แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 239 240 [241]
3601  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / Re: การภาวนา โดยการทำสมาธิ เมื่อ: สิงหาคม 29, 2007, 04:58:35 PM
สมาธิย่อมมีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์ ซึ่งผู้บำเพ็ญอาจจะใช้กรรมฐานบทใดบทหนึ่งตามแต่ที่ถูกแก่จริตนิสัยของตนก็ย่ อมได้ ส่วนวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียว คือมี ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ เรียกสั้นๆว่า มีแต่รูปกับนามเท่านั้น ขันธ์ ๕ นั้นได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรมหรือสังขารธรรมเกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ และไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างใด อารมณ์ของวิปัสสนานั้น เป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผลในสังขารธรรมทั้งหลาย จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าเป็นพระไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และเมื่อใดที่จิตยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาจริง เรียกว่าจิตตกกระแสธรรมตัดกิเลสได้ ปัญญาที่จะเห็นสภาพความเป็นจริงดังกล่าว ไม่ใช่แต่เพียงปัญญาที่นึกคิดและคาดหมายเอาเท่านั้น แต่ย่อมมีตาวิเศษหรือตาใน ที่พระท่านเรียกว่า "ญาณทัสสนะ" เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งจิตที่ได้ผ่านการอบรมสมาธิมาจนมีกำลังดีแล้ว ย่อมมีพลังให้เกิดญาณทัสสะหรือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวได้ เรียกกันว่า "สมาธิอบรมปัญญา" คือสมาธิทำให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น และเมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถ่ายถอนกิเลสให้เบาบางลง จิตก็ย่อมจะเบาและใสสะอาดบางจากกิเลสทั้งหลายไปตามลำดับ สมาธิจิตก็จะยิ่งก้าวหน้าและตั้งมั่นมากยิ่งๆขึ้นไปอีก เรียกว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ" ฉะนั้นทั้งสมาธิและวิปัสสนาจึงเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันและอุปการะซึ่ง กันและกัน จะมีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิสนับสนุนมิได้เลย อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องใช้กำลังของขณิกสมาธิเป็นบาทฐานในระยะแรกเริ่ม สมาธิจึงเปรียบเหมือนกับหินลับมีด ส่วนวิปัสสนานั้นเหมือนกับมีดที่ได้ลับกับหินคมดีแล้ว ย่อมมีอำนาจถากถางตัดฟันบรรดากิเลสทั้งหลายให้ขาดและพังลงได้ อันสังขารธรรมทั้งหลายนั้นล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใด ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นแค่ดิน น้ำ ลม และไฟ มาประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ในเมื่อจิตได้เห็นความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว จิตก็จะละคลายจากอุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น โดยคลายกำหนัดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขทั้งหลาย ความโลภ ความโกรธ และความหลงก็เบาบางลงไปตามลำดับปัญญาญาณจนหมดสิ้นจากกิเลสทั้งมวล บรรลุซึ่งพระอรหัตผล

ฉะนั้น การที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน หากทำสมาธิยังไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้วว่า "ผู้ใดแม้จะทำสมาธิจนจิตเป็นฌานได้นานถึ ง ๑๐๐ ปี และไม่เสื่อม ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ตาม" ดังนี้ จะเห็นได้ว่า วิปัสสนาภาวนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมีโดยแท้จริง และการกระทำก็ไม่เหนื่อยยากลำบาก ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใด แต่ก็ได้กำไรมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบการให้ทานเหมือนกับกรวด และทราบ ก็เปรียบวิปัสสนาได้กับเพชรน้ำเอก ซึ่งทานย่อมไม่มีทางที่จะเทียบศีล ศีลก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับสมาธิ และสมาธิก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับวิปัสสนา แต่ตราบใดที่เราท่านทั้งหลายยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อย โดยทำทุกๆทางเพื่อความไม่ประมาท โดยทำทั้งทาน ศีล และภาวนา สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้ จะถือว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้นลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้กำไรมากที่สุด ก็เลยทำแต่วิปัสสนาอย่างเดียว โดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใดๆไว้เลย ก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียวไม่มีจะกินจะใช้ ก็เห็นจะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งพระนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน

อนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า "ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คน สัตว์ แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นกระดิก ก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนนานถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริงดังกล่าว" กล่าวคือแม้ว่าอายุของผู้นั้นจะยืนยาวมานานเพียงใด ก็ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปชาติหนึ่ง จัดว่าเป็น "โมฆบุรุษ" คือบุรุษที่สูญเปล่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บ http://larndham.net/index.php  ลานธรรมเสวนา เป็นอย่างสูงครับ
3602  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / การภาวนา โดยการทำสมาธิ เมื่อ: สิงหาคม 29, 2007, 04:57:58 PM
 การภาวนา

การเจริญภาวนานั้น เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น มี ๒ อย่าง คือ (๑) สมถภาวนา (การทำสมาธิ) และ (๒) วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา) แยกอธิบายดังนี้ คือ

(๑) สมถภาวนา (การทำสมาธิ)

สมถภาวนา ได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่นๆ วิธีภาวนานั้น มีมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้ ๔๐ ประการ เรียกกันว่า "กรรมฐาน ๔๐" ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจ ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ในอดี ตชาติ เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่นๆ และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเพศของตนเสียก่อน คือหากเป็นฆราวาสก็จะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อย หากเป็นสามเณรก็จะต้องรักษาศีล ๑๐ หากเป็นพระก็จะต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อให้บริบูรณ์ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นฌานได้ หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน (เป็นกำลัง) ให้เกิดสมาธิขึ้น อานิสงส์ของสมาธินั้น มีมากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยมานานถึง ๑๐๐ ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีก ช้างกระดิกหู" คำว่า "จิตสงบ" คำว่า "จิตสงบ" ในที่นี้หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า "ขณิกสมาธิ" คือสมาธิเล็กๆ น้อยๆ สมาธิแบบเด็กๆ ที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลง แล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อยแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้ ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นเป็นอุปจารสมาธิและฌาน แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ โดยหากผู้ใดจิตทรงอารมณ์อยู่ในขั้นขณิกสมาธิแล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้น อานิสงส์นี้จะส่งผลให้ได้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นที่ ๑ คือชั้นจาตุมหาราชิกา หากจิตยึดไตรสรณคมน์ (มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย ก็เป็นเทวดาชั้น ๒ คือ ดาวดึงส์)

ส มาธินั้น มีหลายขั้นตอน ระยะก่อนที่จะเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) ก็คือขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ ซึ่งอานิสงส์ส่งให้ไปบังเกิดในเทวโลก ๖ ชั้น แต่ยังไม่ถึงชั้นพรหมโลก สมาธิในระดับอัปปนาสมาธิหรือฌานนั้น มีรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ไปบังเกิดในพรหมโลกรวม ๒๐ ชั้น แต่จะเป็นชั้นใดย่อมสุดแล้วแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌานที่ได้ (เว้นแต่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสคือ ชั้นที่ ๑๒ ถึง ๑๖ ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ) รูปฌาน ๑ ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้น ๑ ถึงชั้น ๓ สุดแล้วแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌาน ๑ ส่วนอรูปฌานที่เรียกว่า "เนวสัญญา นาสัญญายตนะ" นั้น ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้นสูงสุด คือชั้นที่ ๒๐ ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป เรียกกันว่านิพพานพรหม คือนานเสียจนเกือบหาเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดมิได้ จนเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นนิพพาน

การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ย ิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุด เพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด เพียงแต่คอยเพียรระวังรักษาสติ คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมร์อื่นๆ โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีกยังต้องเสียเงินทอง การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรมยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย แต่ก็ได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างที่เทียบกันไม่ได้

อย่างไรก็ดี การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธินั้น แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบกับต้นไม้ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น การเจริญวิปัสสนา (การเจริญปัญญา) จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้

(๒) วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา)

เมื่อจิตของผู้บำเพ็ญตั้ง มั่นในสมาธิจนมีกำลังดีแล้ว เช่นอยู่ในระดับฌานต่างๆ ซึ่งจะเป็นฌานในระดับใดก็ได้ แม้แต่จะอยู่แค่เพียงอุปจารสมาธิ จิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็ย่อมมีกำลังและอยู่ในสภาพที่นุ่มนวล ควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้ อารมณ์ของวิปัสสนานั้น แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแต่อารมณ์เดียว โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่นึกคิดอะไรๆ แต่วิปัสสนาไม่ใช่ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่เป็นจิตที่คิดและใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวคือ "ขันธ์ ๕" ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "รูป-นาม" โดยรูปมี ๑ ส่วน นามนั้นมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ ๕ ดังกล่าวเป็นเพียงอุปาทานขันธ์ เพราะแท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง แต่เพราะอวิชชา คือความไม่รู้เท่าสภาวธรรม จึงทำให้เกิดความยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน การเจริญวิปัสสนาก็โดยมีจิตพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า อันสภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์ ๕ นั้น ล้วนแต่มีอาการเป็นพระไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา โดย

๑. อนิจจัง
ค ือความไม่เที่ยง คือสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สมบัติ เพชร หิน ดิน ทราย และรูปกายของเรา ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจจะให้ตั้งมั่นทรงอยู่ในสภาพเดิมได้ เช่นคนและสัตว์ เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว และเฒ่าแก่ จนตายไปในที่สุด ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พรหมและเทวดา ฯลฯ

สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ที่เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕ เช่น รูปกาย ล้วนแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยเล็กๆของชีวิตขึ้นก่อน ซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น เรียกกันว่า "เซลล์" แล้วบรรดาเซลล์เหล่านั้นก็มาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างของคนและสัตว์ขึ้น ซึ่งหน่วยชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไป แล้วเกิดของใหม่ขึ้นแทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

๒. ทุกขัง
ได้แก่ "สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้" ทุกขัง ในที่นี้มิได้หมายความแต่เพียงว่าเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจเท่านั้น แต่การทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของทุกขังในที่นี้ สรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นสังขารธรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทนตั้งมั่นอยู่ในสภาพนั้นๆได้ตลอดไป ไม่อาจจะทรงตัว และต้องเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นเด็กจะให้ทรงสภาพเป็นเด็กๆเช่นนั้นตลอดไปหาได้ไม่ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นหนุ่มและสาว แล้วก็เฒ่าแก่ จนในที่สุดก็ต้องตายไป แม้แต่ขันธ์ที่เป็นนามธรรมอันได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ไม่มีสภาพทรงตัวเช่นเดียวกัน เช่นขันธ์ที่เรียกว่าเวทนา อันได้แก่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความไม่สุข ไม่ทุกข์ ซึ่งเมื่อมีเกิดเป็นอารมณ์ดังกล่าวอย่างใดขึ้นแล้ว จะให้คงทรงอารมณ์เช่นนั้นให้ตลอดไปย่อมไม่ได้ นานไปอารมณ์เช่นนั้นหรือเวทนาเช่นนั้นก็ค่อยๆจางไป แล้วเกิดอารมณ์ใหม่ชนิดอื่นขึ้นมาแทน

๓. อนัตตา
ได้แก่ "ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ" โดยสรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น "รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ" ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่น รูปขันธ์ย่อมประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นหน่อยชีวิตเล็กๆขึ้นก่อน เรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า "เซลล์" แล้วเซลล์เหล่านั้นก็ประชุมรวมกันเป็นรูปใหญ่ขึ้น จนเป็นรูปกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งพระท่านรวมเรียกหยาบๆ ว่าเป็นธาตุ ๔ มาประชุมรวมกัน โดยส่วนที่เป็นของแข็งมีความหนักแน่น เช่น เนื้อ กระดูก ฯลฯ เรียกว่า ธาตุดิน ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำดี น้ำปัสสาวะ น้ำไขข้อ น้ำมูก ฯลฯ รวมเรียกว่า ธาตุน้ำ ส่วนสิ่งที่ให้พลังงานและอุณหภูมิในร่างกาย เช่น ความร้อน ความเย็น เรียกว่า ธาตุไฟ ส่วนธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ความตั้งมั่น ความเคร่ง ความตึง และบรรดาสิ่งเคลื่อนไหวไปมาในร่างกาย เรียกว่า ธาตุลม (โดยธาตุ ๔ ดังกล่าวนี้มิได้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า "ธาตุ" อันหมายถึง แร่ธาตุในทางวิทยาศาสตร์) ธาตุ ๔ หยาบๆเหล่านี้ได้มาประชุมรวมกันเป็นรูปกายของคน สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อนานไปก็ย่อมเปลี่ยนแปลงแล้วแตกสลายกลับคืนไปสู่สภาพเดิม โดยส่วนที่เป็นดินก็กลับไปสู่ดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับไปสู่น้ำ ส่วนที่เป็นไฟก็กลับไปสู่ไฟ ส่วนที่เป็นลงก็กลับไปสู่ความเป็นลม ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของคนและสัตว์ที่ไหนแต่อย่างใด จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นรูปกายนี้ว่าเป็นตัวเราของเราให้เป็นที่พึ่งอันถาวรได้
3603  กิจกรรมที่ช่วยเหลือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แหล่งทำบุญ หรือ การช่วยเหลือสังคม จากทาง Kammatan.com / แจกcdธรรมะ+หนังสือ ปฏิบัติธรรมฟรี / กิจกรรมเลี้ยงข้าว บริจาคเสื้อผ้า เมื่อ: สิงหาคม 28, 2007, 02:49:43 PM
งานนี้ ไปกันตั้งแต่ 8.00 โมงครับไป ถึงที่มูลนิธิ ก็ประมาณ 10.30 พวกเราก็ไปทานข้าวกันก่อน 

แล้วไปเลี้ยงข้าวน้องๆ ก็ประมาณ 11.00 ที่มูลนิธิ แห่งนี้พี่ๆ ที่ดูแลเค้าบอกว่า เด็กทุกคน ที่นี่ไม่

ใช่เด็กกำพร้า แต่เนื่องด้วยทางพ่อ แม่ ของเด็กมีปัญหาทางครอบครัว จึงได้นำลูกๆ มาฝากไว้

และที่นี่ก็ ส่งเสีย เลี้ยงดู ตั้งแต่แลกเกิด ก็มีตั้งแต่เด็ก อายุ 1 ขวบ ถึง 6 ปี เลี้ยงข้าวน้องๆ เสร็จ

ก็มอบ เครื่องเขียน ปากกา สีไม้ ดินสอ สมุดวาดเขียน แล้วก็เสื้อผ้า ให้กับน้องๆ




ก่อตั้งมาตั้งแต่ ผมยังไม่เกิดเลย  ขยิบตา



ด้านหน้าสำนักงาน  ยิ้มเท่ห์



ห้องธุรการของมูลนิธิื ครับ จะมีพี่ๆ ที่น่ารักๆ ประจำอยู่ครับ



เจ๊อุ๋ย กำลัง เ้ล่นกับน้องสมชาย (อายุ 1 ขวบ) ....  น้องน่ารักดีครับ 



อุ้มหนู บ้างจิ ...  เศร้า



กินข้าวอิ่มแล้ว ครับ ..



ห้องนี้ เป็นเด็กอายุ 2-4 ปีครับ น้องๆ กำลังทานข้าวกันเลย น่ารักมากๆ ..



กินข้าวหมด แล้วกำลังจะ ทานขนมปัง ต่อครับ  แลบลิ้น



ผมขอ ออกกล้องด้วย คน ครับ



ชิมบ้าง ดี๊  จุมพิต



เหลือผม คนเดียว ... ยังไม่หมด เลย



น้องๆ อาบน้ำ กันเสร็จแล้ว กำลังจะนอน แล้วครับ

น้องๆ ที่นี่ น่ารักมากครับ เด็กตัวเด็กๆ ทานข้าวเองได้ เลย ใส่เสื้อผ้าได้ มรรยาทก็ดีด้วย ครับ

ยังไง สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการไป เยี่ยมน้องๆ ที่มูลนิธิแห่้งนี้

ผมจะ มาอัฟเดท ที่อยู่ให้ทราบอีกที น่ะครับ  ยิ้มเท่ห์
-----------------------------------------

Webmaster Kammatan.com 
golfreeze@packetlove.com
3604  การปฏิบัติของผู้ที่ได้ ฌาณ / ประสบการณ์ของผู้ที่ได้ไปสวรรค์ / Re: สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ เมื่อ: สิงหาคม 25, 2007, 10:53:07 PM
ครับ ถ้าวันไหนว่างๆ ก็มาแชร์ประสบการณ์ได้ น่ะครับท่าน อาจารย์ matteo  ยิ้มเท่ห์
3605  ความสำคัญของพระพุทธศาสนา และทุกอย่าง เกี่ยวกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า / ประวัติอุบาสก อุบาสิกา ฆราวาสผู้ประพฤติธรรม / แม่ชีพิมพา ทองเกลา และข้อมูลการเดินทางไป กุฏิประชาชื่น เมื่อ: สิงหาคม 24, 2007, 11:46:41 AM
นี่เป็นข้อมูลการเดินทางน่ะครับ ต้องขอบคุณข้อมูลจากพี่กล้า  http://kasin.packetlove.com มากครับ

****************************************************************

เส้นทางการเดินทางไปสู่ วัดกำแพงบางจาก มี 3 เส้นทาง คือ
            
              1. เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ 3
ให้ขึ้น รถโดยสารประจำทาง จาก สนามหลวง สาย 91, 80 ฝั่งด้านสนามหลวง ลงป้ายหน้าวัดท่าพระ    แล้วข้ามสะพานลอย
ไปฝั่งตรงข้าม และเข้าไปในซอยจรัญสนิทวงศ์ 3 จากนั้นให้โดยสารรถบริการ    รับ-ส่ง สองแถวประจำซอย หรือรถจักรยานยนต์
รับจ้าง ไปสุดซอย และให้ข้ามสะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่    และเดินตรงไปเล็กน้อย ให้เลี้ยวซ้าย และเดินตรงไปเรื่อย ๆ
ก็จะถึงกุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น    (จุดสังเกต หน้ากุฏิจะมีต้นไม้ใหญ่น้อย ปลูกอยู่หน้ากุฏิมากมาย)
              (สายรถโดยสารประจำทางที่ผ่านเส้นทางนี้ คือ 42, 68, 108, 103, 80, 81, 91, ปอ.9,    และปอ.10)
            
             2. เข้าทาง ถนนเพชรเกษม 20
เข้าทางเชิงสะพานบางไผ่ ปากทางเข้า จะมีป้ายชื่อวัดทองศาลางาม อยู่ริมถนน ให้ผ่านมาตามเส้นทางนี้    ผ่านโรงเรียน
ผ่านวัดทองศาลางาม และจะถึงวัดกำแพงบางจาก กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น    จะอยู่หลังศาลาวัดหลังใหญ่
             (เส้นทางนี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์) (สายรถประจำทางที่ผ่าน 80, 81, 84, 91, 15, ปอ.84, ปอ.90, ปอ.91)

             3. โดยสารเรือ จากบริเวณท่า ใกล้ ๆ สะพานพุทธยอดฟ้า
ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร

**************************************************************
เส้นทางเป็นรูป ดังนี้ครับ



ถ้ามีข้อสอบถามติดต่อ

นายวัฒนชัย เก๊กฮั้ว
MSN : golfreeze@packetlove.com
Tel : 085-1112287      ยิ้มเท่ห์
3606  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / นิพพานมี คืออะไร มีกีั่แบบ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 11:10:31 PM
นิพพานว่าโดยลักษณะ มีอย่างเดียว คือ
สันติลักขณะ หมายความว่า  ธรรมชาติที่สงบจากกิเลสและขันธ์ 5
นิพพานว่าโดยสภาพความเป็นอยู่ มี 3 อย่าง คือ
1.   สุญญตนิพพาน  หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น
สูญสิ้นจากกิเลสและขันธ์ 5  ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว
      2. อนิมิตตนิพพาน  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น ไม่มีนิมิต เครื่องหมาย  หรือรูปร่างสัณฐาน สีสัน วรรณะ แต่อย่างใดเลย
      3. อัปปณิหิตนิพพาน  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น
ไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะ และไม่มีตัณหาที่เป็นตัวต้องการอยู่ในพระนิพพานนั้น

ที่มา ? คู่มือศึกษาอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 6 รูปปรมัตถ์และนิพพานปรมัตถ์  อภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย  พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2/2550  (หน้า 170-172)

ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก
หนังสือ ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1-2-6 จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตร
ชั้นจูฬอาภิธรรมิกะตรี (สำหรับนักศึกษาและประชาชนทั่วไป)  รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ   รวบรวมโดย พระศรีคัมภีรญาณ (ถวัลย์  ญาณจารี ป.ธ.9 อภิธรรมมหาบัณฑิต)  มูลนิธิสหอภิธรรมิกะวิทยาลัย  วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร , พิมพ์ครั้งที่ 1 กรกฎาคม 2547
3607  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / นั่งสมาธิ แนว กสิณ10 คืออะไร / อะไรคือการ นั่งสมาธิแนว กสิณ10 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 01:49:31 PM
************************************************************************
?ฝึกปฏิบัติพระกรรมฐาน แนว กสิณ รู้เรื่อง ภพภูมิ นรก  สวรรค์ มีจริง ตามแนวจากพระอภิธรรมปิฎก?

************************************************************************

ขอเชิญฝึกปฏิบัติพระกรรมฐาน แนววิธี กสิณ ได้ที่
อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา
   กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  วัดกำแพงบางจาก
ซอยเพชรเกษม 20  แขวงปากคลอง  เขตภาษีเจริญ
กรุงเทพมหานคร 10160  โทร. (02) ? 457-0958
ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 ? 22.30 น.  แต่งกายปกติ
   (ควรเตรียมดอกไม้ธูปเทียน เพื่อบูชาพระ ด้วย)
   การฝึกปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ควรมีความตั้งใจจริงจัง ไม่ท้อถอย เอาจริงต่อการปฏิบัติ  และควรเคารพครูอาจารย์ผู้สอนอย่างนอบน้อม และกตัญญู

************************************************************************   


วิธีฝึกปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ

   ก่อนฝึกปฏิบัติกรรมฐาน  ให้ผู้ปฏิบัติ กราบ 5 ครั้ง 
   ขอบูชาพระพุทธเจ้า , ขอบูชาพระธรรม , ขอบูชาพระสงฆ์
ขอกราบพ่อ แม่ (ทุกชาติภพ) , ขอกราบครูอาจารย์ ครูอุปัชฌาย์
(ทุกชาติภพ)
   * กรณีผู้ปฏิบัติเป็นชาย ให้ระลึกถึงครูอุปัชฌาย์(ทุกภพทุกชาติ)  ด้วยนั่งสำรวมใจ ให้สงบ  หลับตามองตรงไกลออกไปข้างหน้า  โดยไม่ต้องใช้คำภาวนา หรือกำหนดลมหายใจ    ให้ถือปฏิบัติรอบละ 30 นาทีแล้วพัก 
(หากรู้สึกปวดเมื่อย ก็สามารถเปลี่ยนท่านั่ง  หรือผ่อนคลายอิริยาบถได้)

************************************************************************


สรุปความ

      อุบาสิกาพิมพา  แนะแนวการปฏิบัติสมถกรรมฐาน โดยใช้การเพ่ง กสิณ 10    เพื่อให้ได้โลกียอภิญญา 5 อย่าง    และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (ขั้นโลกุตระ) เพื่อให้ได้บรรลุ อริยบุคคล 4 คือ  พระโสดาบัน  พระสกิทาคา  พระอนาคา  และพระอรหันต์  และให้ผู้ปฏิบัติเรียนพระอภิธรรมปิฎกควบคู่ไปด้วย

โลกียอภิญญา 5   อันได้แก

1.   ทิพพจักขุอภิญญา (ได้ตาทิพย์)
2.   ทิพพโสตอภิญญา (ได้หูทิพย์)
3.   ปุพเพนิวาสานุสติอภิญญา (ระลึกชาติได้)
4.   ปรจิตตวิชานนอภิญญา (รู้วาระจิตของผู้อื่นได้)
5.   อิทธิวิธอภิญญา (ทำฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ต่าง ๆ)
(ที่มา ? ?อภิญญา 5?    หนังสือชื่อ ?ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนี? ในปริจเฉทที่ 9   ของพระสัทธัมมโชติกะ   ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต , สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร)
 (หมายเหตุ - หนังสือ ประวัติอุบาสิกา พิมพา ทองเกลา ?ครูของศิษย์?)


************************************************************************

หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม
1.   ปรมัตถโชติกะ  สมถกรรมฐานทีปนี  ในปริจเฉทที่ 9  ของ พระสัทธัมมโชติกะ 
ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต     
สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร
2.   วิปัสสนากรรมฐานทีปนี  ในปริจเฉทที่ 9  หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธัมมิก โท  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต  สำนักวัดระฆัง-
โฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร
3.   ปรมัตถโชติกะ  มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 1    ?ภูมิจตุกกะ?  ของ พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต  สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร
4.   ปรมัตถโชติกะ  มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 2   ?ภูมิจตุกกะ? ภาค 2  หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธัมมิกะตรี   รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ 

************************************************************************
เส้นทางการเดินทางไปสู่ วัดกำแพงบางจาก มี 3 เส้นทาง คือ

1.เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ 3
      ให้ขึ้น รถโดยสารประจำทาง จาก สนามหลวง  สาย 91, 80  ฝั่งด้านสนามหลวง  ลงป้ายหน้าวัดท่าพระ  แล้วข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม  และเข้าไปในซอยจรัญสนิทวงศ์ 3   จากนั้นให้โดยสารรถบริการ รับ-ส่ง สองแถวประจำซอย หรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง ไปสุดซอย  และให้ข้ามสะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่  และเดินตรงไปเล็กน้อย  ให้เลี้ยวซ้าย  และเดินตรงไปเรื่อย ๆ  ก็จะถึงกุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  (จุดสังเกต  หน้ากุฏิจะมีต้นไม้ใหญ่น้อย  ปลูกอยู่หน้ากุฏิมากมาย)
(สายรถโดยสารประจำทางที่ผ่านเส้นทางนี้ คือ   42, 175, 91, 80, 81, 580, 157, 68, 108, 510, 509, 189, 103)

2.เข้าทาง ถนนเพชรเกษม 20
               เข้าทางเชิงสะพานบางไผ่  ปากทางเข้า จะมีป้ายชื่อวัดทองศาลางาม อยู่ริมถนน  ให้ผ่านมาตามเส้นทางนี้  ผ่านโรงเรียน  ผ่านวัดทองศาลางาม  และจะถึงวัดกำแพงบางจาก   กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  จะอยู่หลังศาลาวัดหลังใหญ่  (เส้นทางนี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์) (สายรถประจำทางที่ผ่าน 80, 81, 84, 91, 15, ปอ.84, ปอ.90, ปอ.91)

3.โดยสารเรือ จากบริเวณท่า  ใกล้ ๆ สะพานพระพุทธยอดฟ้า 
                ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร (แถวสะพานพุทธฯ) เดินทางมาตามเส้นทาง เมื่อผ่านวัดประดู่ฉิมพลี ผ่านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  และลอดใต้สะพานบางไผ่  ผ่านโป๊ะขึ้นลง ของวัดทองศาลางาม ก็จะถึงโป๊ะขึ้นลงของวัดกำแพงบางจาก  เดินขึ้นมองเห็นเส้นทางสัญจร ให้เลี้ยวขวา เดินตรงไป กุฏิกรรมฐานประชาชื่น จะอยู่ด้านหลังศาลาหลังใหญ่ มีต้นไม้ร่มครึ้มหน้ากุฏิฯ

************************************************************************
3608  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / ธรรมะจากพระสงฆ์ผู้เจริญธรรม ตอนที่ 19-20 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 01:41:20 PM
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
         
                ต้องขอขอบพระคุณผู้ รวบรวบเอาไว้ คือ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชัยชนะกิจพงษ์  Smiley

                 cpongwuth@yahoo.com หรือ MSN - pong_wuth@hotmail.com

จาก เว็บมาสเตอร์ เว็บธรรมะพุทธองค์  เพื่อนบ้านเราจากเว็บ http://kasin.saiyaithai.org เป็นอย่างสูงครับ

สำหรับผมเอง นายวัฒนชัย เก๊ํกฮั้ว เพิ่งเริ่มหัดนั่งสมาธิแนวกสิณ ได้ไม่นาน เพื่อต้องการที่จะ พิสูจน์ว่า นรก และ

สวรรค์ จะมีอยู่จริงหรือไม่ และอีกเหตุผล 1 คือต้องการจะไปเยี่ยมญาติ บนสวรรค์ จึงได้เริ่มหัดนั่ง ซึ่งถ้าหากเพื่อน

มีข้อสงสัย อะไรก็สามารถ แอด MSN : golfreeze@packetlove.com  ได้น่ะครับ หรือจะศึกษาจาก กระทู้ใน บอร์ด

แห่งนี้ ก็ได้ ขอบพระคุณอย่างสูง ครับ  Wink

ในส่วนนี้ อยากให้ทุกท่านได้ อ่านเพื่อเป็นเรื่องแง่คิดในการทำความดี ทำบุญ เพื่อดำรงชีวิืตของท่านด้วยความสุข สบาย

ถ้าหาก มีข้อผิดพลาด ณ จุดใด ทางผู้จัดก็ขอ อภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยน่ะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ครั้งที่ 19    วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2548  (วันพระ)
?หนี้กรรม   ผลบุญ?
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)

      ?หนี้กรรม? ?ผลบุญ?  สองคำนี้ อาตมาอยากจะอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร
      ?หนี้กรรม? หมายถึง กรรมที่ท่านได้กระทำไว้ต่อผู้อื่น ได้เคยมีพันธะกรรมระหว่างกัน  ผลกรรมยังไม่สิ้นสุด จะต้องรับผลของบาปที่ก่อ
      ?ผลบุญ? หมายถึง ผลของการทำความดี ที่กระทำแล้วมีความสุข เช่น ความกตัญญู  การเลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีความสุข  การบำรุงพระศาสนา  การรักษาความดี  การสร้างความดีให้กับประเทศชาติ  การตอบแทนคุณผืนแผ่นดินเกิด กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ของตน เหล่านี้ คือ ตัวอย่างการทำความดีที่ควรกระทำยิ่ง
      การปฏิบัติตนให้เป็นคนดีนั้น จะต้องระลึกถึงธรรมะมาครองใจให้มั่น และเชื่อมั่นว่าตนทำสิ่งดี ย่อมได้ผลที่ดีคุ้มกับสิ่งที่ตนได้ก่อ    หากตนเลือกทำสิ่งที่ไม่ชอบ ผลกรรมนั้นก็จะให้ผลหนัก หนักมากกว่ากรรมที่ได้สร้างไว้  นี่แหละเรื่องของหนี้กรรมและผลบุญ
      เจริญพร...


ครั้งที่ 20    วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2550  (วันพระ)
?ธรรมะของคนดี?
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)

      ธรรมะของคนดี คือสิ่งที่อาตมาอยากจะบอกกับทุกคนว่า การทำความดีสามารถทำได้ทุกขณะ และการสร้างความดีสามารถเลือกสิ่งดี ๆ ได้ตลอด  การรักพ่อแม่ รักญาติ รักตนเอง รักพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองประเทศ  รักญาติสนิท ก็มีผลดีทุกสิ่ง  การให้ความดีแก่ผู้อื่น  ให้โดยไม่ต้องลงทุน  ให้ด้วยใจที่คิดจะทำ
      ตลอดเวลาที่หายใจ  ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างบุญ และกรรมได้  ตานี้คอยมองว่าจะทำความดีได้อย่างไร  จิตตนนั้นกำหนดไว้ว่าจะเลือกกระทำอย่างไร  นี่แหละวิธีแห่งจิตของผู้ปรารถนาสร้างกุศล
      จิตของตนนี้มีความละเอียด หรือหยาบก็มองเห็นกันได้ง่าย  ถ้าจิตใจสะอาด จิตใจจะเย็นนิ่งและมีสุข  ไม่ต่างกับสายน้ำที่เย็นและนิ่ง
      คนที่ทำบุญอยู่เสมอ จะมีจิตที่สงบและมีสุขได้ง่ายด้วยกุศลนั้นน้อมนำจิตของตนให้เป็นสุขได้ตลอดขณะที่ระลึก  ด้วยการระลึกถึงความดีนี่เอง ทำให้ใจมีสุข
      หากเรารู้จักเลือกสร้างความดีแล้ว  จิตของตนก็จะไม่ทุกข์ ลำบากอะไรมาก  คิดทำในสิ่งที่ดีเถิด
      เจริญพร...


3609  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / ธรรมะจากพระสงฆ์ผู้เจริญธรรม ตอนที่ 14-18 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 01:38:57 PM
ครั้งที่ 14    วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2548
?การปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ?  ตอน 2
(หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ต.วังตะโก อ.โพทะเล จ.พิจิตร)

      อาตมาขอเทศนาให้ทุกคนได้เข้าใจเรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ นี้ต่อให้เข้าใจนะ
      อาตมา ได้ใช้กรรมฐานแนวนี้ เป็นกำหนด จนได้อภิญญา สามารถมีฤทธิ์แห่งตนได้   ทุกคนที่ได้อ่านสิ่งที่อาตมาสอนครั้งนี้  ขอให้คิดตามไปก่อน  อาตมาหวังอยากจะช่วยศิษย์ของอาตมา คนไทย ประเทศชาติ สัตว์โลกให้พ้นทุกข์  ด้วยความเมตตาที่อาตมามีอยู่ในใจ  แม้เวลานี้ อาตมาจะไม่มีขันธ์เป็นมนุษย์  แต่วิญญาณรูปกายของอาตมาเป็นพรหมบนพรหมโลกนี้  ยังมีขันธ์ไว้ ยังมิต้องการดับกิเลสสู่นิพพาน
      หากยังมีศิษย์ของอาตมารออาตมาอยู่     ยังสวดระลึกขอให้อาตมาดูแล ปกปักเขาต่อไป  ขอให้ศิษย์ทุกคนปลอดภัย พ้นจากมารเทพไปได้ กิเลสมาร พญามารผู้มีจิตใจหยาบกระด้าง
      การเจริญกรรมฐาน แนว กสิณ เป็นหนทางที่จะช่วยให้ทุกคนได้เข้าใจว่าสิ่งที่อาตมาพูดไว้เป็นจริงอย่างไร  อาตมาเชื่อว่า อาจจะมีผู้อ่านที่ได้อ่านตำรา ที่มนุษย์ผู้นี้รวบรวมไว้เป็นหนังสือความรู้ แล้วคิดไปว่า ไม่จริง หรือไม่เชื่อ  แต่ก็ขอให้ผู้นั้น อ่านอย่างผู้มีปัญญา อ่านอย่างนักปราชญ์  อย่าอ่านอย่างเบาปัญญา เพราะทุกคนที่มีศรัทธาเคารพต่ออาตมา น้อยคนที่จะได้พบกับอาตมาบนพรหมโลก  มนุษย์ผู้นี้มาขอให้อาตมาเทศน์สอนธรรมะให้มนุษย์ได้รู้  อาตมายินดีที่จะเทศน์สอนอย่างมาก  ด้วยหวังจะช่วยมนุษย์ทุกคนให้พ้นทุกข์จากบ่วงทุกข์ ตามคำสอนพระพุทธเจ้า
      อาตมาหวังที่จะโปรดทุกคนให้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องโดยแท้  ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะมีดวงตา มองเห็นความจริงได้ไม่ยาก
      อาตมา ขอเจริญพร....


ครั้งที่ 15    วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2548
?การปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ?  ตอน 3
(หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร )

      เทศนาครั้งที่ 3 ในวันนี้ อาตมาอยากจะเทศน์สอนในเรื่อง การปฏิบัติจิตของตนเองให้มีปัญญา มีอภิญญาด้วยการเจริญกรรมฐานแนวกสิณ
      อาตมาเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า  พระสมณโคดม ผู้เป็นเลิศยิ่งเป็นมหาครูของทุกคนผู้นับถือพระพุทธเจ้า
      พระไตรปิฎกที่ได้แสดงเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานนั้น มีแสดงไว้อย่างชัดแจ้งในเรื่องกรรมฐาน แนว กสิณ ว่าเป็นอย่างไร  มีผลอย่างไรเมื่อปฏิบัติ  มิใช่สิ่งที่อาตมากล่าวอ้างขึ้น
      ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน จนได้อภิญญาที่เรียกว่า อภิญญา 5 ชนิด  อันได้แก่ มีตาทิพย์  มีหูทิพย์ เป็นต้น  ขอให้ใช้อภิญญานี้ไปในทางที่ชอบ  เพื่อทางกุศลตามหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงได้เคยใช้มาก่อนเถิด
      การปฏิบัติสมถกรรมฐาน แนว กสิณ ก็จะได้อภิญญา 5 ชนิด และเมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญารู้ ดับกิเลสของตนให้หมดไป  ก็จะพ้นจากการเวียนว่ายจากภพชาตินี้  ได้สู่นิพพาน
      พระนิพพาน คือ ทางดับ ของทุกคน ไม่เกิด ไม่มีขันธ์  ไม่มีรูป    ไม่มีสิ่งใด ๆ ปรากฏ 
      อาตมาขอยืนยัน
      ความรู้ที่อาตมานำมาเทศน์สอนนี้ มีอยู่อย่างชัดเจน ขอให้ทุกคนผู้มีความรู้ เปรียบเทียบได้จากพระไตรปิฎกว่าเป็นจริงเพียงใด  มิใช่สิ่งที่อาตมานำมาเทศน์ลอย ๆ หรอก
      อาตมา อยากจะเทศน์ให้ทุกคนได้เข้าใจเรื่องนี้  โอกาสนี้ อาตมาได้มาเทศน์จนได้ใจความที่อาตมากล่าวไว้  ขอให้ทุกคนไตร่ตรองคำพูดของอาตมา และพิจารณาจนเข้าใจ  ก็จะได้ปัญญาระดับหนึ่งได้
ขอให้ทุกคน มีสุข มีสุข พ้นภัยวิบัตินานา อายุ วรรณะ สุขะ พละ  จงมีแด่
ทุกคน
      เจริญพร...
   


ครั้งที่ 16    วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2548
?พระคุณครู?
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)

      อาตมา หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้  ขอเทศน์ธรรมะให้ทุกคนได้ฟัง ได้รู้
      ?พระคุณครู?  ที่อาตมาอยากจะเทศน์สอนนี้  เชื่อว่า ใครทุกคน ย่อมมีครู เป็นผู้สอนวิชาความรู้ให้  เพื่อไม่ให้เป็นคนโง่เขลากว่าใคร  ครูคนแรกที่ให้ความรู้ นั่นคือ แม่ของเรา และพ่อ  เพราะแม่คือคนที่คุยกับเรา พูดกับเรามาตลอด จนคลอดจากครรภ์
      เมื่อพ่อให้ความรู้ในวิชาที่จะนำมาสร้างตนต่อไปได้  ผู้ให้วิชาถัดมาก็เป็นอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่เราผู้นี้ ย่อมมีความสำคัญรองจาก พ่อ แม่ของเรา
      อาจารย์ ย่อมมีพระคุณสูง หากเราไม่มีอาจารย์  ก็คงไม่อาจมีความรู้ต่าง ๆ ไปได้  ฉะนั้น อาตมาจึงไม่ลืมคุณของครู คนแรกและทุก ๆ คนที่สอนอาตมา
      วันแต่ละวันที่ผ่านไป  ไม่ลืมเลือนจากใจ  นั่นคือ สิ่งที่ทุกคนต้องระลึก เพราะว่า หากไม่มีทุกท่าน เราก็เป็นคนไม่มีปัญญาติดกาย 
      แม้ว่า ทุกคนจะพูดเสมอว่า ข้าพเจ้ามีความรู้ถึงขั้นสูงสุดทางโลก  แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับ พระคุณที่ครูคนแรก ให้กายเนื้อ ให้ชีวิต ให้การเลี้ยงดูเรามาแต่เล็กแต่น้อย ใช่ไหม ?แม่? คือ ผู้มีพระคุณสูงสุด ที่เราควรกตัญญูที่สุด
      อาตมา ไม่เคยลืม ?แม่?  รู้ว่าแม่รักเราแค่ไหน  จึงอดทนเลี้ยงดูเรามาได้ถึงวันนี้   จนเมื่อท่านแก่เฒ่า  เราก็ต้องทำให้ท่านไม่ลำบากใจ หรือทุกข์ใจ  เพราะ ท่านยังรักและห่วงเรามากกว่าใคร  ยิ่งกว่าใคร
      อาตมา อยากจะสอนให้ทุกคน ได้มีปัญญา ไม่ลืมพระคุณแม่ และพ่อ และครู ที่สอนความรู้ให้กับเรา ขอให้ทุกคน ระลึกถึงทุกท่านเสมอเถิด 
      อาตมารู้ว่า ทุกท่านอยากจะ ได้ยิน ได้เห็นลูกทุกคนรักแม่ให้มาก   แม่ทุกคนก็อยากให้ลูกแสดงความรักกับตนเองบ้าง แม้เพียงวันละครั้ง   เราให้ความรักกับคนอื่นได้  แต่ทำไมให้ความรักกับแม่ของเราไม่ได้  ให้ท่านเห็นหน้าด้วยรอยยิ้ม  ยิ้มให้ท่าน ก็ทำให้ท่านมีความสุข
      สุขใดที่จะทำให้แม่สบายใจ ก็จงทำ  สุขใดที่จะทำให้พ่อ ยิ้มได้ ก็ทำ  ความรู้ใดที่ครูสอนให้ นำไปเผยแพร่สอนความรู้ต่อ ก็ทำ  สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำทั้งสิ้น
      อาตมา อยากให้ทุกคน ใตร่ตรอง ด้วยสติ คิดได้ ระลึกเสมอไว้เถิด
      เจริญพร...



ครั้งที่ 17    วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2548
?นักบวช ผู้ครองธรรม?
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)

      อาตมาเป็นสงฆ์ อยากจะสอนผู้ครองธรรมเป็นนักบวช ว่า การถือครองตนเป็นนักบวชนั้น ใช่แต่ว่าจะครองผ้าเหลืองหรอก  จะต้องมีศีลบริสุทธิ์ มิหมองมัว  จะต้องมีเมตตาต่อทุกคนไม่เลือกชั้น  จะต้องรักษาจิตของตนให้สะอาด 
      อาตมายังถือครองเพศนักบวช เป็นสงฆ์  แม้สิ้นไปจากโลกแล้ว  เพราะชื่นชอบในความสงบ  ละวางจากปัญหา ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับปัญหาที่พาทุกข์มาหาตน  จึงได้ออกบวช  ถือความสงบ
      นักบวชผู้มีศีล  ขอให้ระมัดระวังตน  รู้จักครองตนให้สงบ ปล่อยวางจากปัญหา  ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เคร่งในการปฏิบัติ เพื่อให้ได้สำเร็จมรรคธรรม นิพพานดับไป 
      พระพุทธเจ้าทรงเมตตารับทุกคนเป็นผู้ถือบวช เป็นสงฆ์ เป็นผู้สืบพระศาสนาของพระองค์ในยุคนี้   พระองค์ย่อมมีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อท่าน  ท่านจะกตัญญูต่อพระพุทธเจ้าอย่างไร 
      ทุกวัน ทุกเวลาที่ผ่านไป  อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย  เร่งทำความเพียร อย่าคิดฟุ้งในโลภ  หวังอยากจะได้ชื่อเสียง  ละวางจากสิ่งนั้น ๆ ไป เพื่อแสวงหามรรคธรรมเถิด  ทุก ๆ อย่างในโลกนี้ มีอยู่เพื่อให้ผู้คนรู้จัก  แต่อย่ายึดว่าจะอยู่กับเราได้นาน  อีกไม่นาน ก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว
      โลกหน้า ท่านเชื่อหรือไม่ว่ามีจริง  อาตมาเชื่อ เพราะว่าอาตมาได้มาเห็นแล้ว  แต่ท่านที่ไม่เชื่อ อาตมาก็ขอให้ท่านมีความเพียรที่จะปฏิบัติก็พอ  เมื่อใดที่ท่านได้ฌาน มีฤทธิ์สู่ภพภูมิต่าง ๆ ได้ ท่านจะเข้าใจ
      โลกมนุษย์  โลกสวรรค์ โลกนรก  มีอยู่จริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้  ขอให้ท่านเชื่อพระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้เถิด
      ภิกษุ สามเณร คือ ผู้สืบพระศาสนาโดยตรงของพระพุทธเจ้า  อุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้รักษา ถ่ายทอด   และอุปถัมภ์ผู้สืบพระศาสนาให้มีสุขตามสภาวะในเพศบรรพชิต ผู้ถือบวชมิให้ลำบาก  ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อย่ากินแหนงกันว่า ตนเลิศทางชื่อเสียงกว่าใคร   ตนดีกว่าใคร  ตนมีศิษย์นับถือมากล้น  เหล่านี้เป็นเพียงภาวะของบุญที่ปรากฏเท่านั้น  ไม่ใช่จะคงทนได้นาน เหมือนดั่งพระธรรมที่ท่านจะได้ 
      หากท่านแสวงหาสมบัติภายนอก  ก็จะละวางเสีย  ขอให้เร่งค้นธรรม ฝึกธรรมเถิด  ธรรมะของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตาม ได้ผลทุกข้อ  ขอให้ท่านเชื่อ
      ในเวลานี้ พระศาสนา กำลังถึงคราวที่หมู่ผู้นับถือ ไม่เชื่อเรื่องบาป บุญ ภพภูมิสวรรค์ ภูมินรก กันมากเช่นแต่ก่อน   ด้วยไม่ค่อยมีใครได้รู้จัก  หรือปฏิบัติแล้วไปสู่ภูมินั้น ๆ ได้
      หากใครที่ได้ไปเห็นก็จะมีความเชื่อ  หากใครไม่ได้ไปเห็นก็จะไม่เชื่อ  ทั้งนี้ อาตมาว่าไม่แปลกที่ท่านจะไม่เชื่อ  แต่ขออย่าให้ปรามาสว่าธรรมะข้อนี้ ประสบการณ์เรื่องนี้อาจจะไม่จริงเป็นสิ่งลวงหลอกผู้คน   
      อาตมาไม่เคยลวงหลอกให้ท่านต้องมายึด ต้องมาหลง กับสิ่งที่อาตมาพูด  สิ่งที่อาตมาพูด เพื่อต้องการให้ท่านคิด และรู้ว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด  เป็นสิ่งคงทนต่อเวลาที่สุด  แม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วหลายพันปี ก็ยังคงอยู่  พระอรหันต์ก็จะมีต่อไปได้ หากมีผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า
      พระสงฆ์ แม้เป็นพระอริยะ หรือไม่ใช่พระผู้มีธรรมอันเลิศ ก็ยังเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า  ขอให้รักษาเกียรติของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นครูของท่าน  อย่าทำให้พระพุทธเจ้ามัวหมองด้วยการกระทำที่อาจทำให้พระพุทธเจ้าหมองไปได้
      ขอให้สงฆ์ทุกรูป พึงรักษาจิตของตนให้สะอาด  ไม่หมอง  ยังความบริสุทธิ์ในปรากฏในจิตเสมอ  ละเว้นจากกรรมทั้งปวง ฝึกจิตของตนให้บริสุทธิ์  สงบ เข้าสู่นิพพานไปเพื่อความหลุดพ้น  ตามวิถีบุญของทุกคนที่มีมาเถิด
      เจริญพร...



ครั้งที่ 18    วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2548  (วันพระ)
?คนดี หรือ คนชั่ว ที่ได้ดี?
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)

      อาตมา อยากจะสอนทุกคนให้ได้เข้าใจถึงความหมายของ ?คนดี? กับ ?คนชั่ว? ผู้ที่จะได้ดี สองคำนี้ ท่านเชื่อว่าใครจะได้ดี หมายถึง ตายไปแล้วจะได้ไปสู่ภูมิสวรรค์
      อาตมาอยากจะบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ผู้ที่สร้างบุญ จะได้ไปสู่ภพภูมิอันมีสุข   มิได้บอกไว้ว่าผู้ที่ทำชั่วแล้วจะได้ไปสู่สวรรค์ภูมิเลย  ?   นรก? ต่างหาก คือสถานที่ที่คนชั่วจะไปอยู่กัน
      บาปกรรมที่ ?คนชั่ว? สร้างไว้ ให้ผลเมื่อใด  เมื่อนั้นแหละ นรกจะเป็นที่อยู่ของคนทำชั่ว
      คนดี สวรรค์จะมีสถานอันมีสุขให้ท่านอยู่อย่างสำราญสุข มิต้องเดือดร้อนใจเลย  หากหวังจะเยี่ยมญาติพี่น้องเมื่อใด ก็สามารถมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อมาเยี่ยมญาติได้ ตามที่สวรรค์อนุญาตให้มากี่วัน ต้องกลับเวลาใด เพราะมีกฎระเบียบของสวรรค์บ่งไว้ ว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อความเป็นระเบียบของสวรรค์ภูมิ
      นรกนั้น เป็นสถานที่คนชั่วอยู่กัน  อยู่กันอย่างลำบาก  อดอยาก ไม่สบาย ต้องถูกมีด หอก หนามแหลม ไฟนรกเผากาย ทุกข์ทรมาน  วิญญาณที่ตกนรกนั้น ต่างก็รู้ว่าตนทำผิดก็เมื่อตายไปแล้ว  เมื่อมาเจอกับสภาพในนรก  ก็ตกใจกลัวว่าตนจะลำบาก  ทุกข์ทรมานสาหัส   นรก มิได้เป็นสถานที่สุขสบาย ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นจริง ๆ
      อาตมา อยากจะสอนทุกคนให้ได้รู้ และเชื่อความจริงเรื่องภพภูมิ  เพราะสิ่งนี้ มีอยู่ในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้  มิอาจปฏิเสธได้ ว่า
3610  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / ธรรมะจากพระสงฆ์ผู้เจริญธรรม ตอนที่ 9-13 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 01:35:56 PM
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
         
                ต้องขอขอบพระคุณผู้ รวบรวบเอาไว้ คือ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชัยชนะกิจพงษ์  Smiley

                 cpongwuth@yahoo.com หรือ MSN - pong_wuth@hotmail.com

จาก เว็บมาสเตอร์ เว็บธรรมะพุทธองค์  เพื่อนบ้านเราจากเว็บ http://kasin.saiyaithai.org เป็นอย่างสูงครับ

สำหรับผมเอง นายวัฒนชัย เก๊ํกฮั้ว เพิ่งเริ่มหัดนั่งสมาธิแนวกสิณ ได้ไม่นาน เพื่อต้องการที่จะ พิสูจน์ว่า นรก และ

สวรรค์ จะมีอยู่จริงหรือไม่ และอีกเหตุผล 1 คือต้องการจะไปเยี่ยมญาติ บนสวรรค์ จึงได้เริ่มหัดนั่ง ซึ่งถ้าหากเพื่อน

มีข้อสงสัย อะไรก็สามารถ แอด MSN : golfreeze@packetlove.com  ได้น่ะครับ หรือจะศึกษาจาก กระทู้ใน บอร์ด

แห่งนี้ ก็ได้ ขอบพระคุณอย่างสูง ครับ  Wink

ในส่วนนี้ อยากให้ทุกท่านได้ อ่านเพื่อเป็นเรื่องแง่คิดในการทำความดี ทำบุญ เพื่อดำรงชีวิืตของท่านด้วยความสุข สบาย

ถ้าหาก มีข้อผิดพลาด ณ จุดใด ทางผู้จัดก็ขอ อภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยน่ะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ครั้งที่ 9   วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
?อธิษฐานกรรม?
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)

      การ ?อธิษฐานกรรม? คือ การสร้างอธิษฐานวาจาต่อบุญกุศลที่ตนได้สร้างขึ้น เพื่อต้องการให้บุญนี้บรรลุผลอย่างไร  ให้ชัดแจ้งต่อไป  พญายมราช      องค์อัมรินทร์ราธิราชผู้เป็นใหญ่แห่งสามภพ จะรู้ในการอธิษฐานที่ผู้อธิษฐานกำหนดจิตปรารถนาบุญที่กระทำ และเป็นสักขีพยานให้รับรู้
      ผู้ที่ได้เคยสร้างบุญในอดีต  ได้เคยอธิษฐานวาจาต่อมหาราชของสวรรค์ ผู้ดูแลบัญชีบุญบาปของสัตว์โลก  ได้มีอธิษฐานสัจจะอย่างไร  มีบันทึกไว้เสมอ
      ดังนั้น การอธิษฐานกรรมของผู้สร้างกรรม  จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อบุญที่กระทำไว้   
      การที่จะได้บรรุลผลของบุญอย่างไร  ผู้ฟัง (โยม) จะต้องรู้จักการอธิษฐานอย่างมีวิธี  มิใช่ไม่อธิษฐาน แล้วพญายมจะดำเนินการให้ผู้ฟัง (โยม) ได้เสมอทั้งหมด  เจตนาของผู้ฟัง (โยม) คือสิ่งจำเป็นที่สุด  บุญนั้น จึงจะสนองได้ตรงและถูกต้อง
      การอธิษฐานกรรม ทุก ๆ ครั้ง จึงจำเป็นอย่างมาก  อาตมาได้เคยแนะนำการอธิษฐานบุญกุศลไว้ ที่ (ผู้รวบรวบ) ได้พิมพ์เป็นหนังสือไว้เล่มหนึ่ง * ให้ศึกษาตามก็จะเข้าใจได้ ตามตัวอย่างที่อาตมาสอนไว้ได้
      เจริญพร...

(* หนังสือ ?อธิษฐานวจนะ? ? ผู้รวบรวม)
ครั้งที่ 10    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
?ผลแห่งบุญ?
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)

      ?ผลแห่งบุญ? คือ สิ่งที่สนองให้ความสุขแก่ทุกคน  ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง  ทุกข์ยากลำบาก ประสบปัญหาชีวิต ก็ด้วยหนี้กรรมแต่อดีตที่ทำไว้  จึงบันดาลชีวิตจนต้องทุกข์ลำเค็ญ  ไม่มีสุขในเวลาปัจจุบัน
      จงสร้างกุศลไว้เถิด  อนาคตเมื่อบุญกุศลสนองแล้ว  จะมีสุขได้ตามควรแก่กำลังบุญ
      ทุกคนจงเชื่อว่า บุญนี้แหละ จะนำสุขมาให้  ไม่มีใครที่สร้างบาปแล้วจะได้รับความสุข   มีแต่การสร้างบุญ จึงจะพบสุข   บาปจะนำทางให้ตนต้องทุกข์ลำเค็ญ
      เจริญพร...

ครั้งที่ 11    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
?กำลังใจ?
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)

      ?กำลังใจ?   อาตมาเป็นพระภิกษุ ที่เมตตาสงสารผู้อื่นอย่างมาก  สงสารผู้ที่ทำดีเสมอ  มีจิตเมตตา  ไม่ชอบบุคคลที่ทำตัวไม่ดี  สร้างความทุกข์แก่ผู้อื่น
      การสอนของอาตมานี้   เป็นคำสอนที่มาจากใจอาตมา  อาตมามีธรรมะมาให้ผู้ฟัง (โยม) ได้รับรู้ว่า การทำดีของตนเอง จะนำทางสุขมาให้  ไม่ใช่การสร้างบาป หรือหนทางที่มิชอบหรอกนะ
      อาตมา ไม่ชอบคนทำผิดแล้วแก้ตัว   ไม่ชอบคนทำดีเอาหน้า  อยากมีชื่อเสียง  มั่งมี โดยโกงกินชาติ  คดโกงเงินทองจนร่ำรวย  เหยียบย่ำผู้อื่นให้จม แล้วตนเองสบาย  คนแบบนี้ อาตมาไม่ชอบหรอก
      หากใครนับถืออาตมา ก็จงรักษาความดีต่อไป  อย่าทำชั่ว เชื่อเรื่องบุญ ที่อาตมาสอน  จะนำสุขให้ ผู้ฟัง (โยม) แน่นอน
      เจริญพร...


ครั้งที่ 12    วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2548
?บุญ และ บาปของคน?
(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท )

      ทุกคนมีที่มา คือ มาเกิดอยู่ในโลก เป็นมนุษย์ มีสังขาร มีทุกข์ ก็ด้วยกิเลสของตนเองแท้ ๆ เทียว  ด้วยจิตตนเองนั้นเกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดความอยากที่จะมี คิดที่จะเป็นสิ่งต่าง ๆ จึงได้มามีสังขารเป็นมนุษย์  มีความแตกต่างกันไปตามกุศล และกรรมของทุกคน
      ในอดีตของทุกคน ก่อนจะได้มาเกิดนั้น  อาจจะมีผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของอธิษฐานกรรม     หรือคิดไปว่า สิ่งที่ตนเองดำริไว้นั้น จะทำให้ตนเองต้องมาเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกแห่งนี้
      อาตมา อยากจะเทศน์สอนให้ทุกคนได้เข้าใจอีก  การเกิดของมนุษย์ นั้น มีทางไม่เกิดก็มี ด้วยการทำความดีให้มาก  หมดสิ้นกรรม และหนี้แห่งกรรมที่ตนเองก่อขึ้น  เมื่อนั้น ตนเองก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ราคีมัวหมองให้หมองเศร้า  ไม่มีกิเลสนี้อาตมาอธิบายว่า ผู้ที่ดับกิเลสอย่างหมดสิ้นแล้ว นั่นหล่ะ จึงได้ได้ชื่อว่า ?พระอรหันต์?
      ทุก ๆ คน อยากจะพ้นทุกข์  หวังให้ตนเองไม่เกิด  แต่ด้วยอำนาจจิตที่ตนเองยังไม่หลุดพ้นจากขันธ์ กิเลส ความอยากที่ตนเองปรุงไว้  อธิษฐานไว้ก็มี  จึงได้บันดาลให้ตนเองต้องวนเวียนอยู่ในโลกทั้งสาม นรก สวรรค์ และมนุษย์   สามโลกนี้ไม่สิ้นสุด  จนกว่าจะพ้นไปได้ ด้วยการหมดกิเลส
      อาตมา ขอเจริญพร อยากให้ทุกคน ละวางสิ่งที่เป็นความอยากเสียเถิด  ละวางสิ่งที่ยั่วยุทุกคนให้ โลภ ให้ทุกข์  เพื่อตนเองจะได้หมดสิ้นความต้องการชั่วคราว เพื่อความสุขที่ไม่ใช่ทางอันหลุดพ้นโดยแท้
      การปฏิบัติธรรม อย่างหลุดพ้น ก็ต้องมีปัญญา ดับจิตที่ตนเองมีกิเลสครองอยู่  มีดวงตาอันเกิดจากปัญญารู้ด้วยตนเอง  ด้วยการเจริญธรรม  รู้ด้วยบุญและอธิษฐานบุญของตนเองเพื่อทางหลุดพ้นว่า ?ตนเอง จะขอปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น?
      อธิษฐานธรรมนี้ จะเป็นสิ่งนำพาทุกคน ให้ได้พบกับพระธรรมอันเลิศยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้
      พระไตรปิฎก มีอยู่ในโลก  มีให้ศึกษาได้อย่างกระจ่าง  ขอให้ทุกคน จงเปิดอ่าน และศึกษาตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดไว้เถิด
      อาตมา อยากจะขอให้ทุกคน เชื่อในเรื่องพระธรรม อันบริสุทธิ์นี้  จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า   ด้วยว่าสิ่งนี้เป็นพระธรรมอันบริสุทธิ์อันเลิศยิ่ง
      การจะพ้นทุกข์ไปได้ ก็ต้องมี การเจริญกรรมฐานเสียก่อน ตามลำดับ ให้ปฏิบัติตามพุทธวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติไว้แต่ในอดีต  และอธิษฐานขอให้ตนได้รู้พระธรรมอันเลิศตามพระพุทธเจ้า  หลุดพ้นทุกข์ตามไป  ดับกิเลสแห่งตนให้หมดสิ้น  ปัญญาสิ่งรู้แจ้งก็จะปรากฏแก่ทุกคนผู้มีธรรม ในบัดนั้น
      ขอให้ทุกคน เชื่อ และยึดถือปฏิบัติตามพระไตรปิฎกเถิด
      ขอเจริญพร...

     
ครั้งที่ 13    วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2548
?การปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ?
(หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ต.วังตะโก อ.โพทะเล จ.พิจิตร)

      อาตมา หลวงพ่อเงิน แห่งวัดบางคลาน  จ.พิจิตร ขอเทศนาทุกคนให้ได้รู้เรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ     ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในพระไตรปิฎกอันเป็นพระธรรมอันเลิศที่สุดของพระพุทธเจ้า
      การปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ นี้ จะต้องมีจิตที่นิ่ง และสงบ เสียก่อน และปฏิบัติอย่างพากเพียร ก็จะมีฤทธิ์อภิญญาเกิดขึ้นตามวิถีแห่งจิตของตนเอง  หากใครปรารถนาจะมีฤทธิ์ ด้วยเพื่อจะได้รู้ว่า อภิญญาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่าง ๆ นั้น สามารถกระทำได้จริงหรือ  ก็ให้ปฏิบัติแนววิธี การเพ่งกสิณ ก็จะได้ฤทธิ์  สามารถมีอภิญญายิ่งได้ ไม่ยาก
      ขอให้ทุกคน มีความตั้งใจ ที่จะปฏิบัติ  ไม่ท้อถอย  ไม่หยุด  เร่งทำต่อไป  อาตมา เจริญอำนาจจิตจนแข็งแกร่ง จึงได้มีอภิญญาทางจิต มีวิชาความรู้   แม้หนทางการปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อมีฤทธิ์นี้  ผู้ปฏิบัติมีฤทธิ์มากมายแค่ไหน  ก็ยังต้องครองตนอย่างผู้เจริญธรรมไว้เสมอ  เพื่อรักษาอำนาจจิตอันมีฤทธิ์นี้ให้คงอยู่   หากปฏิบัติไม่ครองตนอย่างถูกต้อง  ละวางอารมณ์สงบ  ปล่อยจิตตนเองให้ลุ่มหลงกับสิ่งหมองทุกข์ต่าง ๆ ฌานก็จะขาด และอภิญญาก็จะไม่เกิดได้
      แนวทางวิธีการปฏิบัติกรรมฐานนี้ ขอให้ทุกคนเร่งปฏิบัติ  ก็จะสำเร็จกสิณอภิญญาได้
      ในอดีตพระเถรานุเถระผู้มีชื่อเสียง อันมี พระสารีบุตร หรือพระอานนท์ ก็ยังมีฤทธิ์  ด้วยพระเถระผู้ปฏิบัติธรรม มีความตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง และอดทนต่ออำนาจของมารจิต กิเลสจิตที่คอยมากระทบจิตใจให้หมองทุกข์ มัวหมอง  พระเถระผู้ปฏิบัติธรรม  จึงได้เจริญกรรมฐาน ให้จิตตนเองเกิดอภิญญา เพื่อป้องกันมิให้จิตตนเองพ่ายแพ้ต่อกิเลสมาร และรูปขันธ์มาร เทพบุตรมาร ผู้มาก่อกวนจนมิอาจครองตนได้   การมีฤทธิ์นี้ ก็ด้วยรักษาขันธ์ และจิตตนเองให้ดำรงธรรมได้อยู่อย่างสงบ  เพื่อความพ้นทุกข์ในปลายทาง   มิใช่เพื่ออวดผู้ใดหรือแสดงฤทธิ์แข่งกับผู้ใดเลย
      แม้พระพุทธเจ้า ก็ทรงมีฤทธิ์  มีอภิญญา ก็ด้วยมีพระปัญญาในการใช้ฤทธิ์อย่างมีสติ  มีพระปัญญาในการใช้     การใช้ฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าได้ใช้เพื่อโปรดทุกคนให้พ้นทุกข์  มิใช่โอ้อวดว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว ประเสริฐเลิศที่สุด   แต่พระองค์ทรงใช้ฤทธิ์อภิญญาไปด้วยปัญญาสติ มีความรู้ มีหนทางที่จะเทศน์สอนในภายหลังเมื่อผู้นั้นเห็นอัศจรรย์ของการแสดงที่พระองค์กระทำ       เหมือนดั่งเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงได้โปรดต่อองคุลิมาลครานั้น   องคุลิมาลก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูง เป็นพระพุทธสาวก อย่างสงบนิ่ง ด้วยอิทธิฤทธิ์ที่พระพุทธเจ้าได้ใช้เพื่อโปรดองคุลิมาลให้มาเป็นศิษย์  ด้วยหวังจะเทศน์สอนให้ปฏิบัติธรรม  มิให้ฆ่าผู้คนจนมากมายไปกว่านี้
      ตัวอย่างนี้  อาตมานำมาเทศน์ เพื่อบอกทุกคนที่เคยพูด หรือเข้าใจการปฏิบัติกรรมฐาน แนวกสิณ อย่างไม่ถูกต้อง ให้มีความรู้ที่เข้าใจดีขึ้น และชัดแจ้งขึ้น  ทุก ๆ คน มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์ไปได้  แต่ก็ต้องมีความศรัทธาในพระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า  เมื่อนั้นบารมีที่เคยสร้างไว้ ก็จะช่วยเหลือให้ผู้นั้นมีปัญญาเกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญกรรมฐาน
      อาตมา มิได้ละวางกรรมฐานเลย  แม้เป็นพรหม เป็นสงฆ์บนชั้นพรหมโลกแห่งนี้ ก็ยังได้ใช้กรรมฐานนี้ช่วยเหลือศิษย์ของอาตมาในโลกเสมอ  ด้วยเป็นห่วงศิษย์ของอาตมา  หากอาตมาไม่ช่วยแล้วเขาก็จะมีภัยได้
      อาตมาเป็นพระที่มีเมตตา  มิใช่ผู้วางเฉยต่อทุกข์ของศิษย์  อาตมายังมีความห่วงใยอย่างมากในโลก ห่วงวัดที่อาตมาเคยเป็นเจ้าอาวาส  ห่วงภารกิจต่าง ๆ ที่อาตมาเคยสร้างไว้ในอดีต   แต่ภาระนี้มีเจ้าอาวาสรูปใหม่ดูแลแล้ว  สิ่งที่อาตมากระทำเวลานี้ก็คือ คอยสอดส่องดูแลศิษย์ของอาตมาให้ปลอดภัย  มิให้ถูกมาร เทพบุตรที่มีใจหยาบกระด้าง คอยแกล้งมิให้มนุษย์ปฏิบัติ ด้วยมิอยากให้มาได้ดีกว่าตน
      ในโลกเวลานี้ มารได้มาสู่โลกมากมาย ด้วยพยายามหลอกมนุษย์ว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ก็มี เป็นเทพ หรือพรหมผู้มีชื่อเสียงมาคอยช่วยเหลือ   เหล่ามารพวกนี้มีจิตต่ำ ที่จะคอยกันมนุษย์ไม่ให้ดีกว่าตนเอง  จึงได้สร้างบริวารไว้มากมายนับมิถ้วนทีเดียว  บนสวรรค์เวลานี้
      อาตมาเป็นสงฆ์ มีเมตตา  เคยได้พยายามเทศน์สอนเหล่ามารพวกนี้ ก็ถูกพวกมาร พญามารกลั่นแกล้งจนมิอาจทนได้  ต้องใช้ฤทธิ์ที่มีขัดขวาง กำราบจนแพ้พ่าย  แต่เหล่ามารก็ยังดำเนินการเพื่อที่จะหลอกลวงมนุษย์ให้หลงเชื่อไปต่าง ๆ
      บริวารของมาร จะคอยดลใจผู้ที่มารสถิตย์ หรือดูแลไว้ มิให้ทำความดีอย่างถูกต้อง  ให้ปฏิบัติในวิธีที่ไม่ถูกต้อง  เพื่อมิให้มนุษย์มีอำนาจใหญ่ขึ้น ดีขึ้นไปกว่านี้   เวลานี้เหล่ามารพยายามขัดความผู้ทำดี  ต้องการยิ่งใหญ่กว่าองค์อินทราธิราชเจ้า ผู้ครองสวรรค์   ได้ให้เหล่ามารทั้งหลายรุกรานแดนสวรรค์ จนเทพบุตรนักรบล้มหาย ดับไปจากสวรรค์เยอะแยะ
      อาตมา อยากจะเปิดเผยเรื่องนี้ให้มนุษย์ได้เข้าใจ ถึงความจริงบ้าง  ไม่อยากให้หลงเชื่อสิ่งที่มารคอยหลอน คอยสร้างภาพหลอนไว้
      มนุษย์ มีโอกาสที่จะสำเร็จธรรมได้ทุกคน   มีโอกาสที่จะได้ปัญญารู้ตามพระพุทธเจ้า  มีโอกาสที่จะชนะกิเลสของตนเอง  หมดทุกข์ ไม่เกิด ไม่มีขันธ์  ไม่มีกิเลสได้เช่นกัน
      หนทางวิธีปฏิบัตินี้ ก็ต้องเจริญกรรมฐานจนได้ความรู้แจ้งตามพระพุทธเจ้า  ก็จะชนะกิเลสมาร มารเทพไปได้อย่างบริสุทธิ์
      เจริญพร...

***************************************************************************
3611  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / ธรรมะจากพระสงฆ์ผู้เจริญธรรม ตอนที่ 1-8 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2007, 11:50:58 AM

                ต้องขอขอบพระคุณผู้ รวบรวบเอาไว้ คือ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชัยชนะกิจพงษ์  ยิ้ม

                 cpongwuth@yahoo.com หรือ MSN - pong_wuth@hotmail.com

จาก เว็บมาสเตอร์ เว็บธรรมะพุทธองค์  เพื่อนบ้านเราจากเว็บ http://kasin.saiyaithai.org เป็นอย่างสูงครับ

สำหรับผมเอง นายวัฒนชัย เก๊ํกฮั้ว เพิ่งเริ่มหัดนั่งสมาธิแนวกสิณ ได้ไม่นาน เพื่อต้องการที่จะ พิสูจน์ว่า นรก และ

สวรรค์ จะมีอยู่จริงหรือไม่ และอีกเหตุผล 1 คือต้องการจะไปเยี่ยมญาติ บนสวรรค์ จึงได้เริ่มหัดนั่ง ซึ่งถ้าหากเพื่อน

มีข้อสงสัย อะไรก็สามารถ แอด MSN : golfreeze@packetlove.com  ได้น่ะครับ หรือจะศึกษาจาก กระทู้ใน บอร์ด

แห่งนี้ ก็ได้ ขอบพระคุณอย่างสูง ครับ  ยิ้มเท่ห์

ในส่วนนี้ อยากให้ทุกท่านได้ อ่านเพื่อเป็นเรื่องแง่คิดในการทำความดี ทำบุญ เพื่อดำรงชีวิืตของท่านด้วยความสุข สบาย

ถ้าหาก มีข้อผิดพลาด ณ จุดใด ทางผู้จัดก็ขอ อภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยน่ะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ครั้งที่ 1    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
ความกตัญญู
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)


      เมื่อคนเราเกิดมา มีพ่อแม่ให้กำเนิด  สอนเรามาตั้งแต่เรายังเล็ก  จนเติบใหญ่  ในอดีตที่ผ่านมานั้น  เราได้เคยทดแทนพระคุณพ่อแม่แค่ไหน ขอให้คิดดูเถิด
      ยามนี้เมื่อเราได้มีความเจริญเป็นผู้ใหญ่ มั่งมีทรัพย์แล้ว  เหลียวแลพ่อแม่ หรือเปล่า   ต่อไปภายหน้าเราก็ต้องแก่เฒ่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งใช่ไหม
      ฉะนั้น  ขอให้ทุกท่าน จงตรึกนึกคิด
      ความกตัญญู ที่มนุษย์ทุกคนควรมีนี้  ควรมีอยู่ในสำนึกจากจิตใจที่ดีของตนเอง ที่มีให้ต่อผู้มีพระคุณยิ่ง ได้แก่ พ่อ แม่ของตนเอง  ขอให้รู้ไว้ว่า โลกมนุษย์ ได้มีพระธรรมอันเลิศของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศน์โปรดให้มนุษย์ได้หลุดพ้นทุกข์  ก็ขอให้ทุก ๆ คนใฝ่รู้ พากเพียร  มีความขยัน ตั้งใจทำความดีเสมอ    บุญแห่งความดีนี้ จะรักษาตน  นำพาตน ไปสู่แดนอันมีสุขได้
      ขอให้ทุกท่าน จงตั้งใจทำความดี  มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ อย่างมากที่สุด สมกับผู้ที่ได้ชื่อว่า ?ลูกกตัญญู?
      เจริญพร...
   


ครั้งที่ 2    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
มนุษย์โลก ควรทำความดี
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)


      โลกมนุษย์นี้ มีการทำความดีอยู่มาก  แต่ไม่ทุกคน เพราะว่า คนเรานั้น ไม่เชื่อผลของกรรมดี  แต่มักทำความผิดที่ทำให้ตนเองมีสุข เช่น โกงเงินทอง จนร่ำรวย อย่างมีหน้ามีตา  มีความสุขสบาย  ลูกหลานสร้างความเดือดร้อนแก่บุพการีของตนเอง   โกงแผ่นดิน  โกงประเทศ  กินสินบน มีอยู่มาก   
      หากท่านจะคิดให้ดีถึงเรื่องนี้  จะมองเห็นว่ามีอยู่ทั่ว   อาตมาจากโลกมนุษย์มานานหลายร้อยปี  จนไม่อยากมาโลกมนุษย์   แต่ก็ยังมีจิตเมตตา เตือนสติมนุษย์ให้รู้จักคิดทำความดี  สอนให้มนุษย์กลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่  สร้างความดี  ทำความดีให้เพิ่มพูนมากกว่าการกระทำชั่ว  เพราะทำชั่วแล้ว จะพาให้ตนทุกข์มหันต์เมื่อสิ้นจากมนุษย์ คือ ?หมดบุญ? ในชาติภพนี้   
      บาปกรรม นี้แหละจะฉุดให้ท่านฝังตนในนรก อย่างทรมานสาหัส  ร้องเรียกให้ญาติช่วย เขาก็ไม่รู้  ญาติทำบุญมาให้ก็เพียงบางวัน 
      เราต้องสร้างกรรมดีของเราเอง  อย่าลืมตัว  อย่าโกงกิน สร้างความเดือดร้อนแก่ชาติ  ทุกวันนี้มีให้เห็นหลายคน ทั้งบุคคลที่เคยทำความดี แต่มาหลงผิด เพราะกระแสเงินตราบังตา  หวังอยากจะร่ำรวย  สร้างอิทธิพลมากขึ้น  เพราะอยากจะครองอำนาจกัน
      เจริญพร...



ครั้งที่ 3    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
ลืมตัว ลืมความดี
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)


      อาตมาอยากจะสอนให้ทุกคนได้คิดว่า โลกมนุษย์นี้ อยู่เพื่อสร้างความดี  มิใช่เพื่อกอบโกยความสุข จนลืมบุญกุศล
      บุญ และ กรรม คือสิ่งที่ท่านจะเก็บไว้ต่อไปในภายหน้า  สุขหรือทุกข์ ท่านเลือกเอง  ชาตินี้สุขเพราะบุญเก่าหนุนส่ง  กรรมที่ทำชาตินี้ก็ต้องรับใหม่กันต่อไป
      หวังว่า สิ่งที่อาตมาสอนท่านนี้  ท่านจะนำไปคิดเตือนสติตนเอง บอกแก่ผู้อื่นให้เชื่อ 
      เจริญพร



ครั้งที่ 4    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
ศาสนาพุทธ
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)


      พระพุทธศาสนาในเมืองไทย  มีอยู่หลายนิกาย  แต่ก็ไม่มีแนวใดที่จะบอกว่า ทำชั่วแล้วอยู่อย่างสุขสบาย ใช่หรือไม่  ทำดีแล้วมีสุขต่างหาก คือสิ่งที่สอน   จริงไหม   อาตมา เตือนสติท่านให้คิด
      ในภายหน้า เมื่ออาตมาจะได้มาสู่โลกมนุษย์อีก  ก็อีกนาน ก็เพื่อบรรลุธรรมเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้าในกัปหนึ่งข้างหน้าต่อไป  เมื่อนั้นธรรมะที่อาตมาได้นำมาสอนนั้น จะเหมือนกับธรรมะที่สอนอยู่เวลานี้ทุกอย่าง  เพราะสิ่งที่รู้นั้น เป็นพระธรรมอันบริสุทธิ์ที่อาตมาจะค้นพบ และบรรลุธรรมข้างหน้า
      ญาติโยมที่เคยเกี่ยวพันอธิษฐานร่วมกัน ก็จะได้เกิดในสมัยนั้น และเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าในยุคนั้น คือ อาตมา
      อาตมา คือ หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี  ได้สอนคำสอนนี้แก่ผู้ฟัง (คือ ผู้รวบรวม) เพื่อนำมาบอกกล่าวแก่ทุกท่านให้ได้รู้ 
      เจริญพร....


      
ครั้งที่ 5    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
หนี้กรรม
(คำสอนจาก หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี)


      นรกภูมิ เต็มไปด้วยคนชั่ว ก็เพราะว่า มนุษย์ กล้าทำบาปกัน  ไม่คิดว่า เมื่อตายไป จะต้องตกนรก รับทุกขเวทนาแค่ไหน 
      นานมาแล้ว ณ ชาติภพสมัยหนึ่ง  คนทำความดีกันมาก ไม่กล้าทำชั่วกันนัก สมัยนั้นโลกสุขสงบ  เพราะทุกคนเกรงตกนรกรับกรรมกันมาก  เพราะมีพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเทศน์โปรดให้ได้รู้  เตือนสติ ให้ได้คิดและเชื่อเรื่องนี้
      โลกสวรรค์ จึงมากด้วยพระพรหม ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน และเหล่าเทพบุตร เทพธิดา หมู่เทพนานา นับได้มากมหาศาลทีเดียว
      แต่ปัจจุบัน โลกสวรรค์ มีเทพบุตร เทพธิดา พระพรหม น้อยมาก ก็เพราะว่า มนุษย์ไม่รู้ว่า โลกนี้มีอยู่  สวรรค์มี  นรกก็มี
      นรกนั้นทุกข์แค่ไหน  ถ้าหากผู้ได้ปฏิบัติสมถกรรมฐาน  ก็จะรู้ได้ว่า นรก นั้นทุกข์ทรมาน และสวรรค์มีความสุขมาก ชั้นพรหม และอรูปพรหมเป็นเช่นไร
      สวรรค์นั้น อยู่ห่างจากศีรษะมนุษย์เหนือขึ้นไปหลายกิโลเมตร  มีทิพย์วิมานอันมีสุขสบาย  มีดนตรีขับกล่อม รื่นเริง  มีเทพบุตร เทพธิดาร่ายรำ เล่นดนตรี อย่างมีความสุขที่สุด  ไม่อยากกลับมาเกิดในโลกมนุษย์
      ส่วนคนที่รับกรรมในนรกนั้นเล่า ก็ลำบากที่สุด  ส่งเสียงโอดครวญนานา ร้องไห้อย่างน่าสงสาร ก็เพราะกรรมที่เขากระทำขึ้นเอง  ไม่มีใครบังคับเขาทำ  เพราะใจสั่งตนเองแท้ทีเดียว นี่แหละทุกข์อีกแบบหนึ่งที่มนุษย์ไม่ค่อยรู้ว่ามีอยู่
      เจริญพร....



ครั้งที่ 6    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
ดอกบัวปัญญา
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)


      ดอกบัวปัญญา  หมายถึง ดอกบัวของผู้มีบุญ ที่สร้างขึ้นด้วยปัญญา  อาตมาได้มาเทศน์ครั้งนี้ ดีใจยิ่ง เพราะ (ผู้รวบรวม) ได้ขอให้อาตมาเทศน์สอนแก่มนุษย์ ก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้ว่า คำสอนที่รวบรวมไว้นี้  ต้องการให้ท่านมีปัญญา รู้แจ้ง มีความสว่างแก่ตนเองด้วยปัญญา
      อาตมา คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ กรุงเทพมหานคร ได้มาเทศน์สอน ก็เพื่อหวังให้ผู้ฟัง ได้คิด ได้จำ และปฏิบัติตาม 
      ในอดีตอาตมาเคยมาในโลกมนุษย์ มาเป็นหลวงพ่อโต สมเด็จฯ (โต) ของท่าน  เป็นพระนักปฏิบัติ  เทศน์โปรดโยมอุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายเสมอในสมัยอดีต  แต่เมื่อไร้สังขาร  อาตมาก็ไม่มีเสียงเทศน์ให้ผู้ฟังได้ยินอีก  ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่อาตมาจะเทศน์ได้ยาว เพื่อให้ผู้ฟัง (โยม) ทั้งหลายได้ฟังกัน
      อาตมา อยากจะให้ผู้ฟัง (โยม) รู้จักธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่สอนว่า การทำความดี ทำได้ทุกแห่ง เชื่อไหม....
      อาตมานี้ เกิดมา ทำความดี  ไม่กล้าทำชั่ว  เพราะเกรงบาป  แต่มนุษย์อย่างผู้ฟัง (โยม) ไม่เหมือนอาตมา เพราะกิน และถ่ายกัน แล้วก็มีทำกันให้มีลูกอย่างพิสดาร จนน่าอายจริง ๆ 
      อาตมา เทศน์ตรง ๆ เพราะอยากให้ผู้ฟัง (โยม) ละอายกันว่า สมัยอดีตนั้น ไม่มีวิธีพิสดารขนาดนี้  เกรงฟ้าดินจะลงโทษ  เกรงบาปเกรงกรรม  แต่ผู้กระทำสมัยปัจจุบัน ลืมคิดกันว่า ผีมีอยู่ทั่ว  วิญญาณมีอยู่มาก  เทพเบื่อมนุษย์ เพราะโลกีย์มนุษย์ ราคะมนุษย์จัด   เหม็นราคะ  ไม่มีศีลห้าที่บริสุทธิ์   กระทำชั่วกันอย่างลืมตัว  สร้างกรรมกันจนตกนรกกัน จนพื้นที่ในนรกแออัดทีเดียว
      มนุษย์สมัยนี้  รู้กันว่า โกงแล้วรวย  ทำบาปแล้วมีหน้าตา  กินสินบน  กินเงินทองแผ่นดิน  บาปมาก ๆ ตายแล้วต้องเป็นเปรต ถูกไฟเผาอีกหลายชาติ  ต้องรับกรรมอย่างทรมาน  เชื่อไหม
      อาตมานี้ คิดเสมอว่า หากไม่สงสารคนดี ๆ ในโลกที่ยังมีอยู่  ก็อยากจะอยู่สวรรค์ชั้นพรหมเท่านั้น  ปฏิบัติธรรมสร้างความเพียร เพื่อความพ้นทุกข์
      มนุษย์ ถ้ารู้จักคิด รู้จักว่า บาป ที่ทำขึ้นแล้ว ให้โทษเพียงไร  จะได้ทำบาปน้อยลง  คนชั่วก็น้อยลง
      อาตมา ปลงสังเวชอย่างมาก ที่ได้รู้ว่าคนทำชั่วกันมากขึ้น  ละอายที่สุด ที่รู้ว่า พระทำบาป  ทำบัดสีขึ้น  อายมากที่จะบอก อาตมาก็เป็นพระ  แต่คนละรูป กับผู้ที่ห่มเหลืองจอมปลอม ลวงคนอื่นว่าตนมีศีล อนาถแท้
      เจริญพร...



ครั้งที่ 7    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
บ่อแห่งบาป
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)


      ?บ่อแห่งบาป? คือ นรกภูมิ ที่คนชั่วต้องไปรับกรรมอย่างทุกข์ทรมาน 
      อาตมา ต้องการสอนให้ผู้ฟัง (โยม) ได้รู้ว่า โทษของการรับกรรมนั้นสาหัสที่สุด ไม่สบาย แต่ทุกข์มาก
      หากผู้ฟัง (โยม) ต้องการรู้ว่านรกนั้นอยู่อย่างไร ก็จงปฏิบัติสมถกรรมฐาน ก็จะได้รู้ว่านรกนั้นมีสภาพเช่นไร 
      โลกสวรรค์ นั้น ต่างกับนรก ก็คือ ความสุข และ ความทุกข์  ผู้ฟัง (โยม) จะเลือกไปอยู่ที่ใด ก็เลือกได้   อาตมา ไม่อยากไปนรก  จึงไม่ทำชั่ว  ทุกวันนี้ อาตมา ต้องมาสอนความรู้แก่เหล่าสัตว์ในนรก ในวันที่มีการเชิญจากพญายมให้อาตมาโปรดสัตว์ ที่เป็นคนไทย  ให้รู้จักการทำความดี  ได้เทศน์สอน อบรมความรู้ เพื่อให้วิญญาณบาปรู้จักกุศล  มีจิตใจสะอาดขึ้น 
      อาตมาจะสอนเขาเรื่อง หนี้กรรม ผลแห่งกรรม ที่เขากระทำว่า บาปที่ทำแล้วนั้น จงอย่าเสียใจ  ทุกคนมีบาป จึงต้องมารับกรรมในนรก  แต่เมื่อสิ้นกรรมแล้ว จะได้ไปเกิดใหม่ตามกรรมของตนเองทุกคน  ไม่มีการลงทัณฑ์อย่างหนักแบบนี้ 
      ในนรกนั้น มีหลายเชื้อชาติ มี ไทย จีน แขก ญวน เวียดนาม ทุกชาติ หรือแม้แต่ฝรั่งมังค่า ก็มีทั้งหมด หัวแดง หัวดำ มีอยู่มาก  แต่ทุกคนก็ต้องรับกรรม       ทุกคนสีหน้าอมทุกข์   มารู้ตัวก็เมื่อสาย   
      อาตมาลงนรกไปโปรดเขา      ก็เพราะสงสาร อยากช่วยสอนธรรมะแก่สัตว์นรกให้รู้จักสร้างความดีต่อไปในภพใหม่  ลืมความทุกข์สาหัสนี้ไป
      เจริญพร...


ครั้งที่ 8    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548
บุญกรรมฐาน
(คำสอนจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร)


      ?บุญกรรมฐาน? คือ บุญแห่งการทำจิตสงบ  ไม่ใช่บุญแห่งการกำหนดจิตตามอารมณ์จนฟุ้ง ที่เรียกว่า การนึกคิดไปเอง
      ผู้ที่ปฏิบัติได้ข้อนี้ จะเข้าใจว่า การทำจิตสงบนั้น จะต้องมีอารมณ์นิ่ง ไม่ฟุ้งอารมณ์   มีจิตสงบนิ่ง  มีจิตใจเป็นเอก สงัดจากความฟุ้งต่าง ๆ  ไร้สิ่งปรุง นี่แหละจึงจะเกิดบุญขึ้นได้
      ทุกคนที่ปฏิบัตินั้น จะต้องมี ?ครู? เป็นผู้สอน  อาตมา คือ ศิษย์พระพุทธเจ้าคนหนึ่ง ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เชื่ออย่างเข้าใจ  อย่างมีปัญญา ไม่ดื้อแย้งคำสอนที่มีอยู่ 
      การปฏิบัติกรรมฐาน นั้น มีสองขั้น คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน  การเจริญกสิณ ที่อยู่หมวดสมถกรรมฐาน เป็นการปฏิบัติขั้นต้น เป็นพื้นของการปฏิบัติเจริญจิตของมนุษย์ให้สงบได้ ในกรรมฐาน 40 แนวทางที่มีอธิบายในสมถกรรมฐานของพระอภิธรรมนั้นได้แสดงไว้อย่างละเอียด 
      อาตมา ศึกษาตามขั้นตอน  ไม่หนีวิธีครู ปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟัง จึงได้บรรลุฌานอันมีฤทธิ์  มีปัญญาได้ดังนี้    ขอให้ผู้ฟัง (โยม) นำวิธีการไปปฏิบัติตาม จะได้เกิดผลแก่ตนเองต่อไปข้างหน้าได้
      เจริญพร...

****************************************************************************************************
สำหรับตอนต่อๆ ไปจะทยอยอัฟให้ ทุกท่านได้ อ่านกันต่อไปน่ะ ครับ  ยิ้มเท่ห์
หน้า: 1 ... 239 240 [241]