แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 241
31  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะ ที่ถ่ายทอดโดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: มีนาคม 22, 2017, 06:33:29 AM
"สุขตอนต้นทุกข์ตอนปลาย"
คนที่เรารักคนที่เราชอบ พอได้เขามาเราก็สุขใจ เดี๋ยวเวลาที่เขาจากเราไปเราก็เสียใจ ให้คิดว่าทุกอย่างที่เราได้มา ทุกอย่างที่จะให้ความสุขกับเรานั้น มีวันที่จะต้องหมดไป มีวันที่จะต้องหมดไป มีวันที่จะต้องจากเราไป หรือมีวันที่เราจะต้องจากเขาไป ถ้าเราคิดอย่างนี้เราก็ ไม่อยากจะได้อะไร ได้มาแล้ว ทุกข์ เอามาทำไม ได้มาแล้วถึงแม้ว่าจะมีสุข แต่มันสุขตอนต้น เพราะเดี๋ยวมันจะต้องทุกข์ตอนปลาย บางทีเขายังไม่ทันจากไปเราก็ทุกข์แล้ว ทุกข์เพราะห่วงใยกังวล กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไป กังวลว่าเขาจะไม่อยู่ ห่วงเขาเวลาไม่เห็นหน้าเห็นตาก็ห่วง นั่นมันเป็นความทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ได้บุคคลนั้นบุคคลนี้ เวลาที่ไม่ได้ก็ทุกข์อีกแบบหนึ่ง เพราะว่าเวลาอยากแล้วไม่ได้มันก็เสียใจไม่สบายใจ กระวนกระวายใจ เวลาเรารอสิ่งที่เราอยากได้เรารู้สึกกระวนกระวายไหม เมื่อไรจะมาสักทีเมื่อไรจะได้สักที พอได้มาก็ดีใจเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็มากังวลกับของที่เราได้ ว่าเอ๊ะมันจะดีไปเรื่อยๆ หรือเปล่า หรือเดี๋ยวมันจะเสียเดี๋ยวมันจะหายไปหรือเปล่า นี่ก็ทุกข์อีก เดี๋ยวเวลาเขาไปจริงๆ เสียจริงๆ เราก็ทุกข์อีก ให้คิดดูอย่างนี้
ทุกอย่างที่เราอยากได้นี้มันทำให้เราทุกข์ใจตั้งแต่เริ่มความอยาก พอมีความอยากปั๊ปมันก็ทุกข์แล้วไม่สบายใจแล้ว พอได้มาก็ทุกข์อีก และพอเสียไปก็ทุกข์อีก ทุกข์ทั้งสามระยะเลย ระยะเริ่มต้นตั้งแต่คิดอยากจะได้นี้กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว อยากจะได้อะไรนี้ นอนไม่หลับแล้ว อยากจะไปเอาไอ้สิ่งที่เราอยากได้ พอได้มาก็ต้องมาทุกข์กับการดูแลรักษา มาห่วงใยมาวิตกมากังวล แล้วเดี๋ยวเวลาเสียไปก็ทุกข์อีก ของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือสิ่งของต่างๆ มันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น เป็นของไม่แน่นอน เป็นของที่เปลี่ยนได้ มีเจริญมีเสื่อมเป็นธรรมดา มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ มีการเกิดมีการดับ แล้วเราก็ไปห้ามเขาไม่ได้ ไปบังคับเขาไม่ได้ ไปหยุดเขาไม่ได้ ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เวลาเขาจะเป็นอย่างนี้เราจะไปเปลี่ยนให้เขาเป็นอย่างนั้น เราเปลี่ยนไม่ได้ เวลาเขาไม่ดีกับเรา เราก็เสียใจ อยากให้เขาดี เขาไม่ดีเราก็ทุกข์ นี่คือการคิด คิดแบบที่จะทำให้เราไม่อยากได้อะไร ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากทำอะไร ถ้าเราไม่มีความอยากต่างๆ เราก็อยู่เฉยๆ ได้สบายไม่ต้องดิ้นรน.
สนทนาธรรมะบนเขา
วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
32  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะ ที่ถ่ายทอดโดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 09:23:27 AM
"การใช้เงินที่ไม่สูญเปล่า"
ความสุขที่เราได้จากการซื้อของฟุ่มเฟือยหรือไปเที่ยวกันนี้ จะเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว เวลาที่เราไปเที่ยวกันไปซื้อของที่เราอยากได้กัน เราก็จะมีความสุขกัน แต่พอเรากลับมาบ้านความสุขเรานั้นก็จางหายไปหมด แล้วก็เงินที่ใช้ไปก็หมดไป แต่ถ้าเราเอาเงินนี้มาทำบุญทำทาน เราจะได้อีกแบบหนึ่ง ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความอิ่มเอิบใจ ความพอใจ แล้วทุกครั้งที่เราคิดถึงบุญที่เราได้ทำ เราก็ยังเกิดความสุขใจอิ่มเอิบใจ ไม่เหมือนกับเราคิดถึงสถานที่ที่เราไปท่องเที่ยว หรือของที่เราไปซื้อมา เพราะคิดแล้วแทนที่จะสุขใจกลับเกิดความหิวโหยขึ้นมา เกิดความอยากไปเที่ยวใหม่ อยากจะซื้อของใหม่ แทนที่จะมีความอิ่มใจสุขใจกลับเกิดความหิวขึ้นมา เกิดความอยาก อยากจะไปเที่ยวอีกอยากจะไปซื้อของอีก แล้วการเอาเงินไปซื้อข้าวของ สิ่งที่เราได้มาก็คือข้าวของ ซึ่งเราบางทีก็ไม่ได้ใช้ ซื้อมาแล้วก็เอามาวางไว้เฉยๆ ปล่อยไว้นานๆ เข้ามันก็เก่า เดี๋ยวมันก็เสียมันก็หมดสภาพไป
แต่เงินที่เราเอาไปทำบุญทำทานนี้เราไม่ได้สิ่งของกลับมา แต่เราได้บุญกลับมา ที่เป็นเหมือนกับเงินที่เราฝากไว้กับธนาคาร ภพหน้าชาติหน้าเวลาเรากลับมาเกิดใหม่ เป็นมนุษย์ใหม่ เราจะมีเงินที่เราฝากไว้ในการทำบุญนี้รอเราอยู่ เรากลับมาเราจะได้มีเงินมากกว่าที่เรามีในภพนี้ชาตินี้ เพราะเป็นเหมือนกับการเอาไปฝากไว้ในธนาคาร มีทั้งต้นและมีทั้งดอกเพิ่มขึ้นอีก หรือถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการเอาเมล็ดข้าวไปปลูก เมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งจะได้ต้นข้าวต้นหนึ่ง แต่เมื่อต้นข้าวต้นหนึ่งออกรวงมาจะได้เมล็ดข้าวอีกหลายสิบเมล็ดด้วยกัน ก็เป็นเหมือนกับการปลูกข้าว ทำบุญบาทหนึ่งนี้จะได้กลับมาเป็นร้อยเป็นสิบ เหมือนกับเมล็ดข้าวเม็ดหนึ่ง เมื่อเราปลูกไปได้ต้นข้าวมาต้นหนึ่ง พอต้นข้าวออกดอกออกรวงขึ้นมาออกข้าวขึ้นมาก็ได้หลายสิบเมล็ด นี่คือการใช้เงินที่ไม่สูญเปล่า ใช้เงินแล้วจะได้กลับคืนมา เวลาที่เรากลับมาเกิดใหม่ การที่พวกเรามาเกิดแล้วมีฐานะการเงินการทองต่างกันก็เป็นเพราะว่าเราได้ทำบุญในอดีตมามากน้อยไม่เท่ากันนั้นเอง เราทำบุญมากเรากลับมาเกิดเราก็จะกลับมาเกิดเป็นลูกของคนร่ำรวย มาเกิดเป็นลูกของคนมีเงินมีทอง ถ้าเราไม่ได้ทำบุญทำทานเรากลับมาก็จะกลับมาเกิดเป็นลูกของคนยากจน
นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้รับต่างกัน จากการใช้เงินก้อนเดียวกัน เอาเงินไปเที่ยวเอาเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือยของไม่จำเป็น กับเอาเงินนี้ไปทำบุญนี้ประโยชน์ที่จะได้รับไม่เหมือนกัน เอาไปเที่ยวก็สุขขณะที่เที่ยว กลับมาความสุขนั้นก็หมดไป แล้วถ้ากลับมาเกิดใหม่ในภพหน้าชาติหน้าก็ไม่มีเงินทองรอรับเรา เพราะเราไม่ได้เอาไปทำบุญ แต่ถ้าเราเอาไปทำบุญ กลับมาจากทำบุญเราก็ยังมีความสุขใจอิ่มเอิบใจจากการที่เราได้ทำบุญ แล้วถ้าวันไหนเราคิดถึงบุญที่เราได้ทำ บุญนั้นก็ยังทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มใจสุขใจอยู่ แล้วเวลาเรากลับมาเกิดใหม่เราก็จะมีเงินทองที่เราทำบุญนี้มารอเราอยู่.
ธรรมะบนเขา
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
"วันพระในยุคปัจจุบัน"
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
33  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 09:51:48 AM
"พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้แจ้งว่า โลกนี้จะพ้นโง่มันก็ยาก การที่จะได้เกิดเป็นคนนี่ยากที่สุด
แล้วเป็นคนจะเอาคนชนิดไหน คนมีบุญ คนลำบาก คนพิการง่อยเปลี้ย จะหาคนสบายมีกี่คน
ถ้าเทียบจำนวนทั้งหมด อย่างเดียรัจฉานนี่มันกินกันเอง กัดกันเอง คนบ้าฆ่ากันเอง
กระดูกของแต่ละคนนี้ท่านว่ากองเท่าภูเขา น้ำตาและเลือดของแต่ละชีวิตที่ผ่านมามีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร ดูซิ.มันยาวนานแค่ไหน
การจะเกิดเป็นคนนั้นมันยากมาก ยาก อย่างที่ท่านเปรียบว่า ..เต่าตาบอด..มันจะว่ายน้ำเข้าฝั่ง
แต่ทะเลมีตาข่ายกั้นอยู่ และมีรูเท่าตัวเต่าอยู่รูเดียว ถ้าหัวไปโดนตาข่ายมันจะจมลงไปอีก100 ปี
จึงจะได้โผล่มาใหม่ คือจะจะลอดได้มันต้องฟลุ๊คที่สุด
แต่อย่างนั้น..โอกาสก็ยังง่ายกว่าโอกาสจะได้เกิดมาเป็นคนและเป็นคนอยู่ในพระพุทธศาสนามันยาก..ไม่พ้นวัฏสงสารไปได้"
หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต
34  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 09:51:16 AM
ขึ้นต้นให้ดีๆ หลับตา นั่งตัวตรงๆหลังตรงๆให้มีสติอยู่กีบตัว ดูลมหายใจเข้า-ออก
ดูเฉยๆไม่ต้องคิดอะไรเหมือนกับดูรถวิ่งตามถนน ดูไป เห็นไป รู้ไป ว่าลมหายใจเดินไปทางไหนก็เห็นรู้ๆไม่ต้องไปคิด
ดูลมเห็นลม เห็นก็ไว ได้ยินก็ไว เกิดเดี๋ยวนั้น รู้เดี๋ยวนั้น นั่นเรียกว่าวิญญาณ คือธรรมชาติรู้
เห็นธรรมดา ได้ยินธรรมดา รู้ธรรมดา เห็ธรรม รู้ธรรม มันก็หายโง่ซิ
พระเวลาสวดงานศพ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา ดีก็ธรรมดา ไม่ดีก็ธรรมดา กลางๆก็ธรรมดา
ก็เหมือนฝ่ายวัตถุมีไฟฟ้าบวกไฟฟ้าลบ ไฟฟ้ากลางๆทั่วจักรวาลก็เท่านั้นเอง ร่างกาย วัตถุ คิด
นึกรู้ มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆเปลี่ยนไปทุกศูนย์วินาที เรียกว่าขันธ์ 5 คือ กายใจทั้งหมด

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้โลกุตรธรรม เห็นก็สักแต่เห็น วางไปไม่ยึดถือ ดับความยึดจึงจะไปรอด ด้วยสติ
ตัวสติแท้ๆเป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมพ้นโลก ตัวโลกุตรธรรมเหมือนไฟฟ้าแลบ แปล็บเดียวมันก็เห็นหมด
แลบหนเดียวไม่แลบมาก เจริญสติ หนทางเดียวไปรอด เห็นได้ยิน ก็สักแต่รู้ ไม่ไปถามไปตอบอะไร
ไม่ได้สมมุติเป็นเราเป็นเขา พระเจ้าไม่มีเป็นfactไม่ใช่fiction เสียงถูกหูได้ยินปั๊บนี่เป็นfact
มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ก็เป็นfact ก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรใดาไม่ต้องไปอยาก ความคิดทั้งหลายก็เหมือนกัน
ไม่ต้องไปหยุดวิญญาณดับไปๆ หยุดไม่ได้ มันไวมากนะซิ ไม่มีเรื่องมันก็สบาย จิตก็สบาย ไม่มีสงสัยแล้ว
เหมือนอย่างกินข้าวอิ่มแล้วจะไปสงสัยทำไมว่ากินแล้วหรือยัง กินหรือเปล่า กินกับอะไร ไม่ต้องไปคิดแล้ว
สำเร็จแล้วนี่จะไปสงสัยอะไร ถ้ายังสงสัยอยู่มันจะพ้นได้อย่างไร

จุดหมายปลายทางคือทำความโง่(อวิชชา)ให้พ้นไปจากจิตโดยเด็ดขาด ไม่มีเรื่องที่จะมาสงสัยอีกแล้ว
การภาวนาเป็นกุศลสูงสุดเป็นกุศลชั้นเยี่ยม ฝึกหัดจิตให้เป็นสมาธิ เป็นบุญชั้นเยี่ยมยิ่งกว่าทานและยิ่งกว่าศีล
พระพุทธเจ้าทรงเรียกอริยทรัพย์ แจกเท่าไหร่ไม่หมด นึกแผ่ไป send good will to all ตั้งแต่ยอดพรหมโลก
กว้างขวางแค่ไหนไปจนถึงก้นนรก ชีวิตมีค่าทุกวัน ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก สตินี่ทำได้ทุกระยะ รู้นี่
สติพร้อม ไม่มีทุกข์ เป็นบุญพร้อม จิตผ่องใส จิตก้าวหน้าพร้อมจะไปมีปัญหาในชีวิตได้อย่างไร จิตอยู่ในพุทธธรรม
อยู่ในแสงสว่าง จิตมุ่งสู่นิพพานธรรม อะไรมันไม่สูงไปกว่านี้หรอก มีน้อยคนที่จะถึงก็เป็นเรื่องธรรมดาของดีมีไม่มาก
หาเพชรหาง่ายเป็นทะนาน หาคนดีหาไม่ค่อยได้ จะหาแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว จะไปหาที่ไหนในโลก

หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต
35  กิจกรรมที่ช่วยเหลือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แหล่งทำบุญ หรือ การช่วยเหลือสังคม จากทาง Kammatan.com / แจกcdธรรมะ+หนังสือ ปฏิบัติธรรมฟรี / Re: แจก CD ธรรมะ การปฏิบัติสมาธิ และ สติปัฏฐาน ฟรีๆ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 08:52:43 PM
รบกวน upload ขึ้นเว็บ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ download เปิดฟังได้ค่ะ
สาธุ

เข้าไปฟังได้ตามลิ้งเลยครับผม : )
http://www.dhamma.com/thdownloads/
http://www.kammatan.com/music/
36  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 04:15:52 PM
ลูกศิษย์หลวงปู่คนหนึ่งเรียนถามหลวงปู่ว่า
"หลวงปู่ครับ การปฏิบัติแบบรูป - นาม กับการปฏิบัติแบบพระป่า เหมือนกันไหมครับ"
หลวงปู่เมตตาตอบว่า "เหมือนกันอเมริกาหรือเมืองไทยอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน การปฏิบัติก็เหมือนกัน อริยสัจตัวเดียวกัน"
หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
วัดสิริกมลาวาส หรือวัดใหม่เสนานิคม ใกล้สี่แยกวังหิน เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
37  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 04:14:09 PM
มีศิษย์คนหนึ่งเรียนถามปัญหาหนึ่งกับหลวงปู่ว่า
"หลวงปู่ครับเคยมีฝรั่งที่ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษด้วยเขาเป็นหมอสอนศาสนาคริสต์
เขาเคยถามผมว่าจิตเดิมมาจากไหน และสุดท้ายเขาก็ยัดเยียดความคิดให้ผมว่าพระเจ้าสร้างจิต
แต่ผมไม่ยอมรับครับ ผมอยากทราบว่าจิตเดิมมาจากไหนครับหลวงปู่ ?"
หลวงปู่ตอบว่า "จิตเดิม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามาจากความไม่รู้ คือ อวิชชา
ความไม่รู้นั่นแหละเป็นตัวพาให้มันมาเกิด เมื่อเกิดมาแล้วก็ทำให้มันรู้ซะ จะได้ไม่ต้องมาเกิดอีก
จำไว้ว่ามันเกิดจากอวิชชาทั้งนั้น ทั้งโลภ โกรธ หลง จำไว้นะให้ตอบเขาแบบนี้นะ"

หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
38  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 04:13:21 PM
มีศิษย์คนหนึ่งเรียนถามปัญหาหนึ่งกับหลวงปู่ว่า
"หลวงปู่ครับ พระอริยเจ้าเวลาท่านเข้านิโรธสมาบัติ ท่านจะบอกผู้คนไหมครับ"
หลวงปู่เมตตาตอบว่า "ไม่หรอก ถ้าท่านบอก ก็จะบอกกับโยมที่ใส่บาตรว่า โยมไม่ต้องมาใส่บาตรนะ อีก ๗-๘ วัน อาตมาจะพักผ่อน"
ลูกศิษย์ถามต่อไปว่า "อย่างนี้แปลว่า พระอริยเจ้าเวลาท่านเข้านิโรธสมาบัติ ท่านไม่บอกใช่ไหมครับ"
หลวงปู่ตอบว่า "เพิ่นบ่อบอกดอก"
หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
39  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 04:09:43 PM
ประวัติหลวงปู่หลอด

http://www.kammatan.com/th/2017/02/luangpu-lord/
40  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 04:00:08 PM
มีพระรูปหนึ่งเรียนถามหลวงปู่ว่า

"หลวงปู่ครับ จิตของพระอรหันต์เวลาว่างท่านคิดอะไรครับ"

หลวงปู่ตอบว่า "ไม่คิดอะไรทั้งนั้น คิดแต่วิหารธรรมอย่างเดียว"

พระรูปนั้นถามย้ำว่า "มีแต่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เท่านี้ หรือครับหลวงปู่"

หลวงปู่ตอบว่า "อืม... กิเลสบ่อมีทางแทรกแซงได้เลย"

หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
41  ภาวนา เจริญสติ และ ปัญญา กับแนวปฏิบัติภาวนาตามหลัก สติปัฏฐาน 4 / กำลังใจ จากครูบา อาจารย์ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 / Re: ความรู้ที่เกิดจากการฟังและปฏิบัติ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 11:12:57 AM
กิเลสไม่ได้กลัว วุฒิการศึกษา เช่น ป.ตรี ป.โท หรือ ป.เอก สิ่งเหล่านี้เป็นแค่เครื่องหล่อเลี้ยงกายในทางโลก
แต่สิ่งที่ถอดถอนกิเลสได้อย่างแท้จริงคือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา ตามเส้นทางที่มหาบุรุษศาสดาเอกของโลกได้บอกเล่าไว้

5 กพ 2560 ก่อนไปทำบุญที่  มูลนิธิหลวงปู่มั่นฯ กรุงเทพ
42  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอด โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ชลบุรี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2017, 11:04:38 AM
เวลาที่จะตาย ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า
เป็นเวลาทำสงครามใหญ่
ท่านใช้คำว่าเป็นเวลาทำสงครามใหญ่
เพราะสงครามนี้สุดท้ายต้องตาย
ศึกครั้งนี้ตายแน่นอน
วันหนึ่งต้องทำสงครามใหญ่
เรามีความพร้อมที่จะทำสงครามไหม
ก่อนจะหัดทำสงครามใหญ่
ก็ต้องทำสงครามย่อยๆ ก่อน
นี่ฝึก เวลาเราไม่สบาย เวลาเราผิดหวัง
เวลาเจอสิ่งที่ไม่ดีในชีวิต บางทีแฟนทิ้งไป
เป็นความสูญเสีย สูญเสียแฟนยังไม่เท่าสูญเสียชีวิต
สิ่งที่เรารักที่สุดคือ ชีวิตตัวเอง ไม่ใช่แฟนหรอก
ที่รักแฟนเพราะว่ามันเป็นแฟนเรา สุดท้ายก็รักตัวเอง
แต่ก่อนจะถึงจุดที่ทำสงครามใหญ่
เราก็มาเรียนรู้ชีวิตให้มากขึ้น มีสติรู้สึกกาย
มีสติรู้สึกใจบ่อย ๆ เราเห็นทุกอย่างผ่านมา
แล้วก็ผ่านไป ความสุขผ่านมา แล้วก็ไป
ความทุกข์ผ่านมา แล้วก็ไป
ความดีความชั่วผ่านมา แล้วก็ไป
เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ความแข็งแรงก็ผ่านไป
ความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ผ่านไป
ทุกอย่างมาแล้วไปหมด พอใจยอมรับตรงนี้ได้
ใจคลายความยึดถือลง เวลาจะสูญเสียจะทุกข์ไม่มาก
#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
43  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอด โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ชลบุรี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 08:50:50 AM
ถ้าเข้าใจแล้ว
เราจะลดเวลาการที่จะปฏิบัติลงไปได้เยอะเลย
บางคนไม่รู้หลักของการปฏิบัตินะ
ทุ่มเทปฏิบัติตลอดชีวิต ไม่ได้ผล

บางทีไปติดในภาวะอันใดอันหนึ่ง
คิดว่าทำอย่างเนี้ย แล้วจะหลุดพ้น
มันเสียเวลาเป็นชาติๆเลย
บางทีเสียเวลาเป็นกัปป์เลยนะ

.
ถ้าเราฟังธรรมให้รู้เรื่องซะก่อนนะ
แล้วลงมือปฏิบัติเนี่ย
ภพชาติมันจะสั้นลง น้อยลง วัฏฏะมันจะสั้นลง
งั้นลงมือปฏิบัติต่อเมื่อรู้เรื่องแล้ว รู้หลัก

.
ถ้าสังเกตให้ดีนะ
ท่านสอนเริ่มจากสัมมาทิฐิ

จะเจริญมรรคเนี่ย
สัมมาทิฐิเป็นเบื้องต้น(ความเห็นที่ถูกตรง)
สัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย (ความตั้งใจมั่น)

นึกออกมั้ย
ทำไมเริ่มจากสัมมาทิฐิก่อน..?
ต้องเรียนให้รู้หลัก รู้วิธีปฏิบัติก่อน
พอรู้วิธีปฏิบัติแล้วนะ ก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติเอา
มีความดำริชอบ วางใจให้ถูกก่อน
รู้วิธีปฏิบัติ แล้วดำริผิดนะ ไปไม่รอด

อย่างพวกเราบางคนนะ
มาฟัง รู้วิธีปฏิบัติแล้ว ดำริที่จะอยู่กับโลก
หมกมุ่นอยู่กับกาม
วันๆ คิดแต่จะหาความเพลิดเพลิน
ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
นี่มีความดำริไม่ถูก มีกามวิตก
ตรึกไปในกาม ตรึกไปในทางไม่ถูกต้อง

ต้องคิดออกจากกาม
คิดออกจากความวุ่นวายขัดเคืองทั้งหลาย
รู้หลักแล้วก็วางใจให้ถูก

พอวางใจถูกแล้ว ก็ลงมือรักษาศีล
ก็มา สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
(กลุ่มของศีล ในอริยมรรคมีองค์ ๘)

ทำไม เริ่มสัมมาวาจาก่อน นึกออกมั้ย
ทำไม เน้นมาที่สัมมาวาจาก่อน..?
ก่อนจะภาวนา พูดมากปากพล่อย
ใจมันจะสงบได้ยังไง
ยิ่งปากเสีย ว่าคนโน้นว่าคนนี้ ด่าคนโน้นคนนี้
ไม่มีทางหรอกที่ใจจะสงบ

แล้วก็ถือศีลส่วนที่เหลือ
ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
นี่ สัมมากัมมันตะ

การดำรงชีวิต มีสัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีวิตที่ชอบ)
เลี้ยงชีวิตในทางที่ถูกที่ควร
ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น

อาชีพบางอย่าง
ก็เบียดเบียนตัวเอง บางทีก็เบียดเบียนคนอื่น
ก็เลือกอาชีพที่ดี
อย่างพวกค้าอาวุธ พวกอะไรพวกนี้นะ
ค้ายาพิษ ค้ามนุษย์ อะไรอย่างนี้ ไม่ดี
นี่ มิจฉาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตที่ผิด)

เห็นมั้ย เป็นการปรับพฤติกรรมของเรา
ปรับสิ่งแวดล้อมที่รอบๆ ตัวเราก่อน
อาศัยความเห็นที่ถูก
อาศัยความดำริ ความตั้งใจที่ถูก
ลงมือรักษาศีล

รู้วิธีปฏิบัติ มีความดำริ ที่ถูกต้อง
ที่จะออกจากสิ่งพัวพันทั้งหลาย
ลงมือรักษาศีล
ถัดจากนั้น ก็เรื่องของการฝึกจิตใจแล้ว
เรื่องของการฝึกจิตใจ
มีความเพียรชอบ มีสติ มีสมาธิ

.
การฝึกจิตนั้น มีความเพียรชอบ

ฝึกยังไง มีความเพียรชอบ..?
ขยันเดินจงกรม เรียกว่าเพียรชอบมั้ย..?
เดินจงกรมวันละห้าชั่วโมง เรียกว่าเพียรชอบมั้ย..?
หรือนั่งสมาธิ วันละสิบชั่วโมง
เป็นความเพียรชอบรึเปล่า..?
ไม่ใช่

คำว่า
ความเพียรชอบ ของพระพุทธเจ้านะ
เพียรละอกุศลที่มี เพียรปิดกั้นอกุศลใหม่ ไม่ให้เกิด
เพียรทำกุศล ให้เกิด
เพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วเนี่ย
ให้คงอยู่ ให้งอกงามขึ้นไป
(สัมมาวายามะ)

งั้นความเพียรชอบเนี่ย
เป็นเรื่องของกุศลกับอกุศล เท่านั้นเอง

งั้นเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ
ด้วยใจที่โลภ อยากบรรลุมรรคผล
กิเลสไม่กระเทือนเลยนะ สนองกิเลส
อันนั้น ไม่ใช่ความเพียรชอบ
อันนั้น เป็นอัตกิลมถานุโยคทันทีเลย

.
แต่ถ้าเดินจงกรมอยู่
แล้วรู้วัตถุประสงค์นะ
เดินสังเกตกิเลสไป
เดินสู้กับกิเลสของตัวเองไปนะ
กิเลสมันขี้เกียจ ก็ไม่ยอมขี้เกียจ ลุกขึ้นเดิน
อย่างนี้ เรียกว่ามีความเพียร
ทุกก้าวที่เดิน ก็มีความเพียรอยู่

เพราะฉะนั้น
"ขาดสติเมื่อไหร่ ขาดความเพียรเมื่อนั้น"
งั้นเดิน งุดๆๆๆไป กลุ้มใจ
จิตใจไม่สบายเลย จมอยู่กับกิเลส
เนี่ย ไม่ได้ปิดกั้นกิเลส ไม่ได้ละกิเลส
ไม่ใช่ความเพียรชอบ เพราะไม่มีสติ

.
ถ้ามีสติแล้ว
ทำไมกลายเป็นความเพียรชอบได้..?
เพราะทันทีที่เกิดสตินะ
อกุศลที่มีอยู่นะ จะดับ
อกุศลใหม่ที่จะเกิดนะ เกิดไม่ได้
ทันที ที่มีสตินะ กุศลได้เกิดขึ้นแล้ว
มีสติเนืองๆ กุศลเจริญงอกงาม

งั้นเมื่อไหร่มีสติ
เมื่อนั้นมีความเพียร
มันอยู่ในกลุ่มเดียวกันนะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
(อยู่ในกลุ่มของสมาธิ--ผู้ถอดความ)

.
มีความเพียรไปเรื่อยๆนะ
จิตใจตั้งมั่นขึ้นมาคอยรู้คอยดู
ดูธาตุดูขันธ์มันทำงาน
เรียนรู้ความจริงของมันเรื่อยไป มีสติ

สติตัวนี้คือสติปัฏฐาน
สติระลึกรู้รูป(กาย) สติระลึกรู้นาม(ใจ)
เป็นไปเพื่อลดละกิเลส อันนี้เรียกว่า
มีความเพียรที่ถูกต้อง มีสติที่ถูกต้อง

.
มีสติเดินไม่ตกถนน ขับรถไม่ตกทาง
อันนั้น ไม่ใช่สัมมาสตินะ
(เป็นสติที่ใช้อยู่กับโลก--ผู้ถอดความ)

.
สัมมาสติเนี่ย
ท่านอธิบายไว้ด้วยสติปัฏฐาน
คือ สติระลึกรู้รูป-นาม(ขันธ์ ๕)

พอมีสติระลึกรู้รูป-นามแล้วเนี่ย
อย่างเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น ใจไม่ชอบ
เห็นความโลภเกิดขึ้น ใจไม่ชอบ
เห็นกุศลเกิดขึ้น ใจชอบ
เนี่ยจิตมันยินดียินร้ายขึ้นมา

หรือเราเห็นความสุขเกิดขึ้น ใจมันชอบ
เห็นความทุกข์เกิดขึ้น ใจไม่ชอบ
จิตมีความยินดียินร้ายขึ้นมานะ
ให้เรามีสติรู้ทันเข้าไปอีก

.
เห็นมั้ย
มีความเพียร มีสติ
ระลึกรู้รูปนามทั้งหลายไป
แล้วถ้าจิตเกิดยินดียินร้ายขึ้นมา รู้ทันมัน
ทันที ที่รู้ทันมัน ความยินดียินร้ายดับลง
สัมมาสมาธิจริงๆ ก็จะเกิดขึ้น สมาธิจริงๆ จะเกิดขึ้น

งั้นสมาธิในสติปัฏฐานเนี่ย ไม่ใช่แค่เข้าฌาน
จุดสำคัญ ของสมาธิในสติปัฏฐานเนี่ย
คือความเป็นกลาง
"ตั้งมั่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นกลางด้วย"
ไม่หลงยินดีไม่หลงยินร้าย

เวลายินดี อะไรเกิดขึ้น
จิตกระเพื่อมมั้ย ยินดี
จิตกระเพื่อม เสียสมาธิมั้ย..?
เสียสมาธิ

เวลากระทบสิ่งที่ไม่ชอบใจ
จิตยินร้าย จิตกระเพื่อมมั้ย..?
เวลายินร้ายเกิดขึ้น จิตกระเพื่อม
ก็เสียสมาธิไป

พอจิตไม่มีความยินดียินร้าย
จิตไม่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงนะ
จิตทรงสมาธิอยู่

ทรงสมาธิอยู่
เจริญสติปัฏฐานไป ในขณะนั้นแหละ
กำลังมีความเพียรแผดเผากิเลสอยู่

ในขณะนั้น
ศีลก็ดีนะ สมาธิก็ดี การดำริ ก็ดำริถูก
ขณะนั้น การดำริ ก็ดำริถูก (สัมมาสังกัปปะ)
ขณะนั้นก็เห็นถูก (สัมมาทิฐิ)
เนี่ยองค์มรรค ค่อยๆประมวลตัวเข้ามา

สุดท้าย
อาศัยกำลังของสมาธินั่นแหละ
พอเราเจริญทุกสิ่งทุกอย่างไปเต็มที่แล้ว
ศีล สมาธิ ปัญญา รวมตัวกันนะ
รวมด้วยอำนาจของสมาธิ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการเนี่ย
รวมลงในจิตดวงเดียวกัน ในขณะเดียวกัน
ในที่เดียวกัน ที่จิต ด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ

งั้นสัมมาสมาธิเนี่ย
ท่านเทียบเหมือนภาชนะ
เป็นที่รองรับ องค์มรรคทั้งเจ็ดที่เหลือ
ให้ประชุมลงที่เดียวกัน ในขณะจิตเดียวกัน
คือประชุมลงที่จิต

งั้นสัมมาสมาธิ
ต้องเป็นสมาธิ ที่จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิตเท่านั้นเองนะ

.
_/|\_ _/|\_ _/|\_

#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

วัดสวนสันติธรรม 31 ตุลาคม 2558

CD สวนสันติธรรม 62
File : 581031

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงธรรมะ
Dhamma.com
.....
กราบคุณพระรัตนตรัยด้วยความเคารพอย่างสูง
กราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
44  ธรรมมะกับมนุษย์ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน / ธรรมมะจากพระสงฆ์ สุปฏิปันโน เป็นข้อคิด และแนวทาง เพื่อเป็นแรงใจในการปฏิบัติภาวนา / Re: ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย พระราชวุฒาจารย์ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เมื่อ: มกราคม 22, 2017, 10:00:15 AM
"ยิ่งผู้ใดสามารถปฏิบัติภาวนาในท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองที่มีแต่ความอึกทึกครึกโครม
หรือแม้แต่กระทั่งในขณะที่รอบ ๆ ตัวมีแต่ความเอะอะวุ่นวายก็สามารถกำหนดจิตตั้งสมาธิได้
สมาธิที่ผู้นั้นทำให้เกิดได้จึงเป็นสมาธิที่เข้มแข็งและมั่นคงกว่าธรรมดา
ด้วยเหตุที่สามารถต่อสู้เอาชนะสภาวะที่ไม่เป็นสัปปายะ คือไม่อำนวยนั่นเอง
เพราะว่าสถานที่ที่เปลี่ยววิเวกนั้นย่อมเป็นสัปปายะ อำนวยให้เกิดความสงบอยู่แล้ว จิตใจย่อมจะหยั่งลงสู่สมาธิได้ง่ายเป็นธรรมดา"
...หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
45  ความสำคัญของพระพุทธศาสนา และทุกอย่าง เกี่ยวกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า / วันสำคัญต่างๆทางพระพุทธศาสนา / ปฏิทินวันพระ พ.ศ.2560/2017 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 11:56:27 PM
ปฏิทินวันพระ พ.ศ.2560/2017 (ปีวอก - ปีระกา) 1

คริสตศักราช 2017 , มหาศักราช 1938 - 1939 2 , รัตนโกสินทร์ศก 235 - 236 2
อัฐศก จุลศักราช 1378 ถึง นพศก จุลศักราช 1379 2 , ปกติสุรทิน ปกติมาส ปกติวาร

ปฏิทินวันพระ เดือนมกราคม 2560
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีวอก
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีวอก
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีวอก
วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีวอก

ปฏิทินวันพระ กุมภาพันธ์ 2560
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีวอก
วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีวอก (วันมาฆบูชา)
วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีวอก
วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีวอก

ปฏิทินวันพระ มีนาคม 2560
วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีวอก
วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีวอก
วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีวอก
วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีวอก

ปฏิทินวันพระ เมษายน 2560
วันอังคารที่ 4 เมษายน 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีระกา
วันอังคารที่ 11 เมษายน 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีระกา
วันพุธที่ 19 เมษายน 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีระกา
วันอังคารที่ 25 เมษายน 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ พฤษภาคม 2560
วันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีระกา
วันพุธที่ 10 พฤษภาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีระกา (วันวิสาขบูชา)
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีระกา (วันอัฏฐมีบูชา)
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ มิถุนายน 2560
วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีระกา
วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีระกา
วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีระกา
วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ กรกฎาคม 2560
วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีระกา
วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีระกา (วันอาสาฬหบูชา)
วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2560แรม ๑ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีระกา (วันเข้าพรรษา)
วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีระกา
วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีระกา
วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ สิงหาคม 2560
วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีระกา
วันอังคารที่ 15 สิงหาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีระกา
วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีระกา
วันอังคารที่ 29 สิงหาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ กันยายน 2560
วันอังคารที่ 5 กันยายน 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา
วันพุธที่ 13 กันยายน 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา
วันพุธที่ 20 กันยายน 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา
วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ ตุลาคม 2560
วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีระกาวัน (ออกพรรษา)
วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีระกา
วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีระกา
วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ พฤศจิกายน 2560
วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีระกา (วันลอยกระทง)
วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีระกา
วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีระกา
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีระกา

ปฏิทินวันพระ ธันวาคม 2560
วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2560ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีระกา
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีระกา
วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีระกา
วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีระกา
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 241