำไปเถอะอย่าขี้คร้าน เห็นเองแล้วรู้เองเป็นเองทั้งนั้น ต้องหาเอาเอง
คอยคิดอ่าน คอยเฝ้าดูต้องรู้เท่ากันของไม่ดีในตน รู้แล้วละ รู้แล้วทิ้งจนกว่ามันจะหมดไปเอง
จึงปล่อยวางได้ จึงหลุดพ้นไปได้ ปล่อยก็ปล่อย จิตวางจิต ปล่อยใจวางใจ นี้แหละลูกเอ๋ย”

แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
golfreeze
ขอนอบน้อมในธรรมของ องค์พระพุทธเจ้า
Administrator
สุดยอดกัลยาณมิตร
*****

ได้รับการอนุโมทนาบุญ : 66
กระทู้: 3597


golfreeze@packetlove.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2014, 10:03:13 PM »



“อดเรียนเพียรทำไปเถอะ นับแต่แม่บวชมา สิ่งหนึ่งที่ยังละทิ้งมิได้
และยังไม่เคยละไม่เคยทิ้งก็คือ การชำระล้างเครื่องมลทินกากห่อหุ้มใจ
เพราะแม่รู้ตัวเสมอว่า ใจดวงใหม่นี้มันต้องการของมันในการขัดเกลาใจเดิมแท้
ให้ผ่องใสให้ได้ ที่แม่ทำมาตลอด มันมิใช่ของง่ายเป็นของยากลำบากยิ่งนัก
มันจะเร็วจะช้ามันขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีธรรมของตนว่าได้สะสมมาในอดีตจนพอจนพร้อมหรือยัง
หรือว่าตัวเองได้ทำขณะนี้มากหรือน้อยเท่าใด ให้เดินจงกรม
ให้ภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ อย่าให้บาปเข้ามา แต่ให้เป็นบุญอยู่เสมอ

ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำไว้ได้มากเท่าใด สติย่อมชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ความรู้ตัวรู้ทั่วรู้กัน รู้เท่าทันในอารมณ์ฝ่ายใด ๆ มันก็จะเกิดขึ้นในตัวเองนี้
อันนี้อย่างนี้ต่อไปมันก็สิ้นสุดจุดจบ แต่หากไม่คอยใช้สติปัญญาของตน
คอยดูคอยรู้ให้มันทัน หรือไม่คอยกีดกันขัดขวางมันไว้
มันก็จะก่อตัวขยายตัวจนสุดท้ายท่วมทับหัวใจ หาความสิ้นสุดไม่พบไม่เจอ”

แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
บันทึกการเข้า

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าให้ย้ำอยู่ที่เดิม หาทางปฏิบัติเจริญปัญญา เพื่อเดินไปข้างหน้า เพื่อบรมสุขตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เที่ยวอุบล | ทัวร์พม่า | JR Pass
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: