KAMMATAN.COM BOARD พุทธกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา แจกCDธรรมะ พาเที่ยววัด กรุณา Login เพื่อมองเห็นกระทู้ เพิ่มขึ้น ครับ

ห้องนั่งเล่น คุยกันสบายๆตามประสาชาวกรรมฐาน => คุยกันสบายๆ ตามประสาชาวกรรมฐาน.คอม => ข้อความที่เริ่มโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:19:56 AM



หัวข้อ: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:19:56 AM
ท่านใดมีอะไรจะนำเสนอหรือพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางโลกหรือทางธรรมขอเชิญเลยครับตามสบายครับ...เน้นสร้างสรรค์ไม่ฟาดฟันกันมาก เอากันพอ หอมปากหอมคอครับ...เน้นสบายๆครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:21:29 AM

พระท่านว่า ขันธมาร คือมีร่างกายเป็นมาร เจ้าร่างกายเรานี่ พอเราจะทำความดี ปฎิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร
ภาวนา นั่งไปห้านาทีสิบนาทีเอาแล้ว เหน็บกิน เปลี่ยท่าใหม่ เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนไปมาอารมณ์สมาธิไม่ต่อเนื่อง
ไม่ได้ดี บางคนหนักกว่านี้ พอแก่สูงวัย มีโรคประจำตัว กระดูกหลังไม่ดี นั่งนาน ๆ ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็น
กันมากเสียด้วย คือมันจะมาออกอาการตอนมีอายุนี่แหละ เค้าว่าเลยวัยทองไปนี่ โรคต่าง ๆ เริ่มจะเข้ามารุมเร้า พอเราเริ่มเห็นร่างกายเป็นทุกข์ นั่นก็สายเสียแล้ว จะนั่งสวดมนต์นิดหน่อยก็ปวดก็เมื่อย ไม่ได้บุญ
บ่นกระปอดกระแปด หนักเข้าก็ทิ้งดี เอาบาปใส่ตัวเสียดื้อ ๆ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:22:20 AM


การทำสมาธิ อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องนั่งเสมอไป เราสามารถทำได้สี่อริยาบท คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
ถนัดแบบไหน ทำแบบนั้น นั่งนานมันปวดเมื่อย ก็เดินจงกรม ยืนตากรม หรือนอนตากรม เสียก็ได้
เพราะว่าการฝึกสมาธินั้น เค้าฝึกที่ใจ ขบวนท่า ไม่เกี่ยว เพียงแต่เราถนัดวิธีไหน ก็เอาแบบนั้น
ทุกวันนี้ ผมต้องทำถึงสามกระบวนท่า คือ นั่ง พอเมื่อย ก็เดิน เดินเมื่อยก็นอน บางที่นั่งเมื่อย
ก็นอนเลย แล้วแต่โอกาสอำนวย ท่านที่รักจะฝึกกัมมัฐฐาน สวดมนต์ ภาวนา ทำสมาธิ จึงอยากให้
เริ่มเสียวันนี้ อย่างผลัดวันประกันพรุ่ง วันเวลาและโอกาสไม่เคยรอเราเลย วันนี้มีชีวิตหายใจอยู่
พรุ่งนี้เราอาจตายได้ ด้วยภัยแห่งมรณะนั้น ไม่มีนิมิตหมายที่แน่นอน พระท่านว่า ความตาย
ต้องนึกไว้แค่ปลายจมูก คือหายใจเข้า ถ้าไม่หายใจออก ก็ตาย หายใจออกถ้าไม่หายใจเข้าก็ตาย
ความตายไม่ได้อยู่ไกลตัว โอกาสไม่มีให้เรามากนัก ถ้าผัดผ่อนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนแก่เฒ่า
ไปนั่งตามวัด ท่านก็ต้องโดนภัยแห่งสังขารถามหานั่นเอง ถึงมีเวลา แต่สังขารไม่อำนวย
แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร...?


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:26:18 AM

ผมได้มีโอกาสฟังธรรมของหลวงปู่สิม (วัดถ้าผาปล่อง จ.เชียงใหม่)
เกิดได้สติฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าเรานั้น
นั้งรอเวลากันเกินไปหรือเปล่า หลวงปู่ท่านสอนกัมมัฐฐานเรียบง่าย ให้เอาสติตั้งอยู่กับลมหายใจเข้าออก
ทำบ่อย ๆ เพราะจิตคนเรานั้น ไม่ว่าง ใครที่บอกว่า กัมมัฐฐานเพื่อให้จิตว่าง อันนั้นผมว่าเข้าใจผิด
เพราะจิตคนเรานั้นไม่ว่าง มันวิ่งวุ่นวายตลอด การบำเพ็ญภาวนา ก็เพื่อให้มีสติ ให้จิตมันเกาะสิ่งใด
สิ่งหนึ่งที่เรากำหนด บางคนเกาะพระ บนคนเกาะลมหายใจเข้าออกเฉย ๆ บางคนเกาลมหายใจ
พร้อมคำภาวนา สมัยที่พระพุทธเจ้าจะบรรลุธรรมมาพิศมัย ท่านไม่มีที่ยึดเกาะ ก็เอาจิตเกาะลม
หายใจพร้อมกำหนดไปว่า ลมหายใจเรานี้แม้นหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย
นี่เป็นภาวนาพร้อมวิปัสสนา(ปฏิจจสมุปบาท) แล้วท่านก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในคืนเพ็ญเดือนหกนั่นเอง
เราจะเห็นว่า การปฎิบัติบำเพ็ญความดีนั้น เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ว่าถ้าไม่ทำ อารมณ์ฝ่ายอกุศล
มันก็สิงสู่ใจเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เร่าร้อน ไม่เป็นสุขอยู่อย่างนั้น


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:27:45 AM

อนุโมทนา..สาา ธุ..จิตที่คิดดีแล้ว..ถูกธรรมแล้วย่อมเป็นกุศล

อ.วศินกล่าวไว้ว่า
"... ชีวิตคนเราทุกคนเหมือนเรือเดินสมุทร
ซึ่งจะต้องเดินทางฝ่าคลื่นลมและมรสุม
แต่ชีวิตเดินทางนานกว่าเรือเดินสมุทร เพราะฉะนั้นขอให้
รักษาลำเรือ คือสุขภาพกายและเครื่องยนต์คือสมอง
ตลอดถึงผู้บังคับการเรือคือจิตใจไว้ให้ดี
เพื่อฝ่ามรสุมชีวิตไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ..."
จาก "ธรรมและชีวิต"


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:29:58 AM

พระท่านว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา นั้นไม่มี
หมายความว่า อันแม่น้ำตามมหานที นั้นเต็มฝั่งไปตามฤดูกาล
แต่ตัณหามนุษย์นั้น ล้นฝั่ง ยากที่ประมาณกว่าแม่น้ำ มนุษย์นั้น
มีความทะยานอยากไม่รู้สิ้น อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากมีรถ
พอได้รถอยากมีบ้าน พอได้บ้านก็จะภรรยา พอมีภรรยาก็อยากมีบุตร
พอมีบุตร อยากมีภรรยาเพิ่มอีก มีบ้านเล็กบ้านน้อย คือมันอยากไปหมด
อยากไม่จบสิ้น

อยากมีเมีย มีสามี มันก็คือต้องการภพ ต้องการชาติ เมื่อจิตมันปราถนาอย่างนี้
มันก็วนเกิดวนตายอยู่ไม่รู้จบสิ้น เพราะอวิชา ความไม่รู้ว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์
มันก็อยาก ๆ อยาก อยู่อย่างนั้น ได้คือเอาศอก ได้ศอกเอาวา ถ้าไม่ตัด ไม่ปลง
ปล่อยละ สละ วางความอยากลงบ้าง มันก็มองไม่เห็นฝั่งแห่งพระนิพพาน
เพราะอวิชามันบดบังเราอยู่ ทุกวันนี้ต้องหมั่นขูด หมั่นเคาะตัณหามันออกบ้าง

หลวงปู่สิมบอกให้ภาวนาไปเรื่อย ๆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะไรก็ได้ภาวนาไป
อย่าไปคิดอยากได้ อยากมีให้มันมาก เอาจิตจับกับลมหายใจ ภาวนาไป ทำมันไป
อยู่อย่างนั้นทุกวัน วันละนิดละหน่อยแค่ช้างพับหู งูแลบลิ้น ชั่วขณะจิตเดียวก็ยังดี
สะสมมันไปอย่างนั้น อย่ายอมแพ้ อย่าถอย สู้มันไป เอาสีข้างเข้าถูไปก่อน พอจิตมัน
เคยชิน แล้วก็จะทำได้เรื่อย ๆ แล้วจะกลายเป็นความชิน ภาวนาได้ทั้งวัน พออารมณ์
ว่างจากการงานที่ทำ ก็ภาวนามันไป พุทโธ ๆ ไป จิตมันจะได้ไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่น
นี่พระสายปฎิบัติเค้าสอนแนวนี้หมด ผมฝังมากี่องค์ กี่องค์ ก็สอนแนวนี้ ยกเว้น
สายปริยัติ ก็มีแนวการเมืองบ้างปะปน ผูกปนผสมธรรมกันไป บางคนก็ชอบ
เพราะว่าฟังง่ายดี ภาษาพระอย่างเดียว บางทีฟังไม่ออก พอมีพระฉีกแนวสอดแทรก
การเมือง ก็ฟังเข้ากาลสมัย แล้วแต่... ใครจะชอบ ดีทั้งนั้น ดีมาก ดีน้อย ก็ดี
ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

แต่ว่าถ้าจะมองพระสายปฎิบัติ นี่สอนละสังขารเท่านั้น แนวอื่น ท่านไม่เอา
เอาเนื้อ ๆ น้ำ ๆ ไม่ต้อง ใครรับได้รับไป รับไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร หมั่นฝึกหมั่นทำ
เดี๋ยวก็เข้าใจไปเอง ทำดี อย่าผัดผ่อน บุญกุศลเกิดที่ใจ อย่านึกว่าแค่ใส่บาตรพระที่วัดอย่างเดียว


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:31:32 AM

ทำบุญเข้าวัดอย่ารอตอนแก่......เพราะเราม่ายรู้ว่าจะมีโอกาสแก่หรือป่าว?

เข้าวัดเพื่อไปทำบุญ.............ดีกว่าเข้าวัดเพื่อการฌาปนกิจ!!


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:32:33 AM

ถูกต้องง คนเรา ไม่รู้ว่าจะมีโอกาศได้แก่หรือป่าว
ความตายมันจดจ้องเราอยู่ทุกวินาที ถ้าไปเอาดีตอนแก่
เอาชั่วตอนหนุ่ม เดี๋ยวเค้าก็ดึงแกลงหลุมไป หมดสิทย์ได้บุญ
เหลือแต่บาป ซวย ๆ ซวย ฮ่วย!!  


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 12:33:53 AM

บุญนั้นสามารถกระทำได้ 10 วิธี เราเรียกว่า "บุญกริยาวัตถุ 10" คือ
1. การให้ทาน ซึ่งมีหลายชนิด เช่น การให้ทรัพย์สิ่งของ เงิน การให้อภัย เป็นต้น
2. การรักษาศีล หรือมีเจตนาที่จะงดเว้นการประพฤติอันมิชอบ
3. การรปฏิบัติภาวนา คือการอบรมจิตให้เจริญด้วยสมาธิ และปัญญา(การปฏิบัติสมถะ วิปัสสนากรรมฐาน) เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น
4. การประพฤติตนให้สุภาพอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ
5. การขวนขวายรับใช้ บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ ที่สละแรงกายเข้าช่วย เช่น การกวาดลานวัด ช่วยลงแรงจูงคนแก่ข้ามถนน เป็นต้น
6. การให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำบุญ คือชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญกับเราด้วย
7. การมีความยินดีในการทำความความดีของผู้อื่น(การอนุโมทนา)
8. การฟังธรรมศึกษาธรรม ศึกษาสัจธรรมอันประเสริฐ
9. การช่วยเทศนาสั่งสอนธรรม ช่วยประกาศธรรมแก่ผู้อื่น รวมทั้งความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไม่มีโทษอื่นๆ ด้วย ถือเป็นธรรมทาน
10. การทำความเห็นให้ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ เช่น รู้ดี รู้ชั่ว รู้เหตุ รู้ผล เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง

บุญนั้นเราไม่ต้องรอที่จะต้องไปทำที่วัดก็ได้ครับ..ทำที่ไหนๆก็ได้


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 09, 2010, 01:39:07 PM
ดีครับพี่ๆ ทุกท่าน

วันนี้ ผมได้เป็นมัคทายก ด้วย ตื่นเต้นๆ แต่ก็ภาวนาดูสภาวะตามไปสักพัก ก็เข้าที่ครับ 5555

วันนี้ มีงานขึ้นบ้านใหม่ของ อาอี๊ ครับซึ่งแกบอกว่า ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับขั้นตอน พิธี การขึ้นบ้านใหม่เลย

เลยให้ผมจัดการเรื่องนี้ ให้

ผมก็เลยอาศัยว่า ไหนๆ ก็รู้จักกับหลวงพี่หลายๆท่าน ก็เลยลองสอบถามดูครับ ท่านก็บอกวิธีการปฏิบัติให้ แล้วก็อาศัยสัญญาเก่า

ตอนที่ไปโปรดพ่อ กับ แม่ที่บ้านตอนผมบวช ก็ได้นำมาประยุกต์ปรับใช้ ก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ส่วนวิธีขั้นตอนนั้น เดี๋ยวผมจะมาเล่าสู่กันฟัง อีกที่นะครับ ขอตัวไปเครียร์งานก่อน อิอิ

ยังไงก็บุญมาฝากพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วยน่ะครับผม สาธุ _/\_   ;)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 09, 2010, 10:00:28 PM

สาธุ _/l\_ ดีมากๆครับ เหนื่อยมากไหมครับ

ผมจัดงานขึ้นบ้านใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว  ตอนแรกกะเอาว่าจะบอกแต่ที่สนิทกันจัดพอเป็นพิธี

แต่พอท่านอื่นๆรู้ โดยที่เรายังไม่ได้เชิญเขาก็น้อยใจกัน ก็เลยบอกหมดเท่าที่เวลาอำนวยและติดต่อได้

เหนื่อยครับ แต่ก็ดีครับที่เป็นพิธีงานบุญ มีเรื่องเอามาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ

แต่ตอนนี้ขอเชิญ คุณกอล์ฟก่อนจะดีกว่าครับ... :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 10, 2010, 11:35:38 AM
ผมได้มีโอกาสไปวัดถ้ำผาป่อง ที่เชียงใหม่ มาครับ
เป็นวัดที่หลวงปู่สิม ท่านสร้างไว้

อ่านเจอ ป้ายต้นไม้พูดธรรมะ ต้นหนึ่ง ชอบดีครับ ท่านบอกไว้ว่า

"คนแก่แล้ว (คนสูงอายุ) ไม่มีอะไรดี แต่ว่า แก่ ภาวนา นั่นและดี "

นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ อิอิ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 10, 2010, 02:51:34 PM
ดีแล้วครับ...บางท่านอาจจะต้องเห็นหรืออ่านธรรม และ จะเกิดกำลังใจ หรือบางท่านอาจจะต้องพูดให้น้อยใจ,สลดหดหู่ใจ
หรือบางท่านอาจจะต้องพูดดูถูกเสียดสีบ้าง แต่พูดไปอย่างนั้นเองด้วยเมตตา
เพื่อจะได้เกิดความมุมานะตั้งใจ พร้อมทั้งมีกำลังใจที่เข้มแข็งขึ้นได้

เหมือนเรื่อง"เถรใบลานเปล่า"ท่านสอนลูกศิษย์จนได้อรหันต์มากมาย  แต่ตัวท่านเองยังไม่สำเร็จอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสอุบายสอนท่านด้วยคำพูดแนวๆนี้ ...แต่สุดท้ายแล้วเป็นเณร(ได้อรหันต์แล้ว)ตัวกระเปี๊ยกที่ออกอุบายธรรมเป็นครั้งสุดท้ายจนท่าน"เถรใบลานเปล่า"สำเร็จอรหันต์...

ผมลองตีความเอาจากต้นไม้พูดธรรมนะครับ

คนแก่นั้นไม่มีอะไรดี  เนื่องจากมองที่รูปขันธ์แล้วมีแต่เสื่อมลงทุกที พร้อมทั้งต้องรับภาระในธาตุขันธ์ที่เสื่อมนี้อยู่ด้วย ยิ่งแก่แล้วโรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็รุมเร้า ทำให้เกิดทุกขเวทนาอีกด้วย นั้นจึงไม่มีอะไรดี

แต่ว่า แก่ ภาวนา นั่นและดี  ผมตีความเอาว่าต้นไม้คงไม่ได้หมายถึงต้องเป็นคนแก่แล้วถึงจะภาวนาดีกว่าคนรุ่นหนุ่มสาว,คนวัยกลางคน หรือ คนวัยเด็กอะไรหรอกมังครับ

ที่ว่าให้ แก่ภาวนา นั้นคงหมายถึง  ให้ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นคนแก่ คนรุ่นหนุ่มสาวหรือคนวัยกลางคน คนวัยเด็ก ให้ภาวนาให้บ่อยๆภาวนาให้มากๆครับ ไฮไลท์น่าจะอยู่ตรงนี้แหละครับซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆและน่าชื่นชมครับ

ผมตีความเอาแบบนี้...แต่ว่าท่านอื่นๆจะตีความแบบไหนนั้นก็แล้วแต่แนวทางหรือวิถีทางของแต่ละท่านครับ ซึ่งคงไม่เหมือนกันทุกท่านหรอกครับ...
นานานจิตตัง  :)   ;)

 





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 11, 2010, 11:09:25 AM
ใช่แล้วละครับพี่ AVATAR

ซึ่ง ประโยค ที่ว่า "แก่ภาวนา นั่นและดี" ตามที่กระผมเข้าใจ คือถ้าเรารู้หลัก ของการปฏิบัติธรรม ในศาสนาพุทธแล้ว
และได้ภาวนา รู้สภาวะลงตามความเป็นจริง และ เข้าใจสภาวะที่เข้ามา ว่า ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อเห็นบ่อยๆ เข้า จนเริ่มเกิดความเบื่อหน่าย แล้วก็ค่อยๆคลายความยึดถือตัวเรา ของเรา เมื่อนั้น เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา จิตใจที่ภาวนาจนชำนาญ ก็จะเริ่มปล่อยวาง ความเป็นตัวเรา ของเรา ละความทุกข์หยาบๆ ได้บ้าง ซึงจุดนีเอง ผู้แก่ภาวนา จะเห็นได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติภาวนา มาครับผม

ก็แล้วแต่ แต่ละท่านจะตีความนะครับ อย่างที่ท่าน AVATAR บอกเอาไว้ ว่าเป็น นานาจิตตัง ครับผม

ขอให้ทุกท่านๆ เจริญในธรรม นะครับ
 ;)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 12, 2010, 08:38:53 AM
ปริศนาธรรม เป็นเหตุให้ใคร่ครวญในธรรม นำมาประมวลผลพิจารณาได้ตามกำลังและพื้นฐานของแต่ละท่าน ซึ่งคำตอบอาจไม่เหมือนกัน แต่ว่าได้พิจารณาเหมือนกัน แค่นี้ก็เป็นโอกาสดีแล้วครับ
คำตอบหรือการตีความนั้น ท่านที่ท่านตั้งปริศนานั้นคงไม่มีคะแนนจะให้หรอกมังครับผมว่า ขอเพียงท่านๆนำไปพิจารณากันก็ตรงตามจุดประสงค์แล้วครับ

เวลาไปวัดต่างๆผมก็ชอบอ่านครับ สนุก ได้รับความคิด และได้รับข้อธรรมไปด้วย

ผมคิดงี้แหละครับ...

  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 16, 2010, 11:25:34 PM
...ดูกรรมเต่า...
...เต่าน้อยตัวเท่าฝ่ามือ...เดินต้วมเตี้ยมข้ามถนน...ถนนกว้าง ๒๐ เมตร...
...ข้าน้อยขับรถด้วยความเร็ว...ผ่าน...แหงะมองด้านซ้ายรถ...โอ้...เฉี่ยวเต่าน้อย!
...คิด..
...จอดรถเอามันออกมาจากถนนตรงนั้น...หรือ...ปล่อยมันไป..(เป็นไปตามกรรม)
...๑-๒ วินาที คิด....จอด...
...วิ่ง ๑๐๐ เมตรชาย รุ่นเก่า...ไปเอามันมา...เพราะรู้อยู่แล้วรอได้อีก ๓ อย่าง

...๑.มีผู้ใจบุญคิดได้เร็วกว่าผม,ตาเร็วกว่าผม,จอดรถเร็วกว่าผม,ไปเอามันได้เร็วกว่าผม..

...๒.รอให้เต่ามันเดินข้ามเอง..(มันต้องไต่ขึ้นฟุตบาทสูง ๒๐ เซน หรือไม่ก็ช่องระบายน้ำ ๑๐ เมตร มี ๑ ช่อง แต่มีซี่กรงเหล็กมันคงเข้าไปไม่ได้)

...๓.ดูมันโดนรถเหยียบเละ...แล้วก็วางเฉยปลงๆ...ปล่อยให้มันเป็นไป

...เคยทำเคยรอ.....แต่ช้าไป..เร็วไป..ก็ไม่ได้ต้องตัดสินใจด้วยเวลาอันเหมาะสม...ผมก็ไม่รู้เมื่อไหร่..?
...แต่เมื่อคิดดีแล้วมันเป็นได้เอง...มันจะถูกที่ถูกเวลา...
...รถผ่านมันอีก ๕-๖ คัน..คันสุดท้ายก่อนไปถึง...มันรอดหว่างกลาง...ผมยืนนิ่ง..ลุ้น..เสียวแว๊บ..
...ตอนนี้เต่าอยู่ในกระดองละครับ...มันไม่เดินแล้ว...
...ผมเอามันไปปล่อย..กะไปปล่อย..ในทะเลสาปหมู่บ้าน...แต่เดินไปเจอบึงข้างทางก่อนเดินถึงรถ..
...เลยปล่อยมันที่บึงนั้น...
...ผมไม่อยากปล่อยมันไปตามกรรม...ถ้าผมทำมันได้...

---อย่าไขว้เขวหรือลังเลสงสัย...ในการกระทำกรรมดี...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 16, 2010, 11:31:02 PM


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ...จะเป็นกรรมขาว หรือ กรรมดำ ตัวเราเองเป็นคนเลือกเอง...

...จริงอยู่..สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (จะเป็นกรรมขาว หรือ กรรมดำ ตัวเราเองเป็นคนเลือกเอง)

...แต่ ถ้า..จะเกิดสงครามล้างผลาญกัน...เราไม่อยู่ข้างใคร?..เราก็จะปล่อยเค้าให้ ห่ำหั่นกันจนวอดวายทั้งสองฝ่าย...แล้วมองดูอยู่เฉยๆ..ดูไป..ปลงไปฉะนี้ หรือ...?

...ทำไมไม่เข้าไปยุติสงคราม..ก่อน..ที่มันจะเกิดขึ้น...ถ้าทำ ได้..ได้..หรือ..ไม่ได้..ต้องลองทำดูก่อน...ถ้าทำเต็มที่แล้ว..หยุดยั้งไม่ไหว..ไม่มีบารมีพอ..ค่อยว่ากัน..

....ถ้ายุติได้..ใครได้?......ถ้ายุติไม่ได้..อะไรเกิดขึ้น...?
.
...นั่นแลจึงจะเกิดกุศลกรรมดี..ที่ยิ่งใหญ่..หาประมาณมิได้..


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 19, 2010, 10:16:27 AM
...ดูกรรมเต่า...
...เต่าน้อยตัวเท่าฝ่ามือ...เดินต้วมเตี้ยมข้ามถนน...ถนนกว้าง ๒๐ เมตร...
...ข้าน้อยขับรถด้วยความเร็ว...ผ่าน...แหงะมองด้านซ้ายรถ...โอ้...เฉี่ยวเต่าน้อย!
...คิด..
...จอดรถเอามันออกมาจากถนนตรงนั้น...หรือ...ปล่อยมันไป..(เป็นไปตามกรรม)
...๑-๒ วินาที คิด....จอด...
...วิ่ง ๑๐๐ เมตรชาย รุ่นเก่า...ไปเอามันมา...เพราะรู้อยู่แล้วรอได้อีก ๓ อย่าง

...๑.มีผู้ใจบุญคิดได้เร็วกว่าผม,ตาเร็วกว่าผม,จอดรถเร็วกว่าผม,ไปเอามันได้เร็วกว่าผม..

...๒.รอให้เต่ามันเดินข้ามเอง..(มันต้องไต่ขึ้นฟุตบาทสูง ๒๐ เซน หรือไม่ก็ช่องระบายน้ำ ๑๐ เมตร มี ๑ ช่อง แต่มีซี่กรงเหล็กมันคงเข้าไปไม่ได้)

...๓.ดูมันโดนรถเหยียบเละ...แล้วก็วางเฉยปลงๆ...ปล่อยให้มันเป็นไป

...เคยทำเคยรอ.....แต่ช้าไป..เร็วไป..ก็ไม่ได้ต้องตัดสินใจด้วยเวลาอันเหมาะสม...ผมก็ไม่รู้เมื่อไหร่..?
...แต่เมื่อคิดดีแล้วมันเป็นได้เอง...มันจะถูกที่ถูกเวลา...
...รถผ่านมันอีก ๕-๖ คัน..คันสุดท้ายก่อนไปถึง...มันรอดหว่างกลาง...ผมยืนนิ่ง..ลุ้น..เสียวแว๊บ..
...ตอนนี้เต่าอยู่ในกระดองละครับ...มันไม่เดินแล้ว...
...ผมเอามันไปปล่อย..กะไปปล่อย..ในทะเลสาปหมู่บ้าน...แต่เดินไปเจอบึงข้างทางก่อนเดินถึงรถ..
...เลยปล่อยมันที่บึงนั้น...
...ผมไม่อยากปล่อยมันไปตามกรรม...ถ้าผมทำมันได้...

---อย่าไขว้เขวหรือลังเลสงสัย...ในการกระทำกรรมดี...

 

ให้ข้อคิดดีครับ อย่าไขว้เขวหรือลังเลสงสัย ในการกระทำความดี

บุญกุศลเล็กๆ น้อยๆ เราควรที่จะสะสมไปเรื่อยๆ เน๊อะครับ สาธุ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 26, 2010, 08:20:00 PM
________________________________________
เดินจงกรมที่ลานปูนโรงรถแล้ว เหยียบหอยฝาเดียวที่มากินต้นไม้และเดินเพ่นพ่าน

กวาดแล้วก่อนเดิน   ก็ยังเดินออกมากันอีก

เนี่ยะ  ...มีหมานอนเล่นเป็นเพื่อน 1 ตัว

ก็แผ่เมตตาไป   ;D
---------------------------------------------------------ผู้เล็งเห็นทุกข์

เดินเพลินไปหน่อยหรือครับ ถ้ามีสติทุกย่างก้าวไม่น่าพลาด แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ เราไม่ได้เจตนาฆ่ามัน มันตายหรือบาดเจ็บล่ะครับ

เหตุให้ศีลข้อที่ 1 ขาด

1.รู้ว่าเป็นสัตว์
2.สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่
3.เจตนาตั้งใจจะให้สัตว์นั้นตาย
4.พยายามทำให้สัตว์ตายด้วยความตั้งใจและเจตนานั้น
5.สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

หมาและแมว มันมี6เซ้นส์ (สัมผัสที่ 6) มันรู้ได้ว่าคนไหนดี หรือไม่ดี เพราะมันรู้สึกถึงรัศมีของคนได้ว่าเป็นรัศมีของบุญอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้ๆ
หรือรัศมีอำมหิต รบกวนหรือชอบรังแก มันก็จะไม่เข้าใกล้ แม้เจอกันครั้งแรกก็ตาม


มันรู้คนดีมันก็อยากอยู่ใกล้(แต่ไม่กวน) แถมได้บุญเผื่อแผ่มาให้ด้วย หมามันมี 6 Sense ครับ

 :)   ;)
 
         


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 27, 2010, 12:04:09 AM
เวลาที่เดิน ส่วนใหญ่เป็นเวลากลางคืน หัวค่ำหรือ ดึกสักหน่อย

แสงสว่างน้อย จึงมองไม่ค่อยเห็น

วันนี้เดิน 2-3ทุ่ม1/2

พระจันทร์หลบอยู่หลังเมฆฆ

ได้เหงื่อ แต่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร 
---------------------------------------------------------------------ผู้เล็งเห็นทุกข์
ความตั้งใจสูงครับ...ผมอายเลย...ความเพียรผมยังน้อย

มีเรื่องเล่าสมัยพุทธกาล...เรื่องมันยาวมาก ผมจะเอาแต่ไฮไลท์แล้วกันนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่ามีพระองค์หนึ่งอดีตชาติเป็นหมอ ท่านทำกรรมไว้ชาติก่อน(เรื่องมันยาว) ทำให้ชาตินี้ท่านจึงตาบอด ระหว่างที่ท่านบวชอยู่นั้น

ท่านใช้กรรมทีท่านทำไว้ ถึงกับต้องตาบอด พอตาบอดปั๊บท่านได้บรรลุอรหันต์จังหวะนั้นเลย

 ทีนี้ก็มีเรื่องให้ต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามีการรวมพระอรหันต์(โดยไม่ได้นัดหมายนั่นเองเป็นวันสำคัญทางศาสนาวันนึง)ท่านจึงออกเดินทาง

ก่อนจะเดินทางถึงที่พำนักพระพุทธเจ้า ก็พอดีมืดเสียก่อนท่านจึงปักกลดและพักอยู่ไม่ห่างจากสำนักพระพุทธเจ้านัก

โดยปกติแล้วถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านส่วนใหญ่นั้นก็จะทำความเพียรกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ....พระอรหันต์ตาบอดนี่ก็เหมือนกัน


ท่านหาลานเพื่อจะเดินจงกลม พอได้จังหวะของท่านดึกๆท่านก็ออกมาเดินจงกลมทำความเพียร ตอนนั้นเป็นช่วงหลังฝนตกใหม่ๆแมลงเม่ามันเยอะมากเต็มไปหมด
ท่านก็เดินของท่านไป แต่ว่าท่านไปเหยียบแมลงเม่ามันตายเป็นจำนวนมาก

พระอรหันต์


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 27, 2010, 12:31:56 AM
พอตอนเช้าพระอรหันต์กลุ่มหนึ่งผ่านมาเห็น ลานเดินจงกลมข้างกับพระอรหันต์ที่ปักกลดไว้ เห็นแมลงเม่าโดนเหยียบตายเป็นอันมาก

พอถึงที่พำนักของพระพุทธเจ้าจึงนำเรื่องนี้ทูลพระพุทธเจ้าว่า ที่มาชุมนุมกันนี้ทราบว่ามีแต่พระอรหันต์ทั้งสิ้น แต่พระองค์หนึ่งเดินจงกลมเหยียบแมลงเม่าตาย
เป็นอันมาก พิจารณาแล้วไม่ควรเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้า(พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้แล้วจากพระปรีชาญาน) จึงถามว่าท่านทั้งหลายเห็นพระรูปนั้นเดินเหยียบแมลงตายหรือไม่
พระอรหันต์กลุ่มนั้นตอบ...ไม่มีใครเห็นพระเจ้าข้า...
พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ท่านไม่เห็นฉะนั้นแล้วจึงไม่ควร คิดไปเช่นนั้นว่าพระองค์นั้นท่านทำกรรมไม่ดี แท้ที่จริงแล้วพระอรหันต์รูปนี้ตาบอด
ท่านไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าแมลงทั้งหลายเหล่านั้น แต่แม้ท่านจะเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านยังหมั่นทำความเพียรอยู่เสมอ สมควรเอาเป็นแบบอย่างที่ดี
ในกาลนั้นเอง พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่ได้ฟัง ได้กล่าว สาธุกาล แด่พระอรหันต์ตาบอด.....

เท่านี้แหละครับ...เท่าที่ผมด้นสดและพอจะมีสัญญาจำได้ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ ส่วนท่านใดอยากอ่านเรื่องยาวๆถ้าผมหาเจอจะนำมาลงให้นะครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 27, 2010, 02:07:54 PM
อ่อครับ สาธุครับผม

การที่จะทำผิดศีลข้อ 1

ดูที่เจตนาเป็นการสำคัญเน๊อะครับ

พี่ AVATAR หายไปหลายวันเลย แอบไปภาวนาที่ต่างจังหวัดมาหรอครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 27, 2010, 02:51:53 PM
ครับผม เจตนา ที่ออกมาจากใจนั้นสำคัญนัก

พระพุทธภาษิต
มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติวา

ตโต นํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ

คำแปล

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงสำคัญที่ใจ ใจประเสริฐสุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจไม่ดี การทำการพูด ก็พลอยไม่ดีไปด้วย เพราะความไม่ดีนั้นเป็นเหตุ ความทุกข์ก็ติดตามมาเหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค



ไม่ได้แอบไปไหนหรอกครับ...ทำงานยาวครับ    :)



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:47:15 AM
    
บุญทุกบุญ บาปทุกบาป มีผู้จดบันทึกนะ
« เมื่อ: กันยายน 26, 2010, 01:31:11 pm »

การกระทำทุกอย่างของทุกรูปนาม มีผู้ทำหน้าที่สอบถามและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน คล้ายการทำหน้าที่ของศาลบนโลก

แม้น ไม่มีใครรู้เห็น แต่มีผู้รู้ อยู่อีกมากนอกจากตัวเรา

โมทนาทุกๆบุญ    ;D   ....................ผู้เล็งเห็นทุกข์


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:48:28 AM


สำนักยมบาล

มีพระยายมราชหรือพญามัจจุราช เป็นผู้พิจารณาและจำแนกชีวิตหลังความตายว่าจะไปอยู่ที่ใดตามกรรมคือบุญและบาปที่ทำมา

พระยายมราชหรือพญามัจจุราช ความจริงท่านเป็นเทพ แต่ท่านก็มีหน้าที่ของท่านที่จะต้องทำ แล้วก็เป็นตำแหน่งหมุนเวียนกันไป

ท่านเมตตามากนะผมว่า...ท่านจะถามถึงเรื่องบุญที่เคยทำก่อน เพราะอยากให้คนทำบุญทำความดีได้ไปเสวยสุขก่อน

ไปฝึกงานมา 3 ครั้งแล้วครับ....แต่ยังไม่รับปากว่าจะไปทำ   อย่าจริงจังหรือซีเรียสครับ ฟังๆไปพอมีเรื่องคุยกันครับ  :)   
 



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:49:59 AM
  เคยสัมผัสว่าไป ชมการเตรียมการว่าการของ อะไรไม่ทราบ



คล้ายศาลา วัดมีใต้ถุนสูง ข้างหน้าเป็นลานกว้าง  และมีชายร่างขนาดกลางผอมเพรียวเดินเข้ามาที่ลานนั้น

เขาเหลียวหน้ามาทางศาลา เรียกว่า สุวรรณ สุวาลย์ มานี่

ก็ มี ผู้ชายเดินมาจากข้างหลังเรา ระหว่างเดินผ่านได้บอกว่าให้หลับตา ซะ แต่เราหลับตาไม่สนิท ก็บอกไปว่า เขาก็เป่าลมใส่หน้า ทีนี้ก็หลับเงียบไปเลย

ถึงรู้ว่า ไปที่นั่นมาแล้วและที่กลางลาน เป็นกรณีของผู้หญิงคนหนึ่ง   ;D   ....................ผู้เล็งเห็นทุกข์



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:50:58 AM
ของผมครั้งแรกก็ไปรับผู้หญิงมาเหมือนกันครับ   :)

 

ไปฝึกมาหลายแห่งครับ...ถ้าจะทำงาน มันก็ควรจะเริ่มจากไปฝึกงานเดินตามดูก่อนแหละครับ...แล้วก็ศึกษาเอาใครเป็น ใหญ่ในสำนัก ในสำนักใครมีหน้าที่ ตำแหน่งอย่างไร ใครรับผิดชอบได้ถึงขนาดไหน...ฯลฯ


ฝันๆไปน่ะครับ.... :D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:52:41 AM
*อือ  ท่านผู้ตรวจงานมีจริงๆ แฮะ


นี่ท่าจะทำงานตอนยังเป็น คนเป็นๆ อยู่นะเนียะ*

...มีครั้งหนึ่ง มีคน 2 คน แต่งตัวคล้ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน มามองดูเรา คนนีงถามว่า คนๆนี้ เข้าสมัคร...เมื่อไร

อีกคนก็ตอบว่า เมื่อใช้ชื่อเดิมว่า...(คือตอนนั้น เปลี่ยนชื่อ)


...แล้วก็อีกที โดนสอบถามเรื่องธุรกรรมทางการเงิน เราก็ชี้แจงไป...คนฟังนั่งโต๊ะประมาณ 4 คน...


ประมาณนี้เลย จ้า   ;D ....................ผู้เล็งเห็นทุกข์
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 29, 2010, 12:56:00 AM
ไม่ทราบว่าจะเรียกอย่างไรครับ...แต่สำหรับผมแล้ว แค่เดินผ่านกันครั้งแรก ผมฟันธงได้เลยว่า คนคนนั้นประมาณไหน...? แล้วถ้าอยูในวงก๊งกันด้วยนะ...แจ่มเลยครับ..(ฟันได้ขาดเป็นชิ้นๆ แฮะ..แฮะ...ไม่ใช่เมากันหมดนะ...แต่ใครเห็นผมกินจนเมาได้นี่มีบุญแล้วนะ... อะ่...ว่าไป๊)
แล้วมันก็เป็นไปอย่างนั้นจริงๆเมื่อกาลผ่านไป คนที่ใกล้ชิดผมมากจะทราบดี

อย่า คิดมากครับ...ว่าแต่ถ้าจะทำงานก็ไปศึกษาให้มากนะครับ...จะได้ไหลลื่น...แต่ ถ้าไม่ชอบใจหรือยังไม่สบายใจก็แนะนำว่าอย่าเพิ่งไปตกปากรับคำ..เดี๋ยวจะเสีย สัจจะบารมี(คิดว่าท่านคงสร้างไว้บ้างแล้วตามสมควร )

นิมิตรไปดูปราสาทแก้ว ปราสาททอง ที่สวยงามสว่างไสว ทอดยาวต่อกันไปจนสุดทางช้างเผือกนั่นดีกว่าครับ...เพลินดีออก..................

แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่ต้องถูกเลือกแล้ว...เมื่อถึงจังหวะเวลานั้น ก็ตัวใครตัวมันครับ...        

ผมว่าไปคุยกันต่อที่ กระทู้ข้างล่าง คุยสบาย..สบาย...ดีกว่ามั๊ยครับท่านพี่ ผู้เล็งเห็นทุกข์

เพราะเรื่องมันดูท่าจะยาว...แล้วคุยแบบนี้อาจจะไม่เต็มที่...เค้าจะหาว่าเราเว่อร์หรือมันบ้ากันไปแล้ว...

ไปตรงโน้นมันก็แบบสบายๆใครว่าอย่างไรคิดเห็นอย่างไรก็ว่ากันไป...เอาแบบคุยๆกันไปสบ๊าย สบาย...ไม่ต้องปรับปาราชิกหรืออาบัติ

เพราะ เรายังเป็นปถุชนคนธรรมดาพูดได้ แล้วแต่ใครเชื่อ ไม่เชื่อ...หรือมีความเห็นเป็นเช่นไร...ดีมั๊ยครับ...โม่กันไดัเต็มสูบ...
มีความเห็นเป็นประการใดครับท่านพี่..  :)   :D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 30, 2010, 02:23:45 PM
ฮ่าๆๆ เข้ามาติดตามครับๆ ได้ไปฝึกงานกันแล้วหรอครับ

เอาประสบการณ์มาแชร์กันหน่อย ครับผม อิอิ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 30, 2010, 08:48:52 PM
แล้วนี่
คุยกันแค่ 2 ท่านเท่านั้นหรือ

ไม่เร้าใจเลยไม่มีใครมาร่วมวง

เอาเป็นว่าโลกของกิเลสนี้ ต้อง ถูกต่อต้านชัดเจนถึงจะมีกำลังแรงขึ้นเนอะ

เรื่องสบาย ๆ มันเกรงใจ 5 5  5 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 30, 2010, 11:31:25 PM
บางครั้งการคุยกันกับใครก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเร้าใจเสมอไปนักหรอกนะครับผมว่า...

แล้วเรื่องที่เร้าใจส่วนใหญ่นั้นก็มักจะเป็นข้อถกเถียงและข้อขัดแย้งซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ยกเว้นแม้เรื่องเกี่ยวกับศาสนา

ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะนำมาถกและวิเคราะห์กันเอาตามความเข้าใจของแต่ละคน ถึงแม้จะอ่านเอาจากหนังสือ คัมภีร์ พระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน

ก็อาจจะตีความไม่เหมือนกัน เมื่อตีความไม่เหมือนกัน จึงต้องมาถกกันคุยกัน ถ้านำเสนอในเหตุผล แล้วน่าจะเห็นถูกต้องตรงกันก็จบ แต่ถ้าเห็นไม่ตรงกันก็ขัดกัน...แล้วเมื่อไม่มีผู้อยู่ให้ตัดสินแล้วว่าใครถูก ใครผิด หรือถูกทั้งหมด หรือ ผิดทั้งหมด เมื่อไม่มีผู้มาให้ความกระจ่างและตัดสินแล้ว...เรื่องไม่มีทางจบหรอกครับ...ผมคิดว่างั้นนะ

เพราะฉะนั้นแล้วผมจะเคารพและให้เกียรติกับทุกความคิด แม้จะเห็นไม่ตรงกันหรือมีมุมมองไม่เหมือนกันก็ตาม

นับประสาอะไร บางทีเราก็ไม่ใส่ใจกับความคิดเหล่านั้น และก็ไม่แปลกแต่อย่างใดที่คนอื่นก็อาจไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของเราเช่นกัน

เมื่อเห็นเป็นอย่างนี้ก็แล้วแต่ทางใคร...แต่อย่าลืมแก่นมันแล้วกัน...นอกนั้นตามสบายอย่าไปซีเรียสกับรายละเอียดมากนักจนขยับตัว ขยับคิดไปไหนไม่ได้เลย...เพราะกลัวผิด

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เกิดมาในแผ่นดิน ถ้าไม่แทนคุณ ๓ สิ่งนี้ ผมบอกได้เลยว่าเสียชาติเกิด

แล้วถ้าใครคิดทำลาย...ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  ผู้นั้นก็มีอเวจีมหานรกเป็นที่ไปอยู่แล้ว


ตามนิสัยคนไทย ไม่ชอบวิจารณ์ แต่ชอบพูดถึงเรื่องคนอื่น รักความสบาย แต่ไม่มีระเบียบวินัย ขี้เกรงใจ แต่ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตนเอง โดยเฉพาะการหลงไหลไปกับอำนาจและความมักใหญ่ไฝ่สูงเกินตัว
 เอ...ผมพูดตรงเกินไปหรือเปล่านี่

ประสบการณ์ในทางธรรมหรือเอาแก่นจริงๆของพุทธศาสนานั้น น้อยคนที่จะเข้าได้ถึงแก่นจริงๆ อย่างเก่งก็ทำๆตามกันมาเช่น เข้าวัดทำบุญ ตักบาตร ทำสังฆทาน เอาเงินหยอดตู้ ใส่ซอง กฐิน ผ้าป่า ไปตามจังหวะและโอกาสจะอำนวย

และเมื่อมีน้อย...คงไม่ค่อยจะมีใครลงมาพูดคุยในเรื่องลึกซึ้งในทางธรรมเท่าไหร่...อีกอย่างคนไทยกลัวหน้าแตก เสียฟอร์ม กลัวว่าตนเองไม่รู้หรือไม่เข้าใจ กลัวใครเขาจะหาว่าโง่...คนส่วนใหญ่จึง...นิ่งไว้

แต่สำหรับผมก็พยายามจะเป็นกลางๆคุยๆไป เอาแบบไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป จริงบ้าง ฝันๆไปบ้าง เอาพอมีเรื่องคุย แต่อาจจะมีสาระบ้าง สำหรับใครบางคนแค่นั้นก็พอแล้วครับ แล้วผมก็ไม่ได้ลึกซึ้งหรือเข้าถึงแก่นนักหรอกครับ เรื่องผิดศีลนี่ก็ยังคงมีอยู่บ้าง...ผมถึงบอกไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนผมหรอกครับ...เพราะผมก็เป็นแค่คนธรรมด๊า...ธรรมดา คนนึงเท่านั้นเองครับ

 :)  ;)



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 30, 2010, 11:47:43 PM
เคยมีประสบการณ์ ผีอำ บ้างหรือเปล่า

มันไม่ค่อยเข้าท่าเลย นะ

โดนครั้งแรก ไม่รู้เรื่องดิ้นตูมตาม(ผีไทย)..มันหลายปีมาแล้ว

   พอรู้ประสาขึ้นมาหน่อย แต่ยังขี้เกีจจ แผ่เมตตาแค่บทย่อ จึงยังโดนอีกเป็นครั้งที่ 2 (ผีประเทศจีน)

ทีนี้ก็เลยขยันแผ่เมตตตา ด้วยบทเต็ม(บาลี)...ง่ะ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 12:14:18 AM
เคยครับ ตอนเป็นเด็ก แค่จะลุกแต่ ลุกไม่ขึ้นครับ พยายามจะลุก แต่เหมือนโดนอะไรมากดไว้ทำให้ลุกไม่ขึ้น  สักครู่ก็...ตื่นครับ ก็เลยงงๆว่า เมื่อกี้มันทำไมลุกไม่ขึ้นฟะ ไม่ทราบว่าเรียกผีอำหรือเปล่าครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 12:16:45 AM
เมื่อกี้ ช่องไทยทีวี รายการ พื้นที่ชีวิต ได้ไปสัมภาษณ์ ท่านอาจารย์ เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์

ท่านเปิดตัวด้วยคำพูดว่า " ผมเป็นคนมีธรรม ที่ผมเป็นคนมีธรรมนี้ ผมสั่งสมมาแต่อดีต...อดีตชาติ ไม่ใช่มาปุบปับ มีมาได้เลย มันต้องสั่งสมมา"

แล้วท่านก็ว่าเรื่องธรรมให้ฟัง ว่าท่านเกี่ยวเนื่องกับธรรมและศาสนาอย่างไร จนมาเป็นท่านได้ถึงทุกวันนี้

แล้วก็เหน็บๆพวกๆที่ยังหลงไปกับกิเลส ชื่อเสียง เงิน ทอง และ หลงเมามัวอยู่กับวัตถุอยู่ตามสไตล์ท่าน

สุดท้ายแล้วท่านทิ้งท้ายไว้คือ ให้ใช้สติในการแก้ไขปัญหาทุกชนิด เพราะเมื่อมีสติแล้วก็จะมีปัญญา แต่อย่ามาบอกว่าคุณมีสติแล้ว

ของอย่างนี้ไม่ได้มีได้มาง่ายๆต้องฝึก ต้องมีสมาธิ ตั้งสั่งสมมา....หลายชาติ

แล้วท่านก็ปรารถนาจะไปอยู่ที่เป็นนิรันดร์ ตามญาติพี่น้องของท่านที่ไปก่อนแล้ว............


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 12:19:15 AM
อย่างนี้แหละครับ คนมีบุญมากใครๆก็มาขอ มันได้บุญมากและเค้ารับได้มั้งครับ.... ;)
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 01, 2010, 02:11:58 PM
ก็ ..คงพอจะมี,,ละมั้ง

เพราะเหมือนเรามีตังค์ เขาจะขอดีๆ เราไม่ให้หรือให้นัอย..ก็โดนขอแรงหน่อย ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 02:50:39 PM
มีแน่นอนครับ...แต่จะเท่าไหร่นั้นมิอาจทราบได้  :)

เรื่องของการบริจาคโลหิตนี้พักหลังนี้ก็พยายามจะบริจาคทุก ๔ เดือนครับ ซึ่งก็แล้วแต่เราสะดวกบางทีพวกเค้ามารับบริจาควันนี้ แต่บังเอิญเรามีธุระที่อื่นหรือไม่ได้ไปทำงาน ก็ไม่ได้ไปบริจาค

ผมบริจาคตั้งแต่ครั้งเป็นทหารแล้ว และก็บริจาคมาเรื่อยๆตามโอกาส...ไม่เคยเก็บบัตรครั้งแรกซักที ไปเห็นเค้าบริจาคก็บริจาคเลยตามจังหวะนั้น พยาบาลถามก็บอกว่าบริจาคหลายครั้งแล้วไม่มีปัญหาหรอกครับ เธอก็บอกออกบัตรให้ใหม่เก็บไว้ไปรวมกับอันเก่าได้ค่ะ ผมก็เก็บๆไปไม่เคยเอามารวมกันซักที หายมั่งอะไรมั่ง...เป็นสิบๆครั้งแล้วมั้งผมก็จำไม่ได้ เพิ่งมีพักหลังนี้เป็นกิจจะลักษณะหน่อย รวมแล้วได้ ๔ ครั้ง ครั้งหลังสุดนี่ก็ ๒ ก.ค. ๒๕๕๓ นี่แหละครับ

ถึงจะเริ่มนับใหม่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก  แค่ว่ามีบัตรมันไม่ต้องมานั่งสอบประวัติ กรอกประวัติใหม่อีกให้มันเสียเวลา มีบัตรมันก็เร็วดีครับ
บริจาคก็ไม่ได้จะหวังทำลายสถิติ หรือ จ้องจะรับเหรียญรับเข็มอะไร (แต่สำหรับผมถ้าได้ก็คงไม่ไปรับอยู่ดี...ไม่ใช่ไม่ให้เกียรติอะไร แต่ผมว่ามันไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับผม) เพราะจุดประสงค์ในการบริจาคโลหิต ก็เพื่อต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ใครก็ได้ ไม่จำกัดว่าคนไหน ชาติไหน ศาสนาอะไร แค่นี้เท่านั้นแหละครับแล้วผมก็ไม่ได้หวังอะไรหรือให้ใครต้องมาตอบแทน...เลือดนี้สำคัญนักในยามวิกฤติ ชี้เป็นชี้ตายคนได้ทันทีในยามนั้น...ผมเคยเป็นทหารมาก่อนผมเข้าใจดีมันมีคุณค่ามาก...

แต่ครั้งที่จำได้แม่นเลย ตอนไปบริจาคโลหิต ระหว่างที่บวชอยู่.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 03:33:02 PM
เราจะอยู่ตรงกลางผ่อนแบบสบายนั้น เราต้องรู้จัก"หนักที่สุดและเบาที่สุด"ก่อนนะครับ
เราถึงจะรู้จักตรงกลาง ไม่งั้นเราเจอแต่บทโหดอย่างเดียว มันก็ตึงไป จนธาตุแตกดับได้
หรือเราเอาแต่รักสบายอย่างเดียว มันก็หาสาระแก่นสารอันมีคุณค่าไม่ได้

ดังนั้นแล้วผมคิดว่าเราจะต้องเจอและผ่านทั้งสองรูปแบบมาก่อน เราจึงจะรู้ว่าอันไหนตึงไป หย่อนไป
และกลางๆนั้น(สายกลาง)จริงๆแล้วสำหรับเรามันอยู่ตรงไหน...?

ตอนผมบวชลองอดอาหาร ๗ วัน ฉันท์แต่น้ำอย่างเดียว.....มันโคตรเลยครับ...

"อดอาหารเอาเจ็ดวัน"ทราบดีว่าไม่ใช่ทางดำเนินที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะลองดูแค่ว่าตนเองมีความเพียรพยายาม มานะ และถือสัจจะได้หรือไม่...

ความจริงแล้วไม่มีประโยชน์ในเรื่องมรรคผลนั้นก็ใช่อยู่ แต่ผลที่ทำนั้น(อดอาหาร)ก็ไม่ได้เสียเปล่าไปเสียทีเดียวแต่ประการใด

ยังทำให้เราเกิดปัญญาอีกอันมากมาย ในการฟาดฟันกับกิเลสที่ถาโถมรุกกระหน่ำเราอย่างไม่ลดละได้เป็นอย่างดี ถ้าเราใช้ปัญญาและตั้งมั่นอย่างสูง

เมื่ออยู่คนเดียวเจ็ดวัน ร่างกายลำบากท่าน"คิด"ถึงสิ่งใดบ้าง ท่าน"อยาก"จะทำอะไรบ้าง กิเลสตัวไหนเด็กๆ(ไม่ละเอียด)เล่นท่านไม่ได้แน่
แล้วท่านก็จะรู้จักกิเลสตัวเป้งๆ(ละเอียด)มีอุบายในการยั่วยุท่านอย่างไร

๗ วัน ๗ คืน พิจารณาร่างกายไป,กิเลสไป..วนไปวนมาซ้ำไปซ้ำมา ก็พอจะได้ปัญญาฟาดฟันกันได้บ้าง ก็คงแค่นั้นที่ผมต้องการ...

...แสบกว่านั้นอีกนิดครับ ผมไปบริจาคโลหิต ในวันที่ ๒ ที่อดอาหาร...และเมื่อผมกลับมาที่โบสถ์ผมก็ได้รู้จักกับการ"เป็นลม" เป็นครั้งแรกในชีวิต...

แต่ก่อนผมก็ว่าคนที่ เป็นลมนี่สำออย...อยู่ๆก็ทิ้งตัวลงนอน เพราะคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรงเป็นทั้งนักกีฬาที่เก่งกาจ เป็นทหารก็โดนทรมาน โหดๆต่างๆนานา ไม่เห็นมันจะเป็นลมหรือเครื่องน็อกกลางครัน พอตัวเองเป็นบ้างจึงเข้าใจ ว่าเออโลกมันหมุนเราตัวเรานี้เคว้งคว้างหาหัวหาเท้าไม่ได้ ไม่รู้ลอยอยู่ทิศไหน หน้ามืดชั่วขณะ  อุ อิ แต่ตอนนั้นผมไม่ล้มหรอกครับ สติผมครั้งสุดท้าย มือซ้ายผมไปเกาะขอบหน้าต่างโบสถ์ไว้ เลยไม่ร่วง ไม่งั้นคงล้มตึงไปเหมือนกัน...

เรื่องมันจึงเกี่ยวกับการ บริจาคโลหิต ด้วยประการฉะนี้เองครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 01, 2010, 03:59:43 PM
ผมว่า ว่างๆ เราจัดทริปไป ทำบุญร่วมกันดีป่ะครับ ฮ่าๆๆ

ตอนแรกๆ ที่ทำเว็บผมก็คุยอยู่คนเดียว ฮ่าๆๆ

ช่วงหลังๆ มีท่าน AVATAR กับ ผู้เล็งเห็นทุกข์ เข้ามาเติมสีสันเพิ่มขึ้น แล้วก็ท่าน pornsak ด้วย อิอิ

ยังไงช่วยเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน เน๊อะครับ

จะได้เดินทางในเส้นทางธรรมไปด้วยกันตลอด จนกว่าจะเข้าสู่เส้นทางแห่งสันติสุขชั่วนิรันดร์ สาธุ ครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 04:12:19 PM
ของผมตอนนี้คงยากหน่อยครับ ทั้งวิบาก(งาน)และ ห่วง(ลูก,ภรรยา)

จะหาโอกาสเหมาะๆไปกราบหลวงปู่วัดที่ผมบวช ปีนี้ยังไม่ได้ไปซักหนเลยครับ

ชีวิตคนก็วุ่นวายและเป็นทุกข์อย่างนี้แหละครับ... :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2010, 04:37:29 PM
อ้อ...อีกอย่าง ช่วงนี้ฤดูกาลแข่งบอลภายในสนามบิน คงจบเกือบปีใหม่พอดี

ผมต้องนำทัพน้องๆเข้าแข่งอีกตามเคย...ก็เหนื่อยครับเป็นทั้งผู้เล่น ทั้งโค้ช ผู้จัดการทีม แถมต้องหาสปอนเซอร์ให้อีก

ก็ทำๆไป พยายามจะสอดแทรกทั้งเรื่องกีฬา และเรื่องธรรมเล็กๆน้อยเอาไว้ใช้ในเกมส์กีฬาและเกมส์ชีวิต

กำลังหาตัวแทนอยู่...กำลังจะขึ้น เมื่อเห็นว่าอยู่ได้ดีกันแล้ว...ผมคงวางมือ...เพราะผมทำทีมจากที่แตกออกไป และบางคนมีทิฏฐิไม่มาเล่นด้วย
ผมต้องจับมารวมกันใหม่ ทำจนพวกเค้าได้แชมป์ไปแล้ว(ถ้วยพระราชทานด้วยนะครับนั่น)...ความสามัคคีนี้ก็สำคัญมาก ถึงจะเก่งแต่ไม่สามัคคีกันก็พังครับ ไปไม่ถึงไหนหรอก

และนักกีฬาก็ไม่ใช่จะคิดว่าตัวเองเก่งอย่างเดียวไม่ฟังใคร ไม่ฟังโค้ช...ต้องขยันและมีระเบียบวินัย มีความเคารพซึ่งกันและกันด้วย

คล้ายๆกับการปฏิบัติธรรมนั่นแหละครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 01, 2010, 07:28:37 PM
อย่างนี้ ต้องจัดมาเจอกันสัก match บ้างนะครับพี่ AVATAR อิอิ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 02, 2010, 12:10:13 AM
ก็ไม่เลวเหมือนกันนะครับ...ฟุตซอลก็ดีครับคนน้อย แต่ต้องไปเช่าสนามเค้าอีกเปลืองเงินอีก  :)   ;) 

เมื่อก่อนก็ใช้แมทช์การกุศลแบบนี้แหละครับเอาพวกเราที่พอเตะได้แข่งเตะบอลกับอาจารย์นักเรียน
แล้วก็บริจาคสิ่งของให้โรงเรียน ก็ยังมีทำอยู่ครับ แต่ผมย้ายมาอีกหน่วยเลยไม่ค่อยมีเวลาไปร่วมลุยด้วยแล้วครับ...



 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 02, 2010, 02:55:21 AM
ดึกแล้ว แต่ไฉน เน็ทจึงอืดเหลือเกิน

รู้ว่า...มีปฏิคะซะแล้ว


เรียนท่าน อวตาร กะ กอลฟรีซ ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นการออกกำลังกายดีกว่าการเดินนจงกรม การเล่นกีฬา ทำให้เหนื่อย เพลียและต้องพักด้วยการนอนชดเชย แบบขาดสติยาวนานกว่าปกติ

โมทนาบุญ ด้วย

ในชีวิตนี้ไม่เคยบริจาคเลือด เคยแต่เสียเลือดแลกชีวิตคน...

และ ตอนนี้ ขบวนการ ป่วน โลก ยังไม่หยุด ขอให้ช่วยกันปฏิบัติธรรมมากๆ ค้ำจุนโลก ให้มีสภาวะราบเรียบสักหน่อยก้ยังดี

**เห็นหน้าในหลวงแล้ว ไม่อยากพูดเลยว่า  ...

เหมือนตอนที่พ่อ(ทหารที่รบมาหลายสนาม เกาหลี เวียตนาม ลาว..)ใกล้ละสังขาร

และสถานการณ์บ้านเมืองก็หมิ่นเหม่ เหลือเกิน

เชื้อชั่ว ไม่เคยตาย และมันเป็นสมบัติของโลก ไม่เว้นที่แม้แต่ในเรา **เวลาเหลือน้อยแล้ว ประมาณ 2 ปี ..ยังร่าเริงอยู่ เพราะเข้าใจ ;D




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 02, 2010, 07:24:50 PM
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เกิดมาในแผ่นดิน ถ้าไม่แทนคุณ ๓ สิ่งนี้ ผมบอกได้เลยว่าเสียชาติเกิด

แล้วถ้าใครคิดทำลาย...ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  มันผู้นั้นก็มีขุมนรกเบื้องต่ำสุดเป็นที่ไปอยู่แล้ว

ง่ายๆสั้นๆ ได้ใจความมั๊ยครับ... ;)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 02, 2010, 07:53:35 PM
ต่ออีกนิดนะครับ...

และเมื่อบ้านเมืองไม่มีความสามัคคี แตกออกเป็นก๊ก เป็นเหล่า แย่งชิงอำนาจมีสงครามการเมือง บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปร

เหมือนพวกโซมาเรียและอีกฯ เราจะยังสบายปฏิบัติธรรมกันได้อย่างเสรีตามสบายและสงบหรือครับ...

บุญแล้วครับที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยนี้...ผมไปมาแล้วก็เกือบๆจะรอบโลก มันก็มีปัญหานู่นนี่กันหมดแหละครับ ไม่เว้นแม้ประเทศที่เค้าเรียกกันว่าพัฒนาแล้ว

ผมว่าประเทศไทยนี้ยอดที่สุดในโลกแล้ว...เสรี สบาย ในน้ำมีปลา ฝนตกปลาก็เต็มบ่อไม่รู้มาจากไหน(แต่ผมรู้..อิ อุ) ในนามีข้าว ปลูกตรงไหนก็ขึ้นตรงนั้น แถมไม่ต้องรดน้ำทุกวัน  ระหว่างรอข้าวโต ๓-๔ เดือน ก็กัดปลา ชนไก่ กัน

คนใฝ่ในธรรมก็ไปวัดมันทุกวันจนวัดแน่นผู้คนแออัด ต้องสร้างวัดใหม่อีกเต็มไปหมด ใครเห็นคนไทยสบายก็อยากมาอยู่หรืออยากจะมาตีเอา

และพวกเราคนไทยก็มีพระมหากษัตริยืที่เก่งกล้า สามารถมาปกป้องแผ่นดินและพระศาสนา เอาไว้ได้ทุกยุคทุกสมัย...

ใครยังไม่สำเหนียกหรือตระหนักในบุญคุณ ผมก็ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรแล้วครับ...ออกจะอยู่เย็นเป็นสุขสบายกันอย่างนี้

เอ...หรือว่าจะสบายกันจนเกินไป


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 02, 2010, 10:33:48 PM
แล้ว ใคร .. จะมาจัดการ ละ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 02, 2010, 11:27:16 PM
*ท่านรู้จักหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ที่ลพบุรีไหม

เป็นเหลนศิษย์ของท่านแต่ไม่เคยเห็นกัน ตอนมีชีวิต เพราะท่านตายก่อนหน้าแล้ว ไม่เกิน 5 ปี

และสัมผัสกับท่านได้บ่อยมาก

ครั้งล่าสุด มาประหลาดจัง เป็นโครงกระดูกที่ห้อยหัวอยู่ใต้สะพานที่ผู้คนเดินผ่านไปมา

แต่เราไม่ทำอย่างนั้น แต่เลี่ยงอ้อมมาเลาะข้างๆ สะพาน

ท่านก็ยังพุ่งตัวมาคว้าข้อมือซ้าย แถมให้กำไรมาใส่ด้วย  ;D



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 03, 2010, 01:18:44 AM
เคยอยู่ลพบุรี ตอนเป็นทหารครับท่านพี่...แต่ไม่รูจัก

แล้วท่านไปอยู่ทำไมแถวใต้สะพานล่ะครับ..?


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 03, 2010, 01:29:02 AM
ประมาณว่า

ผู้คน เหยียบย่ำ พระธรรม 


คือ จิตในเขา รู้มากกว่า  จิตหยาบเนียะ


และก็มันรู้มาก จนดื้อ จัง ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 03, 2010, 02:36:01 AM
รู้มากเท่าใดเล่าครับ...?ถ้ารู้จริง....ต้องแยกออกนะครับ..มิได้ปรามาสแต่ประการใด

...ถ้าผ่านมาถึงอุเบกขาก็คงไม่ต้องพูดกันมากนัก ....



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 03, 2010, 02:39:25 AM
มันทะเลาะกันอยู่ ใน กะ นอก

นอกจะละ

ในมันมีภาระอะไร นักหนาไม่รู้ อธิษฐานไว้ ต้องทำงานให้เสร็จก่อน อย่างที่หลวงพ่อกบมาทวง

แต่ตัวนอกก็พยายาม ม ม มป.ธรรม นะ

เพราะ เล็งเห็นทุกข์ จากการติดดี แล้วด้วย ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 03, 2010, 02:43:26 AM
ก่อนหลวงปู่เทสก์ มรณภาพ 1 เดือน สัมผัสว่าท่านมาหา ตอนนั้นกะลังเขลา ขอหวยท่านๆ ยิ้ม และให้มาด้วย แต่ถูกแค่ตัวเดียว

ที่รู้ว่าเป็นท่านเพราะ 1 เดือนต่อมา นสพ.ลงข่าวว่าท่านละไปแล้ว ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 03, 2010, 02:46:45 AM
ท่านกอลฟรีซซไปไสละ  เนียะ

นอนหลับซำบายไปแล้ว ละมั๊ง ;D





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 03, 2010, 03:04:18 AM
บ๊าย บาย ร่างกายขอพักยาว

แต่จิตเดี๋ยวมัน ก็ซนอีก

..คืนนี้ไม่รู้จะเจออะไร ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 03, 2010, 03:08:28 AM
หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 05, 2010, 07:57:37 AM
เช้าวันที่ 4 ตค.53

มีเวลานิดหน่อย จึงนั่งสมาธิ ที่ระดับ4 ถอยลงมาหน่อย

เห็น อาการเคลื่อนที่ของจิตชัดดี

มันดุ๊กดิ๊กๆ เหมือนระลอกคลื่นพริ้ว ๆ แรง หรือเบา สั้น จนถึงยาวนาน ;D





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 06, 2010, 01:42:36 PM
 :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 06, 2010, 02:26:09 PM
วันนี้ฟังหลวงพ่อพุธ เทศน์ทางวิทยุ ท่านกล่าวว่า ระหว่างนั่งสมาธิ อาจไม่มีความคิดใดๆ หรือมีความคิดก็ได้

โดยความคิดนี้ไม่มีอคติใดๆ อย่างนั้นเชียว (มันเหมือนกับที่ได้พบ ได้เป็นมานั่นเทียว)

แล้วจิตมันคิดไปตามกำลังของอะไรหนุนส่ง ละ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 06, 2010, 04:29:54 PM
กำลังอ่านติดตามครับผม อิอิ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 06, 2010, 06:14:43 PM
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย จังหวัดนครราชสีมา หรือครับ...พระอริยะ

มันเป็นของมันเอง(คิด)    แต่อาจมีแถมด้วย สังขาร ปรุงแต่งจิตตามกำลังของแต่ละท่าน....

 :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 07, 2010, 12:49:13 AM
คิด ไปตาม กิเลส ขั้นละเอียด..ซิเนาะ

เป็นพวก สังขาร

กลุ่ม รูปฌาน อรูปฌานหรือ นั่น

หรือเป็นกลุ่มโมหะซิเนาะ

 ;D

ขันธ์ 5 ขันธ์

นั้นมาเปรียบเทียบกะ โลภะ โทสะ โมหะ

และเทียบกับสังโยชน์ได้งัย 

*ขณะนี้ สันนิษฐานว่า โลภะ +โทสะ คือสังโยชน์ข้อ 3+4 เนาะ

ที่เหลือ 5ข้อต่อไป คือโมหะ*


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 07, 2010, 02:55:49 AM
ครับ...คร้าบ... :)

เกี่ยวเนื่องกันได้  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 07, 2010, 09:08:31 PM
*สังโยชน์ 10 ไล่ไม่เคย จบ

กอลฟรีซ ซ ซ ก็หามาให้อยู่

ตอนนี้ ตามเก็บกามราคะ และ ปฏิคะอยู่

**อือ เมือไม่กี่วันมานี่  มีปลาหมึกยื่น ประกาศนียบัตร

ส่งมาจากฟ้า มีชั้นรองเป็นผ้านิ่มๆ ตั้ง 3 ชั้น ไม่นับปกง่ะ..

เกิดหลังจากเฮาได้ถูกสอบถามเรื่อง  ธุรกรรมทางการเงิน อะไรนัน (เงินเกือบ 1/2 ล้าน) ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 08, 2010, 09:06:18 AM
*สังโยชน์ 10 ไล่ไม่เคย จบ

กอลฟรีซ ซ ซ ก็หามาให้อยู่

ตอนนี้ ตามเก็บกามราคะ และ ปฏิคะอยู่

**อือ เมือไม่กี่วันมานี่  มีปลาหมึกยื่น ประกาศนียบัตร

ส่งมาจากฟ้า มีชั้นรองเป็นผ้านิ่มๆ ตั้ง 3 ชั้น ไม่นับปกง่ะ..

เกิดหลังจากเฮาได้ถูกสอบถามเรื่อง  ธุรกรรมทางการเงิน อะไรนัน (เงินเกือบ 1/2 ล้าน) ;D

ผมหาอีหยังมาให้หน่อ ฮ่าๆๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 09, 2010, 08:55:43 PM
สัมผัส อะไร อะไร

มีแต่ ประหลาดทำนองโจ๊กๆ ทู้กที

ไม่รู้อาราย

เมื่อคืน ก็เจอ คำว่า MUD นี่แหละ ;D



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 09, 2010, 09:53:48 PM
มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แถวๆ ชัยภูมิ

พวกเขามีพระรูปหนึ่ง นัยว่าเป็นอวตารของพระศรีอาริยเมตตรัย

เรียกพุทธองค์ ๆ มีไม้แกะสลักรูปสิงโต

และพระรูปนี้ เคยไปที่ อะไรหว่าที่กรุงเทพติดแม่น้ำเจ้าพระยา

เป็นพวกส่งออกข้าวสาร ชื่อโรงสีธัญ..

เจ้าของสะสม ดวงแก้ว สารพัดสี สารพัดขนาด

มีการจัดประชุม ผู้คนมามากมาย และ พวกนั้นจัดคนมาสอบถามพระรูปนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพระศรีฯ.

พระนีก็เล่าเรื่องประวัติแม่กาขาว..

ท่าทางพวกนั้น จะไม่เชื่อหรอก เพราะ หากินทางขายยารักษาโรค ขายลูกแก้ว ด้วย

ทีนี้มีคนชื่อแก้วศรีวิไล  ไปด้วย และบังเอิญชื่อไปตรงกับลูกแก้วดวงโตที่พวกเธอฝังลงไปตรงตำแหน่งท่าเรือของบ้าน

นัยว่าทำพิธีรอพระศรี..

นี่โลกนี้ คลั่งไคล้พระศรี เพื่อเอามาเป็นโปรโมชั่น..ทำมาหากินกันซะละมั้ง



ไม่รู้จะหาแบ๊คอัพ อะไรมาทำให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ ก็เอาพระพุทธเจ้า มาเล่นกันแล้ว


 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 10, 2010, 12:57:52 PM

อวตารของพระศรีอารยเมตตรัย  ก็ว่ากันไปครับ ใครเชื่อ ใครปรารถนาก็ตามไปครับ...สำหรับผมแล้ว...ผมหลบไปดีกว่า
เพราะผมคาดว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ เพราะบารมีพระองค์ท่านเต็มแล้ว คงไม่ต้องลงมาแยกร่างอวตารอีกเป็นหลายองค์หรือหลายเวอร์ชั่น
เพื่อสร้างหรือสั่งสมบารมีอีกแต่อย่างใด

ตอนนี้ ก็ยุ่งวุ่นวายช่วงปิดเทอม กับ ลูกๆหลานๆ ตามประสาคนมีกรรมและมีห่วงอยู่ครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 11, 2010, 12:22:45 PM
วันนี้ สนใจเรื่องพระบรมสารีริกธาตุว่า มีพลังงานอะไร..

การกำเนิดพระธาตุ

พระบรมธาตุ พระธาตุต่างๆ คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือที่พระบรมธาตุ พระธาตุนั้นๆจะสามารถดำรงคงอยู่ได้เป็นพันหมื่นแสนล้านปี จนนับกาลเวลาไม่ได้ เป็นเพาะเหตุใด? เรื่องเหล่านี้ ยิ่งเป็นเรื่องพระบรมธาตุ อันเป็นเรื่องพุทธวิสัยด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นเรื่องอจินไตย คือ หยั่งไม่ถึงในความคิดของปุถุชนคนธรรมดา ขืนคิดไปถึงขั้นอาจเป็นบ้าไปได้ทีเดียว อย่างไรก็ตามเราก็ต้องศึกษาไว้ประเทืองปัญญาตามสมควรแก่วาสนาบารมีบ้างนะครับ........
การกำเนิดพระธาตุ........ทานบารมี
พระธาตุเป็นธาตุกายสิทธิ์ ที่มีความพิเศษ ไม่ว่าในเรื่องรูปพรรณสัณฐาน สีสัน พลัง จนก่อเกิดปาฏิหาริย์ แสดงให้เห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ แก่ผู้ที่มีบุญบารมีเนืองๆ จนมีการศึกษาค้นคว้า ทั้งที่ปรากฏอยู่ในตำราและคำบอกเล่ามาเทียบเคียงกันมา จนคิดว่าเป็นบรรทัดฐานกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี สำหรับการที่จะเริ่มต้นศึกษา แต่จะเป็นผลร้ายต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าไม่ได้ศึกษา ว่าเหตุใดที่ทำให้เกิดเป็นพระธาตุ พระธาตุเกิดมาจากอะไร? ใครเป็นผู้ที่รู้จริง ที่รู้จริงจริงแค่ไหน? ก็เหมือนการปฏิบัติธรรม ทุกคน"ทำดี"ทำถูกทาง แต่จะถึงแก่นแท้หรือไม่? ทำไมไม่มองย้อนดูการปฏิบัติของตนเองเสียก่อน เพราะการเกิดศรัทธา ย่อมเกิดทุกๆสิ่ง แต่ความศรัทธาก็ทำลายทุกๆสิ่งได้เช่นกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ความหัศจรรย์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ไม่ควร"งมงาย" มารวมกับ"ศรัทธา" ความงมงายสามารถที่จะชะล้างพิสูจน์ให้กระจ่างได้ด้วยปัญญาและการศึกษา ปฏิบัติทั้งภายนอกและภายในของจิตใจเราเอง ซึ่งจะนำพาไปสู่ความศรัทธาที่ถูกต้อง ถูกทาง ถึงแก่นแท้.......
พระธาตุก่อกำเนิด 3 หัวข้อใหญ่ในขณะนี้
1.เกิดจากธรรมชาติ
2.เกิดจากธาตุ4ขันธ์5ของมนุษย์
3.เกิดจากการสรรสร้างบันดาล

1.เกิดจากธรรมชาติ......คือเกิดจากธาตุใดธาตุหนึ่ง(ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ)เป็นต้น รวมตัวประชุมธาตุเกิดเป็นรูปพรรณสัณฐานและสีสันต่างๆ ดังที่ปรากฏตามตำราเป็นหลัก รูปพรรณสัณฐานที่นอกเหนือตำรา เราไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้เลยหรือเปล่า?ว่าใช่หรือไม่ใช่? ถ้าพูดถึงพลังงานที่สถิตย์อยู่ในแต่ละธาตุ ทุกอย่างย่อมมีสสาร-พลังงานมากน้อยไม่เท่ากัน ตามหลักการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะจะปฏิเสธเรื่องอย่างนี้ก็มิได้ เพราะอารยะธรรมตะวันตก ที่มีความเจริญก้าวหน้า ได้มีการศึกษาพลังงานที่เกิดจากสสาร ในรูปพรรณสัณฐานต่างๆ เช่น หินในตระ***ลต่างๆ เป็นต้น ที่มีบทความปรากฏวางจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีการตื่นตัวแสวงหากันมาก บางอย่างวิทยาศาตร์ก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้เลย.......
2.เกิดจากธาตุ4ขันธ์5ของมนุษย์ เกิดจากที่บุคคลปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแนวทางมรรค8 จนล่วงลุ จนสามารถยกภูมิจิตภูมิธรรมเป็นพระอริยะเจ้าตั้งแต่พระอริยะบุคคลชั้นต้น จนถึงพระอรหันต์ มิจำเป็นว่าจะต้องบวชอยู่ในสมณะเพศและผนวกด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างสมกันมาประกอบกันไป จนเกิดแปรสภาพจากกระดูกธรรมดาเป็นพระธาตุ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า "เมื่อเดินทางมรรค8 โลกย่อมไม่ว่างเว้นพระอริยเจ้า" หนทางหนึ่ง ซึ่งทุกท่านสามารถที่จะศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนกระดูกแปรสภาพ กลายเป็นพระธาตุตามหนังสือประวัติที่ลูกศิษย์พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกเอาไว้ หรือหนังสือต่างๆสำหรับกระดูกของพระ ผู้ทรงฌานหรือผู้ทรงฌานบางท่าน จะแปรเป็นลักษณะเป็นแก้ว เป็นสีทองแดง เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีความสวยงามสดใสดั่งของพระอริยะเจ้า จะเรียกว่า"ธาตุกายสิทธิ์"
3.เกิดจากการสรรสร้างบันดาล ที่ผมจำกัดความ เพื่อให้เข้าใจว่า เป็นธาตุที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่ง(จากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์)และอีกส่วนหนึ่ง เกิดจากการฤทธิ์อำนาจ บุญบารมีของเหล่าเทวดา พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า ที่ดลบันดาลอธิษฐานรวมธาตุ เป็นวัตถุธาตุ ที่มีพลังความศักดิ์สิทธิ์และรูปพรรณสัณฐานแตกต่างกัน ตามภูมิจิตภูมิธรรม ในส่วนที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ เช่น เม็ดยากันชื้น มีเหตุปรากฏที่วัดป่าทะเมนชัย สาขาวัดหนองป่าพง ตรงพระเจดีย์ จะปรากฏมีพระบรมสารีริกธาตุ(เม็ดยากันชื้น) เสด็จโปรดให้ญาติธรรมที่ไปสักการะบูชา จนเป็นเรื่องเป็นราว ว่ามีการโปรยลงมา เป็นการกระทำขึ้น เป็นต้น ในส่วนพระธาตุที่คณะทานบารมี ให้ทำบุญสักการะบูชานั้น คือ พระบุโพธาตุ พระเสมหะธาตุ พระโลหิตธาตุ พระธาตุเกล็ดแก้ว พระธาตุพระแม่กวนอิม เป็นต้น เห็นครั้งแรก ก็จะบอกว่าเป็น"เรซิน" ดูจากภายนอกหรือแยกธาตุก็เป็นเช่นนั้น ดังคำว่า "ธาตุเปลี่ยนธาตุ"1.นอกใช่-ในใช่2.นอกไม่ใช่-ในใช่3.นอกใช่-ในไม่ใช่4.นอกไม่ใช่-ในไม่ใช่......
ซึ่งจะไม่ปฏิเสธอะไรและจะไม่ขอบอกกล่าวถึงเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ที่เกิดกับท่านที่ได้บูชาไปและที่นำถวายครูบาอาจารย์ ที่เกิดปาฏิหาริย์กับองค์ท่านเองก็ตาม ขอให้ทุกท่านพิจารณาเอาเองนะครับ.......


พระธาตุของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ หรือเรียกสั้นๆว่า พระบรมธาตุ มีหลากหลายวรรณะ ขนาด สีสันต่างๆ เป็นพระบรมธาตุ(กระดูก)ขนาดเท่าของกายมนุษย์ก็มี ขนาดเล็กขนาดเมล็ดถั่ว เมล็ดงา เมล็ดข้าวสาร หรือเป็นผงก็มี และมีหลายสี เกือบจะทุกสีด้วย พระบรมธาตุถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดสำหรับมนุษย์ เทวดาและพรหมทั้งหลาย มีอานุภาพมาก และทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจเสด็จไปไหนมาไหนได้เอง ทุกสถานที่ ทุกกาลเวลา......
สำหรับพระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระโสดาบัน กระดูกก็เป็นพระธาตุแล้ว จนถึงระดับพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ในที่สุด พระธาตุของพระอรหันต์ที่บำเพ็ญมาทางพุทธภูมิจะมีความใสเหมือนแก้ว เหมือนเพชร เพราะการบำเพ็ญวาสนาบารมีฟอกธาตุขันธ์มานานกว่า มากกว่าระดับพระอรหันต์ทั่วไป มีสีสันไม่เหมือนกันตามสีแห่งบัวบารมี ในอดีตชาติที่ทำสะสมมา นอกจากพระธาตุตามที่มีอยู่กับธาตุขันธ์ของพระอริยะดังกล่าวแล้ว ก็มีพระบรมธาตุ พระธาตุที่เหล่าเทพ พรหม เนรมิตขึ้นมาเพื่อบูชากราบไหว้ ก็มีเหมือนกัน และมีอานุภาพพลังเหมือนพระธาตุจริงๆ นอกจากระดูกเป็นพระธาตุแล้ว ก็ยังมีพระธาตุที่เกิดจากเกศา(ผม) นขา(เล็บ) หรือแม้แต่เหงื่อ ไคล ชานหมากของท่านก็มี.......พระบางองค์ปลุกเศกดินหรือหิน เป็นพระธาตุก็ได้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ เช่น เจ้าคุณนรรัตน์ เป็นต้น.....ข้อสำคัญผู้ได้/มีพระบรมธาตุ พระธาตุบูชาไว้แล้ว ไม่รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ไม่สนใจท่านๆก็เสด็จหนีจากไปเมื่อไรก็ได้ครับ......

***
ยังไม่โปร่งใส ว่าเป็นพลังงานประเภทใด

พลังงานศักย์
        พลังงานจล์น ..


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 11, 2010, 02:42:17 PM
อ่าๆ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ครับท่านผู้เล็งเห็นทุกข์


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 11, 2010, 03:08:54 PM
เรื่องพระบรมสารีริกธาตุว่า มีพลังงานอะไร..

วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ตอนนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก แต่มีอีกหลายๆพลังงานที่ยังพิสูจน์ทราบไม่ได้กัน และ พลังงานบางตัว เช่น

พลังงานที่ปล่อยออกมาจากพวกอนุภาคเล็กๆ เช่น พวกเตคีออน หามันเจอก็ยากแล้วจึงไม่รู้ว่ามันปล่อยพลังงานอะไรออกมาได้บ้าง

พลังงานบางอย่างเช่นพลังงานแสงและพลังงานเสียง มนุษย์ธรรมดา ยังสัมผัสไม่ได้เลยครับ เช่นความถี่เสียงที่เราไม่ได้ยิน แต่สุนัขฟังได้ รู้ได้ หรือแสงระดับสูงกว่าอัลตร้าไวโอเลต เราไม่สามารถ มองด้วยตาเปล่าเห็น นี้ยกตัวอย่างง่ายๆครับ ไม่ต้องถึงพวกแร่ยูเรเนียม ที่ปล่อยพลังงานนิวเคลียร์แบบอ่อนและแบบเข้มออกมา

ก็คงยังไม่รู้หรอกครับว่าพระบรมสารีริกธาตุ มีพลังงานอะไร..อาจมีหลายๆพลังงานมารวมกันก็ได้ครับ...เช่น มารวมกันของพลังงานแสง,พลังงานไฟฟ้า,พลังงานแม่เหล็ก,พลังงาน..ฯ รวมๆกันแล้วอาจเรียกว่า(ผมไม่บัญญัตินะครับ เรียกแบบไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร)

พลังงานแห่งจักรวาล  คงประมาณนี้แหละครับ เมื่อไม่มีใครรู้ก็เอาให้อลังการไว้ก่อน จนกว่าใครที่รู้ และ บัญญัติไว้ได้ค่อยเรียกแล้วกัน...
(เหมือน หินศักดิ์สิทธ์ เมกกะที่มาจากกาแลคซี่อื่น)

พลังงานจะปลดปล่อยออกมาหรือพอจะสัมผัสได้นี่ ผมว่าก็จะต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และที่สำคัญ ผู้รับและผู้ส่ง ต้องจูนตรงกันเป๊ะ ไม่งั้นรับหรือสัมผัสไม่ได้แน่ๆ


เรื่องที่ท่านเล่า(ลอก)มานี้ ก็ดีเหมือนกันครับ พอรู้ไว้ แต่...ผมติดใจตอนนึงที่บอกว่า สำหรับพระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระโสดาบัน กระดูกก็เป็นพระธาตุแล้ว จนถึงระดับพระสกิทาคามี พระอนาคามี

ด้วยปัญญาอันเล็กกระจ้อยร่อยของผม ผมคิดว่ายังไม่ใช่พระธาตุครับ เพราะไม่งั้น พระโสดาบัน ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)
และยังจะเกิดอีก อย่างน้อย ๗ ชาติ ท่านคงมีพระธาตุได้อีก ๗ ครั้งหรือครับ...ผมคิดว่าคงไม่ใช่  

นอกเสียจากว่าเป็นพระอรหันต์หรือสูงกว่าเท่านั้น กระดูกจึงจะเป็น พระธาตุ

แอบไปดูของตัวเองบ้าง...เม็ดใหญ่และเม็ดเล็กๆ ยังอยู่ในผอบน้อย...เช่นเดิม... :)   ;)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 12, 2010, 05:55:19 PM
ลอกมา หาคนรู้ช่วยติติง  ...ง่ะ

เพราะ เฮาก็บ่ ..ฮู้ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 12, 2010, 11:41:27 PM

ไอ้เฮาก็บ่ ..ฮู้มากนัก   :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 14, 2010, 08:51:47 AM
*ได้ไปฟังการบรรยายพระอภิธรรมเรื่องปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน

พระท่านกล่าวว่า พลังงานกลุ่มธาตุดิน ไฟ ลม(มหาภูตรูป)สัมผัสได้ด้วย อายตนะกลุ่มรูป

ส่วน ธาตุน้ำ สัมผัสได้ด้วยใจ แฮะ

**คาดว่า พลังงานจากพระธาตุ น่าจะเป็น ธาตุน้ำเพราะ สัมผัสแล้ว ชื่นใจ

เหมือนคนกระหายน้ำได้ดื่มน้ำ

เหมือนคนร้อนตากแดดได้เข้าร่มไม้ใบบัง

เหมือนคนทุกข์ที่ซู้ด พบคนแก้ทุกข์ให้ได้(ข้า...มีทางออกแล้ว) ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 14, 2010, 06:40:38 PM
ก็แจ๋วดีนี่ครับเปรียบเทียบแบบนี้...ชุ่มชื่นระรื่นหัวใจ   :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 12:10:46 AM
วันนี้มีลูกเล่นใหม่มาอีก

เปรียบเทียบว่า เส้นผมเหมือนต้นหญ้าที่งอก อยู่บนโมบาย ทอยเล็ท



ไป หวี ไปตัด ไปคีบ เปลี่ยนสี ฯลฯ เพื่อปรุงแต่ง เจ้า โมบาย ทอยเล็ทนั่น

อิ อิ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 15, 2010, 12:42:13 AM
 
อยากให้มันเป็นยังไงก็ตามปรารถนาเลยครับถ้าทำได้...แต่อีกไม่นานก็โรยรา....สังขาร

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 01:03:18 AM
ผู้หญิงที่บวชแล้ว ทำดี

ก็ ยังดีกว่าผู้ชายที่บวช แล้ว ทำชั่ว...

โมทนาบุญ กับเหล่าภิกษุณี กลุ่มนี้

แม้ว่า (ประเมินหน่อยนึง) สอนป.ธรรมแบบผู้ญิ้ง ผู้หญิง  ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 15, 2010, 01:12:36 AM
พระโสดาบันที่เป็นผู้หญิง...สอนคนให้บรรลุอรหันต์ก็เยอะครับ

อนุโมทนาครับ... :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 01:40:04 AM
วันศุกร์นี้ก็หยุดการอบรม แล้ว

และคงไม่ได้ไปเพราะเป็นพิธีปิด..

ปีที่แล้ว(2552)ก็ได้ไป เวลาภิกษุณีสวดมนต์ให้พร เสียงหวานเย็น สดใสดี
 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 15, 2010, 02:11:19 AM
แปลกๆดีเหมือนกันนะครับ...คงไพเราะดี...ผมก็ไม่เคยฟังเหมือนกัน...แต่เอ...ฟังแล้วแปลรู้เรื่องกันหรือเปล่าเอ่ย หรือ เคลิ้ม กันไปหมด   :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 11:15:53 AM
มี 2 ประการ คือเจตนาให้เพราะ

                   หรือ เพราะตามธรรมชาติ

แต่ เนื้อหา ของเรื่องก็ถูกต้อง ตามพระธรรม อยู่

 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 15, 2010, 11:29:55 AM
มี 2 ประการ คือเจตนาให้เพราะ

                   หรือ เพราะตามธรรมชาติ

แต่ เนื้อหา ของเรื่องก็ถูกต้อง ตามพระธรรม อยู่

 ;D

เอาธรรมะดีๆ จาก หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มาฝากทั้งสองท่านครับ อิอิ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=871.0


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 11:33:37 AM
แล้วธรรมะจาก ท่านกอลมีอะไรบ้าง ละ


งานมากเหรอแขวน บอร์ดยกให้ ท่าน อวาตร ไปซะแหล๋ว

 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 15, 2010, 09:10:47 PM
ได้ยินกิตติศัพท์ท่านมานาน...ขอบพระคุณครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 15, 2010, 09:54:48 PM
ดี ที่ได้รู้ว่ามีคนดี ที่พยายามทวนกระแส โลก >:(


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 15, 2010, 11:05:58 PM
พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระธรรมจารย์เซนชาวเวียดนาม

-ปาฐกถาธรรมเรื่อง ” ปาฏิหารแห่งปัจจุบันขณะ ” มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ท่าพระจันทร์ 18ตค.53

-ปาฐกถาธรรมเรื่อง “ ศิลปแห่งการตื่นรู้”มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.อยุทธยา 22 ตค.53

- ทอดผ้าป่าสามัคคีสร้างสถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30 ตค.53

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 24, 2010, 08:45:40 PM
กรณีท่าน ต-น-ฮ

ตอนนี้ยังไม่มีเวลาติดตาม

 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 28, 2010, 09:36:23 PM
กรณีท่านปู่พศ.

แล้วได้ เขี่ยนไปว่า  ช่างมัน เถอะนะ

แล้วท่าน บอกว่า ท่านมีหน้าที่ มาชนมาร


ก็ท่านปู่เนียะ ไม่ใช่มารตัวเอ้ สักหน่อย แค่ ลอกตรงโน้น นี้ มาป่วน

มารตัวจริงมันอยู่ในตัวเรา ต่างหาก

อ้อ..แล้ว กลุ่มเดียรถีย์ที่มากอดคัมภีร์ อ้างว่าเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า  *อยู่แถวปทุมนั้นไง*

.. ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 04, 2010, 08:55:37 PM

ช่วงนี้ว่าจะว่างเอาจริงๆแล้วไม่ค่อยมีเวลาเหมือนกันแฮะ...

เมื่อกี้ก็แวบไปคุยกับอวตารพระศรีอารยเมตตรัยมา(มีทุกเว็บครับ...ท่านอวตารลงมามากจริงๆ)ที่เว็บใหญ่เว็บนึง...

ผมเอาคำถามไปแปะไว้...มีผู้เข้าชมใน 1 อาทิตย์ พันกว่าคนและอีกเกือบ 50 ความเห็น...

ตอนนี้โค้ชน้องๆเตะบอลด้วย...ชนะรวดไปแล้ว 3 นัดไม่เสียประตูเลย ประตูได้ 7 เหลือรอบแรกอีกนัดสุดท้าย น่าจะเข้ารอบสองได้แล้วอย่างไม่มีปัญหา...แต่จะเป็นที่ 1หรือ ที่2 ใน สายเท่านั้น

อีกอย่างต้องกลับไปรักษาการณ์กระทู้ธรรมที่บริษัทด้วย พอดีท่านพี่ที่ดูแลอยู่แกมีธุระไม่ค่อยว่างช่วงนี้ ผมจึงต้องกลับไปรักษาการณ์แทนไว้ก่อน

ทำให้ผมต้องวิ่งรอกหลายงาน...สนุกดีครับ  :)  ;)

ปู่ พ.ศ.นั้นก็ปล่อยแกไปได้เลยครับ...มีแต่จะสร้างมิจฉาทิฏฐิและผูกใจแค้นเคืองกับท่านอื่นๆเป็นอริกันไปเปล่าๆ ไม่ใช่เรื่องดี..

เรื่องวัดพระธรรมกายผมไม่อยากวิจารณ์มากเอาเป็นว่าพวกเขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ยังมีวิบากกรรมร่วมกันอยู่น่ะครับ...



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ พฤศจิกายน 15, 2010, 04:43:11 PM
5 5 5 5

เข้ามาดูเรื่อยๆ แต่ไมค่อยได้ตอบ

เพราะหา เพชรแท้ ไม่ค่อยมี


เพราะคน ไม่ทำ

เอาแต่
       อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 02:43:46 PM
เมื่ออยากทำ อยากปฏิบัติ ก็ยังอยากอยู่นั่นเอง แต่ก็เป็นอยากที่จะได้ดี อยากได้สุข อยากได้สงบ

เมื่ออยากอยู่ก็ต้องบังคับทั้งสิ้น ทั้งกายและใจ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วบังคับไม่ได้...เมื่อไหร่อยากทำอยากปฏิบัติ เมื่อนั้นเป็นแค่สมถะ กิเลสแค่แอบดูอยู่เฉยๆ แต่มันไม่หมดหรือทุเลาลงไป เดี๋ยวมันก็มาอีกไม่ขาดสาย


ต่างคนต่างเล่นบทมายาแห่งจังหวะชีวิตกันไปก่อนตามแต่วิบากกรรมของแต่ละท่านครับ...

การกลับไปรักษาการณ์กระทู้ธรรมที่บริษัท ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วแต่ผมติดเรื่องเล่าของผมอยู่จะจบในอาทิตย์นี้แหละครับ

เรื่องฟุตบอลนั้นก็จบรอบแรกไปแล้วของสาย A ทีมของพวกเราอยู่สาย A เป็นที่ 1 สายชนะ 4 ครั้งรวดไม่เสียประตู ประตูได้ 8 ประตู

ตอนนี้ได้พักแข้งก่อน แมทช์ตัดเชือกวันที่ ๗ ธ.ค.๕๓ ค่อยมาลุยกันอีกที

เพชรหรือทองต่อให้เป็นของจริงของแท้...โดนความร้อนสูงแผดเผา...ก็ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้เห็น...ไม่จีรัง อย่าไปหามันเลย...

อยากนิพพาน





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 03:39:30 PM


พิจารณาโดยแยบคายนะครับ

ตัณหา คือความอยาก

ในที่นี้หมายถึงความอยากที่จะปฏิบัติธรรมและความอยากที่จะบรรลุธรรม เมื่อมีความอยากก็เกิดการกระทำตามอำนาจของความอยากต่างๆนานา
ตรงกับคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ"คือสร้างความปรุงแต่งหรือการงานทางใจที่เรียกว่า "กรรมภพ' ขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อละอกุศลและการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อเจริญกุศล เช่นการพยายามทำสติ สมาธิ ปัญญาและวิมุตติให้เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าถ้ามีความเพียรปฏิบัติและสร้างความปรุงแต่งฝ่ายกุศลให้เต็มที่แล้วจะรู้ธรรมได้ในที่สุด

แท้จริงการมีความเพียรชอบนั้นไม่ใช่เพียรโดยเอากำลังเข้าหักหาญกับกิเลสหรือพยายามบังคับให้กุศลเกิดขึ้นเพราะธรรมทั้งปวงทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลต่างก็เป็นอนัตตาคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร ความเพียรเช่นนั้นจึงไม่ใช่สัมมาวายามะหรือความเพียรชอบเพราะยังประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิว่าเราจะละอกุศลและทำให้ธรรมฝ่ายกุศลเกิดขึ้นได้ตามใจปรารถนา แต่เป็นมิจฉาวายามะอันมีตัณหาอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติธรรมและมีความหลงผิดเป็นเครื่องชี้นำส่วนความเพียรชอบนั้นเพียงมีสติก็เกิดความเพียรชอบแล้ว คือทันทีที่สัมมาสติเกิดขึ้นอกุศลก็เป็นอันถูกละ ไปแล้ว และกุศลก็เริ่มเจริญขึ้นแล้ว สมดังที่ หลวงปู่ มั่นภูริทัตตเถระ ท่านสอนว่า "เมื่อใดมีสติเมื่อนั้นมีความเพียร  เมื่อใดขาดสติเมื่อนั้นขาดความเพียร"

ดังนั้นแม้จะพยายามเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิตลอดวันตลอดคืนถ้าไม่มีสติก็ยังไม่ได้ชื่อว่าทำความเพียรชอบ...

สำหรับท่านที่มีภูมิธรรมเป็นลำดับๆไปจะเข้าใจครับ...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 12:04:34 PM


พิจารณาโดยแยบคายนะครับ

ตัณหา คือความอยาก

ในที่นี้หมายถึงความอยากที่จะปฏิบัติธรรมและความอยากที่จะบรรลุธรรม เมื่อมีความอยากก็เกิดการกระทำตามอำนาจของความอยากต่างๆนานา
ตรงกับคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ"คือสร้างความปรุงแต่งหรือการงานทางใจที่เรียกว่า "กรรมภพ' ขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อละอกุศลและการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อเจริญกุศล เช่นการพยายามทำสติ สมาธิ ปัญญาและวิมุตติให้เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าถ้ามีความเพียรปฏิบัติและสร้างความปรุงแต่งฝ่ายกุศลให้เต็มที่แล้วจะรู้ธรรมได้ในที่สุด

แท้จริงการมีความเพียรชอบนั้นไม่ใช่เพียรโดยเอากำลังเข้าหักหาญกับกิเลสหรือพยายามบังคับให้กุศลเกิดขึ้นเพราะธรรมทั้งปวงทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลต่างก็เป็นอนัตตาคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร ความเพียรเช่นนั้นจึงไม่ใช่สัมมาวายามะหรือความเพียรชอบเพราะยังประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิว่าเราจะละอกุศลและทำให้ธรรมฝ่ายกุศลเกิดขึ้นได้ตามใจปรารถนา แต่เป็นมิจฉาวายามะอันมีตัณหาอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติธรรมและมีความหลงผิดเป็นเครื่องชี้นำส่วนความเพียรชอบนั้นเพียงมีสติก็เกิดความเพียรชอบแล้ว คือทันทีที่สัมมาสติเกิดขึ้นอกุศลก็เป็นอันถูกละ ไปแล้ว และกุศลก็เริ่มเจริญขึ้นแล้ว สมดังที่ หลวงปู่ มั่นภูริทัตตเถระ ท่านสอนว่า "เมื่อใดมีสติเมื่อนั้นมีความเพียร  เมื่อใดขาดสติเมื่อนั้นขาดความเพียร"

ดังนั้นแม้จะพยายามเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิตลอดวันตลอดคืนถ้าไม่มีสติก็ยังไม่ได้ชื่อว่าทำความเพียรชอบ...

สำหรับท่านที่มีภูมิธรรมเป็นลำดับๆไปจะเข้าใจครับ...

อ่านแล้วกระชุ่มใจ ดีนะครับ ขอบคุณข้อธรรมดีๆ ที่เก็บมาฝากกันนะครับพี่ AVATAR อิอิ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ พฤศจิกายน 22, 2010, 03:19:04 PM
อยากป.ธรรม เป็นเจตสิกด้านกุศล คร๊าบ

และ หัวใจพระพุทธศาสนาคือ ละความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส....ฮับ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 22, 2010, 07:38:18 PM


ขอทราบความรู้เรื่องเจตสิก ตามความเข้าใจของท่านพี่ the suffering เอาแบบคุยสบายๆครับ... :)



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ พฤศจิกายน 27, 2010, 12:18:27 PM
เจตสิก

เหมือน สีต่างๆ  ที่เข้ามาผสม กับน้ำสะอาด ที่เรียกว่าจิตเดิม(ประภัสสร)


ประสานกลมกลืนกัน อณู ต่ออณู


แยกออกจากกันได้ยากยิ่ง


เจตสิก มีทั้งฝ่ายที่เป็น  กุศล และอกุศล


ฝ่ายอกุศล คือ ฝ่ายที่ครอบงำจิต ให้เมามัน ไปตามธรรมอารมณ์  (พอใจ ไม่พอใจ เบื่อ-ขี้เกียจ  ฟุ้งซ่าน สงสัย)

เรียกว่า สร้าง อารมรณ์ที่ต้องการมา แล้ว จิต+วาจา+กาย ทะยานไปตามมัน  จนเสียหาย

หัวใจของพระพุทธศาสนาจึง  ประกอบด้วย  1. การละความชั่ว(มีศีล) ซึ่งทุกศาสนาก็มี


ส่วนเจตสิกฝ่ายกุศล  ก็อย่างที่พวกเรา มาสร้าง ความดี ประมาณ 10เรื่อง

ด้วยการสนทนาธรรม อ่านธรรม ฟังธรรม  ให้ทานด้วยวัตถุ-อภัย -ธรรม  การให้แรงงานเพื่อช่วยสาธารณกุศล**และการปฏิบัติธรรม**

จึงเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาข้อที่2 ทำความดี--ทุกศาสนาก็มีเช่นกัน



มาดูสุดยอด  ของหัวใจพระพุทธศาสนา คือ ขั้น 3 ปํญญาเห็นแจ้งในอริยสัจ4 

รู้ทุกข์

ละเหตุของทุกข์

แจ้งนิพพาน

เป็นผลต่อเนื่องมาจาก

การทำมรรค8 (ศีล สมาธิ = 1.สัมมาวายาโม  2.สัมมาสติ-สติปัฏฐาน4 3.สัมมาสมาธิ  ที่มีพลังพอ  เพื่อส่งไม้ต่อไปที่ สัมมทิษฐิ สัมมาสังกัปโป)


เราเคยคุยกันมาแล้วนี่นา ในเรื่องใบไม้กำมือเดียว หรืออะไรเนียะ**


ซึงศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเหมือนเครื่องกรองน้ำ(เจตสิก) ชั้นยอด  เพื่อให้เหลือน้ำดื่มใส บริสุทธิ์(จิตแท้ )


อ้อ....หัวใจพระพุทธศาสนาข้อนี้  ไม่มีศาสนาใดในโลก  นี้  เข้าใจได้หรอก


เพราะทุกที่ล้วนติดอยู่ขั้น ทำดี  ฮับ..


**ขอตัวไปรับอาหารใหม่ มื้อเช้า ก่อน**จ้า ;D





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 27, 2010, 12:36:28 PM
ได้เลยครับพี่ กินเผื่อผมด้วยน่ะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 03, 2010, 06:51:36 PM
เดือนนี้เพื่อนผมที่ทำงานเดียวกันอายุเกิดปีเดียวกับผมนี่แหละแก ไปบวชแล้วถวายในหลวง ในโคงการของบริษัทฯ

บวชที่กท.จำพรรษาที่กาญจนบุรีฯ

ดีใจแทนเพื่อนจริงๆ...เออ...ตอนผมมีงานปีใหม่ แกมาช่วยเล่นดนตรีให้ที่บ้านผมด้วย...แกเจ๋งว่ะ...

อนุโมทนาครับท่าน

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 03, 2010, 11:28:56 PM
เมื่อกี้ก็แวบไปคุยกับอวตารพระศรีอารยเมตตรัยมา(มีทุกเว็บครับ...ท่านอวตารลงมามากจริงๆ)ที่เว็บใหญ่เว็บนึง.

* เรียนถามว่า เว็บ อะไรเนียะ*

พระพุทธเจ้า ยุคปัจจุบันคือ พระโคดม  มีพระธรรมวางไว้ให้ ปฏิบัติตาม


 แต่ไม่สนใจ ไปหวังน้ำบ่อหน้่า กันอยุ่ได้


คำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ก็เหมือนกัน

มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง  เฮ้อ ..สัตว์โลก ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 05, 2010, 08:47:40 PM
ไปไหนกันหมดแล้ว ฮับ

เอาบุญมาเผื่อ ไปร่วมกิจกรรมพระนวกะ 156 รูป

หยอดตุ้ทำบุญงานบวชไปแล้ว 2 ครั้ง วันนี้และเมื่อวาน

ไป 9 โมงกลับ 5โมง ง่วงเลย เหนื่อย  ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 06, 2010, 12:11:19 AM
ขออนุโมทนาครับ...

เรื่องไปคุยกับพระศรีอารย์ (ใช่หรือเปล่ายังไม่รู้เลย...แต่เค้าอ้างว่าใช่กัน...เว็บเราก็มีลองถามคุณลุง พลศักดิ์ดู)
มันก็แบบคนคุ้นเคยน่ะครับ...ขี้เกียจพิมพ์ขี้เกียจอธิบายมาก แต่ว่าเราอย่าเพิ่งไปปรามาสพวกท่านเหล่านี้ บางทีมันก็เป็นบุพกรรมต่อกันมานาน บางคนเค้าปรารถนาจะเป็นศิษย์สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ บางท่านอาจปรารถนาจะเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระองค์นี้ มันก็แล้วแต่ใครจะปรารถนาครับ...

ถ้าไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์หรือมีบุพกรรมอะไรกันมาในชาติก่อนๆมันก็ไม่เป็นในแนวทางเดียวกันหรอกครับ...

เหมือนกับเรา..ที่เค้าบอกว่าพระอาจารย์องค์นี้สุดยอดปฏิปทา อภิญญาสุดยอด เค้าฟังหรือปฏิบัติกันเข้าใจง่ายได้ผลดี...แล้วก็ดูดีจริงๆ

เฮ้ย...แต่เวลาเราไปฟังไปปฏิบัติด้วยทำไมฟังเข้าใจยากจัง ไม่รู้เรื่อง และเวลาปฏิบัติก็อึดอัดมาก ดูไม่เจริญก้าวหน้าในทางธรรมเลย...

อันนี้มันก็แล้วแต่บุพกรรมที่คุณๆทำเกี่ยวเนื่องกันมา ที่คุณไม่เคยมีบุพกรรมมากับท่าน...เรียนกันอีกหลายแสนชาติก็ไม่เข้าใจ

พวกที่เรียนมาด้วยกันนั้นเค้าเล่าเรียนด้วยกันมาและเหมาะสมกับจริตเค้าแล้ว...ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติที่เค้าร่วมเล่าเรียนกันมา...

เพราะฉะนั้นเราอย่าเพิ่งไปดูถูกใคร...บางคนถึงขนาดมีบุพกรรมกับพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น...พระพุทธเจ้าสมณะโคดม อบรมเค้าก็ไม่เข้าใจและเค้าก็ยังไป(นิพพาน)ไม่ได้...เค้าต้องรอพระพุทธเจ้าพระองค์ที่เค้ามีบุพกรรมสั่งสมส่งเสริมกันมา...ลงมาตรัสรู้และอธิบายความสอนเค้าจึงจะพึงถึงเวลาแห่งการตรัสรู้เข้านิพพานตามไป

เรื่องมันยาววววว...เอาเป็นว่าผมคนนึงล่ะที่ไม่ได้ปรารถนาไปอุบัติและตรัสรู้ในพุทธกาลของพระศรีอารยเมตตรัยครับ...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 06, 2010, 12:29:05 AM
เกือบเข้านอนแล้ว ตาจะปิด

นั่งทำงานด้วย คอมแล้ว สายตาย่ำแย่

วันนี้ดุข่าวในหลวงออกท้องพระโรง พยายามพูดเตือนสติพสกนิกรด้วยเสียงที่แหบแห้ง


คนดีก็ฟัง ด้วยความเข้าใจ

แต่คนอีกพวกหนึ่ง ก็ไม่สน ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 06, 2010, 12:36:41 AM

แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่น..เค้าไม่รู้เรื่อง...หรือไม่สนใจครับ

แล้วเราเข้าใจไหมครับ...วางใจให้เป็นกลางก่อน...อย่าเพิ่งไปดูคนอื่น


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 06, 2010, 12:51:30 AM


พระพุทธเจ้าตรัสรู้แบบเดียวกัน....อันนี้เราเข้าใจอยู่แล้วใช่ไหมครับ

ท่านพี่ค่อยๆอ่านนี่นะครับ...แต่ถ้าง่วงและนิวรณ์เข้าแทรกหรือไม่เข้าใจก็ไม่ว่ากัน



๏ เหตุให้พระศาสนาดำรงอยู่ไม่นานและอยู่ได้นาน
 

ครั้ง นั้น พระสารีบุตรได้ไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นว่า ศาสนาของพระผู้มีพระภาคทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นานและพระองค์ไหนดำรงอยู่นาน จึงได้เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มีพระศาสนาของพระพุทธเจ้าอยู่สามพระองค์ที่ไม่ดำรงอยู่นาน และอีกสามพระองค์ที่ดำรงอยู่นาน

พระสารีบุตรจึงทูลถามถึงสาเหตุปัจจัยที่เป็นเช่นนั้น

พระ ผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า การที่ศาสนาที่ไม่ดำรงอยู่ได้นาน เพราะพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์ ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้แสดงแก่สาวก เพราะอันตราธานแห่งพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตาม สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน เหมือนดอกไม้ต่างพรรณที่กองไว้ ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อมกระจาย กำจัดดอกไม้เหล่านั้นได้

การ ที่พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน เพราะพระผู้มีพระภาคทั้งสาม มิได้ทรงท้อพระทัย เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็ทรงแสดงแก่สาวก เพราะอันตรธานพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามเหล่านั้น สาวกชั้นหลังจึงดำรงพระศาสนา ไว้ได้ตลอดระยะกาลยืนนาน เหมือนดอกไม้ต่างพรรณที่กองไว้ ใช้ด้ายร้อยไว้ดีแล้ว ลมย่อมกระจาย กำจัดดอกไม้เหล่านั้นไม่ได้

๏ พระสารีบุตรปรารภให้ทรงบัญญัติสิกขาบท  

เมื่อ พระสารีบุตรได้สดับดังนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทรงบัญญัตสิกขาบท ที่จะทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อันจะเป็นเหตุให้พระศาสนานี้ยั่งยืน ดำรงอยู่ได้นาน

พระผู้มีพระ ภาคตรัสว่า ให้รอก่อน เพราะพระตถาคตแต่ผู้เดียวจักรู้กาลในกรณีย์นั้น พระศาสดายังไม่บัญญัติสิกขาบท ยังไม่แสดงปาติโมกข์แก่สาวก ตลอดเวลาที่ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่า ยังไม่ปรากฎในสงฆ์ในศาสนานี้ ต่อเมื่อใด อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น ขณะนี้ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่ายังไม่ปรากฏในสงฆ์ศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่ โดยภิกษุผู้บวชนาน ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภ ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยภิกษุผู้บวชนาน ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ถึงความเป็นอยู่ใหญ่เลิศโดยลาภแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฎฐานิยธรรมเหล่านั้น

ก็ภิกษุสงฆ์นั้นไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ ปราศจากมัวหมอง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตั้งอยู่ในสารคุณ เพราะบรรดาภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุที่ทรงคุณธรรมอย่างต่ำก็เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า



พอจะเห็นภาพมั๊ยครับ...พระพุทธเจ้าของเราในพุทธกาลนี้อายุพระศาสนาของพระสมณะโคดม ดำรงอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปี

ยังมีพระพุทธเจ้าที่ดำรงพระศาสนาในพุทธกาลของพระองค์ได้ ๕๐,๐๐๐ ปี ของพระศรีอารยเมตตรัย ๘๐,๐๐๐ ปี มี ๑๐๐,๐๐๐ ปี ,๔๙ กัป ,๘๙ กัป ,๓๐๐ กัป

ถึง ๑ อสงไขย ครับ
เรื่องเวลาเป็น กัป, อสงไขย ผมเขียนไปแล้วผมจะไม่กล่าวถึงอีกไปดูเอาเองนะครับ...

ทีนี้พอจะเห็นภาพลางๆแล้วบ้างไหมครับ...?






หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 08, 2010, 08:45:32 PM
ทราบ

ที่พูดถึง เป้นสถานะของจิตใจคนที่  เป็น พุทธศาสนิกชน ของพระพุทธศานาในปัจจุบัน

ที่เสื่อมไป

ไม่ใช่เรื่องอนาคต คร๊าบ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 08, 2010, 10:32:15 PM
ดีครับ...เมื่อทราบดังนี้แล้ว ถึงเวลาเสื่อมไป แต่เป็นคนเสื่อม ไม่ใช่ศาสนาพุทธเสื่อม...เพราะศาสนาพุทธเป็นสัจธรรม ตามความเป็นจริง

ไม่จำกัดกาลเวลา และสถานที่

เมื่อเราเห็นเราเข้าใจดังนี้ เราต้องเข้าใจในเหตุการณ์ต่างๆที่มันเป็นไป...โดยเป็นกลางๆ(อุเบกขา)หรือมองแบบผู้รู้ ไม่เข้าไปแทรกแซง(ร่วมปรุงแต่งต่อ)

ทุกอย่างมันมีเหตุของมัน...ตอนนี้เค้าอาจเป็นแบบนี้ขี้เหล้าเมายา เที่ยวดูคอนเสิร์ต ทุกหนแห่ง แต่พอจังหวะหนึ่งของชีวิต เค้าก็อาจจะรู้เองว่ามันไร้สาระ เมื่อเค้าหันเข้าทางธรรมบางคนบารมีทำมาดีแล้ว ไปปืด..ปืด..เลยนี่ของเค้าทำมาดีแล้ว แต่ก่อนเค้าอาจจะหลงหรือทำผิดพลาดหลงไหลไปตามกิเลสบ้างนั่นก็เพราะวิบากของแต่ละคน เมื่อวิบากเค้าหมดเค้าก็ไปโลดเลย เข้าใจเร็วได้อาจารย์ดีถูกต้องตรงทางปฏิปทาเยี่ยมยอดอีก

กับบางคนเล่นแต่เปลือกนอก เข้าสมาธิทีก็อยากเห็นนั่นนู่นนี่ มันเพลินดี มีความสุข อย่างนี้ไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ ก็ติดสุขติดเล่นนิมิตอยู่นั่นแหละ ไปไม่ถึงไหน  เค้าก็ยังสนุกอยู่ ถ้าไม่มีใครมาบอก,,เฮ้ย...นั่นมันของเล่นไม่ใช่ทางหลุดพ้นออกจากสังสารวัฏหรอกนะ...เค้าไม่ฟังเค้าก็เล่นต่ออีกเป็นแสนๆชาติ และเมื่อออกจากสมถะสมาธิมาก็กิเลสล้นท่วมใจเหมือนเดิม...ดูคนหรือพระดูกันที่คุณธรรมข้อวัตรปฏิบัติดีกว่า

แต่เรื่องดูกันแบบนี้มันก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว...ต้องไม่ธรรมดาเหมือนกันถึงจะมองออกอย่างแจ่มแจ้ง



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 09, 2010, 12:00:40 AM
เดี๋ยวนี้ นั่ง สมาธิ บ่ ได้

ได้ แค่เดินจงกรม

คล้ายๆ มันเพ่งมากไป

หรือจิตมันอีดอัด (ความซนทำให้ทนท่านิ่งไม่ได้)

แต่เวลาไปป.ธรรม (มีผู้สอน) มักตั้งใจทำเพื่อให้ท่าน ภูมิใจที่มีศิษย์ ตั้งใจ ;D



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 09, 2010, 02:07:16 AM
อย่าไปติดเพ่งครับ...ไม่ต้องไปสนใจว่าวันนี้จะนั่งได้นานทำลายสถิติเมื่อวานหรือเปล่าหรืออยากเห็นแบบคราวที่แล้วอีกติดใจ..ก็เสร็จไม่ถึง ๕ นาทีถอนแล้ว...

คนสอนเค้ารู้อยู่แล้วใครตั้งใจไม่ตั้งใจ...ถึงเราไม่ตั้งใจก็ต้องสอน เพราะมีคนอื่นตั้งใจ...

ความภูมิใจสรรเสริญใครๆก็อยากได้...แต่พอมากๆเข้าจนเฝือ มันก็จะเบื่อไปเอง..."ก็...งั้นๆแหละ"

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 09, 2010, 01:44:03 PM
วันนี้ มีคนเข้ามาในบอร์ดเยอะมาก อิอิ 267 คน

หรือว่าโดนยิงเว็บ อิอิ

ช่วงวันหยุดนี้ 9-12 ธค ผมไปค่ายอาสา สร้างห้องสมุด กับ จัดกิจกรรม บริจาคของใช้ ให้กับเด็กๆ ชาวเขา ที่ จ.ตาก นะครับพวกพี่ๆๆ

ฝากดูแลบอร์ดด้วยน่ะครับผม แล้วจะเอาบุญกุศลกลับมาฝากครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 09, 2010, 02:38:12 PM
โถ นู๋ กอลล์ ลูกค้า มาเยอะที่สุด วันนี้หรือ

ทำไงดี

คนไม่รู้ว่า ตัวทุกข์ ไม่ยอมแก้

พอจะแก้ ก็แทบหมดเวลาแล้ว จะทันผ่านข้อสอบบทที่ 1 ทันเป่าเนี่ยะ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:02:55 PM
สงสัยต้องรอ โพย จาก ท่านผู้เล็งเห็นทุกข์ แล้วอ่าครับ อิอิ

พี่ท่าน ไม่ได้ไปไหนหรอครับ ช่วงนี้


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:04:09 PM
จ้อง จอ ทำงานแลกตังค์ ฮับ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:04:48 PM
จ้อง จอ ทำงานแลกตังค์ ฮับ ;D

อิอิ ท่านพี่ ทำงานอยู่ไหนหรือ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:17:05 PM
ตึกใหญ่ ชั้น 3

วันรัฐธรรมนูญ ช่วยป.ธรรม ให้กับชาติด้วย จ้า ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:45:03 PM
ตึกใหญ่ ชั้น 3

วันรัฐธรรมนูญ ช่วยป.ธรรม ให้กับชาติด้วย จ้า ;D

เดี๋ยวผมไป ช่วยเหลือเด็กๆ ของชาติ แล้วกันครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 18, 2010, 08:31:51 PM
ได้อ่าน มาจาก...

ท่านกล่าวว่า นิพพาน พบได้ 5 ครั้ง แฮะ ใครรู้ช่วย หน่อย

(1.ใช้สมถะกดกิเลสไว้ 2-5 อย่างที่พอทราบ) ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 18, 2010, 11:08:38 PM
แล้วหนังสือไม่ได้อธิบายไว้หรือครับ...

เค้าอธิบายยังไงก็เชื่อตามนั้นไปก่อนซิครับ...จนกว่าจะพิสูจน์เอาได้ด้วยตนเอง แล้วจึงจะบอกได้จะเชื่อตามนั้นหรือไม่

แล้วทำสมถะกด,ข่ม,ระงับ,กิเลสไว้มันเรียกนิพพานด้วยหรือครับ ออกมาจากสมถะสมาธิแล้วกิเลสก็กลับมาบังอีกเหมือนเดิม

นิพพานเข้าๆออกๆได้...หรือครับ...?


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 18, 2010, 11:13:18 PM
ถ้าจะเรียกนิพพานแบบเข้าๆออกๆได้งั้นก็คือ
1.โสดาปัตติผลจิตนิพพาน 2. สกทาคามิผลจิตนิพพาน
3. อนาคามิผลจิตนิพพาน 4. อรหัตตผลจิตนิพพาน
และ 5. ละธาตุขันธ์แล้วเข้า พระนิพพาน

ครบยังครับ...?


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 19, 2010, 03:27:18 PM
อืม ..

อ่านแล้ว

และ ก็ รับท ร า บไปก่อน ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 31, 2010, 05:14:16 AM
มันต้องอย่างนั้น...ถ้าคุณยังไม่รู้จริง...!!!


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 02, 2011, 11:27:16 AM



สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงประทานพรปีใหม่
“ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ” ให้ทำความดี ชีวิตมีค่า
ขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ขอให้ชาวไทยทุกคนรวมใจกันเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  
ทรงประทานพระพรปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ให้แก่ประชาชนชาวไทย
ความว่า

           ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ             ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้  

โดยทั่วไปย่อมถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต
หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น
พระพุทธศาสนาถือว่า รากฐานของชีวิต คือ ความดี
หากมีความดีไม่ถึงขั้นจะไม่ได้ความเป็นมนุษย์
ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก"


เมื่อชีวิตมีค่า จึงควรที่เราจะต้องใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิตคือการที่ได้มาเป็นมนุษย์ โดยการทำความดี
คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม
การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์
และการประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์
ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี ทั้งที่เป็นส่วนตนและผู้อื่น
จึงได้ชื่อว่า สุชีวิต คือ ชีวิตที่ดีงาม
ขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านได้กระทำแล้วในปีเก่า
และ ขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน
และในปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ตลอดปี
ขอธรรม คือ คุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้ว
จงนำสุขมาให้แก่ท่าน เทอญ

ขออำนวยพร

(สมเด็จพระญาณสังวร)
 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชฯ
วัดสระเกศราชวรวิหาร ให้พรปีใหม่ ว่า
 

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขอให้เราทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธหรือแม้แต่นับถือศาสนาอื่น
ตั้งใจร่วมกันให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
จงเจริญพระชนมพรรษา ปราศจากพระโรคาพาธ
สามารถดำรงพระชนมพรรษาตามที่พระองค์ทรงปรารถนา
และขอให้เราทั้งหลายจงตั้งใจเพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ชีวิตของเราทุกๆ คน
ขอให้ทุกคนจงมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ปรารถนาสิ่งใดที่ชอบ
ขอให้ความปรารถนานั้นจงพลันสำเร็จแก่ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน เทอญ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 02, 2011, 11:31:54 AM


ขอธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย  จงช่วยนำสุขมาให้แก่ทุกท่าน เจริญรุ่งเรืองพร้อมทั้งการงานและการเงิน ตลอดทั้งทางธรรม
ปราศจากโรคและภัยอันตรายทั้งปวง ตลอดปีกระต่าย 2554 ครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 04, 2011, 10:08:22 AM
ขอบคุณสำหรับพรดีๆ น่ะครับพี่ๆ

ผมก็ขอสวัสดีปีใหม่ ปีกระต่ายด้วยคนนะครับ อิอิ

ขอให้ปีนี้ มีความสุข ความเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรม นะครับผม

 ;)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 09, 2011, 04:33:39 AM


โอ..อากาศกำลังสบายๆครับที่กรุงเทพ ๒-๓ วันนี้

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มกราคม 09, 2011, 11:31:43 PM
เฮ้อ ลานธรรมจักร ไม่เข้าท่าเล้ย ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 10, 2011, 12:23:45 AM


อย่าเพิ่งไปตำหนิใครหรือผู้ใดเลยครับ...

ลานธรรมจักรคนเยอะ เหมือนผมไปแอบๆดูผู้มีบารมีล้นบารมีเต็มที่เว็บพลังจิตแหละครับ...

กลับมาอยู่ที่นี่ดีกว่าเงียบ...สบาย...คนไม่เยอะ...ไม่วุ่นวาย...

เข้าทางผม...ซึ่งจริงๆแล้วผมชอบอยู่คนเดียว...(ปลีกวิเวก)   :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 10, 2011, 11:15:56 AM
เว็บไหนก็ดีทั้งนั้นละเน๊อะครับ

อยู่ที่ว่าเราชอบแบบไหน เว็บเราก็เงียบ สงบดีนะครับพี่ๆ

คล้ายๆ อยู่ในวัดป่า ที่เต็มไปด้วยป่าไผ่ มีเสียงสัตว์ร้อง ลมพัดเย็นๆ เหมาะกับการภาวนา

ถ้ามีหลักการปฏิบัติแล้ว ก็อยู่ที่วินัยของตัวเองแล้วละเน๊อะ ว่างๆ ก็มาพบปะกันบ้างเป็นบางเวลา อิอิ

แล้วแลกเปลี่ยน พูดคุย ว่าติดจุดไหนกัน ก็ช่วยๆ กันไป นะครับผม สู้ๆ 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 16, 2011, 10:02:32 PM



อวิชชา นั้น พึงบังเกิดขึ้นแก่ปุถุชนทุกคน ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดาหรือตถคตา 
จนกว่าจะได้สดับหรือเรียนรู้ในธรรมของพระองค์ท่านอย่างแจ่มแจ้ง  กล่าวคือ จนกว่าจักได้วิชชาของพระองค์ท่าน 
ซึ่งเป็นวิชชาที่ล้วนเนื่องสัมพันธ์ด้วย เรื่องของทุกข์ เพื่อการดับไปแห่งทุกข์เท่านั้น  เพื่อความเป็นโลกุตตระ
ธรรมทั้งปวงจึงล้วนเนื่องสัมพันธ์เกี่ยวกับการให้รู้จักทุกข์เพื่อใช้ไปในการดับทุกข์ จึงเป็นไปดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

" ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราตถาคต บัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องทุกข์ และ(เพื่อ)การดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น "


ครับแต่กว่าจะรู้ทุกข์ และทำให้ที่สุดแห่งทุกข์นั้นก็เอาการทีเดียวเชียวแหละนะครับ...และตัวที่ปิดบังทุกข์ได้อย่างเฉียบขาดหมดจรด
จนน้อยคนนักที่จะมองเห็นทุกข์ได้อย่างแจ่มแจ้งนั่นคือ อวิชชา สังโยชน์ข้อสุดท้าย ข้อที่ ๑๐
และพระพุทธเจ้าจัดไว้เป็นลำดับสุดท้าย...


ทำอย่างไรจึงจะกำจัด อวิชชา ให้หมดสิ้นไปได้โดยเด็ดขาด...?

ใช้ วิชชา  ที่พระพุทธองค์ทรงบอกวิธีไว้แล้วนั่นเอง...



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 30, 2011, 11:32:49 AM

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละธาตุขันธ์แล้ว


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละธาตุขันธ์ แล้วเมื่อเวลา 3.41น.วันที่ 30 ม.ค.2554 หลังอาพาธด้วยอาการปอดติดเชื้อ สิริรวมอายุ 98 ปี

เมื่อเวลา 4.30น. คณะศิษย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี แจ้งว่า หลวงตามหาบัว ได้ละสังขารแล้ว เมื่อเวลา 3.41 น. ของวันที่ 30 ม.ค.2554 หลังอาพาธต่อเนื่องด้วยอาการปอดติดเชื้อ สิริรวมอายุ 98 ปี
ทั้งนี้ที่ผ่านมา หลวงตามหาบัว ได้เดินทางเข้ารับการรักษาอาการอาพาธยังโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ตามคำนิมนต์ของคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น และ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ที่ได้ให้การรักษามาก่อนหน้านี้ และได้เดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่วัดป่าบ้านตาดเมื่อวันที่ 3 ม.ค.



กราบนมัสการพระอาจารย์...ศิษย์จะตั้งใจดำเนินตามรอยธรรมคำสั่งสอนทุกประการตราบจนที่สุดขอรับ   กราบ...กราบ...กราบ...

 




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กุมภาพันธ์ 01, 2011, 04:18:07 PM
กราบนมัสการในธรรมะของพระพุทธองค์ ที่มีพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่างพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ได้ถ่ายทอดไว้ด้วย เช่นกันครับ

ณ โอกาสนี้ ทางเว็บเราจึงขอ ทำประวัติหลวงตา ไว้ที่หน้าแรก เป็นการสักการะด้วยอามิสบูชา และจะขอปฏิบัติบูชาคุณครูบาอาจารย์ด้วยการ

ภาวนาตามหลักมหาสติปัฏฐาน สืบไปครับผม



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2011, 03:19:21 AM
อนุโมทนาครับ...ตอนที่บวชใหม่ๆ อ่านหนังสือธรรมะแหลกราญ เพื่อเอาไว้...

ได้มาอ่านหนังสือที่หลวงตามหาบัวเขียน ตอบคำถามของญาติโยมและก็พระเณร ก็อืม...พระองค์นี้ตอบได้ เคลียร์ และ เห็นภาพตามเลย
 
โดยยังไม่รู้ที่แท้ก็ศิษย์สายเดียวกัน กับหลวงปู่มั่น เลยลองไปถามๆผู้รู้ดู...ท่านผู้รู้บอกว่า "โคตรดุเลยหลวงตามหาบัวนี่"

เราได้ฟังกิตติศัพท์มาจนเมื่อนั่นถึงเมื่อปีที่แล้วนี่ก็เหมือนเดิมนะ...ทั้งญาติโยม พระ เณร ท่านก็ยังดุอยู่

ใครทำอะไรไม่เข้าท่า ท่านด่าไล่ตะเพิด กระเจิดกระเจิงไปเลย และไม่ใช่ว่าระดับที่คิดว่าแน่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี  สส. ผู้ว่าฯ ที่คิดว่าจะโชว์ ท่านไล่ตะเพิดหมดถ้าทำไม่เข้าท่า เข้าทาง...

เราถึงเห็นว่าพวกที่จะโชว์ออฟ หวังผลประโยชน์ส่วนตัวนะ ไม่ได้เข้าใกล้ท่านหร็อก...ท่านรู้ว่าพวกมันมาหาผลประโยชน์แอบแฝงกัน

โดนไล่ไปหมดแหละ...ลองนึกดูซิว่านักการเมืองคนไหน ไปกราบท่าน และท่านพูดคุยหรือลูบหัวให้บ้าง...มีใครบ้างมั๊ยครับ...?

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2011, 03:12:06 AM
ตอนนี้ที่พึงจะกระทำได้ ในงานพระอาจารย์...
คุณพ่อจะไปก่อนครับ...เข้าไม่ติดอยู่แล้ว...แต่อาศัยบารมีและบุพกรรมเก่ากันหน่อย...
ตรงที่จะไปกับลูกศิษย์ลูกหาสายเดียวกัน(พวกพระอาจารย์)...ไปจัดแจง โรงทานหน่อยครับ...
คนเป็น หมื่นถึงเรือนแสน...
ไปก็ไม่อยากให้เดือดร้อนกัน...ใครมีรถราก็จัดแจงกันไปนะครับ...อาจจะไกลหน่อย...ลำบาก


แต่ของแบบนี้อยู่ที่ใจล้วนๆเลยครับ...อยากให้แบบไปแล้วยิ้มกันไปตลอดทางครับ...เพราะพวกเราไปนั้นตั้งใจและกำลังใจสูงอยู่แล้วถึงไปกัน...ใช่ไหมครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2011, 01:33:58 AM
ลูกสอบกันหมดเลย ฟืดเสียแล้ว...ถ้าไปได้ก็คงแว็บไปเลยแบบไม่ได้นัดหมายล่ะนะ

คุณพ่อไปก่อนแล้ว อย่างที่บอกถึงวันที่ 21 กุมภา ได้อาสัยอานิสงฆ์ดังว่า จอดรถฝากไว้ไกล แล้วอาศัยรถตำรวจนำทางเข้าไป
ฝนตกด้วยอยู่กันลำบาก เป็นหวัดไม่สบายกันเป็นแถว ทั้งพระทั้งฆราวาส ลำบากแต่กาย ใจนั้นไม่ลำบากหรอก

คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าพระอริยะมากันเยอะมากมายมาก วันหนึ่งเจอหลวงปู่ท่อน ญาณธโร ท่านมาด้วย อย่างว่าลูกศิษย์ลูกหาเพียบ

คลานเข้าไปหาของดีหรือให้ท่านเป่าเสกกันแน่นไปหมด คุณพ่อท่านก้ไปเข้าแถวกับเค้าบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วท่านพ่อก็เคยพบหลวงปู่หลายทีแล้ว รวมทั้งผมด้วย คราวนี้ หลวงปู่ท่อนท่านเคาะหัวให้ทุกคน ยกเว้นคุรพ่อผมท่านแตะบ่าเฉยๆ ไม่ลูบหัว

ผมก็เคยพบหลวงปู่วันท่านไปงานวันเกิดหลวงปู่จันทาที่พิจิตร คุณพ่อท่านแนะนำ ผมนำครอบครัวไปด้วยหลังจากฉันเช้าแล้วเสร็จแล้ว เข้าไปใกล้ๆท่านบอกสั่งสอนลูกด้วยครับอาจารย์ ท่านก็บอกไม่ต้องสอนอะไรแล้วท่านก็หัวเราะร่วน เอาๆลูกหลาน แต่ดูท่านก็ถูกใจลูกชายตัวกระเปี๊ยกของผม ผมนำลูกเข้าไปกราบท่านใกล้ๆ ดูแล้วงดงามมากครับ ลูกชายท่านก็ลูบหัวให้ด้วยความเมตตายิ่งนัก ผมว่าผมถ่ายภาพไว้ แต่จำไม่ได้ต้องไปค้นดูก่อน นึกถึงสมัยผมเป็นเด็ก คุณพ่อพาไปหาหลวงปู่ขาวแบบเดียวกันเป๊ะเลย คุณพ่อท่านถ่ายรูปให้ผมตอนเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงปู่ขาว สมัยก่อนกล้องก้ไม่ค่อยจะมีกัน ใครมีก็เจ๋งแล้วเมื่อ 30กว่าปีที่แล้ว เพิ่งมีฟิล์มสีใช้กันสดๆร้อนๆ

ลูกชายคนนี้ ผมสังเกตมาตั้งแต่เค้าเกิด ตอนนี้ 9 ขวบแล้ว ไม่ธรรมดาเลยครับเด็กคนนี้...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2011, 05:22:48 PM
ลูกสอบกันหมดเลย ฟืดเสียแล้ว...ถ้าไปได้ก็คงแว็บไปเลยแบบไม่ได้นัดหมายล่ะนะ

คุณพ่อไปก่อนแล้ว อย่างที่บอกถึงวันที่ 21 กุมภา ได้อาสัยอานิสงฆ์ดังว่า จอดรถฝากไว้ไกล แล้วอาศัยรถตำรวจนำทางเข้าไป
ฝนตกด้วยอยู่กันลำบาก เป็นหวัดไม่สบายกันเป็นแถว ทั้งพระทั้งฆราวาส ลำบากแต่กาย ใจนั้นไม่ลำบากหรอก

คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าพระอริยะมากันเยอะมากมายมาก วันหนึ่งเจอหลวงปู่ท่อน ญาณธโร ท่านมาด้วย อย่างว่าลูกศิษย์ลูกหาเพียบ

คลานเข้าไปหาของดีหรือให้ท่านเป่าเสกกันแน่นไปหมด คุณพ่อท่านก้ไปเข้าแถวกับเค้าบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วท่านพ่อก็เคยพบหลวงปู่หลายทีแล้ว รวมทั้งผมด้วย คราวนี้ หลวงปู่ท่อนท่านเคาะหัวให้ทุกคน ยกเว้นคุรพ่อผมท่านแตะบ่าเฉยๆ ไม่ลูบหัว

ผมก็เคยพบหลวงปู่วันท่านไปงานวันเกิดหลวงปู่จันทาที่พิจิตร คุณพ่อท่านแนะนำ ผมนำครอบครัวไปด้วยหลังจากฉันเช้าแล้วเสร็จแล้ว เข้าไปใกล้ๆท่านบอกสั่งสอนลูกด้วยครับอาจารย์ ท่านก็บอกไม่ต้องสอนอะไรแล้วท่านก็หัวเราะร่วน เอาๆลูกหลาน แต่ดูท่านก็ถูกใจลูกชายตัวกระเปี๊ยกของผม ผมนำลูกเข้าไปกราบท่านใกล้ๆ ดูแล้วงดงามมากครับ ลูกชายท่านก็ลูบหัวให้ด้วยความเมตตายิ่งนัก ผมว่าผมถ่ายภาพไว้ แต่จำไม่ได้ต้องไปค้นดูก่อน นึกถึงสมัยผมเป็นเด็ก คุณพ่อพาไปหาหลวงปู่ขาวแบบเดียวกันเป๊ะเลย คุณพ่อท่านถ่ายรูปให้ผมตอนเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงปู่ขาว สมัยก่อนกล้องก้ไม่ค่อยจะมีกัน ใครมีก็เจ๋งแล้วเมื่อ 30กว่าปีที่แล้ว เพิ่งมีฟิล์มสีใช้กันสดๆร้อนๆ

ลูกชายคนนี้ ผมสังเกตมาตั้งแต่เค้าเกิด ตอนนี้ 9 ขวบแล้ว ไม่ธรรมดาเลยครับเด็กคนนี้...

ดีแล้วครับผม ได้เข้าวัดแต่เด็ก จะได้อยู่ใกล้ๆ ธรรมแต่เด็ก เน๊อะ

ผมมาเข้าวัดจริงๆ จังๆ ก็20 กว่าละ เหอๆๆๆ

อืมพูดถึงไปวัด พี่ต่าย ยังไม่รู้วันใช่ป่ะครับ ผมก็หาเครียร์งานเครียร์เวลาอยู่เลย

อยากไปเหมือนกันนะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2011, 03:08:20 AM
นั่นสิ สงสัยต้องบังคับ แกล้งๆออกตั๋วเครื่องบินไปเลย จะได้พยายาม แล้วมีเวลาก็ไปกันโลด  :)  ;)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 10, 2011, 12:59:19 PM

รูปหน้าเว็บของหลวงตามหาบัวสวยแล้วครับ

แต่อยากเห็นรูปพระราชินีด้วยครับ.... :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 10, 2011, 02:54:42 PM

รูปหน้าเว็บของหลวงตามหาบัวสวยแล้วครับ

แต่อยากเห็นรูปพระราชินีด้วยครับ.... :)

ครับผม เดี๋ยวลองหาดูก่อนนะครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มีนาคม 27, 2011, 11:05:50 PM
ใครไปเก็บอัฐิธาตุ ของหลวงตามาบ้าง จร้า


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 28, 2011, 11:03:49 PM
คุณพ่อผมกลับมาจากไปงานหลวงตาและนำเอาพระธาตุของหลวงตามาให้ครับ

เพิ่งอัญเชิญประทับไว้ที่บ้านเมื่อคืนวานนี้ครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ เมษายน 02, 2011, 12:41:24 AM
 ไม่ค่อย คุ้นเคยกับหลวงตาพระมหาบัว

แต่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไป หาหลวงพ่อคูณ  ตอนใกล้แจ้ง ท่านมา ลอยโชว์ รูปกาย ก่อน เข้าวัด(จอดรถนอนพักรอเช้า เพราะไปถึงมืดแล้ว) ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 02, 2011, 09:47:12 PM
ดีครับ บุญบารมี ไม่ถึงกัน ไม่เห็นนะครับนั่น... :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 03, 2011, 09:29:06 PM
 เบื่อก็รู้ว่าเบื่อ สักว่าเบื่อ อยู่แบบโลกๆไป อย่างเข้าใจและเป็นกลาง

 :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 04, 2011, 05:20:46 PM
พี่ต่าย พอแบ่งได้มะครับ ฮ่าๆๆๆ

อัฐิธาตุขององค์หลวงตามหาบัว อ่าครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 04, 2011, 11:47:52 PM

ได้ครับ   :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 05, 2011, 12:31:29 AM
ขอบพระคุณครับผม _/\_


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 08, 2011, 08:38:58 AM
อากาศกลับคืนสู่สภาวะปกติ สำหรับเมืองไทย แต่ก่อนกลับมาก็โดนไปไม่น้อย
ทั้งภาคเหนือแผ่นดินไหว ภาคใต้จมทะเลโคลนและบาดาล
ยังไงเสียเราคนไทยไม่นิ่งดูดายพี่น้องร่วมประเทศ ช่วยกันคนละเล็กละน้อยตามกำลังกันนะครับ
ถึงยามนี้ต้องจับมือกันช่วยเหลือกัน เป็นกำลังใจให้กันครับ

แล้วพบกันครับ น้องกอล์ฟ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 08, 2011, 11:02:47 AM
อากาศกลับคืนสู่สภาวะปกติ สำหรับเมืองไทย แต่ก่อนกลับมาก็โดนไปไม่น้อย
ทั้งภาคเหนือแผ่นดินไหว ภาคใต้จมทะเลโคลนและบาดาล
ยังไงเสียเราคนไทยไม่นิ่งดูดายพี่น้องร่วมประเทศ ช่วยกันคนละเล็กละน้อยตามกำลังกันนะครับ
ถึงยามนี้ต้องจับมือกันช่วยเหลือกัน เป็นกำลังใจให้กันครับ

แล้วพบกันครับ น้องกอล์ฟ

ใช่แล้วครับผม ยังไงเราอยู่ร่วมสังคมกัน การเจริญพหรมวิหาร 4 เป็นที่ควรทำเน๊อะครับ

เพื่อสังคมจะได้มีรอยยิ้มให้กัน เกิดมาก็เป็นทุกข์แล้ว ควรช่วยกันเจริญสติปัฏฐาน เพื่อออกจากทุกข์กัน สาธุ ครับผม

แล้วเจอกันเช่นกันครับพี่ต่าย ^^


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ เมษายน 09, 2011, 12:49:15 PM
ผู้มีฤทธิ์ดาล เป่า เนียะ
 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 13, 2011, 10:34:02 PM
สวัสดีปีใหม่ไทยครับเหล่ากัลยาณมิตรทุกๆท่าน  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 13, 2011, 12:31:53 PM
ช่วงนี้งานเข้า เพิ่งเสร็จงานใหญ่มาครับ
ร่างกายเลยอ่อนล้ามาก สมองและร่างกายมันเลยเป็นของมันแบบบื้อๆ ก็รู้ว่ามันบื้อจริงๆเลยอยู่เฉยๆก่อนดีกว่า
ฝรั่งมันเรียก Human Error type "FATIGUE" ครับ

ใจไม่เป็นไรครับ ยังสงบอยู่ แต่กำลังอ่อน ต้องทำความสงบเข้ามาคือปล่อยวางกับสิ่งกระทบหรือสิ่งเร้าลงไปบ้าง ถ้าสิ่งนั้นไร้สาระหรือไม่จำเป็นนัก  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 13, 2011, 02:08:19 PM
ผมเคยทำงานหนักๆ พักวันละ 4-5 ชม เหมือนกันครับพี่ต่าย รู้สึกเหมือนกันว่าช่วงนั้น ร่างกายอ่อนเพลีย แต่ก็อาศัย สมถะ ช่วงเหมือนกันครับ

จะได้มีกำลังไปเครียงานตรงนั้น

ยังไงก็พักผ่อนให้เพียงพอ ด้วยนะครับพี่ต่าย ร่างกายจะได้กลับมามีแรง เพื่อเดินทางต่อไป สู้ๆ ครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 17, 2011, 10:33:16 PM
ขอบคุณมากครับน้องกอล์ฟ

จะเรียกอย่างนี้ได้หรือเปล่านะ ระบาย

ปะทะกันมากจนล้าเลย ก็กระเพื่อมบ้าง แล้วตามดูติดตลอดไม่ให้หลุด แต่อาจจะมีหลุดบ้างนิดๆหน่อยก็ไม่ต้องวิตกมากนัก

วิธีที่ดีที่สุดคือพูดแต่น้อย ให้เข้าใจตรงกัน งานจะได้ลุล่วงแบบราบรื่น พูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่หักหาญน้ำใจกัน เพราะต้องอาศัยเค้าช่วยทุกหน่วย หลีกเลี่ยงการพูดเสียดสี หรือเรื่องของบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงและไม่พูดจาไร้สาระ ถ้าพูดไปแล้วไม่เข้าใจกันก็ต้องหยุดไปเลย พูดก่อนทำพูดครั้งเดียวต้องเก็ต ไม่ต้องให้มาย้ำพูดย้ำทำหลายๆรอบ แล้วยังไม่ทำ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและประสิทธิภาพของคนที่แตกต่างกันไป

ทำงานใหญ่ๆคำที่พึงพูดให้มากคือ คำว่า ขอโทษครับ ( ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ อย่างนี้ครับ....) ขอบคุณครับ (ถ้าเค้าทำให้เรา)และ เยี่ยมเลย (ถ้าเค้าทำถูกและทำได้ดี) ผมนำมาใช้เสมอ

เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งคือเมื่อนายมอบหมายงานแล้ว ไม่มาจู้จี้ ถามนู่นถามนี่อีก เพราะในทีมผมจะเป็นคนส่งงานให้นายผมทราบและทุกหน่วยงานรับทราบทางอีเมล์ เฉพาะเรื่องการจัดการกับงานของตัวเองก็แย่แล้ว มันคงไม่ใช่หน้าที่ผมต้องเที่ยวชี้แจงตอบคำถามแบบเดิมๆทั้งวันหลายๆหน่วย งั้นก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ ไหนจะต้องประสานงานกับหน่วยอื่นๆอีก แล้วยังมีหน่วยที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองอีก เรื่องมันจึงสาหัสเหมือนกันครับ เมื่อมาทำงานร่วมกัน ปัญหามันมีทุกมิติแหละครับ หลายๆวันเข้าพลังเราก็ลดลงไปเรื่อยๆ
จนวันหลังๆผมยอมรับเลยว่าผมเริ่มบื้อ จนเกือบเหมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวนึงแล้วเหมือนกัน

ระหว่างพักผมจึงไม่อยากพูดคุยกับใครมากนัก อยู่กับตัวเองดูจิตดูใจของตัวเองไป ไม่สนใจจริตหรือกริยาของคนอื่นๆที่อยู่แวดล้อมรอบๆ




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 17, 2011, 10:48:34 PM
จบงานลงไปอย่างสวยสดงดงาม

ทุกหน่วยงานแฮ็ปปี้ นายก็แฮ็ปปี้ บริษัทก็แฮ็ปปี้ น้องที่ทำงานด้วยก็แฮ็ปปี้

เมื่อผมทำงานใหญ่เสร็จลง ผมมักจะได้ยินคำพูดแบบนี้เสมอ

หวังว่าผมคงได้ร่วมงานกับคุณอีกนะครับ

เจอกันอีกนะคราวหน้า ผมขอเลย

ผมอยากทำงานกับพี่

ผมพร้อมจะลุยไปกับพี่ครับ



พอแล้วครับเดี๋ยวมันจะเว่อร์จนเลี่ยน

จบภาระกิจแล้วก็ขอโทษขอโพยกันไปบางครั้งเราก็มีลูกหนักลูกเบาบ้าง ไม่ใช่นิ่มตลอด

งานจบแบบราบรื่น ผู้บริหารพอใจเป็นอันมาก แต่เค้าไม่ทราบหรอกว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้น มันหนักหนาอยู่เหมือนกัน

นั่นซิใครจะไปรู้ นอกจากตัวเอง

  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 06:07:02 PM
ดีใจด้วยนะครับพี่ต่าย งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผมว่าของอย่างนี้ มันมาการสั่งสมจากประสบการณ์นะ บวกกับ มีสติ ใจเย็น แล้วก็ค่อยแก้ปัญหากันไป คลี่คลายกันไปทีละจุดๆ จนไปถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จย่อมแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และ แรงกาย เสมอ ก่อนจะรวยก็ต้อง รู้จักลงทุนให้ดีก่อนเสมอ เน๊อะครับ

อย่างไรก็ขอให้เจริญทั้งทางโลก และทางธรรม นะครับพี่ต่าย ฮ่าๆๆๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 11:37:50 PM
ครับ มันก็เปรียบกันได้นะพี่ว่า

เหมือนเราปฏิบัติทางธรรม เราก็มีเป้าหมาย จุดมุ่งหมายอยู่

แล้วเราก็พยายามเดินทางปฏิบัติด้วยความเพียรไปอย่างไม่ย่อท้อ ซักวันเราคงบรรลุเป้าหมายอันสุดยอดของเราที่เราปรารถนาไว้  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 19, 2011, 10:56:12 AM
ใช่ครับๆ แรกๆ อาศัยศรัธรานำ ก่อนเน๊อะ ขยันปฏิบัติไปต่อเนื่อง มันต้องใกล้เข้าไปแน่นอน ฮ่าๆๆ

สาธุครับพี่ต่าย สู้ๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 25, 2011, 06:21:39 PM
คร้าบขอบคุณน้องกอล์ฟครับที่ให้กำลังใจครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 26, 2011, 01:07:50 AM
เมื่ออาทิตย์ก่อนเผอิญได้ฟังธรรมของหลวงตามหาบัวที่ท่านเทศน์สอนพระที่วัดอโศการาม

ตอนที่ท่านอายุ ๙๐ กว่าๆแล้ว ท่านก็บอกว่าท่านเหนื่อย ธาตุขันธ์เล่นงานท่านจนแย่ รูปนามก็แย่ สัญญาก็แย่

ท่านบอกจริงๆแล้วท่านควรจะต้องอยู่ของท่านคนเดียวไม่วุ่นวายกับใครจะดีที่สุด  แต่ท่านก็พยายามลากสังขารมาโปรด ด้วยความเมตตา

มันเลยทำให้เรานึกถึงเมื่อเราโดนธาตุขันธ์ที่มันรุมเร้าเราจนแย่เหมือนกัน เหมือนที่บอกว่า จังหวะนั้นไม่อยากยุ่งกับใคร

อยากที่จะอยู่เฉยๆนิ่งๆ แต่ตามดูสภาวะของตัวเองไปให้ทันแค่นั้นก็พอ เพราะถ้าจะให้เราแจกแจงพิจารณามากไปกว่านี้ ธาตุขันธ์เองมันก็รับของมันแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าให้เราส่งอายตนะหรือสฬารยตนะเราออกไปสู่ สิ่งที่ไม่ใช่กายและใจเราอีกเราก็จะยิ่งล้ามาก เพราะถ้าเราส่งออกไปแล้วเราเป็นห่วงหรือเห็นบางอย่างที่เราพอจะแก้ไขจัดแจงให้ได้ เราจะต้องใช้พลังงาน(ทางปัญญา)อีกอย่างสูงเพื่อจัดแจง

จังหวะแบบนั้นเราจึงควรจัดการตนเองเสียก่อน ก่อนที่จะไปจัดการกับสิ่งภายนอก

แล้วก็ไปคิดเข้าทำนองเหมือนที่พี่ The suffering ที่ว่าเราก็เอาตัวเองให้รอดก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น

ธรรม จึงดูแล้วมันก็มาลงที่เดียวกันได้ แม้ว่าจะต่างกันด้วยเวลา สถานที่ หรือจำพวก

ธรรมมันก็จะลงออกมาเหมือนกันหมด เราบังคับธาตุขันธ์ไม่ได้ เพียงรู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไรแล้วปล่อยให้มันเป็นไปเท่านั้นเอง
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 26, 2011, 08:50:17 AM
อนุโมทนาด้วยครับพี่ต่าย ผมว่าช่วงที่ธาตุขันต์ เขาโดนโรคทางกาย เล่นงานนี่ บางครั้งก็ทำให้ใจมันเหนื่อยหน่ายเหมือนกันเน๊อะ

จังหวะนี้ ถ้าขยันดูก็น่าจะได้ความรู้เพิ่มเติม ว่าธาตุขันธ์ก็เป็นไปตามแต่เหตุ แล้วดับไป ค่อยๆเขยิบออกจากการยึดถือกายยึดถือใจ ไป ไม่มากก็น้อย

ยังไงก็สู้ๆ นะครับ เรียนรู้ทุกข์เพื่อจะออกจากทุกข์ และขอให้ก้าวหน้าเจริญๆ ไปสู่ความหลุดพ้น สู่สันติภาพอันเป็นนิรันดร์ นะครับ สาธุ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 26, 2011, 10:34:37 PM
การไม่เป็นโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

การที่ร่างกายโดนโรคร้ายเล่นงาน มันมีเหตุให้เกิด แต่โรคบางโรคกว่ามันจะดับมันก็นานนะ

หรือกว่ามันจะดับ มันก็พาธาตุขันธ์เราดับไปด้วยพร้อมกันเลย เรื่องการเป็นโรคนี้มอง ตามแบบไตรลักษณ์ลำบาก เพราะมันใช้เวลานาน

แถมวางใจไม่เป็นด้วยก็ไม่มีทางมองเห็นได้เลย

แต่ถ้าเกิด ดับเร็วแบบจิต ก็มองไม่ทันอีกเพราะมันเร็วมาก

มันจึงต้องมองตรงกลางให้เป็น ให้ช่ำชอง ให้ชำนาญด้วยปัญญา แล้วพัฒนาออกไปในทั้งสองขั้ว และถ้ามองได้แจ่มแจ้งแทงตลอดได้ทั้งหมด

คงมุ่งเข้าสู่สันติภาพอันเป็นนิรันดร์ได้. . .


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 27, 2011, 02:44:10 PM
ณ ตอนนี้เลยต้องอยู่กับทุกข์กันไปก่อน อ่าเน๊อะ อย่างไรทุกข์พอทนได้ใช่มะครับพี่ต่าย ฮ่าๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 27, 2011, 11:55:02 PM
ใช่อยู่กับมันไปนี่แหละ ให้มันสอนเรารู้จักมันเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหมดมุข เพราะเรารู้มันหมดแล้ว  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 06, 2011, 11:02:22 PM
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช แสดงะรรมที่ศูนย์ปฏิบัติการ การบินไทย ชั้น ๒ ห้องสุพรรณหงส์

วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๓๐๐-๑๔๓๐ น.

เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 07, 2011, 12:30:19 PM
โชคดี...ไปฟังธรรมก่อนนะครับ
เหลือเวลาอีก ครึ่งชั่วโมง หลวงพ่อจะมาแล้ว..


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มิถุนายน 07, 2011, 03:02:21 PM
โชคดี...ไปฟังธรรมก่อนนะครับ
เหลือเวลาอีก ครึ่งชั่วโมง หลวงพ่อจะมาแล้ว..

อนุโมทนาบุญด้วยครับผม

นำมาเล่าสู่น้องๆ ฟังบ้างน๊าครับผม ฮ่าๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มิถุนายน 09, 2011, 11:40:22 PM
วันทีี 12 มิย 54 หลวงพ่อ  กะมา รพ.พุทธชินราช  ด๋วย

แต่ ไป บ่ได้ 

ไม่เป็นไร เพราะ เจอกันทางอื่น  แว้ว ว ว ว  + กะได๋    ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 10, 2011, 01:58:13 AM
ได้เหมือนกันครับ ตามสะดวก  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 13, 2011, 12:25:31 AM
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่มาแสดงธรรม

มาคราวนี้ท่านหนักไปทางเรื่องของขันธ์5 ให้พิจารณาขันธ์ 5 แล้วให้มองออกเป็นส่วนๆแยกจากกัน โดยใช้การทำวิปัสสนา
ให้เห็นไตรลักษณ์ คือการเกิดดับ

โดยมองดูที่เวทนา ความรู้สึกเสวยอารมณ์ ทุกข์ สุข และสังขาร การปรุงแต่งต่างๆ จิตหนีไปคิด จิตโกรธ จิตมีราคะ ฯ จิตกับกายแยกออกจากกัน ซึ่งเราเห็นได้เลยเห็นง่ายกว่าการพิจารณากาย กายนี่มองยากและอาจใช้เวลานาน คล้ายที่ผมเคยพูดนั่นแหละครับว่า การที่ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือโดนโรคร้ายเล่นงาน มันมีเหตุให้เกิด แต่โรคบางโรคกว่ามันจะดับมันก็นานหรือกว่ามันจะดับ มันก็พาธาตุขันธ์เราดับไปด้วยพร้อมกันเลย เรื่องการเป็นโรคนี้มอง ตามแบบไตรลักษณ์ลำบาก เพราะมันใช้เวลานาน

แถมวางใจไม่เป็นด้วยก็ไม่มีทางมองเห็นได้เลย



ท่านให้มองให้เห็น  เพราะเมื่อเกิดสภาวะแล้วจะได้รู้ทัน  รู้ให้เป็น (เพราะถ้าไม่รู้หรือรู้ไม่เป็นก็จะมีการบ้านเป็นแถวแหละครับ อันนี้ผมคิดเอาเองครับ)

ก็ประมาณนี้แหละครับ สำหรับผมก็ไม่ได้ส่งการบ้านอะไร เพราะผมคาดว่าส่งไป ผมคงได้คำตอบที่คิดว่าท่านคงตอบแบบที่ผมคิดไว้อยู่แล้ว ผมจึงไม่ถามดีกว่า ส่วนเป็นคำถามอะไรนั้น ขอเก็บไว้ในใจแล้วกันนะครับ  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มิถุนายน 14, 2011, 10:46:40 AM
สาธุ ครับพี่ต่าย เรื่องการแยกธาตุ แยกขันธ์ แล้วพิจารณา นี่สำคัญจริงๆ เน๊อะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 20, 2011, 02:04:48 AM
ท่านว่าเป็นจุดแตกหักเลย ถ้าพิจารณาได้อย่างแจ่มแจ้ง

ผมเห็นด้วย มรรคผลจะเกิดก็ปัญญาพิจารณาได้ระดับนี้แหละครับ

เคยเห็น จิ้งจก หางขาด สดๆร้อนๆไหมครับ หางมันยังกระดิกได้อีกซักครู่ แต่ตัวมันไม่ตายวิ่งหนีไปแล้ว  8)   ;)  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 29, 2011, 04:47:27 AM


เร่งความเพียรกันใหญ่เลย...อนุโมทนาครับ  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มิถุนายน 30, 2011, 03:15:54 PM


เร่งความเพียรกันใหญ่เลย...อนุโมทนาครับ  :)

 

ตามมาอ่านอยู่ครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กรกฎาคม 02, 2011, 08:31:07 PM
ถ้า คนฟัง ไม่มีคุณภาพ  แล้ว ธรรมะไม่ไหลลื่น

ฟังใน เว็บ  บางไฟล์  เสียงนุ่มนวล มาก เลย

 ;D



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 03, 2011, 08:05:57 PM

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่มาแสดงธรรมที่การบินไทย เทศน์ประมาณ 45 นาที ช่วงส่งการบ้านอีก 20 นาที

พอท่านเทศนาจบก็มีการส่งการบ้านกัน พอเข้าช่วงนี้ผมก็เลยคิดว่าจะเดินออกจากห้องประชุม

เพราะเหตุว่าคนที่จะส่งการบ้านนั้นไม่ใช่ผม จริตหรือภูมิธรรมของใครก็ของเค้า ฟังไปก็อาจไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเอง และอีกอย่างผมไม่ค่อยอยากจะเข้าไปฟังหรือรับรู้เรื่องของชาวบ้านเท่าใดนัก เค้าจะเป็นยังไงก็เรื่องของเค้า ดูเอาที่กายใจเราเองดีที่สุด

แต่ว่าจะลุกออกไปคนก็มากและเดี๋ยวมันจะดูไม่ดี ก็เลยนั่งๆฟังไปให้จบ

มีสตรีท่านนึงถามว่าการปฏิบัติ เวลาจะเข้าสมาธิทำสมถะ ก็ห่วงนั่นนี่ กังวลนู่นนี่ จะแก้ไขอย่างไร  ?
หลวงพ่อก็ตอบว่าก็ดูความห่วงความกังวลไปก็ได้ มองมันให้เห็นให้ทัน ความกังวลก็ดับไป แล้วถามต่อว่า แล้วรู้มั๊ยถ้าตายตอนที่จิตมีกังวลมีห่วงอยู่มันจะไปเกิดอีกภพไหนทราบมั๊ย...?
พอถามจบจังหวะนี้พอดีหลวงพ่อท่านขำ พร้อมกับผม ที่รู้คำตอบท่านอยู่แล้ว ผมอาจจะขำดังหน่อยแต่ไม่มาก พอทำให้คนรอบๆข้างหันมามองผมกันหลายคน สำหรับที่คนได้ยินผมขำ

ส่วนการขำนั้นก็ไม่ได้เจตนาจะดูถูกกันหรือตำหนิอะไรกัน เป็นเพราะคนถามนั้นไม่รู้ สำหรับพวกผู้รู้ก็รู้ไป ไม่ได้มีพิษภัยอะไร สมัยก่อนเราภูมิจิตภูมิธรรมยังไม่ถึง ไปถามอะไรหลวงปู่หลวงตาก็อาจจะพาซื่อเอาให้ท่านอมยิ้มได้เหมือนกัน

เพื่อนกัลยาณมิตร คงตอบคำถามหลวงพ่อได้นะครับ และถ้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นและรู้อย่างนั้น อาจจะร่วมขำพร้อมผมก็ได้..!

เห็นมั๊ยครับ ร่างกายหรือรูปนาม ของเรามันเป็นไปเอง เมื่อมันมีเหตุ(ให้ขำ) มันก็เป็น(ขำ)ของมันได้เอง เมื่อหมดเหตุ มันก็ดับไป(หยุดขำ)

ตาม กฎไตรลักษณ์ อีกแล้ว   :)

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กรกฎาคม 04, 2011, 11:35:39 PM
อิ อิ

เค้าเรียกว่า  คัน ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 06, 2011, 12:42:05 AM


ครับ เอากันพอขำๆครับ อย่าไปซีเรียส เรื่องธรรมะ เป็นเรื่องธรรมดา....


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 08, 2011, 01:55:12 PM
อ่อๆ ครับ ผมคิดว่าบางที หลวงพ่อก็เทศน์ให้คนฟังขำ เพื่อหลุดจากสภาวะที่ติดที่ข้อง เน๊อะครับ

ให้จิตเย็นๆ สบายๆ พร้อมที่จะฟังข้ออรรค ข้อธรรม ที่ใช้ในการเจริญปัญญา

อนุโมทนาบุญด้วยนะครับพี่ต่าย ที่ได้เข้าไปฟัง

เดี๋ยวผมคงหาเวลาเข้าไปกราบท่านที่ สวนสันติธรรม เอาครับผม

อย่างไงก็สู้ๆ เน๊อะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 11, 2011, 11:27:48 PM


ครับ ยังคงดำเนินต่อไปตามวิถีแห่งพุทธครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 14, 2011, 03:43:09 AM

คงแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมตามวิถีของแต่ละท่านครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 14, 2011, 10:02:29 AM

คงแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมตามวิถีของแต่ละท่านครับ  :)

ช่วงนี้ คนเข้ามาในบอร์ดเยอะนะครับพี่ต่าย ดูจากปริมาณแล้ว ส่วนเข้ามาอ่านเกี่ยวกับเรื่องของวันสำคัญเข้าพรรษา กับ วันอาสาฬหบูชา

สงสัยคงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม ในระหว่างช่วงหยุดยาว

พี่ต่ายมีโปรแกรม ไปไหนป่ะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กรกฎาคม 18, 2011, 12:27:51 AM
ช่วงนี้  ดุ จัง นะท่านตาร

ระวัง ลูกค้าหายเหน้อ.. ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 18, 2011, 03:46:41 AM
บังเอิญผมบ่นๆไปก่อนแล้วในกระทู้ข้างบนๆ เรื่องการบรรลุโสดาบันฯ

ใช่ครับ รู้เลย... เพราะธรรมที่ถ่ายทอดออกมาวันอาสาฬบูชาด้วยมั้งครับ เลยเข้มข้น แบบฟังกันให้มันรู้แจ้งกันไปเลย

บรรลุกันเอาวันนั้นแหละ เลยเข้มข้นหน่อย ขออภัยด้วยครับ

จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้คาดหวังเอาไว้ว่าใครจะฟังผม เชื่อผม หรือมองผมอย่างไม่มีแก่นสารเพ้อเจ้อไร้สาระ

แต่ผมหวังว่าคงมีซักคน ที่คำพูดผมจะเปลี่ยนวิถีชิวิตของเค้าและพัฒนาต่อไปจนถึงระดับ....ได้

ขอให้เพื่อนๆเจริญยิ่งๆขึ้นไปในธรรมครับ....


 :)
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 19, 2011, 07:21:05 PM
สาธุ ครับพี่ต่าย มันจริงๆ

ขอให้เจริญในธรรม ยิ่งๆขึ้นไปนะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 20, 2011, 12:06:38 AM
เราลองมาคิดดูเล่นๆ สมัยที่พระพุทธเจ้าที่ประกาศพระศาสนาใหม่ๆ

ตอนนั้นมันก็มีลัทธิศาสนาร่วมด้วยอีกเยอะเป็นต้นว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิความเชื่อบูชายันต์ นับถือพระเจ้า

นับถือภูติผี ปีศาจ พวกลัทธิบูชาไฟ โอย สารพัด แล้วพวกนี้เค้าก็ต้องมาลองภูมิกันอยู่แล้วว่าใครเจ๋งกว่ากัน

มาถึงสำนักของพระพุทธเจ้าก็มี เพื่อมาลองของกันท้าทายฟาดฟันกันด้วยปัญญาบ้าง อภิญญา บ้างฤทิ์เดชต่างๆบ้าง

พระพุทธเจ้าต้องออกไปรับคำท้า ก็มีไม่ใช่อยู่แต่ในสำนักวัดเวฬุวรรณแต่อย่างเดียวเสียที่ไหน

บางครั้งมันก็ต้องโชว์อภิญญากันบ้าง ไม่งั้นเหล่าสาวกในพระศาสดาจะเชื่อพระองค์ท่านหรือ เขาเห็นของอื่น อื่นดีกว่าเค้าก็ไป

การเผยแพร่ศาสนาใหม่ออกไป จึงเป็นการยากยิ่ง เพราะต้องสร้างศรัทธา และทำลายความหลงผิดแต่เก่าก่อน

ลองไปอ่านพระไตรปิฎดูการถามตอบปัญหาก็ยิ่งให้ต้องทึ่งเข้าไปอีก แล้วการแสดงฤทธิ์กัน ที่ไม่มีเขียนในพระไตรปิฎกอีกเล่า มันจะมันขนาดไหน ถ้าเราเกิดทันร่วมสมัยกับพระองค์ เราเห็นแล้วรู้แล้ว เราก็จะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกันในสิ่งที่พระองค์สอน

ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าสมัยนั้นทำไมพระอรหันต์จึงเยอะนักหนา...



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 02, 2011, 08:45:12 AM
พอดีเจอเด็กๆเค้าเรียนพระพุทธศาสนา เรื่องมารทั้ง 5 เลยนำมาทบทวนกันครับ เพราะเส้นทางเบ็ดเสร็จแล้วเมื่อกำจัดมารได้หมด ก็จบกิจได้เหมือนกัน ไปทำความรู้จักกับมารทั้ง5 ครับ ทบทวนนิดนึง

มาร คือ เครื่องขวางกั้นแห่งความดี ในทางพระพุทธศาสนา จำแนกมารได้ 5 ประเภท


(มารประเภทเดียวที่อยู่นอกตัวเรา คือ เทวดาที่เป็นมาร ที่เหลืออีกสี่ประเภทอยู่ในตัวเรานี่เอง)


1. กิเลสมาร : มารคือ กิเลส


2. ขันธมาร : มารคือ ขันธ์ 5


3. อภิสังขารมาร : มารคือ อภิสังขาร


4. มัจจุมาร : มารคือ ความตาย


5. เทวปุตมาร : มารคือ เทวบุตร



 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 03, 2011, 03:38:57 PM
มีธรรมะขององค์พระพุทธเจ้า ที่หลวงตาสิริ ได้เมตตานำมาเทศน์สั่งสอน ให้ฟังครับผม
ในงาน วันธรรมะเปลี่ยนชีวิต ครั้งที่ 5 ครับผม

##หลวงตาศิริ อินทสิริ
http://golfreeze.packetlove.com/dhamma/LT.SIRI_540731.mp3

##หลวงพ่อปราโมทย์
http://golfreeze.packetlove.com/dhamma/LT.pramote.mp3


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 10, 2011, 06:43:22 PM
ขอบพระคุณอย่างสูงครับน้องกอล์ฟที่นำธรรมมาแบ่งปันกันได้รวดเร็วทันที

คุยเรื่องวิบากกรรมซักหน่อยนะครับ

เมื่อคืนวันก่อนระหว่างขับรถกลับบ้านก็พอดีเหลือบเห็นดำๆคล้ายก้อนหินอยู่กลางถนน ทันทีเฮ๊ยหรือจะเป็นเต่านะ แผนเดิม...หาที่จอดรถข้างทางปลอดภัยใส่เบรคมือเปิดไฟฉุกเฉิน แล้วก็วิ่งไปหาก้อนหินนั่น เออ...มันเต่าจริงๆแฮะตัวเท่าประมาณปากบาตรพระ มันยังไม่หดหัวอยู่ในกระดอง แต่มันไม่เดินไปไหน

เห็นว่าถ้าปล่อยให้มันอยู่กลางถนนแบบนี้แล้วกว่าจะเดินข้ามถนนได้มีโอกาศที่รถคันอื่นๆผ่านไปผ่านมาด้วยความเร็วเผลอไม่ทันมองและเป็นเวลากลางคืนจะมองไม่เห็นมัน มันจะแบนแต๊ดแต๋ติดกระดอง จึงนำเอามันไปปล่อยที่คูน้ำข้างๆทาง

เลยนึกถึงวิบากกรรมของตนเองที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆนี้เองว่า ปีที่แล้วเจ็บหลังทั้งปีไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลเลย ได้แต่โค้ชอย่างเดียว เออ...แต่พวกวัยรุ่นเค้าก็คว้าแชมป์มาได้อีกปีและเพิ่งหายมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์นี้เอง

ที่หายเพราะภรรยาทักว่าเห็นเจ็บอยู่นานแล้วเป็นปีไม่หายเสียที ไปทำอะไรกับคนสัตว์ให้เค้าเจ็บหลังหลังหักอะไรบ้างหรือเปล่า ก็นึกไม่ออกว่าเราก็ไม่ได้เบียดเบียนสัตว์น้อยใหญ่มานานมากแล้ว มีแต่จะช่วยเหลือจึงนึกไม่ออก จนภรรยาบอกงั้นลองภาวนาใหม่แล้วแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และเจ้ากรรมนายเวรใหม่ออกไปอย่างเต็มกำลัง

วันต่อมาจึงเอะใจ...นึกขึ้นได้ว่าปีที่แล้วระหว่างขับรถกลับบ้านตอนกลางคืน ด้วยความเร็วผ่านขอนไม้ยาวที่พาดผ่านอยู่กลางถนน งูเหลือมใหญ่นั่นเองตัวยาวกำลังเลื้อยผ่านจากฝั่งถนนหนึ่งจะข้ามไปอีกฝั่ง ตัวคงราวๆ7-8เมตรเพราะถนนนั้นกว้าง10เมตร เราเล่นเอารถเหยียบหลังมันซะแล้ว พอดีหาทางกลับรถแล้วขับไปบริเวณนั้นอีกถึง 2 รอบไม่เจอมันเสียแล้ว ไม่รู้ว่ามันเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ที่แน่ๆไม่หลังหักก็ไส้แตกแน่ คงไม่น่าจะไส้แตกเพราะงูเหลือมหนังเหนียวมากๆ มันคงได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส

เมื่อนึกออกแล้วจึงตั้งใจแผ่เมตตาให้กับงูเหลือมไปเลยตัวเดียวแบบเต็มๆ

หลังจากนั้นแค่1-2 วัน อาการปวดหลังหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยแฮะ... ก็แปลกดี บางทีวิบากกรรมที่เรานึกไม่ออกก็ส่งผลกันเลย เมื่อเรานึกออกแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลกันไปตามกำลังบารมีของเรา เจ้ากรรมนายเวรท่านก็คงอโหสิให้เมื่อท่านได้รับผลบุญแล้วสบายแล้ว

ยังมีวิบากกรรมอีกเยอะแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต้องส่งผลอยู่ดี เพียงแต่เรานึกไม่ออกเองเท่านั้น เราจึงต้องทนรับวิบากไป แม้จะเป็นกรรมเพียงเล็กน้อยก็ตาม

เพิ่งหายไปเมื่อต้นเดือนนี่เอง พร้อมจะกลับมาวอร์มอัพได้แล้ว. :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 11, 2011, 10:19:43 AM
ขอบพระคุณมากครับพี่ต่าย สำหรับธรรมะเรื่องการแผ่เมตตา

ปกติแล้วพี่ต่าย แผ่เมตตาออกไปอย่างเต็มกำลัง นี่ยังไงหรอครับ อิอิ

รบกวนพี่ต่ายแนะนำ น้องๆ หน่อยครับ ฮ่าๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 15, 2011, 10:03:43 PM
ไม่ได้พิสดารอะไรหรอกครับน้องกอล์ฟ

เต็มกำลังนั้น หมายถึงเต็มกำลังของเราเองน่ะครับ คือเต็มกำลังของผู้แผ่เมตตาที่สั่งสมปฏิบัติกันมาแล้วเองตามกำลังอำนาจวาสนาบารมีของแต่ละบุคคลครับ

เรื่องกรรมและวิบากของกรรมหรือกฏแห่งกรรม นั้นก็สลับซับซ้อนมากจนเกินวิสัยของปถุชนคนทั่วไปตลอดจนถึงพระอริยะก็เข้าใจได้แต่เพียงบางส่วน จะมีเพียงแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ได้โพธิญานและแจ้งแล้วในเรื่องของกรรม
ซึ่งความสลับซับซ้อนนี่เองเช่นว่าทำกรรมแบบนี้จะให้ผลแบบนี้ ให้ผลเวลานั้น เวลานี้ เป็นระยะเวลานานเท่าใด ให้ผลกี่ครั้งจึงจะหมดกรรม แล้วรูปแบบที่ชดใช้ต้องเป็นแบบเดียวกัน สถานที่เดียวกัน หรือ รูปแบบในการชดใช้เป็นแบบอื่นได้เหมือนกัน ...ฯลฯ.....

เรื่องของกรรมจึงสลับซับซ้อนอย่างยิ่งยวด เราจึงควรศึกษาเอาแต่เพียงแค่ว่ากรรมก็คือองค์ธรรมอันหนึ่งที่ต้องมีผลตามมาให้ผู้ได้รับในการกระทำไว้เสมอ ทั้งกุศลหรืออกุศล ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

เนื่องจากกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนจะเสียเวลาเนิ่นช้าในการศึกษาเรื่องกรรมไปเสียมากถ้าจะให้รู้แจ้งจนจบขบวนการจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาอันยาวนานมากมาก และเมื่อศึกษารู้แจ้งแล้วตนเองก็จะยังไม่พ้นบ่วงกรรมไปได้

พระพุทธเจ้าจึงจัดเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมไว้อยู่ใน " อจินไตย " คือเรื่องที่ไม่ควรคิดหาต้นตอหาต้นสายปลายเหตุของมัน ด้วยเนื่องจากใช้เวลาเนิ่นช้าเป็นอันมากและไม่เป็นทางนำเอาไปสู่มรรคผลนิพพานโดยตรง

ในชาติที่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเป็นพระเตมีย์ ทำไมพระองค์ไม่อยากเป็นกษัตริย์อีกแล้ว เพราะท่านนั้นก็เมตตามากไม่ได้มีเจตนาที่จะสั่งประหารใครคนใดถึงแม้คนเหล่านั้นจะเป็นคนผิดจริงๆก็ตาม ท่านไม่มีเจตนาจะสั่งประหารชีวิต แต่กฎระเบียบของสังคมเรื่องโลกๆที่จะต้องบีบคั้นให้ทำอย่างนั้น ถ้าไม่ได้เจตนาแล้วทำลงไปคิดว่าผลของกรรมนั้นไม่ส่งผล แล้วท่านพระเตมีย์จะหลบออกจากวังเข้าป่าปลีกวิเวกหรือ...? เพราะท่านรู้ถึงไม่เจตนากรรมก็คือกรรมทำลงไปแล้วส่งผลแน่นอน

เมื่อเราพอมีปัญญาบ้างแล้วเราจึงควรคิดอ่านให้พ้นทางดังพระเตมีย์
ไม่ใช่จะเป็นเอาแต่"นักรบ"อย่างเดียว เป็น"นักหลบ"เสียบ้างก็ได้

เรื่องของกรรมและการเสวยผลกรรมนั้นเป็นสัจจะความจริงอยู่อย่างนี้ และช่างซับซ้อนจนเหลือวิสัยของเราตอนนี้

 
เรื่องของกรรมวิบากนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้อยู่อย่างนั้น

ตราบใดที่เรายังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ เราจะต้องอยู่ภายใต้กฏของกรรมอย่างไม่มีข้อยกเว้น
แม้แต่พระบรมศาสดาเองเมื่อยังไม่ทรง ดับขันธปรินิพพาน หลังจากพระองค์ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองแล้ว วิบากกรรมในปางก่อนก็ยังตามส่งผลอยู่อีกหลายเรื่องก่อนที่พระองค์จะทรง ดับขันธปรินิพพาน 

กรรมจึงบังเกิดผลได้ทุกภพภูมิในสังสารวัฏ ในเมื่อยังมีการจุติและอุบัติอยู่ ซึ่งก็คือการบังเกิดนามรูป แม้จะเป็นรูปพรหมที่รูปละเอียดดวงจิตสว่างไสว ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม

เพราะนามรูปและธาตุขันธ์นั้นเองเป็นตัวที่ทำกรรมและรับวิบากของกรรมที่จะเกิดขึ้น

เมื่อไม่มีนามรูปเกิดขึ้น นั่นจึงพ้นไปจากกฏของกรรม พ้นออกไปจากสังสารวัฏ ดังพวกท่าน

เหล่าศาสดาและบรรดาพระอรหันต์อันประเสริฐทั้งหลายที่เข้าพระนิพพานแล้ว ซึ่งที่นั่นกรรมไม่ให้ผลแล้ว

วิธีทางที่จะไม่ให้เกิดนามรูปขึ้นอีกในที่ใดของวัฎฎสงสารนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงชี้แจงไว้แล้วอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน แต่เป็นเรื่องที่ประณีต ผู้ปฏิบัติพึงเห็นผลได้เป็นลำดับๆไป

เรื่องของกฏแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องสลับซับซ้อน แล้วคุยกันแบบรู้บ้างเพียงบางส่วนอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง

คุยกันได้อีกเป็นล้านๆชาติก็ยังไม่จบไม่สิ้นครับ  :)




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 16, 2011, 10:44:21 AM
ขอบคุณครับพี่ต่าย ที่บรรยาย เรื่องของกรรมและผลของกรรม ให้ฟัง

ในสังสารวัฏนี่กลัวจริงๆ เน๊อะครับ ถึงจะทำบุญทำทานมากเท่าไหนก็แค่ได้เสวยผลของกรรมขาว

จนเมื่อขันธ์แตกธาตุดับ ก็พาไปเกิดในภพชาติใหม่ๆ ทำอย่างนี้ อยู่เรื่อยไป หลงทำกรรมดำบ้าง กรรมขาวบ้าง

ไม่เท่ากับผู้เจริญปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ออกจากทุกข์ จนได้มีปัญญาเล็กน้อยถึงระดับ โสดาบัน

เป็นผู้มั่นคงในทาง แล้วก็ไม่หลงทางอีกต่อไป เป็นผู้แน่วต่อพระนิพพาน แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ก็คงตามรู้กาย ตามรู้ใจ กันต่อไปเน๊อะครับผม ท้อได้แต่อย่าถอย สู้ๆ ครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 27, 2011, 03:10:05 AM


ใช่แล้วครับน้องกอล์ฟ...กรรมนั้นส่งผลโดยเที่ยงแท้แน่นอน

ผู้ปฏิบัติพอมีปัญญาเห็นบ้างจึงรู้...และปฏิบัติตรงตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนสั่งบอกแนวทาง

เป็นพระอริยะเบื้องต้น....ปิดอบายไปก่อน....

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 01, 2011, 11:33:07 PM
เรื่อง ขับรถทับงูเหลือม  เคยทับเค้าทีนึง  บนเขา ทางมันคดโค้ง เป็นเนิน  และแสงไฟจากหน้ารถทีขีดจำกัดในการมองเห็น


กว่า จะเห็น และรู้ ตัว  รถอยู่ห่าง จาก เค้า  ไม่ กี่เมตร  ด้วย อะไรไม่รู้ ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้ประสีประสา เรื่อง ธรรมะ เท่าใด แต่ก็หักหลบจนชิดขอบถนน เค้าเลื้อยไปทางขวา เรา หักหลบ มาทาง ซ้าย  สุดท้าย ไม่พ้น เหยียบส่วนปลายๆ ด้วยล้อขวา

ใจเรารู้เลย ว่า เค้า รีบเลื้อย อย่างเร็ว แล้ว  แต่ขนาดลำตัวที่ใหญ่ ความยาวด้วย จึงผ่านไม่ทัน

รีบขออโหสิกรรม และแผ่ เมตตาทันที 
คล้ายๆ จะรับรู้ได้ว่า เค้า ขอบคุณ ที่ช่วยหลบให้ เค้า จน ถึงที่สุด แล้ว

นั่น หลาย ปีมาแล้ว---ปี 2548 มั๊ง


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 02, 2011, 09:44:05 AM
ดีแล้วครับลุง suffering ที่ไม่ได้ทับเขาทั้งตัวเน๊อะ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 12, 2011, 11:50:29 PM
นู๋กอล  ช่วยหา ไฟล์ดสียง ท่านว.วชิรเมธึ ที่สอน เรื่องพระไตรปิฎกให้หน่อย เคยฟังจากสถานีวิทยุ แล้วดี จัง
แต่เชื่อไหมว่า  สถานีที่ว่า ไม่มีการแจ้งบอกเลยว่า เปิดจากที่ ไหน เป็นคลื่น  FM 93.5 ของท้องถิ่น เป่าไม่รู้

นัยว่าเป็นการสอน ตอนเย็น มีทั้ง ทหาร หมอ ครู ไปเรียนกัน ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 13, 2011, 09:55:57 AM
นู๋กอล  ช่วยหา ไฟล์ดสียง ท่านว.วชิรเมธึ ที่สอน เรื่องพระไตรปิฎกให้หน่อย เคยฟังจากสถานีวิทยุ แล้วดี จัง
แต่เชื่อไหมว่า  สถานีที่ว่า ไม่มีการแจ้งบอกเลยว่า เปิดจากที่ ไหน เป็นคลื่น  FM 93.5 ของท้องถิ่น เป่าไม่รู้

นัยว่าเป็นการสอน ตอนเย็น มีทั้ง ทหาร หมอ ครู ไปเรียนกัน ;D

ผมจะลองหาดู ให้นะครับผม ลุงสบายดีนะครับ ไม่เจอนานเลย ฮ่าๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 13, 2011, 10:27:29 AM
ผมเจอ ตอนที่เป็น "ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ" ท่านเล่าถึงช่วงที่ไปปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่ติส นัท ฮัน ครับผม

ลองฟังดูก่อนนะครับลุง suffering อิอิ

http://www.kammatan.com/music/playmedia.php?id=17

http://www.kammatan.com/music/songs/miracle_of_mindfulness.mp3


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 22, 2011, 09:52:45 PM
นั่น เทียว กว่าจะทราบว่า เป็น เสียงจากสำนักงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา  จากวัด นึง ในจังหวัด

 ครือ มีเสียง ดฆษก หญิงอ่านบอก  ช่วง เกือบ 6โมงเย็น  ประมาณ 2 ประโยค  แล้วก็หายไปทั่งวัน

คาดว่า วันหยุดนี้ จะไป ติดต่อเรื่อง เอกสาร และ ไฟล์เสียง หน่อย

ท่าน ว สอนแทรกเกร็ด หยิก หยอกจิกตี ลูกศิษย์ได้ ดี มาก ทีเดียว ว ว ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 23, 2011, 01:41:46 AM


ผมจึงบอกว่ามันแล้วแต่จริตนิสัยครับ

บางท่านชอบนุ่มนวล บางท่านชอบเสียดสีเล็กน้อย บางท่านต้องแรง บางท่านชอบอ่านล้วนๆ ฯลฯ

แล้วแต่จริตคนน่ะครับว่า...ใครเก็ทหรือไม่เก็ตกับแบบนั้นๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 23, 2011, 04:03:56 PM
เสาร์ อาทิตย์ ไปไหนกันหรอครับพี่ๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 23, 2011, 04:25:14 PM

วันเสาร์รับความรู้ที่ พัฒนาการ ตอนมืดมาร่วมงานเลี้ยงเกษียณพี่ที่นับถือที่ทำงานเดียวกัน ถนนวงแหวนตะวันออก

วันนี้งานเลี้ยงเกษียณพี่ๆในหน่วยงานเดียวกัน

ท่านที่ทำงานครบถึงวาระเกษียณได้นี่ต้องยกให้ว่าสุดยอดอึดแล้ว ผมเคารพทุกท่านที่เกษียณ

บางครั้งพี่ๆบางท่านที่ถึงวาระเกษียณอาจดูไม่ดีนักในหน่วยงาน จึงมีคำกล่าวว่า งานเกษียณก็ไม่ไปร่วมงานหรอก

แต่สำหรับผมแล้ว ทำงานจบคือจบกันไป ไม่มีอะไรติดค้างคากัน เพราะทุกท่านก็มีลีลาของแต่ละท่านไปตามฝีไม้ลายมือและลีลาของตนเอง ซึ่งต้องไม่ธรรมดาแน่นอนกว่าจะมาถึงวาระเกษียณนี้ได้

ส่วนตัวผมเองผมเคารพและให้เกียรติทุกท่านด้วยความจริงใจครับ...
 
ขออำนวยพรให้ท่านที่จะเกษียณหรือหมดวาระการทำงานทุกท่าน ใช้ชีวิตหลังจากนี้ด้วยพลานมัยอันสมบูรณ์แข็งแรง ความราบรื่นและมีความสุขครับ....

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 23, 2011, 04:58:19 PM
อ่อดีๆ ครับฮ่าๆ

แต่ถ้าอาทิตย์หน้าว่างๆ ก็มาแจมได้นะครับ ว่าจะไปช่วยเหลือน้องๆเด็กกำพร้า ที่วัด ใน อ่างทองครับพี่

พอดีวันนั้น น้ำท่วมเยอะเลย แล้วกำลังขาดข้าวของ ซึ่งของที่มีเก็บไม่ทันครับ เพราะน้ำพัดมาไวมากๆ

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=1151.0

ถ้าว่างๆ ก็มาร่วมด้วยช่วยกัน กันได้นะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 26, 2011, 12:08:47 PM


ขอเชิญน้องกอล์ฟและผองเพื่อนทั้งหลายก่อนนะครับ

อนุโมทนาด้วยครับสำหรับจิตเมตตาอาสา และช่วยหาสัมภาระมาแบ่งเบาความเดือดร้อน แด่ผู้ประสบอุกทกภัย

ประเสริฐแล้ว

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 07, 2011, 09:28:08 PM
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กระหน่ำมาหลายลูกแล้ว รวมทั้ง"นกเต็น" เมื่อ ๕ เดือนที่แล้วเดือนมิถุนายนเด็กๆใกล้เปิดเทอมใหม่ แล้วยังมาต่อเนื่องอีกหลายลูก จนบัดนี้ แล้วแนวโน้มยังจะมีมาอีก

ผมไปนั่งดูแถวสะพานกรุงเทพ เมื่อ ๔ เดือนก่อน เห็นว่าน้ำท่วมตอม่อจนถึงเส้นแดง นั่นแสดงว่าเรือใหญ่ผ่านไม่ได้แล้ว

ถามแถวนั้นริมตลิ่งฝั่งเจ้าพระยา เห็นเค้ากั้นกระสอบทรายไว้ เค้าก็บอกอาทิตย์นึงน้ำเอ่อขึ้นท่วมแล้วลง ประมาณ ๓ ครั้ง

ผมได้แต่คิดในใจว่ากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านจะรีบระบายน้ำลงทะเลออกไปให้มากที่สุดในช่วงน้ำทะเลไม่หนุนและคงกักน้ำเขื่อนเหนือขึ้นไปไล่ตั้งแต่ เขื่อนป่าสัก เขื่อนเจ้าพระยา ไล่ไปจนถึงเขื่อนภูมิพล ให้เหลือน้ำไว้ซัก30-40 % ก็พอ เพื่อเตรียมรับมือกับมรสุมที่ยังโถมเข้ามายังไม่รู้จบ

รวมทั้งกรุงเทพด้วย ที่ท่านผู้ว่าฯท่านเพิ่งมาแอกชั่นโชว์ถ่ายภาพนั่งบนรถตักจอกแหนที่ขวางประตูระบายน้ำแสนแสบเมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี่เอง

ส่วนกรมชลประทานท่านก็ระดมคนนั่งดูสถิติเก่าๆทั้งหลายอยู่ที่ผ่านมาในอดีต ว่าพายุจะเข้ากี่ลูก เขื่อนระบายน้ำออกเป็นปริมาตรกี่พันลูกบาศก์เมตรต่อนาที และคาดการณ์จากสถิติเดิมๆว่ารับมือไหว เมื่อต้นเดือนกันยาก็ยังออกมาย้ำว่ารับมือไหว เขื่อนทั้งหลายรองรับน้ำได้ แถมยังมี คลองลัดโพธิ์ ในพระราชดำริเพิ่งเปิดใช้สดๆร้อนๆเพื่อเป็นทางลัดระบายน้ำจากเจ้าพระยาลงสู่ทะเล

ถึงวันนี้ผมจึงได้แต่มองดูและช่วยเพื่อนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมไปตามกำลัง

แล้วก็ได้แต่คิดว่าที่ผมคาดการณ์ไว้ทั้งหมดตั้งแต่แรกนั้น ผมคิดผิดถนัด


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 16, 2011, 12:19:28 AM

หลังจากประสพกับเหตุการณ์วิกฤติจนรับมือไม่ไหว หรือแก้ไขไม่ได้ เรามักจะได้ยินเหล่าท่านที่รับผิดชอบ พูดแบบนี้

น้ำทะเลหนุนสูงที่สุดในรอบ...ปี ณ เวลานี้ และในอีกไม่กี่วันจะทำลายสถิติอีก

มรสุมตามสถิติในรอบ ๒๐ ปี น่าจะหมดแล้ว ไม่น่าจะเข้ามาอีก มันเกินกว่าสถิติและการคาดการณ์ไว้

มวลน้ำมีปริมาณมากที่สุดทำสถติสูงที่สุดในรอบ...ปี


เป็นต้น....

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 16, 2011, 01:13:30 PM
เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเน๊อะ ฮ่าๆๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 17, 2011, 08:36:58 AM
 โจมตี เค้า  มีความสุข สาแก่ใจ

มาก ไหม  ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 17, 2011, 08:42:12 AM
ท่าน ช่วย วิเคราะห์ เรื่อง พุทธทำนาย หน่อยเถิด  ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 17, 2011, 01:28:12 PM
ผมไปงานกฐิน ที่วัดศรีทวี จ.นครศรีธรรมราช มานะครับ เอาบุญมาแบ่งพี่ๆ ด้วยน๊าครับผม

==> http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=1185


แล้วก็ไปเก็บรูปที่วัดธารน้ำไหล หรือ สวนโมกขพลาราม มาด้วยครับผม

=> http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=1182.0

เก็บรูปมาฝากนะครับผม ฮ่าๆๆๆ  ;)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 18, 2011, 08:23:59 PM


ผมมองในมุมมองกว้างๆให้ฟัง การคาดการณ์หรือที่พวกเราเรียกว่าญานหยั่งรู้นั่นแหละครับ

นี่คือมุมมองของผมหลังจากเกิดเหตุการณ์ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะรับมือน้ำไม่อยู่ ผมโพสต์ออกไปแล้ว แต่น้อยคนนักถ้าไม่มองภาพรวมมักจะมองไม่เห็นภาพ

ความจริงน้ำเค้าก็ไม่ได้ดุร้ายอะไร เค้าเพียงหาทางออก แทนที่เราจทำแนวรบกับเค้า

ทางออกที่ดีที่สุดคือ "ทำทาง" ให้น้ำเค้าไหลลงไปสู่ทะเล

การทำทางนี้ต้องมีกลุ่มที่เสียสละบ้าง จัดแจงทำความเข้าใจและคุยกันด้วยดีครับ



 
 
ผู้ส่งข้อความ : AVATAR  14/10/2554 22:39:05
 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 18, 2011, 08:35:30 PM

รูปภาพบนกระดาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ
ขอแชร์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทุกๆ คนค่ะ

"... พระเจ้าอยู่หัวท่านสอนว่า "อย่...าไปกั้นขังน้ำ ต้องหาทางให้เขาไป"  

สั้นๆ แต่ชัดเจนและเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้จริง....
ช่วงน้ำทะเลหนุนก็หยุดปล่อยน้ำเหนือแค่ ๒-๓ ชั่วโมง
พอน้ำทะเลลดก็เร่งระบายน้ำออกทะเลให้เร็ว
นี่คือสมดุลย์ที่ในหลวงท่านตรัส.....  


เครดิตคุณ jobbkk ค่ะดูเพิ่มเติม
โดย: น้ำขึ้น ให้รีบบอก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ให้แก้ไขปัญหาด้วยการปฏิบัติ(ความเพียร)หรือลงมือทำ

น้ำท่วมเดือดร้อน(ทุกข์)  น้ำมากเกินไป(สมุทัย) น้ำไม่ท่วม (นิโรธ) มีวิธีจัดแจงบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วม (มรรค)   


ไม่ใช่มารอโชคชะตาฟ้าฝน สถิติเก่าๆ หรือคำทำนาย

คำทำนายอ่านไปก็ลืมและไม่มีประโยชน์อันใดถ้าไม่ลงมือทำหรือหาทางแก้ไขป้องกัน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าภัยมา

ศาสนาพุทธจึงสอนให้มี ปัญญา ด้วยการเจริญปัญญาในภาคปฏิบัติไงครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 18, 2011, 10:53:08 PM

นำบางส่วนของหนังสือที่กัลยาณมิตรรวบรวมไว้

ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก

พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

......................................

ข้อมูลนี้นำมาจาก
หนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๒
รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน
ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

....................................



ศีลและปัญญา


เท่านั้นเป็นเลิศในโลก

(รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน)











สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสไว้ดังนี้

๑. ปัญญาอบรมศีลให้บริสุทธิ์ ศีลอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์ ศีลต้องอาศัยปัญญา ปัญญาต้องอาศัยศีล ศีลและปัญญาเป็นของคู่กัน ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก

๒. “ปัญญาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นโดยการถาม (ปุจฉา) ตอบ (วิสัชนา) ภายในใจของตน (อย่าไปยุ่งกับกายและใจของผู้อื่น) โดยใช้หลักอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา (ทั้งทางโลกและทางธรรม) อริยสัจ แปลว่าความจริงที่พระองค์ทรงพบด้วยพระองค์เอง เมื่อพบความจริงแล้ว ให้ยอมรับนับถือความจริงนั้น ๆ อย่างจริงใจและด้วยความเคารพ หมายถึงให้ปฏิบัติตามนั้นด้วย เพราะจะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด “พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ทุกองค์ต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี”

๓. พระพุทธองค์ทรงตรัสยกย่องศีลไว้มากมาย ดังตัวอย่างเช่น

๓.๑ ศีลเป็นมารดา (แม่) ของพระพุทธศาสนา
๓.๒ ศีลเป็นมารดา (แม่) ของพระธรรม
๓.๓ ศีลเป็นรากฐานที่จะรองรับพระธรรมในพุทธศาสนา
๓.๔ การบวชเป็นพระภิกษุ จะต้องรับศีลจากพระอุปัชฌาย์ก่อนทุกองค์ แม้พวกอุบาสก-อุบาสิกาจะเข้าสู่พระพุทธศาสนา พระท่านก็ให้ศีลก่อนทั้งสิ้น
๓.๕ การปฏิบัติพระกรรมฐาน และพิธีกรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาก็ต้องอาราธนาศีลก่อนทั้งสิ้น
๓.๖ ในพระไตรปิฎก ก็เริ่มต้นด้วยศีล ( คือ พระวินัยมีรายละเอียดอยู่มากถึง ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์)

๔. เรื่องขอศีลที่หลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ) ท่านสอนลูกศิษย์ไว้มาก ซึ่งพิมพ์ลงในหนังสือธัมมวิโมกข์หลายเล่ม หลายตอน จะขอรวบรวมไว้ในตอนหลัง

๕. ตัวอย่างที่ทรงเน้นถึงความสำคัญของศีลในพระสูตร

ก) เรื่องโจร ๕๐๐ มีความโดยย่อดังนี้

โจร ๕๐๐ ปล้นฆ่าเป็นอาจิณ หนีการตามจับของทางการมาเจอพระรูปหนึ่งกำลังจงกรมอยู่ในป่า ก็เข้าไปขอพระรูปนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะพวกตนกำลังถูกตามฆ่าจากทางการ พระรูปนั้นกล่าวว่า“ที่พึ่งอื่นใดนั้นไม่มี ที่จะพึ่งได้นั้นมีแต่ศีลเท่านั้น” เมื่อพวกโจรเกิดศรัทธา คือ เชื่อท่านโดยยอมปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ ท่านก็ให้ศีลและเน้นความสำคัญว่า “จงรักษาศีลด้วยชีวิต แม้ตัวจะตายก็จงอย่าคิดละเมิดศีล” คือท่านเน้นศีลชั้นละเอียดถึงมโนกรรมก็ต้องบริสุทธิ์ ที่สุดโจร ๕๐๐ ก็ถูกจับและถูกฆ่าตายหมด โจรทั้ง ๕๐๐ ไม่แม้แต่จะต่อสู้ ไม่ร้องขอชีวิต จิตไม่คิดอาฆาต-พยาบาท และจองเวรแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตก็ไปจุติ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวโลก เพราะอานิสงฆ์ของศีล ตั้งใจรักษาศีลอย่างเคร่งครัดในพุทธันดรนี้ เทวดาทั้ง ๕๐๐ องค์ ก็ลงมาเกิดเป็นลูกชาวประมงได้พบพระสารีบุตร เกิดศรัทธาขอบวชกับท่าน และในที่สุดก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ องค์

ข) เรื่อง พระนางสามาวดีและคณะ ๕๐๐ มีความโดยย่อที่เกี่ยวกับศีลดังนี้

พระนางสามาวดีและบริวาร ๕๐๐ ได้ฟังเทศน์จาก นางขุดฉุตรา ซึ่งเป็นพระโสดาบัน เพราะได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเพียงครั้งเดียว ก็บรรลุมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางมาเทศน์ให้พระนางสามาวดีและบริวารอีก ๕๐๐ ฟัง ฟังเพียงครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทั้งหมด เมื่อกรรมที่เป็นอกุศลให้ผลกับพระนางและคณะ ถูกพระนางมาคัณทิยากับญาติวางแผนวางเพลิงพระตำหนักที่พัก โดยปิดทางออกไว้ทั้งหมด จนถูกไฟครอกตายทั้งหมด ก่อนจะตายพระนางสามาวดีสั่งให้บริวารทั้งหมดทำจิตให้สงบและบริสุทธิ์ถึงขั้นมโนกรรม คือ ให้อภัยทาน-ไม่โกรธ-ไม่พยาบาท อาฆาตและจองเวรในพระนางมาคัณทิยาและญาติแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตก็ไปจุติ ณ สวรรค์ ทุกคน

: วิจารณ์ หรือธัมมวิจยะ เรื่องโจร ๕๐๐

ก) ก่อนจะตายมีมรณานุสสติ และยอมรับว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ขอตายอย่างผู้มีปัญญา (ฉลาด) คือ เอาศีลเป็นที่พึ่ง (ศีล คือพระธรรมหรือเป็นมารดาของพระธรรมในพุทธศาสนา)

ข) จิตมั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่สงสัยในพระธรรม (ศีล) และคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ค) มีศีล ๕ บริสุทธิ์ ขั้นมโนกรรม ซึ่งเป็นศีลขั้นที่ ๓


ศีลมี ๓ ขั้น

ขั้นที่ ๑ ไม่เอากายไปกระทำผิดศีล พวกนี้ตายแล้วไม่ตกนรก แต่ยังต้องเกิดอีก ๗ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ขั้นที่ ๒ ปากไม่พูดให้ผู้อื่นกระทำผิดศีลเพื่อตน ตายแล้วต้องเกิดอีก ๓ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ขั้นที่ ๓ จิตไม่ยินดีด้วยเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีล ตายแล้วต้องเกิดอีก ๑ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้

ผล โจรทั้ง ๕๐๐ จึงไม่ตกนรก เพราะมีศีลละเอียดขั้นที่ ๓ เทียบเท่ากับพระโสดาบันขั้นที่ ๓ หรือขั้นละเอียด หรือเป็นพระสกิทาคามี เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพียงชาติเดียวก็พบพระสารีบุตร ขอบวช ฟังเทศน์จากพระสารีบุตร ก็จบกิจในพุทธศาสนาเป็นพระอรหันต์ทุกองค์


เรื่อง พระนางสามาวดี และคณะ ๕๐๐ ก็เช่นกัน

ทุกท่านเป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว แต่ก่อนตายทุกท่านก็ยอมรับความจริงเรื่องคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครหนีความตายไปได้ จิตของทุกท่านมั่นคงในพระรัตนตรัย ศีล ๕ ข้อของทุกท่านเต็มขั้นมโนกรรมทุกท่าน ทุกท่านให้อภัยทานแก่ผู้ที่มาปองร้ายหมายเอาชีวิตโดยการใช้ไฟครอกให้ตาย จิตทุกท่านไม่โกรธ ไม่พยาบาท อาฆาตและจองเวรแต่อย่างใด เมื่อกายตายจิตจึงไปจุติ ณ แดนสวรรค์ ซึ่ง มิได้กล่าวไว้ชัดว่าชั้นใด แต่ความดีขนาดนี้ ควรจะไปชั้นสูง ๆ อย่างแน่นอน ธัมมวิจยะ หรือการยกธรรมะขึ้นมาพิจารณาเป็นตัวทำให้เกิดปัญญา หากใครไม่ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงชี้แนะ ปัญญาก็ไม่เกิด

๖. พระองค์ทรงตรัสเรื่องมูลเหตุของศีล ได้ดังนี้

๖.๑ " ศีลทุกข้อมีมูลเหตุ คือ การมีกิเลส การเกิดกิเลสของแต่ละประเภท ทำให้จิตที่ถูกครอบงำแล้วเกิดอุปาทาน ทำไปตามกิเลสนั้น สร้างกรรมให้เกิดไปตามกิเลส ไม่ว่าทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม "

๖.๒ " จงจำไว้ว่า กรรมที่เกิดแม้แต่มโนกรรมก็เป็นกรรม ผู้ที่บริสุทธิ์จะบริสุทธิ์แม้แต่มโนกรรม มโนกรรมนั้นจะไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนแม้แต่ตนเอง จึงไม่มีทางจะเบียดเบียนผู้อื่นได้เลย "

๖.๓ " เมื่อกิเลสทำให้เกิดอาบัติ การบัญญัติศีลจึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำซึ่งอาบัตินั้น ศีลจึงเป็นข้อห้ามที่ตถาคตห้ามไม่ให้สาวกของตถาคตทำชั่วในอาบัตินั้น ๆ "

๖.๔ " การไม่ละเมิดศีล แต่ไม่ได้เจตนารักษาศีล ก็ไม่ได้ชื่อว่ามีศีล ดูตัวอย่างท่านอนันทเศรษฐี ศีลไม่ละเมิด แต่ไม่ได้รักษาศีล ทานก็ไม่ให้ ท่านไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่มุสา ไม่ดื่มสุราเมรัย กรรมชั่วไม่ได้ทำ ก็เลยไม่ตกนรก แต่ในขณะเดียวกัน ไม่รักษาศีล ไม่ให้ทาน จึงไม่มีกรรมดี ทำให้ไม่มีอานิสงส์ที่จะนำไปเกิดยังสวรรค์ได้ ลงท้ายก็ต้องไปเกิดเป็นคนที่ไม่มีบุญ ไม่มีทาน ไม่มีศีล คนที่ไม่มีบุญก็ไปสู่สถานที่คือกลุ่มขอทาน ไม่มีทานก็ทำให้ไม่ได้รับทานคือการให้ เพียงเข้าปฏิสนธิในครรภ์มารดาเท่านั้น มารดาและคนกลุ่มนั้นพลอยไม่มีใครให้ทานด้วย ความที่เป็นคนไม่มีศีล พอเกิดมารูปจึงไม่สวย มีสภาพเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น "

๖.๕ "คนที่รู้ศีล แต่ไม่ยอมรักษาศีล ก็ไม่ต่างจากคนที่ไม่ละเมิดศีล แต่ไม่รักษาศีล"

ทรงตรัสถามปุจฉา “แล้วตถาคตบัญญัติศีลเพื่อใคร”

วิสัชนา ก่อนจะตอบ ผู้ตอบนึกถึงท่านพระสุรจิต (ท่านพระครูสังฆรักษ์ สุรจิต สุรจิตโต)ซึ่งเคยพูดเรื่องนี้ไว้ในอดีต มีความว่า ครั้งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งมาปรารภให้ฟังว่า ท่านรู้สึกรังเกียจพระบางรูปในวัดที่ไม่ยอมรักษาศีล ท่านพระสุรจิตก็แนะนำว่า

ก) “พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลเพื่อตัวเราเอง มิใช่เพื่อผู้อื่น ซึ่งหมายความว่าผู้ใดประพฤติ-ปฏิบัติในศีลได้ อานิสงส์ของศีลย่อมได้กับตัวเอง คือ ผู้ประพฤติ-ปฏิบัตินั้น ๆ”

ข) “ศีลย่อมเป็นของตัวเราผู้ทำศีลให้ปรากฏแก่กาย วาจา ใจ ของตนเอง จึงได้ชื่อว่าศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติก็เพื่อตัวเราเอง จึงมิใช่บัญญัติเพื่อผู้อื่น”

ค)“ในเมื่อคนอื่นเขาไม่เอาศีล เราจึงไม่มีอำนาจบังคับให้คนอื่นเขาปฏิบัติศีลได้ ” การนึกก็คือการตอบ (วิสัชนา) นั่นเอง

๖.๖“ทรงตรัสสอนเพิ่มเติมว่า”

ก)“อันนี้หมายถึง ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนด้วย และหมายถึงไม่เพ่งโทษบุคคลอื่นด้วย และไม่สนใจในจริยาของผู้อื่นด้วย”

ข)“ดังนั้นบุคคลที่เจริญแล้ว ย่อมจะทำความเจริญในศีลให้เกิดแก่กาย-วาจา-ใจของตนเองเท่านั้น เป็นหลักสำคัญเบื้องต้น เพราะศีลปฏิบัตินั่นแหละจะนำไปซึ่งการตัดกิเลสที่ครอบงำจิต ไม่ปาณาติบาต ก็ตัดโทสะ ไม่ลักทรัพย์ ก็ตัดโลภะ ไม่กาเม ก็ตัดกาม ราคะ ดังนี้เป็นต้น”

ค) “ศีลจึงมีอานิสงส์มาก ธรรมของตถาคตจึงมีเหตุมีผลประกอบกันอยู่เสมอ และทุก ๆ บทธรรมเป็นพุทธบัญญัติ คือ สมมุติบัญญัติขึ้นมาให้พุทธสาวกผู้รับฟัง ฟังแล้วนำไปเป็นเหตุ เป็นผลปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลได้ตามบัญญัตินั้น ๆ”


รวบรวม โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

.............................................

ที่มาของข้อมูล
หนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๒
หนังสือ “ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น ทุกเล่ม
หาข้อมูลศึกษาได้จาก.......
http://www.tangnipparn.com/page_book_all.html
ต้องขอโมทนาทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของพระพุทธเจ้าหรือหลวงพ่อในทุกรูปแบบทั้งทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 18, 2011, 11:26:45 PM
อย่าเพิ่งเครียดหรือเสพข่าวมากจนขวัญหนีดีฝ่อกับเรื่องน้ำท่วมครับ


ถาม : การที่มีอุเบกขามากไป ทำให้เป็นคนไม่ยอมคนหรือเปล่าครับ ?

ตอบ : มันต้องดู คนที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เขารู้ว่าอะไรมันเหมาะมันควรกับวาระกับเวลาอย่างไร โบราณเรียกว่ากาลเทศะ เรื่องที่ดิ้นรนไปแล้วไร้ประโยชน์ เขาก็นอน มันเสียเวลาไปดิ้นทำไม รถชนกันตูมพังกระจาย จะเสียเวลาไปเข็นรถหรือ ก็โทรเรียกประกันมาแล้วก็นอนรอมันสิ

อุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ปล่อยวางแบบลูกศิษย์หลวงพ่อชา ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เป็นพระด้วยนะ โดนลมตีหลังคากุฏิเปิดไป หลังคามุงด้วยแฝก ท่านเองท่านก็ปล่อยมันไปเรื่อยแหละ ฝนจะตกแดดจะออกก็ช่าง กูจะนั่งกรรมฐานของกู หลวงพ่อชาทนไม่ได้ ไปถึงก็คุณซ่อมหลังคาสักหน่อยสิ ท่านบอกผมปล่อยวางซะแล้วครับ หลวงพ่อชาบอกว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบควาย ...(หัวเราะ)...ควายมันตากแดดตากฝนทนกว่าคุณอีก

คนเรามีปัญญามันต้องแก้ไข แก้ไขให้สิ้นกำลังตัวเอง สิ้นกำลังปัญญา สิ้นกำลังคน สิ้นกำลังทรัพย์ ถ้าแก้ไขไม่ได้ แล้วค่อยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ถ้ายังมีช่องทางให้ดิ้นรนแม้แต่นิดเดียว ก็ต้องทำก่อน ปล่อยวางแบบนั้นนะควายอึดกว่าเราเยอะเลย

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 19, 2011, 09:03:47 AM
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ เรื่องน้ำท่วม และ ธรรมสำหรับเหตุการณ์ปัจจุบัน นะครับ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 19, 2011, 09:13:08 AM

อย่าเพิ่งเครียดหรือเสพข่าวมากจนขวัญหนีดีฝ่อกับเรื่องน้ำท่วมครับ มีเรื่องเล่าสนุกๆมาให้อ่านคลายเครียด



ถาม : การที่มีอุเบกขามากไป ทำให้เป็นคนไม่ยอมคนหรือเปล่าครับ ?

ตอบ : มันต้องดู คนที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เขารู้ว่าอะไรมันเหมาะมันควรกับวาระกับเวลาอย่างไร โบราณเรียกว่ากาลเทศะ เรื่องที่ดิ้นรนไปแล้วไร้ประโยชน์ เขาก็นอน มันเสียเวลาไปดิ้นทำไม รถชนกันตูมพังกระจาย จะเสียเวลาไปเข็นรถหรือ ก็โทรเรียกประกันมาแล้วก็นอนรอมันสิ

อุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ปล่อยวางแบบลูกศิษย์หลวงพ่อชา ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เป็นพระด้วยนะ โดนลมตีหลังคากุฏิเปิดไป หลังคามุงด้วยแฝก ท่านเองท่านก็ปล่อยมันไปเรื่อยแหละ ฝนจะตกแดดจะออกก็ช่าง กูจะนั่งกรรมฐานของกู หลวงพ่อชาทนไม่ได้ ไปถึงก็คุณซ่อมหลังคาสักหน่อยสิ ท่านบอกผมปล่อยวางซะแล้วครับ หลวงพ่อชาบอกว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบควาย ...(หัวเราะ)...ควายมันตากแดดตากฝนทนกว่าคุณอีก

คนเรามีปัญญามันต้องแก้ไข แก้ไขให้สิ้นกำลังตัวเอง สิ้นกำลังปัญญา สิ้นกำลังคน สิ้นกำลังทรัพย์ ถ้าแก้ไขไม่ได้ แล้วค่อยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ถ้ายังมีช่องทางให้ดิ้นรนแม้แต่นิดเดียว ก็ต้องทำก่อน ปล่อยวางแบบนั้นนะควายอึดกว่าเราเยอะเลย

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

 

ถ้าพอเห็นนิพพาน ชิมลอง ในชีวิตประจำวัน อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ บอกได้

คนเราก็จะไม่ฆ่าตัวตาย หรือ เป็นโรคประสาท กันอ่าเน๊อะครับ

สาธุ สำหรับธรรมคลายเครียดนะครับพี่ต่าย ฮ่าๆๆๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 23, 2011, 01:57:46 PM


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

‎"เวลาเกิดมีปัญหาขึ้นมา อย่ามัวโทษแต่ชะตาฟ้าดิน แต่ให้รู้จักสรุปบทเรียน มองเข้ามาในตัวเอง

ทุกปรากฏการณ์ในชีวิตของเราล้วนมีที่มา และเมื่อมันมีที่มา เราก็ย่อมแสวงหาที่ไปให้มันได้ ที่ไปก็คือทางออกนั่นเอง

ทุกข์ตรงไหนหนทางดับทุกข์ก็อยู่ตรงนั้น"

[/color]

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 30, 2011, 07:20:54 PM


มีเพื่อนตั้งคำถามเล่นๆถามผมว่า

ถ้าคุณได้รับตะเกียงวิเศษจากอลาดินมา แล้วคุณสามารถขอพรจากตะเกียงวิเศษได้ 3 ข้อ คุณจะขออะไร..?

ผมตอบไปแบบไม่ลังเล


1.ผมขอตะเกียงวิเศษอลาดินเพิ่มอีก 63 ล้านดวง

2.นำตะเกียงวิเศษที่ได้มาแจกจ่ายให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน คนละหนึ่งดวง

3.ส่งตะเกียงวิเศษดวงแรกคืนอลาดินไป เผื่อให้เค้าไว้ให้คนอื่นๆอีกในโลกนี้ที่ต้องการขอพร



ก็นั่งยิ้มกันครับ ถ้ามีจริงก็ดี และผมก็จะเอาอย่างนี้แหละ ถ้าให้ผมนะ   ;)

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 08, 2011, 10:18:58 AM
เรียบร้อยไปเหมือนกันครับ หมู่บ้านผม ออกทีวีทั้งช่อง3และ5 คุณสรยุทธิ์ก็มา ต้านทานกำลังน้ำขนาดมหาศาลไม่ไหว

กำแพงด้านหลังหมู่บ้านแตกครับ ก่อนกำแพงแตกมันเป็นโพรงใต้น้ำขนาดใหญ่มากและมีหลายที่เป็นแนวยาวประมาณ20เมตร แบบว่าผมวางกระสอบทรายใต้น้ำแล้วมันถูกดูดหายวับไปกับความแรงและความลึกของน้ำน่ะครับ นี่ขนาดวาง พาเลทขนาด 2x2เมตร ลงไปเป็นระยะพร้อมกับใช้เสาเข็มไม้ช่วยดันก่อนลงกระสอบทรายนะครับ กู้กันจนมืดครับ ที่สุดแล้วครับ พวกเราและเหล่าทหาร10นาย ภาระกิจยกเลิกเมื่อกำแพงแตก เวลา 19.00 น. ขอโทษอย่างแรงครับที่กู้ไม่สำเร็จ ต้านไม่อยู่ครับ

ยิ่งตอนกำแพงแตกนี่น้ำทะลักออกมา คนเดินยังล้มครับ แล้วที่เสียวที่สุดตอนไปกู้กำแพงอยู่ด้านนอกน้ำระดับอก ไหลแรง พร้อมทั้ง มันดูดผมลงไป 2-3 หน กู้ไม่ไหวจริงๆครับ พยายามกันแล้ว

จากที่ผมปีนข้ามรั้วไปช่วยกันกู้ระดับน้ำทางฝั่งโน้นสูงกว่าทางนี้ 2.5 เมตรครับ แต่ระดับน้ำเมื่อมันเข้ามาหมดแล้วน่าจะลดลงมาเพราะเฉลี่ยมาเข้าที่ทะเลสาปหมู่บ้านประมาณ 5 หมื่นลูกบาศก์เมตร

ระดับน้ำจะลงไปที่ทะเลสาปจากนั้นจะเริ่มขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มจากระดับต่ำสุดจนถึงระดับน้ำทางเข้าหมู่บ้านครับผม ตอนนี้น้ำนิ่งแล้ว ระดับน้ำท้ายหมู่บ้านที่กำแพงแตก น้ำท่วมมิดชั้น1 ประมาณ2.50เมตร ความสูงระดับเท่ากับฝั่งด้านอกที่ผมกล่าวไว้แล้ว

5 หมื่นลูกบาศก์เมตรที่รับเพิ่มมาอีกไม่ช่วยทำให้ระดับน้ำลดลงไปเลย แสดงว่ามีมวลน้ำไหลเข้าต่อเนื่องจำนวนมหาศาลที่คืบคลานทำลายทุกอย่างที่ขวางทางมาตั้งแต่ภาคเหนือลงมาถึงนี่ยังไม่หยุดความรุนแรง พลังและปริมาณขนาดมหึมาจริงๆสมคำร่ำลือ

ในการนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนบ้านที่น่ารักทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ตักทรายใส่ถุง, ทหารที่สนับสนุน, น้องๆรปภ., คุณลุงและคุณอาที่ขับรถเทรลเล่อร์ขนาดยักษ์, คุณแม่บ้านที่ส่งเสบียง, ท่าน สส., ผู้กอง, คณะกรรมการหมู่บ้าน และพวกเราอีกหลายๆท่านที่ยังไม่ได้กล่าวอีกมาก ขอบคุณทุกคนครับ พวกคุณพยายามอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว

  


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 08, 2011, 11:57:05 AM
ไม่เป็นไรนะครับพี่ต่าย พวกเรายังมีทางสร้างทรัพย์ภายในได้เน๊อะ ทรัพย์ที่ไม่มีใครพรากไปได้ จากจิตและจากใจ

ขอให้หมู่บ้านพี่ กลับมาปกติโดยไว นะครับ เอาใจช่วยครับ สู้ๆ ครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 09, 2011, 12:54:17 PM


ผมและครอบครัวยังสบายดีครับ เตรียมพร้อมไว้แล้วสบายครับอยู่ได้อีกเป็นเดือน

ในหมู่บ้านที่น้ำเข้าแค่โรงรถเหลืออยู่10หลัง นอกนั้นอีก200หลังจมน้ำหมด หนักที่สุด น้ำขึ้นชั้น2แล้ว 2.5-3 เมตร

ศึกคราวนี้หนักหนาและดูจะยืดเยื้อยาวนานนัก

ขอบคุณน้องกอล์ฟที่เป็นห่วงครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 09, 2011, 01:56:28 PM


ผมและครอบครัวยังสบายดีครับ เตรียมพร้อมไว้แล้วสบายครับอยู่ได้อีกเป็นเดือน

ในหมู่บ้านที่น้ำเข้าแค่โรงรถเหลืออยู่10หลัง นอกนั้นอีก200หลังจมน้ำหมด หนักที่สุด น้ำขึ้นชั้น2แล้ว 2.5-3 เมตร

ศึกคราวนี้หนักหนาและดูจะยืดเยื้อยาวนานนัก

ขอบคุณน้องกอล์ฟที่เป็นห่วงครับ

ตอนนี้ ย้ายออกไปอยู่ไหนแล้วครับพี่ต่าย ขาดเหลือไรป่ะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 19, 2011, 02:48:51 PM

ขอบคุณที่เป็นห่วงเป็นใยกันครับ

อยู่ที่บ้านนี่แหละครับ ไปทำงานลำบากหน่อย เสร็จงานแล้วก็กลับอาจจะ 2-3 วันกลับครั้งนึง

น้ำลดลงจนออกไปจากตัวบ้านผมแล้วครับ แต่ข้างในอีก 200หลัง นั้นยังแย่อยู่วันนี้ก็ล

ระดับน้ำลดลงโดยเฉลี่ยวันละ 1 ซม. จนถึงวันนี้ลดลงไป 12 ซม.

ได้รัฐบาลปัญญาน้อย แถมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหาผลประโยชน์เอาหน้าเอาตากับประชาชนที่เดือดร้อนอยู่ ช่างทำได้

สุดท้ายไม่มีความเป็นเอกภาพและไม่รู้จัก คำว่า สามัคคี

ผมก็ไม่ได้หวังอะไรตั้งแต่แรกแล้วแหละครับ ว่าใครจะช่วยให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพได้ จึงได้เตรียมเสบียงไว้ให้พร้อมแบบไม่มีน้ำมีไฟ

ต้องอยู่กันได้ทั้งครอบครัวแบบสบายๆได้เดือนนึงเป็นอย่างน้อย

นารีขี่ม้าขาว นำน้ำเชี่ยวหลากมา ก็คือนำภัยพิบัติจากน้ำมาด้วยนี่เอง

บางคนเค้าเปรียบเปรยว่าคงเป็น กาลากิณี ขี่ลาแดง มากกว่า

แต่หมดยุคเธอเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะกลับมารุ่งเรือง ศิวิไลซ์

ซึ่งผมก็คิดแบบนั้นครับ






หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ธันวาคม 02, 2011, 12:04:34 PM
รักษา ตัวด้วย นะท่านทวด ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 04, 2011, 10:25:41 AM

ได้เป็นแค่ลุงน่ะครับ ปู่ ตา ก็ยังไม่ได้เป็นเพราะลูกผมเพิ่งจะ 14 ปีและ 10 ขวบ เองครับ

ขอบคุณครับ ผมสบายดีครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Sinhbat ที่ ธันวาคม 05, 2011, 08:53:30 PM
อนุโมทนาสาะครับกับบทความที่มาลง ผมมาใหม่ ขออนุญาติอ่านนะท่าน พอดีอ่านแล้วปลื้มน่ะเลยขออนุโมทนาท่านจะด่าผมมั้ย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 05, 2011, 10:03:30 PM


ตามสบายเลย เหมือนชื่อกระทู้แหละครับ

แถวนี้มีแต่คนจิตใจดีงาม ดูอย่างท่านพลศักดิ์แกยังอยู่มานานปีแล้ว สบายใจของแก แกก็โพสต์ของแกไปตามเรื่องตามราว

เราไม่ไปต่อล้อต่อเถียง มันก็จบ ทั้งๆที่แกอาจจะเข้าใจไม่ถูกต้องนัก อันไหนปล่อยได้ก็ปล่อยไป อันไหนเกินเหตุอันควรจริงๆก็เอามาดูกันครับ

กฎแห่งกรรมบันทึกเอาไว้แล้ว ใครทำอย่างไรก็เตรียมรับวิบากหรือผลกรรมที่ทำลงไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้ายังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ

 
 





หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 12, 2011, 10:12:37 AM

มวลน้ำคงไหลออกจากประเทศไทยแล้ว

ที่เหลืออยู่ก็เป็นน้ำขังจากการเป็นที่ลุ่มและที่ต่ำ ต้องสูบน้ำระบายออกไป

ถนนหนทางก็กลับคืนมาพร้อมใช้การได้มาก แต่บางเส้นทางอาจเสียหายบ้างแต่รถราพอสัญจรได้

ยังอยู่ในโลกก็ต้องรับวิบากกรรมกันไปถ้วนทุกคน มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป ในโลกนี้จึงมีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อยเท่านั้นเอง

เมื่อมีการเกิด มีภพชาติแล้ว ไม่มีที่แห่งใดจะเป็นสุขหรือบรมสุข นอกจากพระนิพพาน

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 15, 2011, 06:13:31 AM

พอดีรำลึกถึงครูบาอาจารย์...ที่ชุ่มเย็นมากนับตั้งแต่เคยสัมผัสมา...หลวงปู่ขาว อนาลโย โชคดีที่เคยสัมผัสพ่อแม่ครูอาจารย์มาบ้าง

พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็แล้วแต่เราจะเรียกท่านเป็นอย่างไร...แต่สำหรับผมเป็นโชคดี โอกาสดี ที่ได้มีโอกาสนมัสการเหล่าพระอริยะทั้งหลาย

การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีโทษมีแต่คุณ คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุขไม่มีความทุกข์

จะเข้าสู่สังคมใดๆ ก็องอาจกล้าหาญ การทำความเพียร เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นแล้วจะไม่มีความหวั่นไหว

ไม่มีความเกียจคร้านต่อการงาน ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม จากนั้นก็เป็นปัญญาที่จะมาเป็นกำลัง

เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ จะเรียนทางโลกก็สำเร็จ จะทำการธรรมก็สำเร็จ

พระพุทธเจ้าท่านจึงสั่งสอนอบรมให้เกิดให้มีขึ้นมาเบื้องต้นตั้งแต่ศีล

ศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา

เป็นทางมาแห่งวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยกัน


โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 20, 2011, 09:16:25 AM

ปีนี้สำหรับผมเป็นปีที่ผ่านไปเร็วมาก

หลายสิ่งหลายอย่างผ่านพ้นไปด้วยความรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงไปตามวิถี

อาจเนื่องด้วยมีเหตุการณ์ ที่สำคัญผ่านมามากมาย

เวลาเดินผ่านไป เรามาคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านมาตลอดปีนี้

เหลืออีก 11 วันจะเข้าสู่ปีใหม่แล้วครับ

เราทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นบ้างหนอ...
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 21, 2011, 05:59:13 PM
ปีใหม่ไป ทำบุญที่ไหนกันพี่ต่าย

ผมกลับบ้านที่อุบล นะครับ ถ้าพี่ได้แวะไป ก็ไปเยี่ยมเยือนได้นะครับผม

ผมว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างก็ดำเนินสู่ กฏแห่งพระไตรลักษณ์ ทั้งสิ้น เน๊อะครับ

อย่างไรก็ตามปี 2554 กำลังจะผ่านไป และกำลังจะก้าวเข้าสู่การครบรอบ 2,600 ปี

ในเหตุการณ์ตรัสรู้ ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยของพระพุทธโคดม _/\_

ขอให้พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน เจริญๆ ในธรรม ยิ่งๆขึ้นไปนะครับ

และขอให้ผลแห่งกรรมดี ที่ทุกท่านทำมาดีแล้วคุ้มครอง รวมถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ส่งผลให้ท่านและครอบครัว

รอดพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ด้วยดี นะครับ สาธุ 

สวัสดีปีใหม่ 2555 ล่วงหน้านะครับผม ^_^


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 21, 2011, 06:00:56 PM

มวลน้ำคงไหลออกจากประเทศไทยแล้ว

ที่เหลืออยู่ก็เป็นน้ำขังจากการเป็นที่ลุ่มและที่ต่ำ ต้องสูบน้ำระบายออกไป

ถนนหนทางก็กลับคืนมาพร้อมใช้การได้มาก แต่บางเส้นทางอาจเสียหายบ้างแต่รถราพอสัญจรได้

ยังอยู่ในโลกก็ต้องรับวิบากกรรมกันไปถ้วนทุกคน มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป ในโลกนี้จึงมีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อยเท่านั้นเอง

เมื่อมีการเกิด มีภพชาติแล้ว ไม่มีที่แห่งใดจะเป็นสุขหรือบรมสุข นอกจากพระนิพพาน

 

สาธุครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 01, 2012, 01:24:06 AM
 



ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๕ ...ขอให้ทุกท่านได้มีความเจริญด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภาวนา มีความฉลาดรอบรู้ตามหลักสัจธรรมทั้งหลาย

ให้มีความรู้แจ้งเห็นจริงตามหลักความเป็นจริงด้วย สติ และภาวนามยปัญญา ของทุกท่านด้วยเทอญ...




 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 01, 2012, 07:22:01 AM
ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่าน เจริญทั้งทางโลก และทางธรรมนะครับ

ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีล สมาธิ และเจริญปัญญา ครับผม

สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับผม ^_^


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 02, 2012, 06:42:42 PM
 


สวัสดีปีใหม่พุทธศักราช ๒๕๕๕ ครับ


:) :) :) :) :) :) :) :) :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 27, 2012, 08:20:21 PM

ขอนำการสนทนาธรรมระหว่างหลวงปู่มั่นและพระธรรมเจดีย์ มาถ่ายทอดให้พวกเราครับ

การพิจารณาขันธ์ 5 ของท่านพระอาจารย์มั่นภูริทัตโต

 


พระธรรมเจดีย์ : สาธุข้าพเจ้าเข้าใจได้ความในเรื่องนี้ชัดเจนดีแล้ว แต่ขันธ์ 5 นั้นยังไม่ได้ความว่าจะเกิดขึ้นที่ละอย่างสองอย่าง หรือว่าต้องเกิดพร้อมกันทั้ง 5 ขันธ์

 

พระอาจารย์มั่น : ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 5 ขันธ์

 

พระธรรมเจดีย์ : ขันธ์ 5 ที่เกิดพร้อมกันนั้น มีลักษณะอย่างไร? และความดับไปมีอาการอย่างไร? ขอให้ชี้ตัวอย่างให้ขาวสักหน่อย

 

พระอาจารย์มั่น : เช่นเวลาเรานึกถึงรูปคนหรือรูปสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งอาการที่นึกขึ้นนั้นเป็นลักษณะของสังขารขันธ์

รูปร่างหรือสิ่งของเหล่านั้นมาปรากฎขึ้นในใจนี่เป็นลักษณะของรูปสัญญา

ความรู้ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นนี่เป็นลักษณะของมโนวิญญาณ

สุขหรือทุกข์หรืออุเบกขาที่เกิดขึ้นในคราวนั้น นี่เป็นลักษณะของเวทนา

มหาภูตรูปหรืออุปาทานรูปที่ปรากฎอยู่นั้น เป็นลักษณะของรูปอย่างนี้เรียกว่าความเกิดขึ้นแห่งขันธ์พร้อมกันทั้ง 5

เมื่ออาการ 5 อย่างเหล่านั้นดับไป เป็นความดับไปแห่งขันธ์ทั้ง 5

 

พระธรรมเจดีย์ :ส่วนนามทั้ง 4 เกิดขึ้นและดับไปพอจะเห็นด้วยแต่ที่ว่ารูปดับไปนั้นยังไม่เข้าใจ?

 

พระอาจารย์มั่น :ส่วนรูปนั้นมีความแปรปรวนอยู่เสมอเช่นของเก่าเสื่อมไปของใหม่เกิดแทนแต่ทว่าไม่เห็นเองเพราะรูปสันตติ

รูปที่ติดต่อเนื่องกันบังเสียจึงแลไม่เห็น แต่ก็ลองนึกดูถึงรูปตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้เปลี่ยนไปแล้วสักเท่าไร

ถ้ารูปไม่ดับก็คงไม่มีเวลาแก่แลเวลาตาย

 

พระธรรมเจดีย์ :ถ้าเราสังเกตขันธ์ 5 ว่าเวลาเกิดขึ้นแลดับไปนั้น จะสังเกตอย่างไรจึงจะเห็นได้

แลที่ว่าขันธ์สิ้นไปเสื่อมไปนั้นมีลักษณะอย่างไร เพราะว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้วก็เกิดขึ้นได้อีกดูเป็นของคงที่ไม่เห็นมีความเสื่อม

 

พระอาจารย์มั่น :พูดกับคนที่ไม่เคยเห็นความจริงนั้น ช่างน่าขันเสียเหลือเกิน

วิธีสังเกตขันธ์ 5 นั้นก็ต้องศึกษาให้รู้จักอาการขันธ์ตามความเป็นจริงแล้วก็มีสติสงบความคิดอื่นเสียหมดแล้ว จนเป็นอารมณ์อันเดียวที่เรียกว่าสมาธิ

ในเวลานั้นความคิดอะไรๆไม่มีแล้ว

 ส่วนรูปนั้นหมายลมหายใจ

 ส่วนเวทนาก็มีแต่ปีติหรือสุข

 ส่วนสัญญาก็เป็นธรรมสัญญาอย่างเดียว

 ส่วนสังขารเวลานั้นเป็นสติกับสมาธิ หรือวิตกวิจารณ์อยู่

 ส่วนวิญญาณก็เป็นแต่ความรู้อยู่ในเรื่องที่สงบนั้น

 

ในเวลานั้นขันธ์ 5 เข้าไปรวมอยู่เป็นอารมณ์เดียว ในเวลานั้นต้องสังเกตอารมณ์ปัจจุบันที่ปรากฎอยู่เป็นความเกิดขึ้นแห่งขันธ์

พออารมณ์ปัจจุบันนั้นดับไปเป็นความดับไปแห่งนามขันธ์

ส่วนรูปนั้นเช่นลมหายใจออกมาแล้ว พอหายใจกลับเข้าไป ลมหายใจออกนั้นก็ดับไปแล้วครั้นกลับมาหายใจออกอีก ลมหายใจเข้าก็ดับไปแล้ว

นี่แหละเป็นความดับไปแห่งขันธ์ทั้ง 5 แล้วปรากฎขึ้นมาอีก

ก็เป็นความเกิดขึ้นทุกๆอารมณ์แลขันธ์ 5 ที่เกิดขึ้นดับไป

ไม่ใช่ดับไปเปล่าๆ รูปชีวิตินทรีย์ความเป็นอยู่ของนามขันธ์ทั้ง 5 เมื่ออารมณ์ดับไปครั้งหนึ่ง

ชีวิตแลอายุของขันธ์ทั้ง 5 สิ้นไปหมดทุกๆอารมณ์

 

 

....


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2012, 08:00:46 PM
พระธรรมเจดีย์ : วิธีสังเกตอาการขันธ์ที่สิ้นไปเสื่อมไปนั้นหมายเอาหรือคิดเอา?

พระอาจารย์มั่น : หมายเอาก็เป็นสัญญา คิดเอาก็เป็นเจตนาเพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายไม่ใช่คิด
ต้องเข้าไปเห็นความจริงที่ปรากฎเฉพาะหน้าจึงจะเป็นปัญญาได้  
พระธรรมเจดีย์ : ถ้าเช่นนั้นจะดูความสิ้นไปเสื่อมไปของขันธ์ทั้ง 5 มิต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราวไปหรือ?

พระอาจารย์มั่น :ถ้ายังไม่เคยเห็นความจริง ก็ต้องตั้งพิธีเช่นนี้ร่ำ
ไปถ้าเคยเห็นความจริงเสียแล้วก็ไม่ต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราวก็ได้
แต่พอมีสติขึ้น ความจริงก็ปรากฎเพราะเคยเห็นแลรู้จักความจริงเสียแล้ว
เมื่อมีสติรู้ตัวขึ้นมาเวลาใดก็เป็นสมถวิปัสสนากำกับกันไปทุกคราว

พระธรรมเจดีย์ :ที่ว่าชีวิตแลอายุขันธ์สิ้นไปเสื่อมไปนั้นคือสิ้นไปเสื่อมไปอย่างไร?

พระอาจารย์มั่น : เช่นเราจะมีลมหายใจอยู่ได้สัก 100 หน ก็จะตาย ถ้าหายใจเสียหนหนึ่งแล้ว ก็คงเหลืออีก 99 หนหรือ
เราจะคิดจะนึกอะไรได้สัก 100 หน เมื่อคิดนึกเสียหนหนึ่งแล้ว คงเหลืออีก 99 หนถ้าเป็นคนอายุยืนก็หายใจอยู่ได้มากหน
หรือคิดนึกอะไรๆอยู่ได้มากหนถ้าเป็นคนอายุสั้น ก็มีลมหายใจและคิดนึกอะไรๆอยู่ได้น้อยหน
ที่สุดก็หมดลงวันหนึ่งเพราะจะต้องตายเป็นธรรมดา

พระธรรมเจดีย์ :ถ้าเราจะหมายจะคิดอยู่ในเรื่องความจริงของขันธ์อย่างนี้จะเป็นปัญญาไหม?

พระอาจารย์มั่น : ถ้าคิดเอาหมายเอา ก็เป็นสมถะที่เรียกว่ามรณัสสติเพราะปัญญานั้น ไม่ใช่เรื่องหมายหรือเรื่องคิด

เป็นเรื่องของความเห็นอารมณ์ปัจจุบันที่ปรากฎเฉพาะหน้าราวกับตาเห็นรูปจึงจะเป็นปัญญา

พระธรรมเจดีย์ :เมื่อจิตสงบแล้วก็คอยสังเกตดูอาการขันธ์ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน เพื่อจะให้เห็นความจริงนั่นเป็นเจตนาใช่ไหม?

พระอาจารย์มั่น : เวลานั้นเป็นเจตนาจริงอยู่แต่ความจริงก็ยังไม่ปรากฎ เวลาที่ความจริงปรากฎขึ้นนั้นพ้นเจตนาทีเดียว
ไม่เจตนาเลยเป็นความเห็นที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษต่อจากจิตที่สงบแล้ว

พระธรรมเจดีย์ :จิตคู่กับเจตสิก ใจคู่กับธัมมารมณ์ มโนธาตุคู่กับธรรมธาตุ 3 คู่นี้เหมือนกันหรือต่างกัน?

พระอาจารย์มั่น : เหมือนกันเพราะว่าจิตกับมโนธาตุกับใจนั้นอย่างเดียวกัน
ส่วนใจนั้นเป็นภาษาไทยภาษาบาลีท่านเรียกว่ามโน
เจตสิกนั้นก็ได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร
ธัมมารมณ์นั้นก็คือเวทนา สัญญา สังขาร ธรรมธาตุนั้นก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร

พระธรรมเจดีย์ :ใจนั้นทำไมจึงไม่ใคร่ปรากฎ เวลาที่สังเกตดูก็เห็นแต่เหล่าธัมมารมณ์
คือ เวทนาบ้างสัญญาบ้าง สังขารบ้าง มโนวิญญาณความรู้ทางใจบ้าง
เพราะเหตุไรใจจึงไม่ปรากฎเหมือนเหล่าธัมมารมณ์ กับมโนวิญญาณ?

พระอาจารย์มั่น :ใจนั้นเป็นของละเอียด เห็นได้ยาก
พอพวกเจตสิกธรรมที่เป็นเหล่าธัมมารมณ์มากระทบเข้าก็เกิดมโนวิญญาณถูกผสมเป็นมโนสัมผัสเสียทีเดียว
จึงแลไม่เห็นมโนธาตุได้

คัดลอกมาจากบางส่วนของ หนังสือธรรมะทรงคุณค่า ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา
พระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) ถาม
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถรตอบ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 22, 2012, 07:46:19 AM
หลวงปู่จันทา ถาวโร พระผู้ทรงอริยคุณละธาตุขันธ์อย่างสงบ
--------------------------------------------------------------------------------

เมื่อเวลา ๐๔.๐๐ น.เศษที่ผ่านมาเช้าวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555
 หลวงปู่จันทา ถาวโร พระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าเขาน้อย ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร
ศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ละธาตุขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน
รวมสิริอายุ ๙๐ ปี ๑๐ วัน

หมายกำหนดการ
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555
15.00 น. เคลื่อนสรีระหลวงปู่มายังศาลาการเปรียญ
16.00 น. พิธีรดน้ำศพหลวงปู่จันทา ถาวโร

กราบนมัสการพระอาจารย์...__/l\__...__/l\__...__/l\__...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 09, 2012, 10:37:33 AM
ขออนุญาต แจ้งกำหนดการงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
การกำหนดการงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร
วันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕

............................................
วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ – ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕
เวลา ๐๗.๐๐ น.     พระภิกษุ สามเณร ออกรับบิณฑบาตรอบศาลา
เวลา ๐๘.๐๐ น.     ฉันภัตตาหารเช้า
เวลา ๐๙.๐๐ น.     บำเพ็ญกุศลตลอดทั้งวัน
เวลา ๑๙.๐๐ น.     ทำวัตรสวดมนต์เย็น
เวลา ๑๙.๓๐ น.     แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
เวลา ๒๐.๐๐ น.     ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์อนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี (ไม่มีสวดพระอภิธรรม)

วันศุกร์ที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
เวลา ๐๗.๐๐ น.    พระภิกษุ สามเณร ออกรับบิณฑบาตรอบศาลา
เวลา ๐๘.๐๐ น.     ฉันภัตตาหารเช้า
เวลา ๑๐.๐๐ น.     เคลื่อนสรีระสังขารองค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
                         จากศาลาการเปรียญขึ้นสู่จิตตกาธาน
เวลา ๑๙.๐๐ น.     ทำวัตรสวดมนต์เย็น
                          แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
                          พระสงฆ์ ๑๐ รูป พิจารณาผ้าบังสุกุล
                          เจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม/พระสงฆ์อนุโมทนา

วันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
เวลา ๐๗.๐๐ น.     พระภิกษุ สามเณร ออกรับบิณฑบาตรอบศาลา
เวลา ๐๘.๐๐ น.     ฉันภัตตาหารเช้า
เวลา ๑๓.๐๐ น.     แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
                         พระสงฆ์ทั้งนั้น สวดมาติกาบังสุกุล
เวลา ๑๔.๐๐ น.     พระมหาเถระ ๑๐ รูป พิจารณาผ้าบังสุกุลบนจิตตกาธาน
เวลา ๑๕.๐๐ น.     ทอดผ้ามหาบังสุกุล
                          วางดอกไม้จันทน์ ถวายเพลิงสรีระสังขาร เป็นอันเสร็จพิธี

หมายเหตุ: ผู้ประสงค์จะติดต่อเป็นเจ้าภาพโรงทาน 086-211-8834, 087-828-3978


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 09, 2012, 02:08:27 PM
พี่ต่ายไปวันไหนหรอครับ ฝากปัจจัยไปร่วมทำบุญด้วยนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 11, 2012, 08:19:29 PM
21-23 มีนาคมครับ

แล้วถ้ามีโอกาสวันที่ 31 มีนาก็ตั้งใจว่าจะไปอีกครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มีนาคม 14, 2012, 10:40:48 PM
จากข้อมูล ทีวีไทย ปี 2555 น้ำมาก
เพราะเอเชียร้อน อากาศยกตัวขึ้น
 และอากาศเย็นจากทวีปอเมริกาพัดไอน้ำเข้าเอเชีย

แฮ่ แฮ่ ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 18, 2012, 03:46:57 AM

ถ้ามาจากอเมริกาผ่านมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดแปซิฟิคก็ต้องผ่านญี่ปุ่น ตามมาด้วยเกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา

ก่อนจะถึงไทย ไทยคงโชคดี มีบังเกอร์สกัดไว้ก่อนเยอะ  ;)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: magicmo ที่ มีนาคม 21, 2012, 05:17:11 PM
 ;D ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 24, 2012, 11:03:26 PM
กลับมาจากงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

นำบุญกุศลทั้งหลายมาฝากกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยครับ  ขอให้ได้รับผลบุญด้วยเช่นเดียวกันครับ


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 25, 2012, 09:49:39 PM
กลับมาจากงานถวายเพลิงสรีระสังขาร
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

นำบุญกุศลทั้งหลายมาฝากกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยครับ  ขอให้ได้รับผลบุญด้วยเช่นเดียวกันครับ


 

อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย วันก่อนผมไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อโสธร เช่นกันครับ
พอดีพาพ่อกับแม่ไปทำบุญด้วย เอาบุญมาแบ่งกัลยาณมิตรทุกท่านเช่นกันครับผม

ส่วนปัจจัยผมร่วมทำบุญไปแล้วนะครับผม โอนไปเรียบร้อย ^_^
ขอบพระคุณมากนะครับพี่ต่าย ที่ให้ร่วมทำบุญด้วย สาธุๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 26, 2012, 12:58:38 AM
น้องกอล์ฟทำในสิ่งอันเป็นประโยชน์เป็นมงคลแก่ส่วนรวมนั้นมากมายนัก น้อยนักในแผ่นดินที่จะทำเช่นนี้ได้

มีอะไรให้พี่ช่วยเหลือ บอกมาได้เลยครับ ไม่ต้องรีรอ...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 26, 2012, 10:26:50 AM
ยินดีครับพี่ต่าย เดี๋ยวมีโครงการดีๆ เพื่อธรรม มาแนะนำเรื่อยๆ ครับผม

พี่ต่ายได้เก็บรูปในงานหลวงปู่ มาด้วยปะครับ ถ้าเก็บมา มาแชร์แบ่งๆ
กันชมเพื่อความปิติกันหน่อยนะครับผม สาธุๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 26, 2012, 10:53:45 PM

สังโยชน์ 3 ข้อแรกที่พระโสดาบันละได้
1.สักกายทิฏฐิ- สักกาย มีความหมายว่า กายแห่งตน,เรื่องของกายตน, ส่วนทิฎฐิ มีความหมายว่า ความคิด,ความเห็น,ความเชื่อในที่นี้มีความหมายว่าความเห็นผิดเชื่อผิด อันเป็นปรกติของปุถุชนด้วยอวิชชาอันย่อมมีมาแต่การถือกำเนิดเป็นธรรมดา
กล่าวคือ จึงย่อมมี สักกายทิฏฐิ ซึ่งมีความหมายว่า ความคิดหรือความเห็นความเข้าใจหรือความเชื่อในเรื่องกายว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตัวของตนอย่างแท้จริง(สักกายสมุทัย)โดยไม่รู้ตัวเป็นไปซึ่งเกิดขึ้นและเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ,
ความคิดความเห็นว่าเป็นตัวของตน จึงเป็นเหตุให้ถือตัวตน เช่น เห็นรูปว่าเป็นตน เห็นเวทนาว่าเป็นของตน ฯ. กล่าวคือ เพราะย่อมยังไม่มีความเข้าใจอย่างมีสติสัมปชัญญะในความเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้เท่านั้นของสังขาร
จึงไม่เคยรู้ ไม่เคยระลึก ไม่เคยพิจารณา จึงย่อมไม่มีเครื่องรู้เครื่องระลึกเครื่องเตือนสติ จึงไม่เกิดสัมมาปัญญาหรือญาณอย่างน้อมยอมรับว่า ตัวตนหรือรูปกายของตนนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอย่างแท้จริง
สักแต่ว่าเกิดมาแต่การประชุมปรุงแต่งกันขึ้นของเหตุปัจจัยของธาตุ๔ หรือชีวิต(ชีวิตินทรีย์)ที่มีร่างกายตัวตนก็สักแต่ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ หรือเบญจขันธ์ หรือสังขารร่างกายล้วนเป็นไปตามพระไตรลักษณ์
เหมือนดังสังขารทั้งปวงที่ต่างล้วนต้องเกิดมาแต่การที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน หรือประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมาเพียงชั่วสักระยะหนึ่งจึงล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่อย่างแปรปรวน แล้วดับไปเป็นธรรมดา
ไม่เป็นอื่นไปได้ จึงล้วนเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวมีตนอย่างเป็นแก่นแท้จริง เมื่อไม่มีตัวตนจึงย่อมไม่ใช่ของตัวของตน หรือของใครๆได้อย่างแท้จริง
แต่ด้วยอวิชชาดังนั้นจึงมีความคิดความเห็นอย่างยึดมั่นยึดถือโดยไม่รู้ตัวอยู่ภายในอยู่ตลอดเวลาใน รูปขันธ์(กายตน) ตลอดจนในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ
ว่าเป็นตัวตนของตนหรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของตนอย่างเชื่อมั่นหรือรุนแรงตามที่ได้สั่งสมอบรมมาแต่ทารกโดยสัญชาตญาณ(ความรู้ที่มาแต่การเกิดเป็นธรรมดา)โดยไม่รู้ตัวหรืออวิชชา,
เพราะความไม่รู้และไม่รู้เท่าทันว่าตัวตนหรือกาย(รูปขันธ์)ก็สักแต่ว่าประกอบด้วยเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ หรือชีวิตก็เป็นเพียงเหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕
จึงเป็นสังขาร จึงย่อมมีความไม่เที่ยง(อนิจจัง) และคงทนอยู่ไม่ได้(ทุกขัง) เป็นอนัตตาที่ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเราอย่างแท้จริง เป็นเพียงมวลหรือก้อนของเหตุปัจจัยคือธาตุ ๔ ที่ประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยกันขึ้น
จึงขึ้นอยู่กับธาตุ ๔ ไม่ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเราแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นมายาจิตหลอกล่อให้เห็นว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา ทั้งๆที่เป็นหรือเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
ตลอดจนไม่รู้เท่าทันอีกว่า เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ หรือขันธ์ที่เหลือทั้ง ๔ ก็เช่นเดียวกัน ต่างก็ล้วนเป็นเพียงสังขารเช่นกันทั้งสิ้น
จึงเกิดแต่เหตุปัจจัยมาประชุมกัน จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเช่นกัน ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เป็นตัวตนของตน หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของตนอย่างแท้จริง ดังนี้เป็นต้น
จึงไม่มีเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ให้เกิดนิพพิทา ให้คลายความยึด, ความอยาก, ความกังวลหรือความหลงใหลในกายสังขารตน หรือขันธ์ ๕ อันเป็นที่หวงแหนยิ่งเหนือสิ่งใดโดยไม่รู้ตัว อันเป็นบ่อเกิดของอุปาทาน - ความยึดมั่นพึงพอใจในตัวตนหรือของตนด้วยกิเลสในขั้นต้นของปุถุชนทั่งปวงโดยทั่วไป

2 สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นถือมั่นในศีล(ข้อบังคับ)และวัตร(ข้อปฏิบัติ)แบบผิดๆ, ความถือมั่นในข้อบังคับและข้อปฏิบัติโดยสักแต่ว่าทําตามๆกันมาอย่างงมงาย อันเกิดจากการไม่เข้าใจในธรรม(สภาวธรรม)ตามความเป็นจริง
แต่ปฏิบัติเป็นไปตามความเชื่อ ความยึด หรือตามประเพณีที่สืบทอดกันต่อๆมา โดยขาดปัญญาพิจารณาเนื่องด้วยอธิโมกข์
เช่น เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตรข้อปฏิบัติแต่ฝ่ายเดียวก็พอเพียงแล้วในการปฏิบัติธรรม,
การทำบุญเพื่อหวังผล หรือเพื่อไปสวรรค์ นิพพาน แต่อย่างเดียวก็พอเพียงแล้ว,
การถือศีลอย่างเคร่งครัดแต่ฝ่ายเดียวแล้วจะบรรลุมรรคผล,
คล้องพระเพื่อให้เกิดโชคลาภ คงกระพันชาตรี,
การปฏิบัติแต่สมถะสมาธิอย่างเดียว แล้วจะเกิดปัญญาเข้าใจธรรมหรือได้มรรคผลขึ้นมาได้เอง,
การทรมานตนในการปฏิบัติ, การอ้อนวอนบูชา, การบนบาน, การบูชายัญ, การยึดมั่นใน อัตตาเจตภูต หรือแม้แต่ปฏิสนธิวิญญาณ ฯลฯ.

3.วิจิกิจฉา
ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย โดยเฉพาะในพระธรรม อันคือ ธรรมคำสอนโดยพระพุทธองค์ ที่มีพุทธประสงค์สูงสุดล้วนเป็นเรื่องของสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่เกี่ยวกับความทุกข์
ดังเช่น การเกิดขึ้นของทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์ แต่เพื่อให้รู้เหตุ ก็เพื่อนำไปใช้ในการดับไปแห่งทุกข์ต่างๆนั่นเอง จึงยังให้เกิดความสุขจากการหลุดพ้น อันสุขยิ่งกว่าสุขทางโลกนั่นเอง,
อันวิจิกิจฉาหรือความลังเลสงสัยนี้ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเนื่องจากความไม่เข้าใจในธรรมของพระองค์ท่านอย่างถ่องแท้ในเบื้องต้นเนื่องด้วยอวิชชา
ดังนั้นเมื่อปฏิบัติไปย่อมต้องเกิดการติดขัดเป็นธรรมดา ก็เกิดความสงสัย ลังเล ไม่เชื่อถือ, ค้นหาการปฏิบัติใหม่, ลัทธิใหม่, วิธีใหม่, อาจารย์ใหม่, ที่ยึดถือใหม่ ฯลฯ.
จึงเป็นการค้นหา, วิ่งเข้าหาสิ่งผิดๆด้วยอวิชชาเสียก็มี หรือเป็นการเริ่มต้นกันใหม่อยู่เสมอๆ จึงไม่สามารถบังเกิดความรู้ความเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งแท้จริง,
ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยอันจักบังเกิดขึ้นจากความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมพื้นฐานอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดอุปสรรคในการปฏิบัติ จิตจะไม่เกิดความลังเลสงสัย
แต่จิตจะพลิกไปพิจารณา, ครุ่นคิด, คิดค้นคว้า แก้ไขให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่กระจ่างสว่างขึ้นไปเป็นลําดับ กล่าวคือเจริญวิปัสสนาจนเกิดความรู้ความเข้าใจให้หลุดพ้นขึ้นนั่นเอง,
วิจิกิจฉาจึงเป็นอุปสรรคสําคัญที่บั่นทอนสัมมาปัญญาหรือญาณไม่ให้เกิด จึงทําให้ร้อยรัดสรรพสัตว์ไว้กับทุกข์,
แต่การไม่ลังเลสงสัยก็ต้องไม่เป็นไปในลักษณะของความมัวเมาด้วยอธิโมกข์ จึงต้องประกอบด้วยปัญญาหรือการเจริญวิปัสสนา

เอามาให้อ่านพิจารณากันครับ...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 11, 2012, 12:10:16 AM
ต่อไปนี้ผมจะคัดบทสนทนากับเพื่อนๆกัลยาณมิตร ในเฟซบุ๊ค

เห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยนำมาให้พิจารณากันครับ


การเห็น..การเกิด ดับของจิตนั้น.... ต้องเห็นให้ครบ วงรอบ...คือ การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ จนดับไป

เพราะการเห็นครบวงรอบ นั้น เท่ากับ คุณได้ แยกขันธ์ออกได้แล้ว เป็น กาย กับ จิต

เพราะจิต ได้ถอนตัวออกมาเป็นผู้ดู

*บางคนก็เห็น2ขณะ บางคนก็เห็น3ขณะ แล้วแต่อินทรีย์ ที่บำเพ็ญมา...
ช่วยอธิบายเพิ่มหน่อยค่ะ เพราะปฏิบัติ ถึงตรงนี้ค่ะ
*ผู้มีอินทรีย์คือ สติ และปัญญากล้าจะมองเห็น 2 ขณะ พวกมีอินทรีย์่หย่อนลงมา มองเร็วๆยังไม่ทันต้องเล็งไว้ก่อน พวกสติปัญญากล้ามองเห็นรวดเดียวจบครับเป็นงี้...
ค่ะ บางครั้งเห็นแค่ เกิด ดับ ดูการตั้งอยู่ไม่ทัน
*มันต้องผ่านมาก่อนครับคือเห็นได้3ขณะก่อน แล้วก็สติสมาธิปัญญากล้าขึ้นก็จะมองได้ทันรวดเดียว เป็นลำดับไปตามวิปัสสนาญาณที่ผมเคยบอกไปแล้ว แต่ต้องเริ่มจาก3ขณะให้คล่องก่อนครับ...จึงจะมองเห็นตั้งอยู่ทัน หลังจากนั้นจะพัฒนามามองทันและเห็นเป็น2ขณะ นั่นคือมองได้ทัน แล้วหลังจากนั้นก็พรึบเดียว แล้วก็แวบดับไปเลย...ที่เค้าเรียกกันว่า"กิเลสย้อมจิตไม่ติด"ก็อย่างนี้แหละครับ เพราะจิตหรือวิญญาณมันดับแว๊บไปแล้ว กิเลสมันจะติดกับอะไร นั่นเกือบทำลายวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ด้วย...
คุณหมายถึงว่าทุกครั้งเห็น 3 ขณะก่อนใช้ไหม เพราะคิดว่าดูไม่ทัน อาจจะไม่ได้ตั้งใจดูก็เป็นไปได้...ขอบคุณค่ะ
* ใช่ครับดูให้ทันก่อน เมื่อทำบ่อยๆเนืองๆจนชำนาญ ก็จะมองทัน ถ้ามองไม่ทันก็แสดงว่า อินทรีย์สติและสมาธิยังหย่อนอยู่เลยมองไม่ทัน แต่ก็เกือบทันแล้วครับ ไม่มีอะไรนอกจากมีสติตามรู้ไวๆ มีความเพียร อดทนทำบ่อยๆ ตัวผู้รู้(จิตโดนเจตสิกมาเกาะ)เกิดขึ้นก็มองเลย...ดีแล้วครับมองแค่นี้ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง อยากรู้อยากเห็นอะไรต่อ..ขันธ์ แต่ละตัวมันก็จะเห็นชัด ต่างคนต่างทำงานไป อย่าไปโยนให้กัน คือผู้รู้มา(วิญญาณ)ก็โยนต่อไปสังขารปรุงแต่งต่อ แล้วก็สงสัยจิตก็อยากรู้อยากเห็นอีก กลายเป็นจิตฟุ้งซ่านไปอีก...เกิดมาซ้อนเกิดกันอีกแล้ว...
โมทนาบุญกับทั้งท่านด้วยนะครับ อ่านแล้วเพลินเลยครับ

*แนะนำให้ลองไปมองตัวแรงๆก่อนจะเห็นชัดครับ โกรธหรือโมโหอย่างนี้ครับ จะชัดดี ชำนาญแล้วลองไปดูตัวต่อๆไป โมหะจะดูยากครับ และมันจะละเมียดละเอียดแถมประณีตขึ้นเรื่อยๆครับ

ค่ะขอบคุณค่ะ
*บางท่านเอาตัว อทุกขมสุข หรืออุเบกขามาดู แต่ไม่รู้ว่าดูอะไรอยู่มองไม่ทันนึกว่าเป็นอุเบกขาแล้ว มันยังไม่เป็นอุเบกขาเพราะมันยังมองไม่เห็นไตรลักษณ์ยังไม่เกิดปัญญา มันก็ไม่เป็นอุเบกขาจริง ของจริงต้องเห็นไตรลักษณ์ก่อน นั่นแหละมีปัญญาแล้วมันจึงจะเป็นอุเบกขาได้ด้วยปัญญา นักปฏิบัติส่วนใหญ่เกือบหมด มาตายตินิ่งอยู่ตรงนี้...เพราะไม่มีครูบาอาจารย์มาแก้ให้ บางคนหลงว่าบรรลุธรรมไปแล้วเลย..."พรหมลูกฟัก"

*อ้าว...ไปตรงกับคุณเก้ โพสต์ไว้เมื่อกี้พอดีโดยบังเอิญ...
ติดสุข : หลวงตามหาบัว กับ ท่านพระอาจารย์มั่น

ผลแห่งสมาธิธรรมของท่านในระยะนั้นมีความแน่นหนามั่นคงมาก ถึงขนาดที่ว่าจะให้แน่วแน่อยู่ในสมาธินั้น
สักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ และเป็นความสุขอย่างยิ่งจากการที่จิตไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่อยากจะออกยุ่งกับอะไรเลย
ตาก็ไม่อยากดู หูก็ไม่อยากฟัง เพราะมันเป็นการยุ่งรบกวนจิตใจให้กระเพื่อมเปล่าๆ
แต่มีความพอใจยินดีอยู่กับการที่ จิตหยั่งเข้าสู่ความรู้อันเดียวแน่วอยู่อย่างนั้น นี่แลมันทำให้ติดได้อย่างนี้นี่เอง
จนขนาดที่ว่าสุดท้ายก็นึกว่าความรู้ที่เด่นๆ อยู่นี้เองจะเป็นนิพพาน องค์ท่านนี้ติดสมาธิอยู่เช่นนี้ถึง ๕ ปีเต็ม
ยังไม่ยอมก้าวเข้าสู่ปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลสให้สิ้นซาก

หากไม่มีท่านพระอาจารย์มั่น มาฉุดมาลากออกไปก็จะติดสมาธิอยู่เช่นนี้กระทั่งวันตายเลย
แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่ยอมลงใจง่ายๆ กลับมีข้อโต้แย้งเพื่อหาความจริง...ยังไม่หมดครับไปตามอ่านให้จบดูครับ

ดีครับ....คนได้อ่านก็เริ่มเข้าใจกันบ้างแล้ว....ค่อย ๆ ลงไป ไม่ต้องเร่ง....อธิบายไปเรื่อย ๆ....

*ผมอยากให้เข้าใจแนวทางการปฏิบัติกันครับจะได้รู้แนวทางที่ถุกต้อง...จะได้ไม่เนิ่นช้านักครับ....บางทีมันก็มีข้อจำกัดนะครับ คือผมจะตอบแบบตรงๆสั้นๆเพราะผมเคยปฏิบัติผ่านมาก่อนและผมได้อาจารย์คอยตรวจสอบเสมอ....ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งหรือจะโชว์ออฟอะไร ซึ่งนั่นผมพูดตรงๆว่าผมผ่านมาแล้ว ผมเอียนกับคำสรรเสริญเยินยอ...ผมก็ได้แค่ยิ้มและผมก็จบ ไม่ได้เอาไปคิดแล้วคิดอีก...ยิ้มมันทั้งวัน...พูดกันตรงๆครับ ขออภัยในบางลีลา...^_^...

ดีครับ คุณ เป็นประโยชน์กันทั่วหน้า.....เพราะที่ผ่านมาผมก็ตามอ่านตลอด .....ยังนึกชมเลยครับ.....

*ขอบคุณครับ แบบใสๆแล้วกันไม่มีอะไรแอบแฝง และผมไม่ชอบบอกแบบยกปริศนาธรรม มาจากอาจารย์ไหนก็ไม่รู้มาแสดง...นั่นยิ่งทำให้เพื่อนๆงงกันไปอีก...การแสดงธรรมต้องใสกระจ่างแจ้ง และสิ้นข้อสงสัยครับนี่คือจุดประสงค์หรือเป้าหมายของผม
ครับ ไม่มีอะไรแอบแฝงครับ ตามดูวาระจิตผมได้เลยครับ...

ถูกต้องที่สุดเลยครับ....เพราะปฏิบัติมาย่อมสามารถเล่าได้ แต่ขอบเขตก็ยังมีอยู่นะครับ อย่าลืมนะ.....ยินดีด้วย
 ครับเห็นมาหลายโพสศ์แล้ว....ไม่ผิดอย่างที่ คุณ กล่าวมา.....ทุกท่านแยกได้ครับ....

*ใช่ครับยอมรับครับมีข้อจำกัดบางประการครับผม...อย่างที่สำคัญคือผมจะอธิบายแบบสั้นๆไม่เยิ่นเย้อนักเนื่องด้วยผมพิมพ์ไม่ค่อยคล่องด้วยครับ พิมพ์ยาวใช้เวลานานมากครับ...และยังมีอีกหลายประการครับ...ขอบพระคุณที่แนะนำครับ...ซึ่งบางกระทู้ถ้าเพื่อนๆกัลยาณมิตรดูแล้ว ถ้าไม่นิ่งพอหรือตามไม่ทันอาจจะดูว่าผมแรง....แต่ใจจริงๆแล้วผมแสดงให้ดู ให้เอามาเปรียบเทียบใช้วิจารณญาณให้มาก...กลับไปอ่านซ้ำใหม่...นั่นจะทำให้เราค่อยๆคิดถึงเหตุถึงผลกัน...ไม่ใช่มาฟาดฟันกัน ยิ่งใครมากดLikeยิ่งเฮ ใส่กันสนั่น...วันหลังเรามาอ่านใหม่ทั้งหมดก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเราใช้วิจารณญาณให้มากมีเหตุมีผลวางใจเป็นกลางเราจะเข้าใจครับ...ในสิ่งที่ผมแสดงไป...บางอย่างมันก็เป็นลีลาหรือกุศโลบายของผมน่ะครับ...สุดแล้วแต่ท่านใดจะพิจารณากันเอาล่ะครับหลังจากนั้น

เหตุผลมีอยู่ในการบอกเล่า.....ซึ่งผู้เข้ามาอ่าอ่านย่อมสามารถเข้าใจได้.....วงใจได้ว่า มีประโยชน์ดีกว่่าครับ....นั่น คือ เป้าหมาย....

*ครับผม...ค่อยๆทำไปครับ ธรรมเป็นเรื่องประณีตครับ...ค่อยๆบรรจงอดทนทำไป...รวมทั้งผมด้วยครับ...

สาธุอีกครั้งครับ. แต่ผมอ่านแล้วดีมากนะครับ. แต่ผมไม่ถนัดดูจิตเกิดดับอะไรเท่าไหร่. และก็ไม่รู้จะเอามาอ้างมาเหมือนคุณ แต่ก็อยากแค่แสดงความคิดเห็นนะครับ ยังมีกรรมฐานสี่สิบอีกนะครับที่จะทำให้คนเข้าถึงพระนิพพานได้เหมือนกันนะครับ ^_^.

ใช่ครับ....แล้วแต่คนที่ขอบเท่านั้นเอง.....เราไม่สามารถบอกได้ว่าใคร ต้องทำอะไรได้....ถูกต้องแล้วครับ คุณ

*อีกอย่างนึงครับ...อย่าเพิ่งน้อมใจเชื่ออะไรง่ายๆครับ ให้ใช้หลักการพิจารณาตามกาลามสูตรก่อน...แล้วหลังจากนั้นค่อยพิจารณาครับ แล้วเมื่อเรามีภูมิจิตภูมิธรรมถึงเป็นสัมมาทิฏฐิ เราจะเข้าใจที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสั่งสอนเรามา ทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติ ถ้าเราก้าวผ่านไประดับปฏิเวธแล้ว ทั้ง๒ภาคนั้นลงรอยเดียวกันได้สนิทเลยครับไม่ว่าจะเดินมาจากทางไหน แล้วเราจะเข้าใจว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด...มันมี ๔ ทางครับ การดูจิตก็เป็น จิตตานุปัสสนา ยังมี กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนาอีกครับ ชอบทางไหนถูกจริต ปฏิบัติแล้วเจริญก้าวหน้าเร็วก็เอาทางใดก็ได้ครับทางหนึ่ง เข้าถึงนิพพานได้เหมือนกันครับผม

หรือจะเรียกกัน ว่า สติปัฏฐาน 4 ก็ได้ คับ....จะได้ไม่ งง กัน สำหรับผู้เข้ามาอ่าน

*ส่วนเรื่องกรรมฐาน ๔๐ กองนั้นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงบอกแนวทางแก่คนหมู่มากหรือบรรดาเหล่าสัตว์ทั้งหลายน่ะครับซึ่งสั่งสมบารมีมาไม่เหมือนกัน พระองค์จึงต้องสอนให้ครอบคลุมครับ...บางท่านสอนดูจิตก็ดูไม่เป็น แต่พอกองกรรมฐาน มรณานุสสติ ก็เป๊ะ บรรลุธรรมกันไปเลย ...ประมาณนี้ครับ จริตและบารมีที่ทำมาแตกต่างกันครับ

ภาวะ สมาธิ ปัญญา ความเพียร คนเราไม่ เท่ากันน่ะค่ะ

ก็ต้อง ค่อย ๆ ปรับ.....อย่าให้อะไรมากเกินไป.....แล้ว อินทรีย์พละ ก็จะสมดุลกัน....ว่า ใครมีอะไรมากน้อย ก็ต้องปรับกันไป....

*นี่แหละครับกัลยาณมิตร ค่อยๆคุย ค่อยๆบอกกันไปด้วย ใจที่เบิกบานบริสุทธิ์จริงใจ...จะเป็นพื้นฐานให้เราเจริญในธรรมได้เร็วครับ

สาธุค่ะ

ด้วยเหตุ ด้วยผล.....ไม่ใช่ ว่า ใครเก่ง หรือ ใครไม่เก่ง ....ทางธรรม นั้นไม่มีหรอกครบ ว่า ใครเก่ง....ขอให้เป็นเพื่อน กัลยาณมิตร ดีกว่า .....ชี้แนะ แนะนำ เพื่อไปพร้อมกัน....

*นั่นคือเราทำบารมีมาต่างกันครับ....แล้วแต่ใครจะทำเอาครับ...แต่กฏแห่งกรรมนั้นจัดสรรไว้หมด...ไม่ให้ออกนอกกรอบนี้ไปได้...เช่นว่า ทำไมคนนี้คนนั้นฟังธรรมไม่กี่คำบรรลุกันแล้ว...เพราะนั่นเราอาจจะยังไม่รู้ว่าชาติก่อนๆนั้นเค้าทำมาแบบปรมัติเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาแล้ว ชาตินี้เค้าก็ง่าย...มันต้องทำกันมาก่อนทั้งนั้นไม่มีอะไรได้มาง่ายเลย....และสำหรับเรื่องมรรคผล...ไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีโชค ชะตา หรืออาศัยวาสนา...ต้องภาคเพียรปฏิบัติเอาทั้งสิ้น....

สาธุ ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำสนทนา มีประโยชน์เป็นความรู้อย่างยิ่งค่ะ

*แม้มีซักคนได้อ่าน ได้พิจารณา ผมก็ถือว่ามีประโยชน์อันยิ่งแล้วครับ...ขอให้ท่านทั้งหลายเจริญในธรรมอันประเสริฐทั้งปวงครับ...

สาธุ..

*อินทรีย์ ๕ ,ศรัทธา๑ วิริยะ๑,สติ๑,สมาธิ๑,ปัญญา๑,.....


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 11, 2012, 01:19:51 PM
ได้เลยครับพี่ต่าย ยินดีๆ ครับ อนุโมทนาสาธุ ด้วยนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 13, 2012, 10:57:01 AM
ในวาระโอกาสวันสงกรานต์ปี 2555
ผมขอสวัสดีปีใหม่ไทยๆ พี่ๆสมาชิกใน kammatan.com ทุกๆท่านนะครับผม

ขอให้ทุกท่านจงได้เจริญ ทั้งทางธรรม และ ทางโลก ขอให้สุขภาพแข็งแรง
ได้เรียนรู้กาย และ เรียนรู้ใจให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
เจริญยิ่งๆด้วยปัญญาตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับผม
และขอร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ตราบนานเท่านาน

ที่ใดมีธรรม ที่นั่นร่มเย็นเป็นสุข
กอล์ฟ [at]kammatan[dot]com
13 เมษายน 2555


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 13, 2012, 02:58:59 PM

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสุดครับ

 
 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 15, 2012, 11:33:41 PM
พระอรหันต์นิพพานแล้วไปไหน ?
คนธรรมดาตายแล้วย่อมเกิดในภพต่าง ๆ ตามกรรม ส่วนพระอรหันต์ผู้สิ้นกรรมแล้ว ไปเกิดที่ไหน ?

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนวัจฉะ คำว่า จะเกิดดังนี้ไม่ควรเลย.... คำว่า ไม่เกิดดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มีใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ก็ไม่ควร

“.....ธรรมนี้เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเป็นยากที่จะรู้ สงบระงับประณีตไม่ใช่ธรรมที่จะหยั่งถึงได้ด้วยความตรึกละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้
ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น รู้ได้โดยยาก

ดูก่อนวัจฉะ...... เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้..... ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านท่านจะพึงรู้หรือไม่ว่าไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา”
วัจฉะ “ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา”
พุทธะ “...... ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้อาศัยอะไรจึงลุกเล่า ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?
วัจฉะ “......ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้ อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกอยู่”
พุทธะ “......ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้จะดับไปต่อหน้าเราแล้ว ?”
วัจฉะ “ ...... ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว.....”
พุทธะ “......ไฟที่ดับไปต่อหน้าท่านแล้วนั้นไปยังทิศไหนจากทิศนี้.... ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?”
วัจฉะ “...... ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกแต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่า ไม่มีเชื้อ ดับไปแล้ว”
พุทธะ “......ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะรูปใด...... เพราะเวทนาใด....... เพราะสัญญาใด........ เพราะสังขารใด เพราะวิญญาณใด รูป...... เวทนา...... สัญญา.....สังขาร..... วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เห็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความมี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป....... เวทนา...... สัญญา.... สังขาร...... วิญญาณ มีคุณอันลึกอันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มีไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้”

อัคคิวัจฉโคตตสูตร ม. ม. (๒๔๘-๒๕๑)
ตบ. ๑๓ : ๒๔๕-๒๔๘ ตท.๑๓ : ๒๐๙-๒๑๑
ตอ. MLS. II : ๑๖๕-๑๖๖



ประเพณีสงกรานต์ไปไหน ทำอะไรกันมาบ้างครับ...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 17, 2012, 10:52:12 AM
สาธุครับพี่ต่าย อ่านแล้วจับใจดีจริงๆ สำหรับธรรมะข้อนี้

ผมกลับบ้านที่อุบล ครับ ไปทำบุญที่วัดสาขา ของวัดหนองป่าพง มาครับ

ร่วมซื้อที่ดินถวายแก่วัด เพื่อช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตามแต่จะสมควร

ผมขอนำบุญที่พึงตั้งใจไว้ดีแล้วในสามกาล (ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ ) นำมาแบ่งให้กับพี่ๆ น้องๆ ในเว็บด้วยนะครับผม

แล้วพี่ต่ายไปไหนมาครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 18, 2012, 12:59:00 AM

อนุโมทนาครับน้องกอล์ฟ ผมไปรับผู้ใหญ่มาที่บ้านรดน้ำดำหัว ขอพรท่านครับ...แล้วกลับไปส่งท่านที่ต่างจังหวัดครับ...

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: magicmo ที่ เมษายน 21, 2012, 04:19:44 PM
 ;D ;D  แวะมาอ่านครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 30, 2012, 08:35:42 PM


ทำงานยาวครับ...ถึงกลางเดือน พ.ค. ไม่ค่อยมีเวลาเลยครับผม

แล้วพบกันนะครับ...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 29, 2012, 02:04:23 AM

หลังจากพักยาวและหลบไปต่างประเทศ กลับมาถนนแถวหมู่บ้านมีพายุ

พัดเสาไฟฟ้าโค่น 20 ต้น เราเพิ่งกลับมาก็งง...รถติดอะไร...

หลังบ้าน ในทุ่งนาต้นมะม่งโค่นไปสองต้น

แต่ที่บ้านผมยังปกติดี...รอดไป  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มิถุนายน 06, 2012, 11:44:17 AM
สาธุ๊ ๆ ๆ  ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 07, 2012, 12:14:34 AM


มีอะไรมาฝากเพื่อนธรรมหรือปฏิบัติก้าวหน้าอย่างไรบ้างครับท่าน เล่าสู่กันฟังบ้างครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 13, 2012, 08:00:46 AM
ในวันเสาร์ 19 พ.ค. 55 หลวงปู่ท่อนเทศน์ (ทำบุญผ้าป่า) ที่ รพ.วิชัยยุทธ ชั้น 20 เวลา 5:00 p.m.

นำพาบุญมาให้เพื่อนๆกัลยาณมิตร ร่วมอนุโมทนาบุญกันครับ...ผมและครอบครัวได้มีโอกาสไปฟังธรรมจากหลวงปู่ท่อน และได้ร่วมกันถวายปัจจัยดังนี้
1.สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
2.มูลนิธิสงฆ์อาพาธ รพ.วิชัยยุทธ
3.ผ้าป่าถวายวัดศรีอภัยวัน
4.ผ้าป่าถวายวัดศรีรัตนา(วัดสาขา)
หลวงปู่พูดว่า "รับบุญกันเละเลย" ก็ทำเอาเหล่าลูกศิษย์ลูกหาพลอยได้ปิติยิ้มแย้ม แจ่มใสกันทั้งห้องประชุม คนเต็มห้องประชุมจนล้นออกมาด้านนอกประมาณ 1000 กว่าคน ให้ทุกท่านได้อิ่มในบุญกันไปด้วยครับ ยอดเงินบริจาคทั้งหมดวันนั้นทั้งหมดโดยประมาณ 270,000 บาทครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: magicmo ที่ มิถุนายน 18, 2012, 01:57:34 PM
ขอบใจจร้า ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 23, 2012, 12:17:05 AM

เห็นน่าสนใจดีเลยนำมาฝากกันครับ

ที่มาของคำว่า " สาธุ "

คำว่า "สาธุ" มีความหมายเป็น ๒ นัย คือ พระสงฆ์เปล่งวาจาว่า "สาธุ" จะหมายความว่า "เพื่อยืนยันหรือรองรับการทำสังฆกรรมนั้นๆ ว่าถูกต้องเหมาะสม หรือเพื่อลงมติว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอ ซึ่งเป็นกิริยาที่พระสงฆ์ใช้แทนการยกมือแบบคฤหัสถ์ในเวลาลงมติ"

ในขณะที่คำกล่าว "สาธุ" หากเปล่งออกมาจากฆารวาส จะเป็นคำอนุโมทนาแสดงความชื่นชมยินดีในบุญกุศล หรือความดีที่คนอื่นทำ โดยประนมมือยกขึ้นเสมอศีรษะพร้อมเปล่งวาจาว่า สาธุ นอกจากนี้แล้วยังใช้ในความหมายของคำว่า ไหว้ อีกด้วย เช่น บอกให้เด็กๆ แสดงความเคารพพระหรือผู้ใหญ่ ทั้งนี้จะลดเหลือคำว่า "ธุ" ก็มี

การที่ชาวพุทธฟังธรรมจากพระภิกษุ แล้วกล่าวสาธุการเมื่อพระเทศน์จบ หรือการถวายทาน หรือเมื่อพระให้ศีล ญาติโยมสาธุชนจะใช้คำว่า "สาธุ" นั้นมีประวัติความเป็นมาดังมีเรื่องย่อว่า

มีชายคนหนึ่ง อยู่ในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ได้ฟังพระแสดงธรรมเทศนาแล้วเห็นโทษในการครองเรือนมีความปรารถนาจะขอบวชเพื่อแสวงหาความสงบในสมณธรรม จึงลาจากภรรยาไปบวช ได้ตั้งใจพากเพียรในสมณธรรมตามที่ปรารถนาไว้ตลอดมา
ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงพบหญิงผู้เป็นภรรยาของชายคนนั้น และเมื่อทรงได้ทราบเหตุความเป็นมาทั้งหมดจึงเกิดสมเพชในนางผู้เป็นภรรยา รับสั่งให้นำหญิงนั้นมาเลี้ยงไว้ในพระราชวัง ตั้งเป็นท้าวนางกำนัล
อยู่มาวันหนึ่ง ราชบุรุษนำดอกนิลุบลบัวเขียวมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศลกำมือหนึ่ง พระองค์จึงประทานแก่ท้าวนางคนละดอก ฝ่ายสตรีที่เป็นภรรยาของชายที่ไปบวชนั้น เมื่อไปรับพระราชทานก็ยิ้มแสดงความยินดีดุจนางอื่น ๆ แต่พอดมกล่นนิลุบลแล้ว นางกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จึงร้องไห้ พระเจ้าปเสนทิโกศลสงสัยพระทัย จึงตรัสถามว่า เหตุใดนางจึงยิ้มแล้วร้องไห้ นางจึงกราบทูลว่า ที่นางยิ้มเพราะดีใจที่ทรงพระกรุณาประทานดอกบัวให้ แต่พอดมดอกบัวแล้วหอมเหมือนกลิ่นปากสามีที่ไปบวช นางคิดถึงความหลังจึงร้องไห้
พระเจ้าปเสนทิโกศลต้องการพิสูจน์วาจาของนาง จึงโปรดให้ประดับวังด้วยของหอมทั้งปวงเว้นแต่บัวนิลุบล แล้วอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหล่าภิกษุสงฆ์ให้มาฉันภัตตาหารในพระราชฐาน แล้วมีพระราชดำรัสถามหญิงนั้นว่า พระมหาเถระองค์ไหนที่นางอ้างว่าเป็นสามี หญิงนั้นก็ชี้ไปที่พระมหาเถระ เมื่อเสร็จภัตตกิจแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลอารธนาให้พระพุทธเจ้า และภิกษุองค์อื่น ๆ กลับวัดไปก่อน เว้นพระมหาเถระขอให้อยู่เพื่อกล่าวอนุโมทนา เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จกลับไปแล้ว พระมหาเถระจึงกล่าวอนุโมทนาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะและมีกลิ่นหอมฟุ้งออกจากปากพระเถระรูปนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ กลบเสียซึ่งกลิ่นดอกไม้ของหอมทั้งปวง กลิ่นปากของพระมหาเถระหอมฟุ้งไปทั่วพระราชวัง ดังกลิ่นการบูรและพิมเสนผสมกฤษณา หอมยิ่งกว่าดอกบัวนิลุบล ปรากฏการณ์นี้ปรากฏแก่ชนทั้งหลายในพระราชวัง ส่วนองค์มหากษัตริย์เมื่อเห็นจริงดังหญิงนั้นกราบทูล ก็ทรงโสมนัสน้อมนมัสการ ฝ่ายพระมหาเถระเสร็จสิ้นการอนุโมทนาแล้ว ก็กลับไปสู่วิหาร
ครั้นพอรุ่งเช้าพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสด็จไปสู่พระวิหาร ถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลถามว่า "เหตุใดปากของพระมหาเถระจึงหอมนักหนาท่านได้สร้างกุศลใดมา"
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า "เพราะบุพพชาติปางก่อน ภิกษุรูปนี้ได้ฟังพระสัทธรรมไพเราะจับใจ เต็มตื้นด้วยปีติยินดี จึงออกวาจาว่า "สาธุ" เท่านั้น อานิสงส์แห่งการฟังพระสัทธรรมให้ผลจึงได้มีกลิ่นปากหอมดังนี้"
ปัจจุบันนี้ทั้งผู้ฟังธรรม และผู้รับศีลออกจะละเลยคำว่า "สาธุ" ต่างพากันนั่งเฉย ๆ ทั่วไป หน้าที่ผู้เป็นชาวพุทธ และครูบาอาจารย์จะได้แนะนำความเป็นมาเรื่อง "สาธุ" ไปเล่าสู่ลูกศิษย์และบุตรหลานของตนเพื่อนำวัฒนธรรมอังดีงามดั้งเดิมของเรากลับคืนมา
คำว่า "สาธุ" ในภาษาไทยก็แปลว่า ดีแล้ว เห็นชอบแล้ว เท่ากับเป็นการทำบุญข้อหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ มีอยู่ข้อหนึ่งในจำนวน ๑๐ ข้อคือ ปัตตานุโมทนามัย แปลว่าบุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ดังนี้

วันหนึ่ง ๆ ได้คิดดี ได้พูดดี ได้ทำดี "สาธุ" ให้ตัวเองและให้คนอื่นได้สาธุในการคิด การพูด การกระทำ ของเราเท่ากับได้ทำชีวิตนี้ให้มีกำไรมหาศาล จะได้ชื่อว่า ได้อยู่ในโลกใบนี้มีแต่ความหอม

source: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=box-x&month=14-11-2007&group=5&gblog=8



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 04:54:18 AM

ศีล สมาธิ ปัญญา   มาพิจารณาเรื่องสัมมาสมาธิกันครับ

สัมมาสมาธิ


พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี


ให้เราเข้าใจในการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าของเรา ทั้งปฏิปทาก็ตาม ทั้งอุบายแนะนำพร่ำสอน สาวกทั้งหลายก็ตาม ให้เอาตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านสอนข้อปฏิบัติ เป็นอุบายให้เราละถอนทิฏฐิมานะ ไม่ใช่ว่าท่านปฏิบัติให้ เมื่อเลิกจากการฟังแล้ว เราต้องมาสอนตัวเอง มาปฏิบัติตัวเอง ผลมันเกิดขึ้นตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นตรงที่ท่านสอน ที่ท่านสอนเรานั้น เราเพียงแต่เข้าใจ แต่ว่าธรรมะนั้นยังไม่มีในใจ เพราะอะไร เพราะเรายังไม่ได้ปฏิบัติ คือยังไม่ได้สั่งสอนตัวเรา พูดตรงๆ แล้วก็คือ ธรรมะนี้ เกิดที่การกระทำ จะรู้ก็อยู่ตรงที่การกระทำ จะสงสัยก็อยู่ตรงที่การกระทำ ธรรมที่เราฟังจากครูบาอาจารย์ก็จริงอยู่ แต่ว่าการฟังนั้น ไม่สามารถที่จะให้เราบรรลุธรรมะได้ เป็นแต่เหตุให้รู้จักการปฏิบัติ ให้บรรลุธรรม การจะให้เราบรรลุธรรมนั้น เราก็ต้องเอาคำสอนของท่านมาทำขึ้นในใจของเรา ส่วนที่เป็นทางกาย ก็เอาให้กาย ส่วนที่เป็นทางวาจา ก็เอาให้วาจา ส่วนที่เป็นทางใจก็เอาให้ใจปฏิบัติ หมายความว่า ท่านสอนเราแล้ว เราก็กลับมาสอนตัวเราอีก ให้เป็นธรรมะ ให้รู้ธรรมตามทำนองนั้น


บุคคลที่เชื่อคนอื่น พระพุทธเจ้าของเราไม่ตรัสสรรเสริญ ว่าบุคคลนั้นเป็นปราชญ์ คนที่เป็นปราชญ์นั้น ก็คือคนที่ปฏิบัติธรรมะให้เป็นธรรมะ จนเชื่อตัวของตัว ไม่ต้องเชื่อคนอื่น ในคราวหนึ่งครั้งพุทธกาล พระสารีบุตร และสาวกหลายรูป นั่งฟังธรรมด้วยความเคารพ ต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ท่านก็อธิบายธรรมะให้ความเข้าใจไป แล้วที่สุด ท่านก็ย้อนถาม พระสารีบุตรว่า “ท่านสารีบุตรเชื่อแล้วหรือยัง” พระสารีบุตรตอบว่า “ข้าพระองค์ยังไม่เชื่อ” นี่เป็นตัวอย่าง แต่ว่าท่านรับฟัง คำที่ว่าท่านยังไม่เชื่อนั้น มิใช่ว่าท่านประมาท ท่านพูดความจริง ออกมา ท่านรับฟังเฉยๆ คือปัญญายังไม่เกิด ท่านจึงตอบพระพุทธองค์ว่า ยังไม่เชื่อ ก็เพราะว่ายังไม่เชื่อจริงๆ คำพูดนี้คล้ายๆ กับประมาท แต่ความจริงท่านมิได้ประมาทเลย ท่านพูดตามความจริงใจว่า ท่านยังไม่เชื่อ พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญ “เออ สารีบุตรดีแล้ว นักปราชญ์ไม่ควรเชื่อง่ายๆ ควรไตร่ตรองพิจารณาแล้วจึงเชื่อ”


คำที่ว่าเชื่อตนเองนั้น ก็มีหลายอย่าง มีหลายลักษณะ ลักษณะอันหนึ่ง มีเหตุผลที่ถูกต้อง ตามสัจจธรรมแล้ว ลักษณะอีกอันหนึ่ง มีเหตุผลที่ไม่ถูกต้องตามสัจจธรรม ลักษณะอันนี้ ประมาทเลย เป็นความเข้าใจที่ประมาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อใคร ยกตัวอย่างเช่น ทีฆนขะพราหมณ์ พราหมณ์คนนี้เชื่อตนเองมาก ไม่เชื่อคนอื่น เมื่อพระพุทธเจ้า กับพระสารีบุตร ลงมาจากดอยคิชฌกูฏ นั่งพักอยู่ ทีฆนขะพราหมณ์ก็เข้าไปเรียนถามพระพุทธเจ้า ให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง หรือจะว่า ไปแสดงธรรมให้พระพุทธเจ้าฟังก็ได้ คือไปอวดรู้อวดความเห็นของตัวเอง “ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าทุกอย่างไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ความเห็นเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ฟังทิฏฐิของทีฆนขะพราหมณ์อยู่ ท่านก็เลยตอบว่า “พราหมณ์ ความเห็นอย่างนี้ ก็ไม่ควรแก่พราหมณ์เหมือนกัน” พอพระพุทธเจ้าตอบสวนมา พราหมณ์ก็สะดุดใจ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร พระพุทธเจ้าจึงยกอุบายหลายอย่าง ขึ้นให้พราหมณ์เข้าใจ พราหมณ์ก็เลยหยุด พิจารณา จึงได้เข้าใจว่า “เออ....ความเห็นของเรานี้มันไม่ถูก” เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบปัญหา เช่นนั้น พราหมณ์ก็ลดทิฏฐิมานะลง พิจารณาเดี๋ยวนั้น เห็นเดี๋ยวนั้น พลิกเดี๋ยวนั้นเลย เปลี่ยนหน้ามือ เป็นหลังมือในเวลานั้น ได้สรรเสริญธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า “เมื่อได้รับธรรมะของพระผู้มีพระภาคแล้ว จิตใจของข้าพระองค์ มีความแจ่มแจ้ง ใสสว่างเหมือนอยู่ในที่มืด มีคนมาทำไฟให้สว่างฉันนั้น หรือเหมือนกะละมังที่มันคว่ำอยู่ มีคนมาช่วยหงายกะละมังขึ้น หรือเปรียบประหนึ่งว่าหลงทาง ไม่รู้จักทาง ก็มีคนมาชี้ทางให้ฉันนั้น”


อันนี้ความรู้ได้เกิดขึ้นที่จิตเดี๋ยวนั้น ที่จิตที่มันเปลี่ยนกลับเดี๋ยวนั้น ความเห็นผิดหายไป ความเห็นถูกก็เข้ามา ความมืดก็หายไป ความสว่างก็เกิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า ทีฆนขะพราหมณ์นี้เป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะว่าในสมัยก่อน ทีฆขนะพราหมณ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเห็นของตัวเอง และไม่รู้สึกว่าจะพยายาม เปลี่ยนแปลงความเห็น เช่นนั้นด้วย เมื่อได้รับธรรมะของพระพุทธเจ้า จิตของท่าน ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ความยึดมั่น ถือมั่น ในความเห็นของตนนั้นผิดไป เมื่อความรู้ที่ถูกเกิดขึ้น ก็เห็นความรู้ที่มีก่อนนั้นว่ามันผิด ท่านจึงเปรียบเทียบอยู่ในที่มืด มีคนมาทำไฟให้สว่าง อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ในเวลานั้น ทีฆนขะพราหมณ์ก็หลุดไปจากมิจฉาทิฏฐิที่ยึดถือไว้เช่นนั้น


คนเราก็ต้องเปลี่ยนอย่างนี้ ปฏิบัติต้องเปลี่ยน ต้องเห็นเช่นนี้จึงจะละมันไปได้ เรามาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ก่อนเราปฏิบัติไม่ดีไม่ชอบ แต่ก็เห็นว่ามันดีมันชอบอยู่นั่นเอง เราจึงทิ้งมันไม่ได้ เมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติพิจารณาแล้ว เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือ คือผู้รู้ธรรมะหรือปัญญาเกิดขึ้นที่จิตนั้น คงมีความสามารถเปลี่ยนความเห็น เพราะความรู้อันนั้น ตามรักษาจิต ฉันนั้น นักประพฤติปฏิบัตินี้ จึงสร้างความรู้สึกที่เรียกกันว่า 'พุทโธ' คือผู้รู้ อันนี้ให้เกิดขึ้นที่จิต แต่ก่อนผู้รู้ยังไม่เกิดขึ้นที่จิต รู้แต่ไม่แจ้ง รู้แต่ไม่จริง รู้แต่ไม่ถึง ความรู้อันนั้น จึงอ่อนความสามารถ ไม่มีความสามารถที่จะสอนจิตของเราได้ ในเวลานั้น จิตนั้นได้กลับ เปลี่ยนออกมา เพราะความรู้อันนี้เรียกว่าปัญญาหรือญาณ รู้ยิ่งกว่ารู้มาแต่ก่อน ผู้รู้แต่ก่อนนั้น รู้ไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีความสามารถแนะนำจิตของเราให้ถึงที่สุดได้


ฉะนั้นพระพุทธเจ้าของเราจึงให้น้อมเข้ามาเป็นโอปนยิโก น้อมเข้า อย่าน้อมออกไป หรือน้อมออกไปแล้ว ให้น้อมเข้ามาดูเหตุผล ให้หาเหตุหาผลที่ถูกต้องทุกอย่าง เพราะว่า ของภายนอก และของภายในนั้น มันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน อยู่เสมอ ดังนั้นการปฏิบัตินี้ คือการมาสร้างความรู้อันหนึ่ง ให้มีกำลังมากกว่า ความรู้ที่มีอยู่แล้ว คือทำปัญญาให้เกิดขึ้นที่จิต ทำญาณให้เกิดขึ้นที่จิต จนมีความสามารถที่จะหยั่งรู้กิริยาจิต ภาษาจิต รู้อุบายของกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นมาในจิตนั้น


พระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านก็ตัดสินใจของท่าน ยังไม่ได้เหมือนกัน เมื่อท่านออกบวชใหม่ๆ ก็แสวงหาโมกขธรรม ดูอะไรท่านก็ดูทุกอย่างให้มีปัญญา แสวงหาครูบาอาจารย์ อุทกดาบสอย่างนี้ ท่านก็ไป เข้าไปปฏิบัติดู ยังไม่เคยนั่งสมาธิ ท่านก็ไปนั่ง นั่งสมาธิขาขวาทับขาซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง หลับตา อะไรๆ ก็ปล่อยวางไปหมด จนสามารถ บรรลุฌานสมาบัติชั้นสูง แต่เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว ความคิดมันก็โผล่ขึ้นมาอีก เมื่อมันโผล่ขึ้นมาแล้ว จิตก็เข้าไปยึดมั่น ถือมั่น ในที่นั้น ท่านก็รู้ว่า เออ...อันนี้ปัญญาของเรายังไม่รู้ ยังไม่แจ่มแจ้ง ยังไม่เข้าถึง ยังไม่จบ ยังเหลืออยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านก็ได้ความรู้เหมือนกัน ตรงนี้ไม่จบ ท่านก็ออกไปใหม่ แสวงหาครูบา อาจารย์ใหม่ เมื่อออกจากครูบาอาจารย์องค์นี้ท่านก็ไม่ดูถูกดูหมิ่น ท่านทำเหมือนกัน กับแมลงภู่ ที่เอาน้ำหวาน ในเกสรดอกไม้ ไม่ให้ดอกไม้ช้ำ แล้วไปพบอาฬารดาบส ก็เรียนอีก ความรู้สูงกว่าเก่า เป็นสมาบัติอีกขั้นหนึ่ง เมื่อออกจากสมาบัติแล้ว พิมพา ราหุล ก็โผล่ขึ้นมาอีก เรื่องราวต่างๆ ก็เกิดขึ้นมา ยังมีความกำหนัดรักใคร่อยู่ ท่านก็เห็นในจิตของท่านว่า อันนี้ก็ไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน ท่านก็เลิกลา อาจารย์องค์นี้ไป แต่ยอมรับฟังและพยายามทำไปจนสุดวิสัยของท่าน ท่านตรวจดูผลงาน ของท่านตลอดกาล ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าท่านทำแล้วก็ทิ้งไป ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านติดตามผลงานของท่านตลอดเวลาทีเดียว


แม้กระทั่งการทรมาน เมื่อทรมานเสร็จ ก็เห็นว่าการทรมาน อดข้าวอดปลา ทรมาน ให้ร่าง ซูบซีดนี้ มันเป็นเรื่องของกาย กายมันไม่รู้เรื่องอะไร คล้ายๆ กับว่า ไปตามฆ่าคน ที่ไม่ได้เป็นโจร คนที่เป็นโจรนั้น ไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้เป็นโจร เข้าใจว่าเขาเป็นโจร เลยไปตะคอกใส่ พวกนั้น ไปคุมขังแต่พวกนั้น ไปเบียดเบียนแต่พวกนั้นเรื่อย เป็นไปในทำนองนี้ เมื่อท่าน พิจารณาแล้ว ก็เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องของกาย มันเป็นเรื่องของจิต อัตตกิลมถานุโยโค นี้พระพุทธเจ้าผ่านแล้ว รู้แล้ว จึงเข้าใจว่า อันนี้เป็นเรื่องกาย ความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ทางจิต เรื่องกายก็ดี เรื่องจิตก็ดี ดูแล้วก็ให้รวมเป็นเรื่องอนิจจัง เป็นเรื่องทุกขัง เป็นเรื่องอนัตตา มันเป็นแต่เพียง ธรรมชาติอันหนึ่ง มีปัจจัยให้เกิดขึ้นมา แล้วมันก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็สลายไป มีเหตุมีปัจจัย ก็เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้ว มันก็สลายไปอีก ที่มันเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่มีอะไร เป็นแต่เพียง ความรู้สึกเท่านั้น สุขก็ไม่มีตัวตน ทุกข์ก็ไม่มีตัวตน เมื่อค้นคว้า หาตัวตนจริงๆ แล้วไม่มี มีเพียงธรรมชาติอันหนึ่ง เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้ว ก็ดับไป มันหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่านั้น




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 04:55:28 AM

มนุษย์สัตว์ทั้งหลายนั้น ก็มักเข้าใจว่า การเกิดขึ้นนั้น เป็นเรา การตั้งอยู่ เป็นเรา การดับไปนั้น เป็นเรา ก็ไปยึดสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างอื่น เช่นว่าเกิดแล้ว ไม่อยากให้สลายไป สุขแล้ว ไม่อยากให้ทุกข์ ทุกข์ไม่อยากให้เกิด ถ้าทุกข์เกิดแล้ว อยากให้ดับเร็วๆ หรือไม่ให้เกิดเลย ดีมาก อย่างนี้ นี่ก็เพราะเห็นว่า รูปนามนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา จึงมีความปรารถนา อยากจะให้รูปนาม เป็นอย่างนั้น ถ้าความเห็นเป็นอย่างนี้ มันก็คล้ายๆ กับว่า สร้างทำนบ สร้างเขื่อน ไม่มีทางระบายน้ำ โทษมันก็คือ เขื่อนมันจะพังเท่านั้นเอง เพราะไม่มีทางระบาย อันนี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น นี่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า เมื่อความคิดความเห็น เป็นเช่นนี้ อันนี้แหละ เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด เมื่อคิดเช่นนั้น เข้าใจเช่นนั้น ทุกข์มันก็เกิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ท่านเห็นเหตุอันนี้ ท่านจึงสละ นี้คือสมุทัยสัจ ทุกขสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ มันติดอยู่ตรงนี้เท่านั้น คนจะหมดสงสัย ก็จะหมดที่ตรงนี้ เมื่อเห็นว่าอันนี้มันเป็นรูป นาม หรือ กายกับใจ พิจารณาแล้ว ที่มันเกิดมาแล้ว ก็ให้เข้าใจว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันเป็นไปตามธรรมชาติ ตั้งอยู่อย่างนั้น ที่เรามาปฏิบัติ ให้รู้ตามสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ว่า มันเป็นอย่างนั้น เราไม่มีอำนาจไปบริหารการงานที่นั้น เราจะไปเจ้ากี้เจ้าการ ไปแต่งไปตั้งอะไร ตรงนั้นไม่ได้ มันจะเป็นทุกข์ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของ เราจะเข้าใจว่า เราเป็นเขาไม่ได้ ทั้งกายและจิต ถ้าเรารู้อันนี้ ตามเป็นจริงแล้ว มันก็มีอยู่ แล้วก็เห็นอยู่ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เหมือนกับ ก้อนเหล็ก แดงๆ ก้อนหนึ่ง ที่เขาเอาไปเผาไฟแล้ว มันร้อนอยู่ทั้งหมดนั่นแหละ จะเอามือไปแตะข้างบน มันก็ร้อน ไปแตะข้างล่างก็ร้อน ไปแตะข้างๆ มันก็ร้อน ไปแตะค่อนทางนี้ ทางโน้นก็ร้อน เพราะอันนั้นมันร้อน ให้เราเข้าใจอย่างนั้น โดยมากปกติของเรานะ เมื่อเรามาปฏิบัติ มันก็อยากมี อยากเป็น อยากรู้ อยากเห็น แต่ว่าไม่รู้จะไป เป็นอะไร ไม่รู้ว่าจะไป เห็นอะไร อาตมาเคยเห็น ลูกศิษย์คนหนึ่ง มาปฏิบัติกับอาตมา ครั้งแรกมาปฏิบัติ จิตมันวุ่นวาย เมื่อมันวุ่นวาย ก็เกิดความสงสัยไม่หยุด เหมือนกัน แล้วทำไปสอนไปเรื่อยๆ ให้มันสงบ เมื่อจิตสงบแล้ว ก็ยังหลงอยู่อีกว่า “จะทำให้เป็นอย่างไรต่อไปอีก” แน่ะ!.วุ่นวายเข้าอีกแล้ว เขาชอบความสงบ ป่านนี้มันทำจิตให้สงบแล้ว แต่ก็ไม่เอาอีก ถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป


ฉะนั้นการปฏิบัติทุกอย่างนี้ พวกเราทั้งหลายต้องทำด้วยการปล่อยวาง การปล่อยวางนั้น มันจะปล่อยวางได้อย่างไร คือเกิดความรู้เท่ามันเสีย ให้เรารู้ว่าลักษณะของจิตมันเป็นอย่างนี้ ลักษณะของกายมันเป็นอย่างนี้ เรานั่งเพื่อความสงบ แต่ว่านั่งเข้าไปแล้วมันเห็นความไม่สงบ คืออาการของจิตมันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง พอเราตั้งจิตกับลมหายใจของเราที่ปลายจมูกหรือริมฝีปาก เราจะทำสมาธิ เราก็ยกความรู้ขึ้นมาตั้งตรงนี้ไว้ เมื่อยกขึ้นมาตั้งเรียกว่าเป็นวิตก คือยกไว้เมื่อยกเป็นวิตก กำหนดอยู่ที่นี่เป็นวิจาร คือการวิจัยที่ปลายจมูกหรือที่ลมนี้ไปเรื่อยๆ วิจารนี้มันจะคลุกคลีกับอารมณ์ของเรานั้น อารมณ์อะไรก็ช่างมันเถอะ มันก็ต้องพิจารณาเรื่องที่มันเกิดขึ้นมา คลุกคลีกับอารมณ์เรื่อยๆ ไปเป็นธรรมดาของมัน เราก็คิดว่าจิตมันไม่นิ่ง ไม่อยู่เสียแล้ว ความเป็นจริงอันนั้นมันเป็นวิจาร มันต้องคลุกคลีไปกับอารมณ์นั้น ทีนี้เมื่อมันถลำมากไปในทางที่ไม่ดี มันจะดึงความรู้สึกของจิตออกห่างไปมาก เมื่อเรามีสติอีกก็ตั้งใจขึ้นใหม่ ยกขึ้นมาตั้งตรงนี้อีก เรียกว่าวิตก เมื่อเราตั้งขึ้นสักประเดี๋ยวหนึ่งมันก็เกิดวิจารพิจารณาคลุกคลีไปกับอารมณ์เรื่อยไป แต่เมื่อเราเห็นอาการเป็นเช่นนี้ ความไม่รู้ของเราก็เกิดขึ้นมาว่า มันไปทำไม เราอยากให้มันสงบ ทำไมมันไม่สงบ นี่เราทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นของเรา


ความเป็นจริงอาการของจิตมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่เราไปเพิ่มว่าอยากให้มันนิ่ง ทำไมมันไม่นิ่ง เกิดความไม่พอใจ เลยเอาไปทับกันเข้าไปอีกทีหนึ่ง ก็ยิ่งเพิ่มความสงสัย เพิ่มความทุกข์ เพิ่มความวุ่นวายขึ้นมาอีกตรงนั้น ความเป็นจริงถ้าหากมันมีวิจารคิดไปตามเรื่องตามราวกับอารมณ์เรื่อยๆ ไปอย่างนั้น ถ้าเรามีปัญญาเราก็ควรคิดว่า เออ..เรื่องจิตมันเป็นอย่างนี้เอง นั่นผู้รู้บอกอยู่ตรงนั้น บอกให้รู้ตามความจริง เรื่องจิตมันเป็นของมันอยู่แล้วอย่างนี้ มันก็สงบลงไปเมื่อไม่สงบเราก็ยกเป็นวิตกขึ้นมาตั้งใหม่ ได้พักหนึ่งแล้วมันก็สงบ อีกหน่อยมันก็เกิดวิจารอีก วิตกวิจารมันเป็นอยู่อย่างนี้ วิจารไปตามอารมณ์ เมื่อวิจารไปมันก็จางไปๆ เราก็ยกขึ้นมาอีกอยู่อย่างนี้ คือการกระทำความเพียรของเรา การกระทำในเวลานี้ต้องทำโดยการปล่อยวาง เห็นการวิจารไปกับอารมณ์ อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมานั้น ไม่ใช่ว่าจิตเราวุ่น แต่เราไปคิดผิดเท่านั้น ว่าเราไม่อยากให้มันเป็น ตรงนี้เป็นเหตุขึ้นมาแล้วก็ไม่สบาย ก็เพราะเราอยากให้มันสงบเท่านั้น ตรงนี้เป็นเหตุคือความเห็นผิด ถ้าเรามาเปลี่ยนความเห็นสักนิดว่าอาการของจิตมันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ เท่านี้มันก็ลดลงแล้ว นี้เรียกว่าการปล่อยวาง


ทีนี้ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่น คือทำด้วยการปล่อยวาง ปล่อยอยู่ในการกระทำ กระทำอยู่ในการปล่อย อย่างนี้ ให้มันเป็นลักษณะอย่างนี้ อยู่ในใจของเรา เรื่องวิจารนั้นมันก็ไม่มีอะไร ถ้าจิตเราหยุดวุ่นวายเช่นนั้น เรื่องวิจารนั้นมันจะเป็นเรื่องซอกค้นหาธรรมะ ถ้าเราไม่ซอกค้นหาธรรมะมันจะไปเกิดวุ่นวายอยู่ตรงนั้น ความเป็นจริงวิตกแล้วก็วิจาร วิตกแล้วก็วิจาร วิจารมันค่อยๆ ละเอียดไปเรื่อยๆ ทีแรกมันก็วิจารประปรายทั่วๆ ไป พอเรารู้ว่าอาการของจิตมันก็เป็นอย่างนั้นมันไม่ทำอะไรให้ใครทั้งนั้น มันเป็นที่เราไปยึดมั่นถือมั่น อย่างน้ำมันไหล มันก็ไหลของมันไปอยู่อย่างนั้น ถ้าเราไปยึดมั่นว่าไหลไปทำไมเกิดทุกข์แล้ว ถ้าเราเข้าใจว่าน้ำก็ไหลไปตามเรื่องของมัน มันก็ไม่มีทุกข์แล้ว เรื่องวิจารนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น วิตกแล้วก็วิจาร วิตกแล้วก็วิจาร คลุกคลีกับอารมณ์ แล้วเอาอารมณ์นั้นมาทำกรรมฐานให้จิตสงบ เอาอารมณ์นั้นมากำหนด วิจารนี้ก็ทำนองเดียวกับอารมณ์นั้น


ถ้ามันรู้เรื่องของจิตอย่างนี้ มันก็ปล่อยวางนะ เหมือนกับปล่อยน้ำให้มันไหลไป เรื่องวิจารนั้นก็ละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป มันจะหยิบเอาสังขารขึ้นมาวิจารก็ได้ เอาความตายมาวิจารก็ได้ เอาธรรมะอันใดมาวิจารก็ได้ ถูกจริตขึ้นเมื่อใด มันก็เกิดความอิ่มขึ้นมา ความอิ่มคืออะไร คือปีติ เกิดปีติความอิ่มใจขึ้นมา ความขนพองสยองเกล้าซู่ซ่าขึ้นมา หรือตัวเบา ใจมันก็อิ่ม นี่เรียกว่าปีติ แล้วก็มีความสุขในที่นั้น ความสุขมันปะปนอยู่ที่นั้น ทั้งมีความสุขทั้งมีอารมณ์ผ่านอยู่ก็เป็นเอกัคคตารมณ์ แน่ะ เอกัคคตารมณ์ คืออารมณ์อันเดียว นี้ถ้าพูดไปตามขณะของจิตมันต้องเป็นอย่างนี้ วิตก วิจาร ปีติ สุขเอกัคคตา ถ้าขั้นที่สองไปเป็นอย่างไรล่ะ จิตมันละเอียดแล้ว วิตกวิจาร มันหยาบมันก็ล้นไปอีก มันก็ทิ้งวิตก วิจาร เหลือแต่ปีติ สุขเอกัคคตา อันนี้เรื่องจิตมันดำเนินการเอง เราไม่ต้องรู้อะไร ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ บัดนี้ปีติไม่มี เหลือแต่สุขกับเอกัคคตา เราก็รู้จักปีติไปไหน ไม่หนีไปที่ไหนหรอก จิตของเรามันละเอียดขึ้นไป ก็ทิ้งส่วนที่มันหยาบเท่านั้น ส่วนไหนมันหยาบ มันก็ทิ้งไป ทิ้งไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดแล้ว คือมันทิ้งๆ ไป เหลือเอกัคคตากับอุเบกขา มันก็ไม่มีอะไร มันจบอย่างนั้น


เมื่อจิตดำเนินการประพฤติปฏิบัติ มันจะต้องไปในรูปนี้ แต่ขอให้เรามีปัญญาเสียหน่อยหนึ่งว่า ที่เราทำครั้งแรกนี้นะเราต้องการให้จิตสงบ แต่จิตมันก็ไม่สงบ เราอยากให้มันสงบก็ไม่สงบ อันนี้คือเราทำด้วยความอยาก แต่เราไม่รู้จักว่าทำด้วยความอยาก คือเราอยากให้มันสงบ มันไม่สงบอยู่แล้ว เราก็ยิ่งอยากให้มันสงบ อยากนี้มันเป็นเหตุมิใช่อื่น อยากให้สงบนี้ เราไม่เข้าใจว่าเป็นตัณหา ก็เหมือนเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีก ยิ่งอยากขึ้นก็ยิ่งไม่สงบขึ้น แล้วก็เลิกกันเท่านั้นทะเลาะกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดหรอก นั่งทะเลาะกันคนเดียว นี้ก็เพราะอะไร เพราะเราไม่น้อมกลับมาว่าเราจะตั้งจิตอย่างไร ให้รู้สภาวะของมันว่าอาการของจิตมันก็เป็นของมันอย่างนั้น ถ้ามันเกิดมาแล้วเวลาใดก็พิจารณาว่าเรื่องมันเป็นอย่างนั้น เรื่องจิตนี้ลักษณะของจิตมันเป็นอย่างนี้ มันไม่ไปทำให้ใครหรอก ถ้าเราไม่เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นโทษ แต่ความเป็นจริงมันไม่มีโทษหรอก เห็นว่าลักษณะอันนั้นมันเป็นอย่างนั้นเท่านั้นแหละ


เราจะตั้งวิตก วิจาร วิตกวิจารมันก็ผ่อนลงมา ผ่อนลงมาเรื่อยๆ มันก็ไม่รุนแรง ที่มันมีอารมณ์มาเราก็วิจารไป คลุกคลีไปกับอารมณ์ มันจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอารมณ์นั่นเอง มิใช่อื่น อันนี้เราไปทะเลาะกันเสียก่อนแล้ว ก็เพราะเราตั้งใจเหลือเกินว่า เราอยากทำความสงบ เมื่อนั่งปุ๊บอารมณ์มากวน ยกขึ้นมาเท่านี้ก็ไม่อยู่แล้ว ก็พิจารณาออกไปตามอารมณ์เลย ก็นึกว่ามันมากวนเรา ความเป็นจริงมันเกิดจากที่นี่ เกิดจากความเห็นที่มันอยากๆ นี้แหละ ถ้าหากเราเห็นว่าเรื่องจิตนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ มันก็อาศัยการไปการมาอย่างนั้น ถ้าเราไม่เอาใจใส่มัน ถ้าเรารู้เรื่องของมันเสียแล้ว เหมือนกันกับเรารู้เรื่องของเด็กน้อย เด็กน้อยมันไม่รู้จักอะไร มันจะพูดกับเรา พูดกับแขก มันจะพูดอย่างไรก็พูดไปตามเรื่องของมัน ถ้าเราไม่รู้เรื่องของเด็ก เราก็โกรธก็เกลียดขึ้นมาอย่างนั้น ถ้าเรารู้เรื่องของเด็กแล้วเราก็ปล่อย เด็กมันก็พูดของมันไปอย่างนั้น เมื่อเราปล่อยอย่างนี้ความไปยึดในเด็กนั้นก็ไม่มี เราจะปรึกษากันกับแขก เราก็พูดไปตามสบาย เด็กมันก็คุยเล่นไปตามเรื่องของมัน เรื่องของจิตมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ ไม่มีพิษอะไรนอกจากเราไปหยิบมันขึ้นมา เลยไปยึดมัน ไปตะครุบมันเท่านั้นแหละมันก็เป็นเหตุขึ้นมาทีเดียว เมื่อปีติเกิดขึ้นมา เราจะมีความสุขใจบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ใครเข้าไปถึงตรงนั้นมันก็รู้จัก ความสุขเกิดขึ้นมา อาการอารมณ์อันเดียวมันก็เกิดขึ้นมา ก็มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สิ่งทั้ง ๕อย่างนี้มันรวมอยู่ที่อันเดียวกัน ถึงมันเป็นคนละลักษณะก็ตาม แต่ว่ามันรวมอยู่ที่อันเดียวกัน เราเห็นทั่วถึงกันไปหมด เหมือนกับผลไม้เอามารวมในกระจาดเดียวกัน มันเป็นคนละอย่างก็ช่างมัน เราจะเห็นทุกอย่างในกระจาดอันนั้น วิตกก็ดี วิจารก็ดี ปีติก็ดี สุขก็ดี เอกัคคตาก็ดี เราก็มองดูที่จิตตรงนั้น มันจะมีหมด ๕ อย่าง ก็มีลักษณะอันนั้นมันเป็นอย่างนั้น มีอยู่อย่างนั้น จะว่ามันวิตกอย่างไรวิจารอย่างไร ปีติอย่างไร สุขอย่างไร บอกไม่ถูก เมื่อมันรวมลง เรามองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเต็มในใจของเราอยู่


ตรงนี้มันก็แปลกแล้ว การทำภาวนาของเราก็แปลกแล้ว ต้องมีสติสัมปชัญญะ อย่าหลง ให้เข้าใจว่าอันนี้มันคืออะไร มันเป็นเรื่องขณะของจิต มันเป็นเรื่องวิสัยของจิตเท่านั้น อย่าไปสงสัยอะไรในเรื่องปฏิบัตินี้ มันจะจมลงในพื้นดินก็ช่าง มันจะไปบนอากาศก็ช่าง มันจะนั่งตายเดี๋ยวนี้ก็ช่างมันเถอะ อย่าไปสงสัยมัน เรื่องการปฏิบัตินี้ให้มองดูลึก ลักษณะจิตเรามันเป็นอย่างไร ให้อยู่กับความรู้อันนี้เท่านั้นทำไปอันนี้มันได้ฐานแล้ว มันมีสติสัมปชัญญะรู้ตัว ทั้งการยืน การเดินการนั่ง การนอน เมื่อเราเห็นอะไรเกิดขึ้นมาก็ให้มันไป เราอย่าไปติดอย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน เรื่องชอบใจ ไม่ชอบใจ เรื่องสุข เรื่องทุกข์เรื่องสงสัย ไม่สงสัย นั้นก็เรียกว่ามันวิจาร มันพิจารณา ตรวจตราดูผลงานของมัน อย่าไปชี้อันนั้นเป็นอันนี้ อย่าเลย ให้รู้เรื่อง เห็นสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับจิตนั้นก็สักแต่ว่าเป็นความรู้สึกเท่านั้นเอง เป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ก็ดับไป ก็เป็นไปเท่านั้น ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอันใดอันหนึ่งในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้


เมื่อเห็นรูปนามมันเป็นเช่นนี้ตามเรื่องของมันแล้ว ปัญญาเห็นเช่นนี้มันก็เห็นรอยเก่ามัน เห็นความไม่เที่ยงของจิต เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย เห็นความไม่เที่ยงของความสุข ความทุกข์ ความรักความโกรธ มันไม่เที่ยงทั้งนั้น จิตมันก็วูบแล้วก็เบื่อ เบื่อกายเบื่อจิต เบื่อสิ่งที่มันเกิดมันดับ ที่มันไม่แน่อย่างนี้เท่านั้นแหละ จะไปนั่งอยู่ที่ไหนมันก็เห็น เมื่อจิตมันเบื่อก็หาทางออกเท่านั้น มันหาทางออกจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ไม่อยากอยู่อย่างนี้ มันเห็นโทษในโลกนี้ เห็นโทษในชีวิตที่เกิดมาแล้ว เมื่อจิตเป็นเช่นนี้ เราไปนั่งอยู่ที่ไหน ก็เห็นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่มีที่จับต้องมันแล้ว จะไปนั่งอยู่โคนต้นไม้ก็ได้ฟังเทศน์พระพุทธเจ้า จะไปนั่งอยู่บนภูเขาก็ได้ฟังเทศน์พระพุทธเจ้า จะไปนั่งที่ราบก็ได้ฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเห็นต้นไม้ทุกต้นมันจะเป็นต้นเดียวกัน เห็นสัตว์ทุกชนิดมันเป็นสัตว์อย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรจะแปลกไปกว่านี้ มันเกิดแล้วมันก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็แปรไป ดับไปเหมือนกันทั้งนั้น


ฉะนั้นเราก็มองเห็นโทษนี้ได้ชัดขึ้น เห็นรูปนามอันนี้ได้ชัดขึ้นมันชัดขึ้นต่ออนิจจัง ชัดขึ้นต่อทุกขัง ชัดขึ้นต่ออนัตตา ถ้ามนุษย์ทั้งหลายเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเที่ยง มันจริงอย่างนั้น มันก็เกิดทุกข์ขึ้นมาทันที มันเกิดอย่างนี้ ถ้าเราเห็นรูปนามมันเป็นของมันอย่างนั้น มันก็ไม่เกิดทุกข์ เพราะไม่ไปยึดมั่นถือมั่น นั่งอยู่ที่ไหนก็มีปัญญา เห็นแม้ต้นไม้ก็เกิดปัญญาพิจารณา เห็นหญ้าทั้งหลายก็มีปัญญา เห็นแมลงต่างๆ ก็มีปัญญา รวมแล้วมันเข้าจุดเดียวกัน เป็นธรรมะ เป็นของไม่แน่นอนทั้งนั้น นี้คือความจริง นี้คือสัจจธรรม มันเป็นของเที่ยง มันเที่ยงอยู่ตรงไหน มันเที่ยงอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่แปรเป็นอย่างอื่นเท่านั้นละ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ถ้าเราเห็นเช่นนี้แล้ว มันก็จบทางที่จะต้องไป


ในทางพระพุทธศาสนานี้ เรื่องความเห็นนี้ ถ้าเห็นว่าเราโง่กว่าเขามันก็ไม่ถูก เห็นว่าเราเสมอเขา มันก็ไม่ถูก เห็นว่าเราดีกว่าเขามันก็ไม่ถูก เพราะมันไม่มีเรา นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ มันก็ถอนอัสมิมานะออก อันนี้ท่านเรียกว่าเป็นโลกวิทู รู้แจ้งตามเป็นจริง ถ้ามาเห็นจริงเช่นนั้น จิตมันก็รู้เนื้อรู้ตัว รู้ถึงที่สุด มันตัดเหตุแล้ว ไม่มีเหตุผลก็เกิดขึ้นไม่ได้ อันนี้พูดถึงข้อปฏิบัติ มันจะดำเนินการของมันไปอย่างนั้น


๑. ให้เป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ๒. ให้เป็นคนกลัว เป็นคนละอายต่อบาป ๓. มีลักษณะที่ถ่อมตัวในใจของเรา เป็นคนที่มักน้อย เป็นคนที่สันโดษ ถ้าคนมักน้อยในการพูดการอะไรทุกอย่าง มันก็เห็นตัวของตัวไม่เข้าไปวุ่นวาย รากฐานที่มีอยู่ในจิตนั้นก็ล้วนแต่ศีล สมาธิ ปัญญาเต็มอยู่ในจิต ไม่มีอะไรอื่น จิตในขณะนั้นก็เดินในศีล ในสมาธิ ในปัญญาโดยอาการเช่นนั้น ฉะนั้นนักปฏิบัติเรานั้นอย่าประมาท ถึงแม้ว่าถูกต้องแล้วก็อย่าประมาท ผิดแล้วก็อย่าประมาท ดีแล้วก็อย่าประมาท มีสุขแล้วก็อย่าประมาท ทุกอย่างท่านว่าอย่าประมาท ทำไมไม่ให้ประมาท เพราะอันนี้มันเป็นของไม่แน่ ให้จับมันไว้อย่างนี้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้ามีความสงบแล้วก็วางความสงบไว้ แหม มันอยากจะดีใจ แต่ดีก็ให้รู้เรื่องมัน ชั่วก็ให้รู้เรื่องมัน


ฉะนั้นการอบรมจิตนั้นเป็นเรื่องของตนเอง ครูบาอาจารย์บอกแต่วิธีที่อบรมจิต ก็เพราะจิตมันอยู่ที่เรา มันรู้จักหมดทุกอย่าง ไม่มีใครจะรู้เท่าถึงตัวเรา เรื่องปฏิบัติมันอาศัยความถูกต้องอย่างนี้ ให้ทำจริงๆ เถอะ อย่าไปทำไม่จริง คำว่าทำจริงๆ นั้นมันเหนื่อยไหม ไม่เหนื่อย เพราะทำทางจิต ประพฤติทางจิต ปฏิบัติทางจิต ถ้าเรามีสติอยู่ มีสัมปชัญญะอยู่ เรื่องที่ถูกที่ผิดมันก็ต้องรู้จัก ถ้ารู้จักเราก็รู้จักข้อปฏิบัติเท่านั้น ไม่จำเป็นมาก ดูข้อปฏิบัติทั้งหลายทุกสิ่งทุกส่วนแล้วก็ให้น้อมเข้ามาอย่างนั้นทุกคน เราทำประโยชน์ต้องทำให้สมบูรณ์


มันก็จวนค่อนพรรษาแล้ว ตามความจริงลักษณะของคนเรานั้นนานๆ ไปมันชอบอยากประมาทในข้อวัตรที่ตั้งไว้ไม่เสมอต้นเสมอปลายแสดงว่าปฏิปทาของเราไม่สมบูรณ์ อย่างที่เราตั้งใจไว้ก่อนพรรษา เราจะทำอะไรกันก็ต้องทำประโยชน์อันนั้นให้สมบูรณ์ ระยะสามเดือนนี้ให้มันตลอดต้นตลอดปลาย ต้องพยายามให้เป็นทุกๆ คน เราตั้งใจไว้ว่าเราจะปฏิบัติกันอย่างไรก่อนเข้าพรรษา ข้อวัตรเราต้องทำกันอย่างไร ตั้งใจอย่างไรให้ระลึกถึงว่า ถ้าหากมันย่อหย่อนก็ต้องกลับตัวปรับปรุงเรื่อยๆ เหมือนกับเราภาวนาทำอานาปานสติ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เมื่อมันเป็นไปตามอารมณ์ก็ยกขึ้นมาอีก ตั้งใหม่ อย่างนี้ก็เหมือนกัน ทางจิตของเรา ทางกายของเรา ก็เป็นอย่างนั้นต้องพยายาม


คัดลอกจาก เรื่องสัมมาสมาธิ รวมพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชาสุภัทโท ฉบับสัมมาสมาธิ ความสงบเป็นบ่อเกิดปัญญา



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 12, 2012, 10:57:16 PM

วันก่อนได้คุยกับเพื่อนกัลยาณมิตร แล้วเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์เลยนำมาให้อ่านพิจารณากันครับ...

เมื่อวานได้คุยกับ AVATAR ผมคุยไปก็อาศัยปัญญาฟังไป เกิดปัญญาเห็นตาม ครบทั้ง 3 ปัญญาเพื่อประโยชน์แก่สรรพชีวิต
ก็จะเริ่มจาก คนเราไม่สิ... ทุกๆสิ่งเลยก็ว่าได้
เมื่อมี ความปรารถนา ก็จะมุ่งไปวันพรุ่งนี้
... เมื่อมี ความยึดถือ ก็จะมีเมื่อวานนี้
จิตเมื่อ ปรารถนาก็ดี ยึดถือก็ดี จิตไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย
เมื่อปรารถนา จิตก็ไป ยึดถือเอานามรูปเหล่านั้น เมื่อยึดถือก็ครอบครอง สร้างภพ สร้างชาตะ
เป็นเหตุปัจจัยสืบเนื่องกันไป เป็นปฏิจจสมุปบาท ผมเข้าใจชัดเจนจากการสนทนาเมื่อวานนี้ ว่า แท้ที่จริงแล้ว วงปฏิจจสมุปบาท นั้น มันไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดสุดท้าย เราตัดโซ่คล่อมกลางตรงไหนก็ได้ วงนี้จะขาดลงทันที
การที่จิตไปเห็นความจริง บ่อยๆ ของการเกิดดับ นำไปสู่ ความเบื่อหน่าย นำไปสู่ความคลายกำหนัด จิตใจที่ได้รับรู้ ปัญญามาดีพอ ก็จะวางลง เมื่อวางก็เป็นกลาง เป็นกลางในปัจจุบัน เพราะไม่มี ความปรารถนา ไม่มีความยึดถือ สิ้นความปรารถนา สิ้นความยึดถือ เมื่อนั้นจิต จะวางลง ขณะนั้นจิตก็จะเห็น ปฏิจจสมุปบาท ก็จะประจักษ์ สมุทัย จากนั้น ก็จะเห็นการดับไป ของ ความปรารถนา และความยึดถือ คือ นิโรธ จิตก็จะแจ้งมรรค คือ เห็นทาง ทางที่ว่า คืออย่างที่ผมได้บอกไป เมื่อโซ่คล่อมกลางนั้นขาดลง ตรงไหนก็ได้ ทั้งวงก็จะขาด สะบั้นทันที เกิดไวมาก อืม อัศจรรย์โดยแท้
เมื่อสิ้นวงจรปฏิจจสมุปบาท ก็สิ้นขันธ์
เมื่อสิ้นขันธ์ ก็สิ้นวัฎฎะ สิ้นสังคติ จิตก็ไม่เกิดความสืบเนื่อง
ไม่มี วันพรุ่งนี้ เพราะจิตไม่ปรารถนา
ไม่มี เมื่อวานนี้ เพราะจิตไม่ยึดถือ
มีแต่ ขณะนี้ เท่านั้น
และ สภาพเหล่านั้น มีอยู่ ไม่สูญสิ้น

ขออนุโมทนากับการสนทนาธรรม เมื่อวานครับ สาธุ
— กับ AVATAR   


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 12, 2012, 10:59:43 PM
 ธรรม อันเป็นวิสุทธิธรรม ย่อมเป็นอกาลิโก คือ อยู่เหนือกาล กาล หรือ เวลา เมื่อเรามีสติที่ไวพอ เราจะเห็นว่า กาลหรือเวลา มีสองส่วน ส่วนนึงคือความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง อีกส่วนนึงคือความที่จิตไปยึดถือ และปรารถนา อันเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา

1.กาล และเวลา ในอย่างแรก ไม่ได้มีตัวตนถาวร เพราะว่าเมื่อปัญญาพร้อมทั้ง 3ปัญญา ก็จะทราบว่า เวลาทั้งหลายยึดโยงกับสถานที่ แต่ละสถานที่เวลาไม่เท่ากัน แต่การเปลี่ยนแปลงเกิดพร้อมๆกัน อยู่ที่เราจะเอาจุดไหนเป็นจุดยึดโยงของเวลา ด้วยเพราะมีจุดยึดโยงของเวลา เราจึงไปสำคัญมั่นหมายว่า กาลเที่ยง อดีต ปัจจุบัน อนาคต เที่ยง เมื่ออาศัยปัญญา เราก็จะเห็นว่า เวลาเหล่านั้น เกิดเพราะอาศัยจุดยึดโยงเท่านั้น
อุปมา เวลาของโลก 1วัน คือ 24 ชม เวลาของดวงจันทร์คือ 1เดือนของโลก เวลาของดวงอาทิตย์ คือ 54 วันของโลก แต่เวลาเหล่านั้นอาศัยจุดยึดโยงคือ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ แต่เวลาตรงนี้ก็ไม่เที่ยง หากดาวเคราะห์ดวงใดสูญเสียสมดุล มวลก็เปลี่ยนไป เวลาก็เปลี่ยนแปลง
แต่แท้ที่จริงแล้ว เวลา ไม่ได้อาศัยจุดยึดโยงของดวงดาว เหล่าบัณฑิตในยุคนี้ มัวแต่ยึดถือในจุดนี้เพื่อไข ปัญหาของ มหาภูตทั้ง 4 เพราะยึดตรงนี้ จึงไม่อาจเข้าใจได้อย่างแท้จริง ว่า
อันที่จริง กาล เวลา ไม่ได้ยึดโยงกับสิ่งใด เพราะเวลา มันก็แค่การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเท่านั้น เวลาของโลกที่บัณฑิตเหล่านั้น คิดว่าเป็นการคำนวณที่ถูกต้อง แต่ทฤษฎีของเขาเหล่านั้น ไม่สามารารถอธิบาย เหตุปัจจัยอื่นๆได้ เพราะเขาไม่เข้าใจตรงนี้

2.กาล และเวลา ในอย่างที่สอง คือ เป็นการที่จิตของเราปรุงแต่ง มหาภูตทั้ง4 ไปเอง ปรารถนาเพื่อให้ได้มา ยึดถือในสิ่งที่เกิดไปแล้ว เหล่านี้แหละคือสิ่งที่ทำให้เกิด กาล เวลา ที่เป็นส่วนที่ปรุงแต่งไปเอง เพราะความ ปรารถนาจึงมีวันพรุ่งนี้ เมื่อมีความยึดถือจึงมีเมื่อวานนี้
สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง ไม่ได้มีตัวตนถาวรเลย เป็นแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ตัวตนของมันไม่มี ตัวตนของการปรุงแต่งก็ไม่มี การปรุงแต่งก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน อารมความรู้สึกก็เปลี่ยนแปลง อาศัย การปรุงแต่งอย่างนั้น อุปมา วันที่เราสุขเราก็บอกว่าวันนั้นไวขึ้น วันที่เราทุกข์เราก็บอกว่าวันนั้นนาน กาล เวลาเหล่านั้นเป็นความปรุงแต่งนั้นเอง
มันมีตัวตนด้วยหรือ
เราสร้าง ความปรุงแต่ง สุดท้ายเราก็ถูกความปรุงแต่งเหล่านั้นครอบงำ บัณฑิตผู้รู้ สัจจะเรื่องนี้แล้วไซร้ ก็ย่อมอยู่เหนือ กาล เวลา ด้วยเพราะสิ้นความปรุงแต่งเช่นนั้น

เมื่ออาศัย ปัญญา เราจะเห็นได้ว่า เวลา ทั้งสอง ส่วนที่แยกออกมาไม่ได้มีตัวตนถาวรเลย เป็นแต่เพียงความปรุงแต่งเท่านั้น ไหนหรือ คือตัวตน จะให้ยึดถือได้อีก

วิสุทธิธรรม เป็น อกาลิโก ด้วยประการฉะนี้


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 12:19:08 AM
ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรเกินธรรมดา ท่านสอนให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาวางทุกข์เสีย ให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมดา อะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นธรรมดาของโลกทั้งนั้นในเมื่อร่างกาย เรามีอยู่ในโลกเท่านี้เอง เบื้องสูงลงมา ตั้งแต่ ปลายผมลงมาถึงฝ่าเท้าเบื้องต่ำขึ้นไป ตั้งแต่ปลายเท้าถึงปลายผม มีแค่นี้

ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่า คนนั้นชั่วคนนี้ดีแสดงว่า เราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่าง หากว่าเรามันดี หรือเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปด พันเก้า ก็เรื่องของเขา ถ้าเราดีแล้ว ก็หาคน เลวไม่ได้ เพราะ เรารู้เรื่องของคน คนมาจากอบายภูมิก็มี คนมาจากสัตว์เดรัจฉานก็มี คนมาจากมนุษย์ก็มี มาจากเทวดา ก็มี มาจากพรหมก็ มีมันจะเสมอกันไม่ได้

ถ้าพวกมาจากอบายภูมิ สอนยากป่วยการสอน คนใดก็ตามที่ประกาศตนเป็นอาจารย์พระพุทธเจ้า รู้ดีเกินพระพุทธเจ้า ที่บอกของพระพุทธเจ้าไม่ดีไม่ทันสมัย เอาอย่างโน้นดีกว่า อย่างนี้ดีกว่า ผมไม่คบด้วย พวกจัญไรนี่ไม่คบ คบยังไง มันจะไปไหน ไอ้พวกนี้ โน่น อเวจีมหานรก เพราะทำคนทั้งหลายที่มีเจตนาดี ให้มีมิจฉาทิฎฐิ ปฎิบัติผิด ฟังความเห็นผิด กรรมมันมาก

พระราชพรหมยาน ( หลวงพ่อฤาษี :: วัดท่าซุง )


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 02:36:26 PM
ขอบพระคุณสำหรับการแชร์ธรรมสร้างปัญญาจาก หลวงปู่ชา นะครับท่าน Avatar
รวมทั้งบทสนธนาธรรม ที่นำมาแชร์ ผลจากการปฏิุบัติภาวนา ของท่านทั้งสอง
จากการภาวนาตามหลักของพระพุทธศาสนาให้เห็นความเป็นจริง ของกายของใจ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์อย่างนี้ 

ช่วงที่ไปปฏิบัติภาวนาที่ขอนแก่น ผมได้ยินธรรมบทหนึ่ง ที่องค์หลวงตาศิริ เมตตากล่าวให้ฟัง ว่า

การที่เราฝึกปฏิบัติภาวนาเพื่อให้จิตเห็นผู้รู้ นั้น เรียกว่า "พุทโธ"
สิ่งที่เราได้เห็น เกิดจากการปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า นั้นเรียกว่า "ธรรมโม"
จิตที่ไปรู้ไปเห็น ผู้รู้ นั้น ต้องอาศัยการรักษาศีล เจริญสมาธิ (จิตตั้งมั่น) เจริญปัญญา มาเป็นอย่างดี นั้นเรียกว่า "สังโฆ"
นี่และเป็นการปฏิบัติภาวนา เพื่อให้เห็น "พุทธ ธรรม สงฆ์" ภายในใจ



ขอให้เว็บไซท์ kammatan.com แห่งนี้เป็นเหมือนแรงใจ ให้นักปฏิบัติภาวนาในการเรียนรู้ ธาตุ ขันธ์
เพื่อรู้แจ้งในรูปนามขันธ์ 5 กันทุกคนทุกท่านนะครับ
อนุโมทนาสาธุนะครับทุกท่าน


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 03, 2012, 01:52:37 AM
พูดถึงเรื่องระดับปรมัตธรรม 4 อย่างคือ รูป จิต เจตสิก นิพพาน

จิต+เจตสิก = จิตปรุงแต่ง

เจตสิก เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนเรา ที่ช่วยตัดสินใจ หรือปรุงแต่งจิตใจ ในการทำบุญและทำบาป ซึ่งธรรมชาตินี้ เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกันกับจิต อาศัยวัตถุ เดียวกันกับจิต เหมือนกระ...แสไฟและแสงสว่าง ที่ต้องอาศัยหลอดไฟเกิดขึ้น จิต กับ เจตสิก เป็นนามธรรมเหมือนกัน จึงเข้าประกอบกันได้สนิท เหมือนน้ำกับน้ำตาล หรือ น้ำกับสีพลาสติก โดยจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ให้รู้อารมณ์เป็นไปต่าง ๆ ตามลักษณะของเจตสิก เช่นจิตเห็นพระธุดงค์กำลังเดินบิณฑบาต เจตสิกก็ปรุงแต่งจิตให้อยากทำบุญใส่บาตร กับพระธุดงค์องค์นั้นเป็นต้น ในการนี้จึงนับว่าจิต (เห็น) เป็นใหญ่เป็นประธาน เจตสิกที่คิดจะทำบุญใส่บาตร จึงได้อิงอาศัยจิตเกิดขึ้น

เจตสิก 52 ประเภท แบ่งเป็น 3 จำพวกใหญ่ คือ
1. อัญญสมานาเจตสิก 13 ชนิด เป็นเจตสิกกลางเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล
2. อกุศลเจตสิก 14 ชนิด เป็นเจตสิกที่เข้ากับฝ่ายอกุศลอย่างเดียว
3. โสภณเจตสิก 25 ชนิด เป็นเจตสิกที่เข้ากับฝ่ายกุศลอย่างเดียว
การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ์) จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตสิก (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) นั้นไม่ได้ ลำพังจิตอย่างเดียว ไม่สามารถรับรู้หรือนึกคิดอะไรได้เลย จิตเปรียบเสมือนนาฬิกา เจตสิกเปรียบเสมือน ชิ้นส่วนและเฟืองจักรต่าง ๆ ที่ทำให้นาฬิกาทำงานได้ จิตและเจตสิก จะแยกจากกันไม่ได้ ต้องเกิดร่วมกันอิงอาศัยกัน จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่งด้วยเสมอ

สรุปแล้ว ขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์ 1.รูป2.เวทนา 3.สัญญา 4.สังขาร 5.วิญญาณ) ก็คือ รูป จิตและเจตสิก หรือ รูปกับนาม นั่นเอง

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 03, 2012, 02:15:19 PM
ขอบคุณพี่ต่ายที่นำเรื่องอภิธรรม จิต เจตสิก มาแชร์กันนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 05, 2012, 08:27:48 PM

ไปไหนมาบ้างเปล่าครับน้องกอล์ฟ หยุด 4 วัน วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 06, 2012, 06:21:12 AM
ผมกลับบ้านที่อุบล ครับ พอดีพาพ่อแม่ แล้วก็ญาติๆไปทำบุญ ให้อาม่า กันครับ
พี่ต่ายกลับมาแล้วหรอพี่


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 07, 2012, 12:02:56 AM

ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษดีมากครับ
พี่กลับมาแล้วครับสบายดีครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 21, 2012, 08:25:13 PM

ครบรอบ 5 ปีกันแล้วหรือครับนี่เว็บ KAMMATAN.COM

ยินดีและขออนุโมทนาด้วยครับในการเป็นสื่อเผยแพร่ธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมก็อยู่มานานแล้วซินะนี่
 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 21, 2012, 10:42:11 PM
ใช่ครับพี่ต่าย
ขออนุโมทนาบุญด้วยเช่นกันนะครับ

เว็บแห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ประสงค์แทนคุณพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่าน ทรงทุ่มเทมา 4 อสงไขย กับอีก แสนมหากัปล์
เพื่อมาชี้ทางแห่งสันติสุขตลอดกาล แก่เหล่ามวลหมู่สัตว์
kammatan.com ขอยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพื่อสืบสานทางเดินแห่งมรรคมีองค์ 8
โดยมี สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ เป็นตัวปัญญา เพื่อให้เห็นตาม พระอริยสัจ 4
ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: yusamui ที่ สิงหาคม 22, 2012, 10:03:02 AM
พูดถึงเรื่องระดับปรมัตธรรม 4 อย่างคือ รูป จิต เจตสิก นิพพาน

จิต+เจตสิก = จิตปรุงแต่ง

เจตสิก เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนเรา ที่ช่วยตัดสินใจ หรือปรุงแต่งจิตใจ ในการทำบุญและทำบาป ซึ่งธรรมชาตินี้ เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกันกับจิต อาศัยวัตถุ เดียวกันกับจิต เหมือนกระ...แสไฟและแสงสว่าง ที่ต้องอาศัยหลอดไฟเกิดขึ้น จิต กับ เจตสิก เป็นนามธรรมเหมือนกัน จึงเข้าประกอบกันได้สนิท เหมือนน้ำกับน้ำตาล หรือ น้ำกับสีพลาสติก โดยจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ให้รู้อารมณ์เป็นไปต่าง ๆ ตามลักษณะของเจตสิก เช่นจิตเห็นพระธุดงค์กำลังเดินบิณฑบาต เจตสิกก็ปรุงแต่งจิตให้อยากทำบุญใส่บาตร กับพระธุดงค์องค์นั้นเป็นต้น ในการนี้จึงนับว่าจิต (เห็น) เป็นใหญ่เป็นประธาน เจตสิกที่คิดจะทำบุญใส่บาตร จึงได้อิงอาศัยจิตเกิดขึ้น

เจตสิก 52 ประเภท แบ่งเป็น 3 จำพวกใหญ่ คือ
1. อัญญสมานาเจตสิก 13 ชนิด เป็นเจตสิกกลางเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล
2. อกุศลเจตสิก 14 ชนิด เป็นเจตสิกที่เข้ากับฝ่ายอกุศลอย่างเดียว
3. โสภณเจตสิก 25 ชนิด เป็นเจตสิกที่เข้ากับฝ่ายกุศลอย่างเดียว
การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ์) จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตสิก (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) นั้นไม่ได้ ลำพังจิตอย่างเดียว ไม่สามารถรับรู้หรือนึกคิดอะไรได้เลย จิตเปรียบเสมือนนาฬิกา เจตสิกเปรียบเสมือน ชิ้นส่วนและเฟืองจักรต่าง ๆ ที่ทำให้นาฬิกาทำงานได้ จิตและเจตสิก จะแยกจากกันไม่ได้ ต้องเกิดร่วมกันอิงอาศัยกัน จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่งด้วยเสมอ

สรุปแล้ว ขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์ 1.รูป2.เวทนา 3.สัญญา 4.สังขาร 5.วิญญาณ) ก็คือ รูป จิตและเจตสิก หรือ รูปกับนาม นั่นเอง

 


    เป็นที่น่าแปลก ในหมวดอภิธรรม ที่เขียนเรื่อง รูป จิต เจตสิก นิพพาน เป็นแนวปรัชญา ได้เป็นที่สนใจศึกษากันมากมาย ทั้งที่จริงในหมวดอภิธรรมนี้ เป็นเรื่องที่มาแต่งกันหนหลัง ในสมัยพุทธกาลมีกล่าวไว้ในบางพระสูตรไม่มาก จะมีแต่เรื่อง พระวินัย กับพระสูตรเป็นหลัก ที่ท่องจำกันมา และที่สำคัญ ในหมวดอภิธรรมนี้ เป็นเพียงการศึกษาเพื่อแสดงความรู้ในเชิงปรัชญาเท่านั้นครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 22, 2012, 09:38:17 PM

ไม่แปลกหรอกครับ...
เหล่าพระอรหันต์ที่ทำการสังฆายนานำโดยพระมหากัสสปะ ท่านเอาองค์ธรรมมาจัดหมวดหมู่อธิบาย โดยใช้จำเอามาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า
เพื่อให้ผู้ศึกษาจะได้เข้าใจและเรียกสมมุติบัญญัติได้อย่างสอดคล้องกับพระวินัยและพระสูตร

อยู่ที่ว่าพระอภิธรรมนั้นสอดคล้องเนื่องกันกับพระวินัยและพระสูตรอยู่ลงกันได้โดยดี

หรือว่าในส่วนของพระอภิธรรม มีองค์ธรรมที่ขัดแย้งไม่สอดคล้องกับพระวินัยและพระสูตร มีหรือไม่...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 22, 2012, 09:40:59 PM
เห็นน่าสนใจดีเลยนำมาฝากให้พวกเราพิจารณาดูครับ

อันตรธาร ๕   
 
อันตรธาร คือ การสูญสิ้น มี ๕ ประการคือ
 
              ๑. อธิคมอันตรธาน การบรรลุสูญสิ้น
              ๒. ปฏิบัติติอันตรธาน การปฏิบัติสูญสิ้น
              ๓. ปริยัตติอันตรธาน การศึกษาเล่าเรียนสูญสิ้น
              ๔. ลิงค์อันตรธาน เพศบรรพชิตสูญสิ้น
              ๕. ธาตุอันตรธาน พระบรมสารีริกธาตุสูญสิ้น

 
 
 
     
             ๑. อธิคมอันตรธาน   มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ชื่อว่าอธิคม
              อธิคมเมื่อจะเสื่อม ย่อมไปตั้งแต่ปฏิสัมภิทา นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๑,๐๐๐ ปีเท่านั้น ภิกษุไม่สามารถทำปฏิสัมภิทา ให้เกิดได้ต่อไปก็อภิญญา ๖ แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้เกิดได้ย่อมทำวิชชา ๓ ให้เกิด ครั้นกาลล่วงไปๆ เมื่อไม่สามารถทำวิชชา ๓ ให้บังเกิด ก็เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก ต่อไปก็เหลือเพียงพระอนาคามี, พระสกทาคามีและพระโสดาบันตามลำดับ เมื่อท่านเหล่านั้นยังทรงชีพอยู่ อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม เมื่อพระโสดาบันองค์สุดท้ายสิ้นชีพลง ย่อมได้ชื่อว่า อันตรธานแห่งอธิคม

๒.ปฏิปัตติอันตรธาน ภิกษุไม่สามารถจะให้ฌาน วิปัสสนา มรรค และผลบังเกิดได้ รักษาเพียงจตุปาริสุทธิศีลยังไม่ชื่อว่าปฏิบัติอันตรธาน เมื่อกาลล่วงไปๆ ภิกษุทั้งหลายคิดว่า เราจะรักษาศีลให้บริบูรณ์และจะประกอบความเพียรเนืองๆ แต่เราก็ไม่สามารถจะทำให้แจ้งในมรรคหรือผล บัดนี้ไม่มีการแทงตลอดในอริยธรรม จึงท้อใจมากไปด้วยความเกียจคร้าน ไม่ตักเตือนกันและกัน ไม่รังเกียจกันและกันในการทำความชั่วตั้งแต่นั้นก็พากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย เมื่อกาลล่วงไปๆ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย และ ครุกาบัติตามลำดับ เพียงอาบัติปราชิกเท่านั้นยังคงอยู่ ยังไม่ชื่อว่า ปฏิปัตติอันตรธาน เมื่อภิกษุรูปสุดท้ายทำลายศีลปราชิก หรือสิ้นชีวิตย่อมชื่อว่า ปฏิปัตติอันธาน

               ๓. ปริยัตติอันตรธาน พระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) อันเป็นที่รวมแห่งพุทธพจน์ยังคงอยู่เพียงใด การเรียนการศึกษาก็ชื่อว่ายังบริบูรณ์อยู่เพียงนั้น เมื่อกาลล่วงไปๆ พระราชาและพระยุพราชในกุลียุคไม่ตั้งอยู่ในธรรม ราชอำมาตย์ก็ดี ข้าราชการทั้งหลายก็ดี สมณพราหมณ์ก็ดี คฤหบดี และเหล่าราษฎร์ทั้งหลายในแว่นแคว้นก็ดี ต่างก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อเป็นดังนั้นฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าและพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ไม่บริบูรณ์ ทายกผู้ถวายปัจจัยก็ไม่สามารถถวายปัจจัยแก่ภิกษุสงฆ์ได้

                 ภิกษุสงฆ์เมื่อมีความเป็นอยู่ลำบากก็ไม่อาจสงเคราะห์ศิษย์ให้ศึกษาเล่าเรียนได้ แม้ภิกษุทั้งหลายก็มีความเห็นอันวิปลาสไป พระไตรปิฎก และอรรถกถา คือหลักฐานของพระธรรมวินัยนี้ เป็นคัมภีร์สำคัญรวมคำสอนของพระศาสดา มีความลึกซึ้ง ไพเราะ เป็นไปเพื่อความสูญสิ้นกิเลส เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ แต่ภิกษุทั้งหลายจะไม่สนใจ ไม่ยินดีศึกษาเล่าเรียน ส่วนคัมภีร์หรือพระสูตรอันนักกวีรุ่นหลังแต่งขึ้น ซึ่งเป็นของภายนอกพระธรรมวินัย ไม่เป็นไปเพื่อความสูญสิ้นกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ ภิกษุทั้งหลายจะสนใจยินดีศึกษาเล่าเรียน

                 เมื่อกาลล่วงไปๆ ภิกษุทั้งหลายจะไม่ศึกษาเล่าเรียนอรรถกถาเมื่ออรรถกถาไม่มีผู้สนใจศึกษาเล่าเรียนก็จะหายสาปสูญไป ยังอยู่แต่พระไตรปิฎกเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก โดยเริ่มจากอภิธรรมปิฎกก่อน เมื่อถึงความสูญสิ้นก็จะสูญสิ้นตั้งแต่ท้ายลงมาคือ มหาปกรณ์, ยมก, กถาวัตถุ, บุคคลบัญญัติ, ธาตุกถา และ ธัมสังคณี ตามลำดับ จากนั้นสุตตันตปิฎกก็ไม่มีผู้ใดศึกษาเล่าเรียน โดยเริ่มจากท้ายมา คือ อังคุตตรนิกาย, สังยุตตนิกาย มัชฌิมนิกาย และฑีฆนิกาย ตามลำดับ ยังคงอยู่แต่ชาดกต่อไปชาดกก็สูญสิ้น คงอยู่แต่วินัยปิฎกเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดศึกษาเล่าเรียนวินัยปิฎก โดยเริ่มจากท้ายมา คือ บริวาร, ขันธกะ, ภิกษุณีวิภังค์ และ ภิกษุวิภังค์ตามลำดับ

                 เมื่อไม่มีผู้ใดศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกดังนี้ ผู้ศรัทธาที่จะจดบันทึกและจัดทำพระไตรปิฎกเพื่อสืบต่อเพื่อเผยแพร่แก่ชนรุ่นหลังก็ไม่มี เล่มพระไตรปิฎกเก่าก็พากันปล่อยให้ชำรุดเสียหาย ไม่มีใครเอาใจใส่ดูแล ในที่สุดก็ถึงคราวสาปสูญไป ปริยัตติคือการศึกษาเล่าเรียนชื่อว่ายังไม่อันตรธาน เมื่อคาถา ๔ บาทอันเป็นพุทธพจน์ยังมีการพูดถึงอยู่ในหมู่มนุษย์ จะมีสมัยหนึ่ง พระราชาองค์หนึ่งผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทรงใส่ถุงทรัพย์หนึ่งแสนกหาปนะลงในหีบทองตั้งบนหลังช้างแล้วให้ตีกลองร้องประกาศไปทั่วแผ่นดินว่า "ชนผู้รู้คาถาแม้ ๔ บาทที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วจงมารับทรัพย์ หนึ่งแสนนี้ไป" ก็ไม่มีผู้ใดมารับเอาไป ก็การเที่ยวตีกลองประกาศคราวเดียว ย่อมมีผู้ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง จึงให้เที่ยวตีกลองประกาศถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่มีผู้ใดรับเอาไป ราชบุรุษทั้งหลายจึงให้ขนถุงทรัพย์ หนึ่งแสนนั้นกลับสู่ท้องพระคลังตามเดิม ในกาลนั้นได้ชื่อว่า ปริยัตติอันตรธาน

              ๔. ลิงค์อันตรธาน เมื่อกาลล่วงไปๆ อิริยาบทต่างๆของภิกษุทั้งหลาย เช่น การทรงจีวร ทรงบาตร การคู้ การเหยียด การแล การยืน การเดิน การนั่ง การนอน จะไม่เป็นที่น่าเลื่อมใส จะพากันวางบาตรไว้บนบ่าบ้าง หาบด้วยสาแหรกบ้าง เที่ยวไปเหมือนพวกนิครนถ์ การนุ่งการห่มก็ไม่ทำให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติด้วยการใช้จีวรสีครามล้วน สีเหลืองล้วน สีแดงล้วน สีบานเย็นล้วน สีดำล้วน สีแสดล้วน สีชมพูล้วน จีวรที่ไม่ได้ตัดและเย็บให้เป็นกระทงจีวรที่ไม่ได้ตัดชาย จีวรที่มีชายยาว จีวรที่มีชายเป็นลายดอกไม้ จีวรที่มีชายเป็นแผ่น สวมเสื้อ สวมกางเกง สวมหมวก โพกผ้าเหมือนชาวบ้านผู้บริโภคกาม

                  ส่วนผ้ากาสายะคือผ้าย้อมฝาดหรอสีเหมือนยางไม้อันสมควรแก่สมณะภิกษุทั้งหลายจะไม่ใช้ เมื่อกาลล่วงไป ๆ ก็คิดว่า " พวกเราจะต้องการอะไรด้วยการทำอย่างนี้ " จึงผูกผ้ากาสายะผืนเล็ก ๆ ไว้ที่ข้อมือบ้าง พันคอไว้บ้าง ผูกผมไว้บ้าง และประกอบอาชีพด้วยการไถหว่านบ้าง ค้าขายบ้าง เลี้ยงบุตรภรรยา ในกาลนั้นชนทั้งหลายเมื่อจะถวายสังฆทานย่อมถวายแก่บุคคลพวกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า "ในอนาคตกาล จะมี โคตรภูบุคคล (บุคคลผู้อยู่ระหว่างปุถุชนกับอริยะบุคคล) ผู้มีผ้ากาสายะพันคอเป็นผู้ทุศีล เป็นคนลามก ชนทั้งหลายถวายสังฆทานแก่คนเหล่านั้น เรา ก็กล่าวว่าเป็นสังฆทาน มีผลเป็นอสงไขย มีผลนับไม่ได้ " แต่นั้นเมื่อกาลล่วงไป ๆ ชนเหล่านั้นคิดว่า " พวกเราจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เสียเวลาเปล่า " จึงแก้ผ้ากาสายะผืนน้อย ๆ นั้นเสีย ในกาลนั้นชื่อว่า ลิงค์อันตรธาน

              ๕. ธาตุอันตรธาน เมื่อกาลล่วงไป ๆ ผู้นับถือพระพุทธศาสนาลดน้อยลง ผู้ที่สักการะบูชาพระสรีรธาตุของพระศาสดาก็ลดลง ในที่ใดที่ไม่มีผู้สักการะบูชาแล้ว พระสรีรธาตุก็จะออกจากที่นั้นไปสู่สถานที่ ๆ ยังมีผู้สักการะบูชาอยู่ กาลต่อไปก็ไม่มีที่ใด ๆ เลยที่มีผู้สักการะบูชาในกาลนั้นพระสรีรธาตุทั้งหลายที่อยู่ในที่ต่าง ๆ และในพิภพนาคบ้าง เทวโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง ไปสู่โพธิบัลลังก์ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้แล้วรวมตัวกันเป็นองค์พระพุทธรูป มีมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการครบบริบูรณ์มีรัศมีซ่านออกจากพระวรกายวาหนึ่งโดยรอบ นั่งขัดสมาธิ ณ โคนต้นโพธิ์ กระทำยมกปาฏิหาริย์และแสดงพระธรรมเทศนา

               ในกาลนั้นมนุษย์จะไม่มีในที่นั้น จะมีแต่เหล่าเทวดาทั้งหลายที่มาจากหมื่นจักรวาล มาประชุมกันฟังพระธรรมเทศนา และได้บรรลุมรรคผลเป็นจำนวนมาก เทวดาเหล่านั้นจะพากันคร่ำครวญรำพันว่า " วันนี้พระทศพลจะปรินิพพาน ตั้งแต่นี้ไปจะมีแต่ความมืด " จากนั้นไฟก็ลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นสูงถึงพรหมโลก ไหม้สรีรธาตุหมดสิ้น ไม่มีเหลือแม้เท่าเมล็ดผักกาด หมู่เทวดาก็สักการะบูชาด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์ เป็นต้น เหมือนวันที่พระองค์ทรงปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ทำปทักษิณา ๓ รอบแล้ว ถวายบังคมกราบทูลว่า " ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พวกข้าพระองค์จะได้เห็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปผู้จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต " นี้ชื่อว่า ธาตุอันตรธาน
     
 
(อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๑๖๗)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: yusamui ที่ สิงหาคม 23, 2012, 11:30:49 AM
หรือว่าในส่วนของพระอภิธรรม มีองค์ธรรมที่ขัดแย้งไม่สอดคล้องกับพระวินัยและพระสูตร มีหรือไม่...
ภิกษุสงฆ์เมื่อมีความเป็นอยู่ลำบากก็ไม่อาจสงเคราะห์ศิษย์ให้ศึกษาเล่าเรียนได้ แม้ภิกษุทั้งหลายก็มีความเห็นอันวิปลาสไป พระไตรปิฎก และอรรถกถา คือหลักฐานของพระธรรมวินัยนี้ เป็นคัมภีร์สำคัญรวมคำสอนของพระศาสดา มีความลึกซึ้ง ไพเราะ เป็นไปเพื่อความสูญสิ้นกิเลส เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ แต่ภิกษุทั้งหลายจะไม่สนใจ ไม่ยินดีศึกษาเล่าเรียน ส่วนคัมภีร์หรือพระสูตรอันนักกวีรุ่นหลังแต่งขึ้น ซึ่งเป็นของภายนอกพระธรรมวินัย ไม่เป็นไปเพื่อความสูญสิ้นกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ ภิกษุทั้งหลายจะสนใจยินดีศึกษาเล่าเรียน
 

     ความขัดแย้ง คงไม่ขัดแย้ง เพียงแต่ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์เท่านั้น เช่นในหมวดอภิธรรม ที่กล่าวถึง “จิตที่เกิดขึ้น ย่อมมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เท่านั้นดวง เท่านี้ดวง ผมอยากถามว่า แล้วจริงๆในปัจจุบันนี้มีใครรู้บ้างไหม ว่าขณะที่จิตเกิดนั้นมีเจตสิกเกิดตามขึ้นมาในขณะนั้นกี่ดวง(เอาเพียงเรื่องจิตดวงเดียวที่เกิดดับก็ตามไม่ค่อยจะทันกันแล้ว) แล้วสมมุติว่ามีคนที่รู้ได้ว่ามีเจตสิกเกิดขึ้นมากี่ดวง ก็อยากถามต่อไปว่าเมื่อรู้แล้ว จะได้ประโยชน์อะไรขึ้น เอามาใช้ดับทุกข์ได้ไหม เพราะเท่าเห็นมาส่วนมากจะเอามาคุยเป็นโวหาร ว่ารู้ธรรมะได้ลึกซึ้ง เท่านั้นเท่านี้มากกว่า  ตามข้อความที่ขีดเส้นใต้นั้นแหละครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 30, 2012, 12:32:56 AM
ความขัดแย้ง คงไม่ขัดแย้ง เพียงแต่ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์เท่านั้น เช่นในหมวดอภิธรรม ที่กล่าวถึง “จิตที่เกิดขึ้น ย่อมมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เท่านั้นดวง เท่านี้ดวง ผมอยากถามว่า แล้วจริงๆในปัจจุบันนี้มีใครรู้บ้างไหม ว่าขณะที่จิตเกิดนั้นมีเจตสิกเกิดตามขึ้นมาในขณะนั้นกี่ดวง(เอาเพียงเรื่องจิตดวงเดียวที่เกิดดับก็ตามไม่ค่อยจะทันกันแล้ว) แล้วสมมุติว่ามีคนที่รู้ได้ว่ามีเจตสิกเกิดขึ้นมากี่ดวง ก็อยากถามต่อไปว่าเมื่อรู้แล้ว จะได้ประโยชน์อะไรขึ้น เอามาใช้ดับทุกข์ได้ไหม เพราะเท่าเห็นมาส่วนมากจะเอามาคุยเป็นโวหาร ว่ารู้ธรรมะได้ลึกซึ้ง เท่านั้นเท่านี้มากกว่า  ตามข้อความที่ขีดเส้นใต้นั้นแหละครับ


พระอภิธรรมปิฎกจัดอยู่ในพระไตรปิฎก...ทำไมพระอภิธรรมปิฎกจึงจะเป็นแนวทางเพื่อก่ารดับทุกข์ไม่ได้ล่ะครับ พระอภิธรรมปิฎกนั้นไม่ได้เขียนไว้ให้สำหรับอ่านและเรียนในทางปริยัติเท่านั้น
แต่จะมีคำอธิบายและทางดำเนินเพื่อให้หลุดพ้นออกจากทุกข์ด้วย

พระไตรปิฎก และอรรถกถา คือหลักฐานของพระธรรมวินัยนี้ เป็นคัมภีร์สำคัญรวมคำสอนของพระศาสดา มีความลึกซึ้ง ไพเราะ เป็นไปเพื่อความสูญสิ้นกิเลส เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์



การรู้เจตสิกที่มาประกอบจิต ก็เป็นการที่จิตไปรู้จิตนั่นเอง ประโยชน์นี่ก็ถึงบริสุทธิ์หลุดพ้นออกจากกองทุกข์ได้เลยและเป็นทางอันเอกเสียด้วย
การดูจิตที่เกิดขึ้น จิตเสื่อมไป นั่นก็คือแนวทางของจิตตานุปัสสนา 1 ใน มหาสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง



 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า
กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค
ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ

๔ ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑  พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ

 [๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิต
มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิต
อื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่
เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุด
พ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น
จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณา
เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง
หนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ
ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ      ---จบจิตตานุปัสสนา

[๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี
เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑
๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี ... ๕ ปี ... ๔ ปี ... ๓ ปี ...
๒ ปี ... ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลใน
ปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑
๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี ๑
๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๖ เดือน ... ๕ เดือน ... ๔ เดือน ... ๓ เดือน ... ๒ เดือน ... ๑ เดือน ... กึ่ง
เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน
๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑
กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น
พระอนาคามี ๑ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ฉะนี้แล

คำที่เรากล่าว ดังพรรณนามาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรคกล่าวแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนี้แล ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 30, 2012, 01:02:35 AM

 

จิต(รวมกับเจตสิกแล้ว)เกิดดับเป็นขณะๆสืบเนื่องกันไปครั้งละ 1 ดวง(ความจริงก็ไม่อยากเรียกว่าดวงเพราะมันกลมๆแต่จิตมันคงไม่กลม)

คนที่เห็นซ้อนกันหรือไม่เห็นเลย ก็คือไม่มีสติมองทันจิตเกิดดับ(เกิดขึ้นเสื่อมไป)ทัน

บุคคลที่ฝึกมาทางแนว จิตตานุปัสสนา นั้นก็ยังมีอยู่ ที่ฝึกจนมองเห็นจิตเกิดดับทันนั้นก็มีอยู่

ถ้าบุคคลหมั่นเพียรปฏิบัติ หมั่นเจริญสติอยู่ ท้ายบทของสติปัฏฐานสูตรได้กล่าวไว้

ไม่เนิ่นช้าแน่นอนที่จะดับทุกข์ได้ครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 05, 2012, 08:52:53 PM
จิต คือ วิญญาณขันธ์

เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์

รูป คือ รูปขันธ์

นิพพาน คือ ธัมมอารมณ์พิเศษ ที่จิต พิเศษ บางดวง สัมผัสได้(เจริญมรรค8 เต็มกำลัง)

ข้อมูลจาก บางท่าน  เรียบเรียงไว้
 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 15, 2012, 08:32:17 PM
เปรียบเทียบอย่างนั้นก็ได้ครับ...ทบทวนพระอภิธรรมซักหน่อยเรื่อง ปรมัตถธรรม

ปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่อยู่เหนือการสมมุติ

ปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติที่เป็นความจริงแท้แน่นอน ที่ดำรงลักษณะเฉพาะของตนไว้โดย ไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง ปรมัตถธรรม นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สภาวธรรม

ปรมัตถธรรม หรือสภาวธรรม นี้มี ๔ ประการคือ
๑ จิต
๒ เจตสิก
๓ รูป
๔ นิพพาน


ซึ่งมีความหมายโดยย่อดังนี้
จิต คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รับกลิ่น รับรส รู้สัมผัสถูกต้อง ตลอดจนธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดการคิด นึก จำนวนของจิตมีทั้งหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ (โดยพิสดาร) แต่เมื่อกล่าวโดยลักษณะแล้วมีเพียง ๑ เท่านั้น คือ รู้อารมณ์ (อารมณ์ในที่นี้หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่จิตไปรับรู้)
จิตเป็นนามธรรม และมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วิญญาณ มโน มนัส มนินทรีย์ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ มนายตนะ เป็นต้น

เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้เกิดความรู้สึก นึก คิด ที่แตกต่างกัน ทั้งทางที่ดีและไม่ดี มีทั้งหมด ๕๒ ลักษณะ เจตสิกเป็นนามธรรม ที่เกิดร่วมกับจิต คือเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต และอาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต
สภาพของจิตเป็นเพียงประธานในการรู้อารมณ์ แต่การที่จิตโกรธหรือจิตโลภ เป็นเพราะมีเจตสิกเข้าประกอบปรุงแต่งให้เกิดความโกรธหรือความโลภนั่นเอง จิตเปรียบเสมือนเม็ดยา เจตสิกเปรียบเสมือนตัวยาที่อยู่ในเม็ดยา จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกก็เกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้เช่นกัน เนื่องจาก จิต และ เจตสิก เป็นสิ่งที่ต้องเกิดร่วมกันตลอดเวลา ดังนั้น การอธิบายบางแห่ง ในหนังสือเล่มนี้จึงเขียนว่า "จิต + เจตสิก" เพื่อให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่าจิตและเจตสิกนั้นเป็นธรรมชาติ ที่ต้องเกิดร่วมกัน ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้
รูป คือ ธรรมชาติที่แตกดับ ย่อยยับ สลายไปด้วยความเย็นและความร้อน ในร่างกายของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้นมีรูปประชุมกันอยู่ทั้งหมด ๒๘ ชนิด และรูปที่ประชุมกันอยู่นี้แต่ละรูปต่างก็แตกดับย่อยยับสลายไปตลอดเวลา หาความเที่ยงแท้ถาวรไม่ได้เลย

นิพพาน เป็นธรรมชาติที่พ้นจากกิเลส พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
นิพพานโดยปริยาย มี ๒ ลักษณะคือ
๑ สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ยังเป็นไปกับขันธ์ ๕ หมายถึง
   การที่ประหาณกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว (กิเลสนิพพาน) แต่ขันธ์ ๕ (จิต เจตสิก รูป) ยังมีการเกิดดับสืบต่ออยู่ (ยังมีชีวิตอยู่)
๒ อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ปราศจากขันธ์ ๕ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ (ผู้หมดจดจากกิเลส) ที่สิ้นอายุขัยไปแล้ว (คือ กิเลสก็ไม่เหลือ ขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลือ) หรือที่เรียกว่า ปรินิพพาน (ปริ = ทั้งหมด) เมื่อปรินิพพานแล้ว จิต + เจตสิกและรูปก็จะหยุดการสืบต่อและดับลงโดยสิ้นเชิง (คือเมื่อตายไปแล้วก็จะไม่มีการเกิดอีกหรือไม่มีภพชาติต่อไปอีก) นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะต้องพยายามเข้าถึงให้จงได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธสาวก เป็นอริยบุคคล และเป็นทายาทผู้รับมรดกธรรมในพุทธศาสนานี้


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 26, 2012, 08:41:32 AM
สังโยชน์ 10
กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารทั้ง 31 ภพภูมิ มี 10 อย่าง

1.สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
...
2.วิจิกิจฉา สงสัยในคุณของ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

3.สีลัพพตปรามาส การถือศีลไม่จริงจัง หรือนำศีลและพรต
ไปใช้้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส
เช่น การถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น
การถือศีลเพราะอยากได้ ลาภสักการะ เป็นต้น

4.กามราคะ ความยินดีในกามคุณ

5.ปฏิฆะ ความขุ่นใจ

6.รูปราคะ   ความพอใจใน วัตถุ หรือ รูปฌาน

7.อรูปราคะ ความพอใจใน อรูปฌาน
หรือ ความพอใจใน นามธรรมทั้งหลาย

8.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน

9.มานะ ความถือตัวถือตน

10.อวิชชา ความโง่ ความไม่รู้

ถ้าละได้ 3 ข้อ (1-3) เป็น พระโสดาบัน หรือ พระสกิทาคามี
ตามความละเอียดของจิตที่ละได้

ถ้าละได้ 5 ข้อ เป็น พระอนาคามี  
ถ้าละได้หมดทุกข้อ เป็น พระอรหันต์
การละสักกายทิฏฐิสังโยชน์ในภาคปฏิบัตินั้น
ผู้ที่ละได้ ย่อมจะ "มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามอาการที่มันเป็นจริง"
ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อมองสิ่งทั้งปวงตาม
ความเป็นจริง ย่อมจะเห็นสภาพความเป็นจริงของสังขารได้
อย่างชัดเจน คือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมจะเห็นความจริงว่า
สิ่งหนึ่งสิ่งใด เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นล้วนแล้ว ย่อมดับไปเป็นธรรมดา

ฉะนั้น ความแตกต่างระหว่าง ปุถุชนผู้ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้
กับ พระอริยบุคคลผู้ละสักกายทิฏฐิได้แล้วคือ

ปุถุชนทั้งหลายย่อมมองสังขารทั้งปวงอย่างที่ตัวเอง อยากให้เป็น
จึงยังยึดอยู่ในส่วนลึกของจิตว่า สังขารทั้งปวง เที่ยง เป็นสุข
และเป็นตัวตนของเรา

ส่วนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมมองสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง
จึงเห็นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามที่มันเป็นจริง

สำหรับความแตกต่างของพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ
ก็คือ พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้ แต่ยังละราคะและโทสะไม่ได้
พระสกิทาคามีละสักกายทิฏฐิได้ และสามารถทำราคะและ โทสะให้เบาบางลงบ้าง พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้ ละ ราคะโทสะได้ แต่ยังละอวิชชาไม่ได้

ส่วนพระอรหันต์คือผู้ละ อวิชชา และ กิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้
พระโสดาบันนั้นเริ่มมองเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า
ขันธ์5 เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แต่ยังไม่สามารถถอน อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นใน ขันธ์5
ว่าเป็นตัวเราของเราได้ เมื่อพระโสดาบันมีความพากเพียรในการ
เจริญอธิศีล อธิปัญญา ยิ่งๆขึ้นไป ย่อมจะสามารถถอนอุปาทาน
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์5ว่า เป็นตัวเราของเราให้เบาบาง ลงเรื่อยๆ
แต่จะสามารถละได้อย่างเด็ดขาด ถอนรากถอนโคน
ก็ต่อเมื่อละอวิชชาได้และรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ4 คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง

พึงระลึกและเข้าใจว่า อวิชชานั้น พึงบังเกิดขึ้นแก่ปุถุชนทุกคน ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดาหรือตถตา จนกว่าจะได้สดับหรือเรียนรู้ในธรรมของพระองค์ท่านอย่างแจ่มแจ้ง กล่าวคือ จนกว่าจักได้วิชชาของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นวิชชาที่ล้วนเนื่องสัมพันธ์ด้วย เรื่องของทุกข์ เพื่อการดับไปแห่งทุกข์เท่านั้น เพื่อความเป็นโลกุตตระ ธรรมทั้งปวงจึงล้วนเนื่องสัมพันธ์เกี่ยวกับการให้รู้จักทุกข์เพื่อใช้ไปในการดับทุกข์ จึงเป็นไปดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

" ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราตถาคต บัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องทุกข์ และการดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น "

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 26, 2012, 08:57:31 AM
อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย

หลวงปู่ท่อนมาเทศน์วันที่ 7 เดือนหน้านะครับผม

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=1678.0

เห็นสมาชิกแจ้งมาบอก


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 26, 2012, 11:55:52 AM

เป็นตึกใหม่ที่ติดถนนพระราม6 หรือตึกข้างที่ทำการประชาธิปัตย์ครับ

ขอบพระคุณน้องกอล์ฟครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 26, 2012, 07:14:32 PM

เป็นตึกใหม่ที่ติดถนนพระราม6 หรือตึกข้างที่ทำการประชาธิปัตย์ครับ

ขอบพระคุณน้องกอล์ฟครับ

 

ตึกใหม่ติดถนนพระราม 6 ( ศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ) ครับพี่ต่าย ชั้น 22 นะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ กันยายน 30, 2012, 11:37:35 PM
ดูแลบ้านกันดี ๆ ข่าวฝนตก ถึงกลางเดือนตุลาคม เชียว สำหรับ กทม.

ขอให้กุศลรักษา ให้ปลอดภัยทุกท่าน

 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 01, 2012, 06:07:53 PM

หรือครับไม่ค่อยได้ดูข่าวเลย

ขอบคุณที่เตือนกันครับ ไม่น่าท่วม แต่ก็ไม่ประมาท
เห็นนายกฯสาวคุยตั้งนานแล้วว่าจะเอาอยู่ไม่ท่วม ผมก็เลย เอา เอาอยู่ก็เอาอยู่ ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 11, 2012, 12:33:38 PM


ช่วงนี้งานเข้าตลอดเลยครับ คิดถึงเพื่อนๆกัลยาณมิตรทุกคนครับ
ขอให้เพื่อนๆเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นนะครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 12, 2012, 12:18:50 PM


ช่วงนี้งานเข้าตลอดเลยครับ คิดถึงเพื่อนๆกัลยาณมิตรทุกคนครับ
ขอให้เพื่อนๆเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นนะครับ  :)

คิดถึงเช่นกันครับพี่ต่าย ฮ่าๆๆ ทำงานรองแต่อย่าลืมงานหลักด้วยนะครับ อิอิ
ขอให้เจริญในธรรม เช่นกันครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 12, 2012, 07:29:53 PM
กลายเป็นว่า ปีนี้ น้ำน้อย  ซะแหล่ว


โชคดี ชาวเมือง

แต่ชาวนา เศร้า(ดีได้จำนำข้าว ราคา ... กว่า ตลาด)

 ;D



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 17, 2012, 08:35:35 PM

ด้านเหนือแถวพิษณุโลกน้ำน้อยแล้วหรือครับ

กรุงเทพฯน้ำก็ท่วมตอม่อสะพานสีแดงเหมือนเดิมครับ ไม่ค่อยยุบเลย

สบายดีนะครับท่าน the suffering


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 17, 2012, 08:39:25 PM
ยัง รับยากดภูมิอยู่

แต่แข็งแรงขึ้น

ขอบคุณ

 :D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 17, 2012, 08:44:28 PM

เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือครับ ถึงใช้ยาบรรเทาอาการไว้ครับ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ ตุลาคม 17, 2012, 08:54:35 PM
เริ่มจาก ภูมิแพ้ตัวเอง
ตามมาด้วยเพื่อนๆของเค้า

ครือ ความดัน หัวใจ กล้ามเนื้อสลายตัว กระดูกและข้อ ระบบเลือด ตาสู้แสงไม่ได้ โดนแดดไม่ได้ แพ้ไอร้อน

โดนจัดหนัก
ทดสอบพลังกันระหว่าง ความเป็น ความตาย

 :D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 17, 2012, 11:38:28 PM

งั้นก็ได้เวลาพิจารณาแยกธาตุขันธ์ออกจากกันได้อย่างเข้มข้นทีเดียวเชียว

สังเกตว่าระดับโสดาบันนี่ไม่ค่อยจะกลัวตายแล้วครับ เพราะรู้ว่าตายแล้วจะไปไหน ไม่เนิ่นช้าแน่นอน และมีนิพพานเป็นที่ไปในกาลข้างหน้า

ขอให้เจริญในธรรมครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 18, 2012, 09:45:44 AM
จากพระอภิธรรมปิฎก
เห็นว่าน่าสนใจดีเลยนำมาฝากกัน เผื่อยังติดๆประการใดอยู่ครับ
ลักษณะที่ อาจจะทำให้เข้าใจผิดในธรรม

วัญจกธรรม (ธรรมเป็นเครื่องหลอกลวง) ๓๘ ประการ
๑.  อปฺปฏิกูลสญฺญามุเขน  กามมจฺฉนฺโท  วญฺเจติ.

ความพอใจในกาม  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นอปฏิกูลสัญญา. (ลวงว่าสะอาด)


๒.  ปฏิกฺกูลสญฺญาปฏิรูปตาย  พฺยาปาโท  วญฺเจติ.

ความพยาบาท  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นปฏิกูลสัญญา.


๓.  สมาธิมุเขน  ถีนมิทฺธํ  วญฺเจติ.

ถีนมิทธะ(ความท้อถอย ง่วงเหงา)  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นสมาธิ.


๔.  วิริยารมฺภมุเขน  อุทฺธจฺจํ  วญฺเจติ.

อุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน)  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นการปรารภความเพียร.


๕.  สิกฺขากามตามุเขน  กุกฺกุจฺจํ  วญฺเจติ.

กุกกุจจะ(ความรำคาญใจ)  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา.


๖.  อุภยปกฺขสนฺตีรณมุเขน  วิจิกิจฺฉา  วญฺเจติ.

วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีการพิจารณาทั้งสองฝ่าย




๗.  อิฏฺฐานิฏฺฐสมุเปกฺขนมุเขน  สมฺโมโห  วญฺเจติ.

ความหลงพร้อม(ไม่รู้)  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีการวางเฉยต่ออารมณ์

ที่น่าปราถนาและไม่น่าปราถนา

(เช่น ไม่รู้ จึงไม่รักหรือไม่ชัง  จึงดูเหมือนวางเฉย เพราะรู้สึกเฉยๆ)


๘.  อตฺตญฺญุตามุเขน  อตฺตนิ  อปริภเวน มาโน  วญฺเจติ.

มานะ(ความสำคัญตน)  ย่อมลวงโดยความไม่ดูหมิ่นตน เหมือนกับว่าเป็นผู้รู้จักตน

(เช่น คนมีมานะแต่มักบอกว่าตนไม่มีมานะ...หลงในคุณธรรมของตน)


๙.  วีมํสามุเขน  เหตุปฏิรูปกปริคฺคเหน  มิจฺฉาทิฏฺฐิ  วญฺเจติ.

มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิด)  ย่อมลวงด้วยการถือเอาเหตุอันสมควร

เหมือนกับว่ามีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา


๑๐.  วิรตฺตตาปฏิรูปฏาย  สตฺเตสุ  อทยาปนฺนตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี.


๑๑.  อนุญฺญาตปฏิเสวนปฏิรูปตาย  กามสุขลฺลิกานุโยโค  วญฺเจติ.

กามสุขัลลิกานุโยค(การประกอบเนืองๆ ซึ่งความหมกมุ่นอยู่ในกาม)

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเสพในสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไว้.


๑๒.  อาชีวปาริสุทฺธิปฏิรูปตาย  อสํวิภาคสีลตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้มีปกติไม่แบ่งปัน  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์

(เช่น ภิกษุบิณฑบาตมาแต่ไม่แบ่งบรรพชิตด้วยกัน แล้วคิดว่าตนเลี้ยงชีพบริสุทธิ์)




๑๓.  สํวิภาคสีลตาปฏิรูปตาย  มิจฺฉาชีโว  วญฺเจติ.

มิจฉาอาชีวะ  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติแบ่งปัน.


๑๔.  อสํสคฺควิหาริตาปฏิรูปตาย  อสงฺคหสีลตา  วญเจติ.

ความเป็นผู้มีปกติไม่สงเคราะห์  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยการไม่คลุกคลี.


๑๕.  สงฺคหสีลตาปฏิรูปตาย  อนนุโลมิกสํสคฺโค  วญฺเจติ.

ความคลุกคลีที่ไม่สมควร  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติสงเคราะห์.


๑๖.  สจฺจวาทิตาปฏิรูปตาย  ปิสุณวาจา  วญฺเจติ.

ปิสุณวาจา(กล่าวส่อเสียด)  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้กล่าวคำจริง.


๑๗.  อปิสุณวาทิตาปฏิรูปตาย  อนตฺถกามตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ใคร่ในสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ไม่กล่าวส่อเสียด.


๑๘.  ปิยวาทิตาปฏิรูปตาย  ปาตุกมฺยตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้กระทำการประจบ

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้กล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก.

๑๙.   มิตภาณิตาปฏิรูปตาย  อสมฺโมทนสีลตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ไม่ชื่นชมยินดี(กับผู้อื่น)

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้พูดพอประมาณ (ตระหนี่คำสรรเสริญ)



๒๐.  สมฺโมทนสีลตาปฏิรูปตาย  มายาสาเถยฺยญฺจ  วญฺเจติ.

มายาและสาไถย  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติชื่นชมยินดี(กับผู้อื่น)



๒๑.  นิคฺคยฺหวาทิตาปฏิรูปตาย  ผรุสวาจา  วญฺเจติ.

ผรุสวาจา(กล่าวคำหยาบ)  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้พูดข่ม.



๒๒.  ปาปครหิตาปฏิรูปตาย  ปรวชฺชานุปสฺสิตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้เพ่งโทษผู้อื่น  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ติเตียนบาป.



๒๓.  กุลานุทฺทยตาปฏิรูปตาย  กุลมจฺฉริยํ  วญฺเจติ.

ความตระหนี่ตระกูล  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีความประพฤติเกื้อกูลต่อตระกูล.



๒๔.  อาวาสจิรฏฺฐิติกามตามุเขน  อาวาสมจฺฉริยํ  วญฺเจติ.

ความตระหนี่อาวาส

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่เพื่อให้อาวาสตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.


 

๒๕.  ธมฺมปริพนฺธปริหรณมุเขน  ธมฺมมจฺฉริยํ  วญเจติ.

ความตระหนี่ธรรม  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นการรักษาพระธรรมไว้ให้ดำรงมั่น.



๒๖.  ธมฺมเทสนาภิรติมุเขน  ภสฺสารามตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ยินดีในการพูดคุย  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ยินดียิ่งในการแสดงธรรม.



๒๗.  อผรุสวาจตาคณานุคฺคหกรณมุเขน  สงฺคณิการามตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ไม่กล่าวคำหยาบและกระทำการอนุเคราะห์แก่หมู่คณะ.



๒๘.  ปุญฺญกามตาปฏิรูปตาย  กมฺมรามตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ยินดีในการงาน  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่ซึ่งบุญ.



๒๙.  สํเวคปฏิรูเปน  จิตฺตสนฺตาโป  วญฺเจติ.

ความเร่าร้อนแห่งจิต  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นการสลดสังเวช.



๓๐.  สทฺธาลุตาปฏิรูปตาย  อปริกฺขตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้มากไปด้วยศรัทธา.




๓๑.  วีมํสนาปฏิรูเปน  อสฺสทฺธิยํ  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา.



๓๒.  อตฺตาธิปเตยฺยปฏิรูเปน  ครูนํ  อนุสาสนิยา  อปฺปทกฺขิณคฺคาหิตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ไม่รับเอาคำพร่ำสอนของครูทั้งหลายโดยเคารพ

ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีตนเป็นใหญ่.



๓๓.  ธมฺมาธิปเตยฺยปฏิรูเปน  สพฺรหฺมจารีสุ  อคารวํ  วญฺเจติ.

ความไม่เคารพในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย

ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีธรรมเป็นใหญ่.



๓๔.  โลกาธิปเตยฺยปฏิรูเปน  อตฺตนิ  ธมฺเม  จ  ปริภโว  วญฺเจติ.

ความดูหมิ่นตนและดูหมิ่นธรรม  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีโลกเป็นใหญ่.



๓๕.  เมตฺตายนามุเขน  ราโค  วญฺเจติ.

ราคะ(ความยินดีติดข้อง)  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีเมตตา.



๓๖.  กรุณายนาปฏิรูเปน  โสโก  วญเจติ

ความเศร้าโศก  ย่อมลวงเหมือนกับว่ามีความกรุณา.




๓๗.  มุทิตาวิหารปฏิรูเปน  ปหาโส  วญฺเจติ.

ความร่าเริง  ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยมุทิตา.


๓๘.  อุเปกฺขาวิหารปฏิรูเปน  กุสเลสุ  ธมฺเมสุ  นิกฺขิตฺตฉนฺทตา  วญฺเจติ.

ความเป็นผู้ทอดทิ้งฉันทะ(ความพอใจ)ในกุศลธรรมทั้งหลาย

ย่อมลวงเหมือนกับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยอุเบกขา.

ข้อความจาก...อรรถกถาเนตติปกรณ์ ยุตติหารวิภังควรรณนา

แปลและเรียบเรียงโดย... มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 18, 2012, 03:04:20 PM
ขอบคุณมากครับพี่ต่าย สำหรับเรื่องวัญจกธรรม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 01:25:19 AM

ครับ  :) 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 23, 2012, 01:20:17 PM
ปลายปีมีงานเข้าตลอดเล๊ย  ขอเข้ามาแปะนี่ไว้หน่อยนะครับ

แม้พระไตรปิฎกจะเป็นหลักฐานชั้น ๑ เมื่อพิจารณาตามหลักพุทธภาษิตในกาลามสูตร พระองค์ก็ไม่ให้ติดจนเกินไป ดังคำว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าถือโดยอ้างตำรา เพราะอาจผิดพลาดตกหล่น หรือบางตอนอาจเพิ่มเติมขึ้น แสดงว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล สอบสวนดูให้เห็นประจักษ์แก่ใจตนเอง เป็นการสอนอย่างมีน้ำใจกว้างขวาง และให้เสรีภาพแก่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันให้นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อได้ประจักษ์ผลนั้นๆ ด้วยตนเอง แม้จะมีพระพุทธภาษิตเตือนไว้ มิให้ติดตำราจนเกินไป แต่ก็จำเป็นต้องรักษาตำราไว้ เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษา เพราะถ้าไม่มีตำราเลยจะยิ่งซ้ำร้าย เพราะจะไม่มีแนวทางให้รู้จักพระพุทธศาสนาเลย ฉะนั้น การศึกษาให้รู้และเข้าใจในพระไตรปิฎก จึงเป็นลำดับแรก เรียกว่า ปริยัติ การลงมือทำตามโดยควรแก่จิต อัธยาศัย เรียกว่าปฏิบัติ การได้รับผลแห่งการปฏิบัตินั้นๆ เรียกว่า ปฏิเวธ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 01, 2012, 11:14:58 AM
ดีครับพี่ต่าย ส่ง CD ไปให้แล้วนะครับผม ตอนเย็นๆวันนี้น่าจะถึงครับผม
ช่วงหยุดปีใหม่ ไปเที่ยวไหนหรอครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 04, 2012, 08:12:04 PM

ได้รับซีดีแล้วครับเมื่อตอนบ่ายวันที่ 1 ธันวาคม 2555
ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ช่วงปีใหม่ยังไม่ได้วางแผนครับ ถ้าเป็นไปได้อยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าครับ ไม่อยากเดินทางไปไหน ปีนี้มีแต่เรื่องเดินทางอยู่ตลอด อยากอยู่เงียบๆบ้างครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 22, 2012, 08:19:20 AM
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 ความว่า

ขออำนวยพรสาธุชนทั้งหลาย ดิถีขึ้นปีใหม่ได้เวียนมาถึงอีกวาระหนึ่ง คือวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 นับเป็นเทศกาลที่เป็นที่ปีติยินดีของคนทั่วไป เพราะอย่างน้อยก็ยินดีที่ได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาด้วยดีอีกปีหนึ่ง และก็หวังใจว่าจะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยและดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปอีกในปีใหม่จะมาถึง ฉะนั้น เทศกาลปีใหม่จึงถือกันว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุข สุขใจกับอดีตที่ผ่านมา และสุขใจกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง จึงได้พากันทำกิจกรรมแห่งความสุข มีการทำบุญตักบาตร และอำนวยอวยพรแก่กันตามประเพณีนิยม
...
พรที่ทุกคนปรารถนา น่าจะเป็นพร 4 ประการที่นิยมเรียกกันว่า จตุรพิธพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ซึ่งหมายถึง ความมีอายุยืน มีผิวพรรณผ่องใสงดงาม มีความสุขด้วยสมบัติคือพรั่งพร้อมด้านต่างๆ และมีพละกำลัง ทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา กำลังทรัพย์ และกำลังพวกพ้อง

อันที่จริง การให้พรกันนั้นย่อมเป็นที่ทราบกันว่าคือการให้ความมีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน มิใช่ใครจะหยิบยื่นพรเหล่านี้ให้แก่กันได้เพียงแต่พูด หรือกล่าวคำอวยพรแก่กันเท่านั้น ฉะนั้น การให้พรกันจึงหมายถึงการแสดงออกซึ่งความปรารถนาดีต่อกัน เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกื้อกูลแก่ความสุขทางจิตใจเป็นอันมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งเป็นสิ่งที่เกื้อกูลให้เกิดพรทั้งสี่ได้จริง

ตรงกันข้าม การแสดงออกซึ่งความปรารถนาร้ายต่อกัน ย่อมเป็นเครื่องบั่นทอนพรต่างๆ มีอายุเป็นต้น ซึ่งมิได้มีความหมายแต่อายุของชีวิตคน แต่รวมไปถึงอายุของกิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติด้วย เพราะคนเรานั่นเองเป็นผู้ใส่ชีวิตจิตใจให้แก่กิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติ ถ้าอายุของคนสั้น อายุของกิจการ บ้านเมือง ประเทศชาติก็สั้น ถ้าจิตใจของคนผ่องใสเป็นสุข จิตใจของกิจการ บ้านเมือง ประเทศชาติก็ผ่องใสเป็นสุข

ความขาดพรในใจ จึงหมายถึงขาดความปรารถนาดีต่อกัน ขาดความซื่อสัตย์ ความข่มใจ ความอดทน ความเสียสละ และความเคารพนับถือกัน ความขาดพรในใจต่อกันจึงเป็นเหตุทำลายอายุ วรรณะ สุขะ พละ ไม่เฉพาะแต่ของคน แต่รวมไปถึงทำลายอายุ วรรณะ สุขะ พละ ของกิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติด้วย

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 จึงขออำนวยให้สาธุชนทั้งหลาย จึงมีพรและให้พรแก่กันและกัน เพื่อความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ของสรรพชีวิต ตลอดถึงสรรพกิจการและชาติบ้านเมืองตลอดไป ขออำนวยพร.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 24, 2012, 07:48:22 PM
‎21-12-12 โลกจะแตกหรือไม่นะ..? คงทราบกันแล้วนะครับ
ตามกระแสหน่อยให้เพื่อนๆอ่านกันครับ...

“พุทธศาสนา กับ ดาราศาสตร์” เป็นการอธิบายเวลาการเกิดของจักรวาลและหน่วยนับของเวลาทางพุทธศาสนา
หน่วยนับเป็น “มหากัป” เทียบกับ
หน่วยนับที่มีจำนวนมากที่สุดเท่าที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน “ yotta”... หน่วยนับขนาดมหึมาทางพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้เมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว
เหนือชั้นกว่าหลักดาราศาสตร์และวิทยาการในปัจจุบันอย่างไม่เห็นฝุ่น

1 มหากัป   = 256 อันตรกัป
1 อันตรกัป = 1x10 ยกกำลัง 144 ปี (1ตามด้วยศูนย์อีก144ตัว)
1  Yotta    = 1x10 ยกกำลัง 24


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 06, 2013, 12:20:50 PM
หลักที่ทรงใช้ในการตรัสของพระตถาคต ๖ อย่าง
ราชกุมาร !

(๑) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.
(๒) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้แต่
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.
(๓) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้
อันประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาลเพื่อกล่าววาจานั้น.
(๔) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.
(๕) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.
(๖) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้
อันประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น
ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้จักกาละที่เหมาะสมเพื่อกล่าววาจานั้น.
ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ?
ราชกุมาร !
เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย.
ม. ม. ๑๓/๙๑/๙๔.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 24, 2013, 10:01:17 PM
‎"เหตุแห่งรักในทางพระพุทธศาสนา"
ปุถุชนผู้ยังละกิเลสไม่ได้ เกิดมาก็ย่อมต้องมีความรัก
ทั้งหญิงและชาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ทำให้หญิงชายรู้สึกรักกันไว้ใน สาเกตชาดก พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ดังนี้
“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้า จิตก็เลื่อมใส ”

“ ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกัน ในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ ”  
เหมือนดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น

จึงจะเห็นว่าการที่หญิงชายมารักกัน ชอบกัน และอาจได้อยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มีปัจจัยมาจาก ๒ ประการดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุให้รู้ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ ฯลฯ อีกมากมาย

คู่
บุพเพสันนิวาส คือ การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาเป็นคู่ครองกันในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสหมายถึงการที่อาจจะได้อยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก ครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น การที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันนี้เมื่อเกิดมาร่วมกัน ก็มักจะสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข

เนื้อคู่ คือ หญิงและชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ

คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน

คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่มักไม่มีความสุข เนื่องจากการมาอยู่ร่วมกันนั้นเกิดจากวิบากของกรรมที่ทำร่วมกันหรือวิบากกรรมที่มีต่อกันมาส่งผล เช่น อาจเคยทำบาปร่วมกัน หรือเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนเป็นต้น

คู่บารมี คือ เนื้อคู่ที่ได้ติดตามกันมา ส่งเสริมกันและกันในทางที่ดี ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาร่วมกันนับชาติไม่ถ้วน และจะติดตามกันต่อไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏฏสงสารได้ มักใช้คำนี้กับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีกับเนื้อคู่ลำดับ ๑ ที่จะได้เป็นคู่ครองกับในชาติสุดท้าย

เหตุแห่งการได้อยู่ร่วมกัน

ดังที่พระพุทธองค์ได้แสดงเหตุที่หญิงชายได้รักและได้เป็นสามีภรรยากันนั้นมี ๒ ปัจจัย คือ

• การได้อยู่ร่วมกันในกาลก่อน

• การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน


เนื่องจากวัฎฎสงสารยาวไกลจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป็นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็อาจได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลาย ๆ คนพร้อมกัน หรืออาจไม่ได้เจอเนื้อคู่เลยสักคนก็เป็นได้ กรณีที่ไม่เจอเนื้อคู่เลยนั้น หญิงชายนั้นก็อาจมีคู่ได้กับบุคคลใกล้ชิดที่ได้เกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อได้เป็นคู่กันในปัจจุบันแล้วหญิงชายนั้นก็จะได้เป็นเนื้อคู่กันต่อไป

ลำดับของเนื้อคู่

เพราะเหตุที่แต่ละคนมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่าที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร แม้จะมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุด เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้ บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็นแสนเป็นล้านชาติ เป็นเนื้อคู่ลำดับที่ ๑

กฎแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เราเรียบร้อย คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกัน ใจเราจะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ เมื่อเลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ของเขาต่อไป แต่กฎแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติ กลับทำให้คู่ลำดับต้น ๆ ได้มาพบกันทีหลังหลังจากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้วซึ่งแม้จะได้พบกันทีหลัง แต่เพราะเป็นคู่ลำดับต้น จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้งซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง กล่าวกันว่าแม้พระภิกษุผู้มั่นคงในศีล เมื่อได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ยังทนไม่ได้ ต้องสึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้

เหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมาเกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่สมกันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้ายแรง หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผลเขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อ ๆ ไป

เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก

นอกจากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น คืออยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำหรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอด เหตุที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่ ๑-๕ เนื่องจากกรรมจากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ

หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้น

หรือบางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น

ทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ร่วมกัน

เมื่อความรักหวานชื่น คู่ครองทั้งหลายย่อมต้องอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันอีก ซึ่งผลกรรมก็ได้จัดสรรการเกิดมาเป็นคู่ครองกันอีกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่นอกจากการรอให้กรรมเป็นตัวจัดสรรแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบและอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต โดยการอธิษฐาน แต่แม้จะมีอธิษฐานร่วมกัน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมอยู่ดี

การอธิษฐานนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษคือ ในด้านประโยชน์ ทำให้เนื้อคู่ทั้งสองมีโอกาสกลับมาเป็นคู่ครองกันในชาติต่อ ๆไป ได้ง่าย แต่ในแง่ของโทษ บางครั้งก็ทำให้การใช้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข เช่น หากเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้ไม่ได้มาเกิด หรือมาเกิดแล้วแต่ยังไม่ได้พบกัน ฝ่ายที่รออยู่จะไม่สามารถมีคู่ได้ จิตใจไม่รักใคร หรือแม้จะได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ แต่ก็มีเหตุให้ไม่สมหวังทุกครั้งไป เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร

การแก้ปัญหาเรื่องอธิษฐาน

หากแน่ใจว่าเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้คงไม่ได้พบเจอกันแน่แล้ว หรืออยากจะปล่อยวางเพื่อมีโอกาสได้ตัดสินใจกับเนื้อคู่ลำดับอื่น สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงอธิษฐานขออนุญาตเนื้อคู่ว่า ขอละคำอธิษฐานนั้น ขอให้ชีวิตได้พบเนื้อคู่ที่สมกัน และได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปกติและมีความสุข

คู่บารมี

สุดท้ายคือเรื่องของคู่บารมี เป็นคู่สำคัญ เป็นคู่ที่ยาวนาน เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมีขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก พระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลายาวนานมากในการสร้างบุญบารมีกว่าที่จะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง ๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว

คนที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีจึงต้องมีความเสียสละและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคลผู้ปรารถนาเป็นคู่บารมีนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุดได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับ ๑ อย่างเที่ยงแท้

การเป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง ในบางชาติอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์ เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูกหรือตัวเอง เพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์ เป็นต้น ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกุตรธรรมได้ ..

อ้างอิง
บทความจากธรรมะเดลิเวอรี่ โดยคุณอังคาร
เหตุแห่งความรัก...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2013, 09:58:30 AM
 

สติ สัมปชัญญะ เป็น ธรรมที่เป็นอุปการะของธรรมอื่น ๆ เราจะออกจากทุกข์ได้ก็เพราะ สัมปชัญญะเกิดรู้สึกตัวในเบื้องต้น รู้ตัวขึ้นมาว่าฉันมีทุกข์ สติ เป็นผู้พาดำเนินไปในสัปปุริสธรรม อริยมรรค แม้หิริโอตัปปะก็ต้องมีสัมปชัญญะเป็นแกน ดังนั้นถ้าจะเปรียบธรรมทั้งหลายเป็นไฟ สติ สัมปชัญญะ ก็จะเป็นออกซิเจนที่ช่วยทำให้ไฟติด สติ สัมปชัญญะจึงควรทำให้มีให้เป็นครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 20, 2013, 10:21:06 AM
ภูมิธรรมในศาสนานี้มีอยู่ ๔ ระดับ เปรียบเสมือนผู้คนในโลก ดังนี้
- ระดับแรก เสมือนผู้ที่พูดและฟัง ภาษารู้เรื่องได้เพียงภาษาเดียว คือ ภาษาของตน
- ระดับสอง เสมือนผู้ที่พูดและฟัง ภาษารู้เรื่องได้ สองภาษา คือของตนเองและของกลุ่มแรก
- ระดับสาม เสมือนผู้ที่พูดและฟัง ภาษารู้เรื่องได้ สามภาษา คือ ภาษาตนเองและภาษาของ สองกลุ่มแรก
- ระดับสี่ เสมือนผู้ที่พูดและฟัง ภาษารู้เรื่องได้ สี่ภาษา คือ ภาษาของตนและของเพื่อนอีกทั้งสามภาษา

พระพุทธเจ้า ท่านจึงได้เปรียบเทียบคนเราออกเป็นบัวสี่เหล่า  สาธุ สาธุ พระพุทธองค์ตรัสคำไหนไม่มีผิดเพี้ยนหรือขัดแย้งกันเลย แม้จะล่วงเลยมาแล้วถึง ๒๕๕๖ ปี


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2013, 02:37:50 PM
สวัสดีหลังจากวันมาฆบูชา นะครับผม
ดีครับพี่ต่าย พอดีช่วงนี้ ผมมาทำงานที่ญี่ปุ่น นะครับ

แต่ยังเข้ามาเชคข้อมูลในเว็บตลอด เมื่อวานวันมาฆบูชา ที่ญี่ปุ่่น ไม่ได้หยุด

แต่ยังระลึกคุณของพระรัตนตรัย อยู่เสมอๆ ยังไม่ลืมงานสำคัญในชีวิต
ที่ไทยวัดส่วนใหญ่น่าจะคนเยอะมาก เห็นจากรูปน้องๆ ไปทำบุญกันแล้ว

พี่ต่ายกับท่าน the suffering สบายดีกันใช่ปะครับ
ขอให้บุญรักษา เดินตามรอยของพระพุทธองค์ ไปกันต่อนะครับผม

กอล์ฟ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 20, 2013, 07:51:58 AM

ยังตามตลอดครับ แต่อาจจะห่างลงนิดหนึ่งครับ
เพราะต้องย้ายมาปฎิบัติหน้าที่ในหน่วยใหม่ งานมากขึ้นครับ

เข้ามาแล้วก็สงบสบายใจเหมือนเดิม กายใจสบายเหมือนเดิม แต่สภาพและสภาวะและสถานการณ์เปลี่ยนไป ตามเรื่องโลกๆ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 21, 2013, 10:01:37 AM
เช่นกันครับพี่ต่าย

มีธรรมะ ถ้าในอากาศร้อนๆ เหมือนมีลมเย็นๆพัดมา กระทบกาย ให้เย็นสบาย
ในยามที่อากาศหนาวๆเย็นๆ เหมือนมีผ้าห่มคอยห่มกายให้อุ่นกายใจขึ้น

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 22, 2013, 02:40:20 AM

จริงแล้วพี่ก็สบายนะถึงเหงื่อจะท่วมตัว ใจมันสบายอยู่เสมอ

เมืองไทยตอนนี้ก็บ่นกันว่าร้อน พอไปอยู่ยุโรปหิมะตกหน่อย ก็บอกหนาวอยากกลับเมืองไทย เป็นงั้นไป

ไม่มีตรงไหนสบายๆสุขใจตลอดกาลหรอก อยากจะบอกแบบนี้ เราต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นั้นให้ได้

อยู่ที่ใจนะ ถ้าฝึกกันมาดีแล้ว อยู่ไหนก็อยู่ได้หมดทุกที่...ญี่ปุ่นกี่องศาล่ะครับ เพิ่งกลับมาจากอังกฤษก็ลบ 2 และ 2-6 องศา ซี
บ้านเราก็ 31-34 นะ  :)

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ มีนาคม 26, 2013, 10:10:22 PM
ทนทุกข์ปฏิบัติธรรมเพื่อ การพ้นทุกข์
นู๋กอล์ฟ  โชคดีจัง ได้สนทนากะหลวงพ่อปราโมทย์ ไ
ด้เอามาลงเฟส  เพราะ รับรู้ว่าสภาวะจิตของ สามท่าน ในภาพ นุ่มนวลจริงเช่ีีีีียว

คนไทยส่วนมาก ไม่รู้  ไม่เข้าใจ เรื่อง พระพุทธศาสนาแล้ว เพราะ ห่วงทำมาหากิน กาม เกียรติ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ เมษายน 04, 2013, 10:33:56 AM
ช่วงหยุดยาวมีไปภาวนาที่ไหนกันครับลุง the suffering กับ พี่ต่าย หรือท่านอาจารย์แพร่ธรรมจักร

ของผมที่ญี่ปุ่นไม่มีหยุดสงกรานต์ เลยอดเลย ยังไงถ้าได้ไปภาวนา ตามสถานที่ปฏิบัติภาวนา

ก็ฝากถ่ายรูปมาแบ่งปันกันชมหน่อยนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ เมษายน 08, 2013, 03:25:42 PM
ลานจอดรถ หน้าบ้าน
ท่ามกลางสายลม แสงจันทร์ เสียงรถ และนิวรณ์
 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 22, 2013, 10:44:55 PM


นิวรณ์ตัวร้าย


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 02, 2013, 02:01:02 PM
 การทำสมาธินั้น   (เมื่อถูกนิวรณ์ธรรมเข้าแทรกจิต   แก้อย่างไร)
  แก้อารมณ์ของนิวรณ์
นิวรณ์นั้นเมื่อสรุปแล้ว   มี   5   อย่าง   (เขียนแต่โดยย่อให้เข้าใจ   และสามารถนำไปปฏิบัติได้)   ดังนี้
 
1.  พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น   เรียก   กามฉันท์
แก้ด้วยการเจริญอสุภกรรมฐาน   หรือธาตุกัมมัฏฐาน   หรือกายคตาสติ
 
2.  ปองร้ายผู้อื่น   เรียก   พยาบาท
แก้ด้วยเมตตา   การให้อภัยทาน
 
3.  ความที่จิตใจหดหู่และเคลิบเคลิ้ม   เรียก   ถีนมิทธะ
ฝึกกสิณแสงสว่างอยู่ภายในจิต   (จะแก้ความง่วงนอนได้)
 
4.  ฟุ้งซ่านและรำคาญ   เรียก   อุทธัจจกุกุจจะ
สติเพ่งจิต   หรือฝึกเจริญกสิณต่างๆ   (แก้ความฟุ้งซ่านและรำคาญได้)
 
5.  ลังเลไม่ตกลงได้   เรียก   วิจิกิจฉา


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ พฤษภาคม 04, 2013, 07:30:47 PM
นิวรณ์ เกิด
กำหนดรู้
และกลับมาที่ภาวนา

ดูรูปเดินต่อ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ พฤษภาคม 04, 2013, 07:34:00 PM
นิวรณ์ ส่วนใหญ่ เป็น สังขารขันธ์ หรือความคิด ผสมเบื่อหน่าย

บางวัน เดินได้ทั้งคืน บางวันแค่ ชั่วโมงเดียว ก็ ท่าจะแย่


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 08:10:51 AM

นิวรณ์ ส่วนใหญ่ เป็น สังขารขันธ์ หรือความคิด ผสมเบื่อหน่าย/ ...ใช่เลยครับผม
อนุโมทนาในความพากเพียรของท่าน the suffering ด้วยครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 08:39:27 AM

เนื่องด้วยอวิชชา
พระวจนะ
" พระองค์ผู้เจริญ พระองค์กล่าวว่า อวิชชาดังนี้ ก็อวิชชานั้นเป็นอย่างไรเล่า และด้วยเหตุเท่าไร บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งอวิชชา ..................
แน่ะ ภิกษุ ความไม่รู้อันใด เป็นความไม่รู้ในทุกข์ เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์ และเป็นความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ นี้เราเรียกว่า อวิชชา และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งอวิชชา ก็เพราะเหตุไม่รู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล.........................

พระองค์ผู้เจริญ พระองค์กล่าวว่า วิชชา วิชชาดังนี้ ก็วิชชานั้น เป็นอย่างไรและด้วยเหตุเท่าไร บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวิชชา....
แน่ะภิกษุ ความรู้อันใด เป็นความรู้ในทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์ และเป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ นี้เราเรียกว่า วิชชา และ บุคคลชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งวิชชา ก็เพราะเหตุรู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล...

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามจริงว่า นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์ นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

--มหาวาร.สํ.19/538-539/694-1695...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 10:21:31 AM
สาธุ ครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 01:36:08 PM
จากที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น
เห็นปฏิจจสมุปบาท , ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม”

“ภิกษุ ท.! ก่อนแต่นี้
ก็ดี บัดนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติ เฉพาะเรื่องความทุกข์ กับความดับแห่งทุกข์เท่านั้น”


(โดยที่แท้แล้ว เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็คือเรื่องการเกิดและการดับแห่งความทุกข์ เป็นเรื่องตัวแท้ของพุทธศาสนาโดยตรง)

ดูก่อนกัจจานะ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีอยู่”
ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด๓ (มิใช่ทางสายกลาง) ที่หนึ่ง; คำ กล่าวที่ยืนยันลงไปด้วย
ทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง
ดูก่อนกัจจานะ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น
คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า :-
“เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณ ะ โสกะปริเทวะทุกขะ-
โทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ... ...

เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือปฏิจจสมุปบาท
นี้ (จิตของ)หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง, ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของ
กลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม, พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ
อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสาระที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาตไปได้.

พระโสดาบันคือผู้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาทโดยวิธีแห่งอริยสัจสี่ --
โสตาปัตติยังคะขึ้นอยู่กับการรู้ปฏิจจสมุปบาทของอริยสาวก



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 01:56:08 PM
ขอบคุณธรรมดีๆ ในวันเสาร์บ่ายๆ นะครับผม
ตรงหลักปฏิจสมุทบาท นี้ ถ้าปฏิบัติธรรมพร้อม เห็นสภาวะเกิดขึ้นไปด้วย
มันจะแจ่มแจ้งขึ้นมาแสดงเป็นลำดับๆ ตามที่องค์พระพุทธเจ้าท่านตรัส ไว้จริงๆ เนอะครับผม

อนุโมทนาสาธุ ครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 11, 2013, 01:58:30 PM
ผมเพิ่มเติมส่วนของ พระพุทธศาสนา ภาคภาษาอังกฤษมานะครับ
เผื่อมีชาวต่างชาติ ได้เข้ามาฟังกันบ้าง ฮ่าๆๆ

ถ้าพี่ๆ มีส่วนไหนเพิ่มเติมก็ พิจารณากันได้เลยนะครับผม
http://www.kammatan.com/board/index.php?board=33.0


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 16, 2013, 12:04:00 AM
ดีและมีประโยชน์สำหรับชาวต่างชาติมากๆครับน้องกอล์ฟ...ขออนุโมทนาด้วยครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 16, 2013, 12:04:24 AM
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นำโดยพระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ครอบครัวการุณยศิริ พร้อมญาติมิตร
ได้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัย ร่วมผ้าป่า 100 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับพระภิกษุ- สามเณรอาพาธ และผู้ป่วยทั่วไป
ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท

พระประกาศพุทธกิจ รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้รับปัจจัย

เอาบุญมาฝาก ให้เพื่อนๆอนุโมทนาบุญร่วมกันครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 16, 2013, 07:47:05 AM
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นำโดยพระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ครอบครัวการุณยศิริ พร้อมญาติมิตร
ได้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัย ร่วมผ้าป่า 100 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับพระภิกษุ- สามเณรอาพาธ และผู้ป่วยทั่วไป
ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท

พระประกาศพุทธกิจ รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้รับปัจจัย

เอาบุญมาฝาก ให้เพื่อนๆอนุโมทนาบุญร่วมกันครับ

ใกล้ครบรอบ 100 พรรษา ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 
ในวันที่  3 ตุลาคม 2556 แล้วนะครับผม
ก็ขอ อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ด้วยนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 27, 2013, 12:36:19 PM

น้องกอล์ฟเก่งจัง รู้เรื่องจริง  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 27, 2013, 02:33:06 PM
ฮ่าๆๆ เปล่าหรอกครับพี่ต่าย พอดีแม่ผมโทรมาบอก ว่าได้ร่วมทำบุญ ครบรอบ 100 ปี ของ สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันไป
แม่ถามว่า ครบรอบวันไหน เลยเอามาแปะไว้ให้ท่านอื่น รับทราบด้วยครับ

อนุโมทนาสาธุ ด้วยนะครับพี่ต่าย ^^

วันวิสาขบูชา ที่ผ่านมาญี่ปุ่นไม่ได้หยุด
แต่ผมหยุดเอง 555 ไปทำบุญที่ พระใหญ่มา ที่วัดในญี่ปุ่น มาครับ
เจอคนไทยเยอะเลย เอาบุญมาแบ่งด้วยนะครับ ฮ่าๆ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 08, 2013, 09:08:43 AM
เห็นภาพแล้ว อนุโมทนาด้วยครับ  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 17, 2013, 01:21:31 PM
ทิฏฐิสัมปทา = สัมมาทิฏฐิ : ทิฏฐิวิบัติ = มิจฉาทิฏฐิ

ทิฏฐิวิบัติ เป็นไฉน?

ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
การบูชาไม่มีผล
การบวงสรวงไม่มีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกอื่นไม่มี
บิดาไม่มี มารดาไม่มี
สัตว์ที่จุติและอุปบัติไม่มี
สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก
สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก
ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ.
มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น ทิฏฐิวิบัติ

ทิฏฐิสัมปทา เป็นไฉน?

ความเห็นว่า
ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล
การบูชาย่อมมีผล
การบวงสรวงย่อมมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่
โลกนี้มีอยู่ โลกอื่นมีอยู่
มารดามีอยู่ บิดามีอยู่
สัตว์ที่จุติและอุปบัติมีอยู่
สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่ในโลก
สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก
ดังนี้ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่าทิฏฐิสัมปทา.
สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น ทิฏฐิสัมปทา

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑
ธรรมสังคณีปกรณ์


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ สิงหาคม 19, 2013, 02:21:59 PM
สาธุครับผม อิ่มเอิบด้วยธรรมะ ยามบ่ายนะครับผม
ขอบคุณครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 18, 2013, 12:40:56 AM

ทิฎฐิ ๖๒ ประการ

สัสสตทิฏฐิ ๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ?

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต

ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการคือ ตามระลึกชาติได้ หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง
สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง
ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง
ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น แล้วได้มาบังเกิดในภพนี้
ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา
ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด
แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท
อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง
สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง
ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง
ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น
มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด
ส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิดแต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยงย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 19, 2013, 11:26:37 PM
 

๒. อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง
บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้
อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน
ได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น
มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่
ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้
เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไปย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด
แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ
คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง
ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น
แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้

ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา
ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิดแต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 21, 2013, 10:59:16 AM
 

๓. อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน
ได้สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น
เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์ อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ
ฉะนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด
ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส
อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการ
โดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ใน
กาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สิบสังวัฏฏวิกัฏฏกัป
บ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มี
ผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้
หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้
อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น
ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 22, 2013, 09:54:08 PM
 

๔. อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิด
ได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่า
สัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมี
ทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกนั้น
มีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ นี้แล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่มีทิฏฐิว่าเที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ อันบุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อม
รู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่น ความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น
ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น
ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต
จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 07, 2013, 01:01:12 AM
 

เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ?
๕. (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม
สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้กลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ วิมานของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า
ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหมที่ว่างเปล่า
แม้สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม
สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานนั้นแต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสันความดิ้นรนขึ้นว่า
โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมาสัตว์เหล่าอื่นก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ
ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร
มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้
เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ
เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น สัตว์เหล่านี้เรานิรมิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเหตุว่า เราได้มีความคิดอย่างนี้ก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ความตั้งใจของเราเป็นเช่นนี้
และสัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลัง ก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญนี้แลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจเป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ
เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พวกเราอันพระพรหมผู้เจริญนี้นิรมิตแล้ว
ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า พวกเราได้เห็นพระพรหมผู้เจริญนี้เกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกเราเกิดภายหลัง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นมีอายุยืนกว่า มีผิวพรรณกว่ามีศักดิ์มากกว่า
ส่วนผู้ที่เกิดภายหลังมีอายุน้อยกว่า มีผิวพรรณทรามกว่า มีศักดิ์น้อยกว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้
เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้วก็ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้
เขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้ใดแลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ
เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น
พระพรหมผู้เจริญใดที่นิรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้นเป็นผู้เที่ยงยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ส่วนพวกเราที่พระพรหมผู้เจริญนั้นนิรมิตแล้วนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว
จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง.

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 09, 2013, 04:02:11 PM
 


๖.(เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๒) อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร
จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์
คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่น อยู่แต่ในความรื่นรมย์
คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง
จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ
อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้

หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์
คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา
สติย่อมไม่หลงลืม เพราะสติไม่หลงลืม
พวกเหล่านั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผัน
เป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา
เมื่อพวกเรานั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม

เพราะสติหลงลืม พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้เช่นนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว
จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง.


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ตุลาคม 10, 2013, 04:25:58 PM
ขอบคุณสำหรับดีๆ ในการเตือนสติ ไม่ให้หลงลืมงานสำคัญนะครับพี่ต่าย
เดินทางไปต่างประเทศ ไงก็เข้ามาเยี่ยมกันได้นะครับผม

เดินทางปลอดภัยนะครับพี่


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 13, 2013, 10:46:59 AM

ขอบพระคุณครับน้องกอล์ฟ

รักที่นี่อยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆแหละครับ สงบดี ไม่วุ่นวายมาก เหมาะสำหรับปลีกตัวมาสันโดษศึกษาธรรมได้ดีมากครับ


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 13, 2013, 10:50:10 AM



๗.  (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๓)อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า
บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร
ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ
อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร
เมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกันและกัน
เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ
พวกนั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว

ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะ มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร
ก็คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน ก็พากันลำบากกาย ลำบากใจ
พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว
จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 13, 2013, 10:53:48 AM
 


๘. (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔)  อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า
สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา
ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
จะบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว
ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น
และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย
เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้นความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง
จึงทราบความดับเฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต
ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 27, 2013, 12:24:29 AM
อันตานันติกทิฏฐิ ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและ หาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการ.

๙. (อันตานันติกทิฏฐิ ๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส
อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ย่อมมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด

เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ
อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
จึงมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด. ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑
ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 12, 2013, 08:10:55 AM
 


๑๐.(อันตานันติกทิฏฐิ ๒)  อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า
โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่าไม่มีที่สุด
เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้
สมณพราหมณ์พวกที่พูดว่า โลกนี้มีที่สุดกลมโดยรอบนั้นเท็จ โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรเป็นที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต
จึงมีความสำคัญในโลกว่าหาที่สุดมิได้ ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้
ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒
ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้วปรารภแล้วมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 18, 2013, 10:32:40 AM
สาธุครับพี่ต่าย

สบายดีปะครับพี่ต่าย กลับไทยสิ้นเดือนนี้ ปะครับผม

ช่วงอาทิตย์ก่อนไปทำบุญปล่อยปลา กับ ไปฟังธรรมที่สวนสันติธรรม มานะครับ
เอาบุญมาแบ่งนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 22, 2013, 10:12:29 PM

กลับมาเมืองไทยแล้วครับน้องกอล์ฟ

ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 02, 2014, 10:14:05 AM
 


๑๑. (อันตานันติกทิฏฐิ ๓) อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า
โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวาง
หาที่สุดมิได้
เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด
สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ
ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดหาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ
อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต

ย่อมมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด
ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓
ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
ย่อมบัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 02, 2014, 02:18:05 PM
สวัสดีปีใหม่ครับพี่ๆ น้องๆ ที่เคารพทุกท่าน
ผ่านร้อน ผ่านหนาว มากันอีกปีแล้วนะครับ บุญรักษาให้ดำรงธาตุขันธ์มาพบกันอีกปี นะครับผม

ถ้าหันมามองกันแล้ว ปีที่มา ถ้าเราสำรวมในศีลมากขึ้น เจริญสติมากขึ้น เจริญปัญญามากขึ้น ก็จะดำรงจิตใจให้เข้มแข็ง
มองหาทางแก้ไขปัญหาที่ผ่านเข้ามาด้วยใจที่เป็นกลาง เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม
ที่องค์ศาสดาพระสมณโคตม ทรงสั่งสอนไว้ตลอด 45 พรรษา

ก็ขอให้บุญรักษา สุขกาย สุขใจกันทุกท่าน พบพานความดียิ่งๆ ขึ้นไปนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 14, 2014, 09:48:45 AM

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๗ ครับ
จะพากเพียรดำเนินรอยตามองค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธจ้า
จนกว่าจะถึงจุดหมายแห่งการพ้นออกจากสังสารวัฏครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 14, 2014, 01:48:10 PM
ดีครับพี่ต่าย ช่วงนี้ การบินไทย ปิดปะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 14, 2014, 03:18:36 PM

ปิดสำนักงานหลานหลวงและสำนักงานใหญ่ครับ

ที่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดตามปกติครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 15, 2014, 09:21:16 AM
อ่อครับพี่ต่าย

ยังไงพวกเราก็ยังคงต้อง เรียนรู้เพื่อละกิเลส ต่อไปเนอะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 15, 2014, 02:43:05 PM
ครับต้องเดินทางกันฟาดฟันกับกิเลสต่อไปครับ

เดี๋ยวลงครบ 62 ข้อจะรวบรวมไปไว้ใน หัวข้อ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรรมะ ที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ เพื่อเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ

นะครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 15, 2014, 02:45:22 PM
๑๒. (อันตานันติกทิฏฐิ ๔)  อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า
โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกนี้มีที่สุดและหาที่สุดมิได้?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด
กล่าวแสดงปฏิญาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่
สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ
ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดหาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ
ทั้งสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุดนั้นเท็จ โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า
โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ จะบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
สมณพราหมณ์พวกนั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว
ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด
ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดนั้น ความดับไป
คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง
จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้
ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง
ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2014, 09:30:09 AM
ขอบคุณพี่ต่าย ที่แชร์ธรรมะเรื่อง ทิฏฐิ4 มาแบ่งปันนะครับ

เมื่อวานหลวงพ่อปราโมทย์ มาแถวๆ พระรามสี่ ผมไปร่วมฟังธรรมมา

เอาบุญมาแบ่งนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 21, 2014, 10:11:40 PM
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับน้องกอล์ฟ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 21, 2014, 10:13:24 PM

อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง มีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ ๔ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ ๔ ประการ?

๑๓. ( อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล
ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล
จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล
คำพยากรณ์นั้นของเราจะพึงเป็นคำเท็จ คำเท็จของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา
ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา
เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การกล่าวเท็จ เพราะเกลียดการกล่าวเท็จ

เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ จึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่
อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิ
ดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว.

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 26, 2014, 10:21:12 AM

๑๔. (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๒) อนึ่งในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัว?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล
เขามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล
ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล
ความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจในข้อนั้น พึงมีแก่เรา
ข้อที่มีความพอใจ ความติดใจหรือความเคืองใจ ความขัดใจนั้น จะพึงเป็นอุปาทานของเรา
อุปาทานของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา
เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่อุปาทาน เพราะเกลียดอุปาทาน
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่
อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว
มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว.

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 26, 2014, 01:07:02 PM
ช่วงนี้บ้านเมืองไทยเรามีเหตุการณ์และวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และครั้งสำคัญหลายอย่างเช่น

วิกฤตการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ , แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประเทศที่เชียงราย , การทำรัฐประหารโดยคณะทหาร ฯ

หลังจากนี้ได้แต่ภาวนาให้บ้านเมืองกลับมาสงบ สันติสุข ยิ้มแย้ม แจ่มใส โดยทั่วกันโดยเร็วครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 27, 2014, 05:55:14 PM
ธรรมสวัสดีครับพี่ต่าย สบายดีนะครับผม

ฮ่าๆ หลังจากเห็นข่าวแล้ว ก็เห็นถึงความไม่แน่นอนจริงๆ นะครับ
เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ หลายอย่างในบ้านเมืองเรา รวมทั้งใกล้ๆ ประเทศไทย
ตามสภาวะที่มีการเกิดขึ้น และตั้งอยู่มาได้สักพัก ก็หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามวิถีแห่งกฏพระไตรลักษณ์ คือดับไปเป็นธรรมดา

บ้านเมืองเรา ผ่านเรื่องร้ายๆ มาแล้ว คราวต่อไปก็คงจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้าง
ก็ขอให้ทุกท่าน อบรมพัฒนาการเจริญสติปัฏฐาน เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง
และแจ่มชัดมีความรู้ ความเข้าใจ ตามหลักแห่ง มรรค มีองค์ 8
ตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงสั่งสอนไว้ ในปัจจุบันชาติ นะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 13, 2014, 01:21:36 PM

ได้เวลาฝึกฝนตัวเองจริงๆช่วงนี้ เวทนานุปัสสนา


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 21, 2014, 10:11:02 PM

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศเปลี่ยนแปลง รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

ส่วนตัวเองช่วงนี้ฝึกฝน เวทนานุปัสสนา ต่อครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 22, 2014, 02:54:49 PM
ดีครับพี่ต่าย

ภาวนาเป็นอย่างไรบ้างหรอครับช่วงนี้
อาการที่เจ็บหลังดีขึ้นยังครับพี่
ปีใหม่นี้ไปภาวนาที่ไหนปะครับผม



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2015, 03:08:36 PM
พอดีมีโอกาสเลยขอโอกาสปลีกวิเวกตามดูเวทนาอยู่เป็นเวลาหลายเดือนครับ

เพิ่งกลับเข้ามาสู่การใช้ชีวิตโดยปกติครับ

เดี๋ยวหาเวลามาคุยเล่าสู่กันฟังครับ   :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2015, 06:14:19 PM
อนุโมทนาสาธุ นะครับพี่ต่าย

เห็นพี่ต่ายเงียบไปนานเหมือนกันครับ ดีขึ้นปะครับ

ยังไงรอพี่ต่ายมาอัฟเดท หน่อยนะครับผม สาธุ ครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 01, 2015, 12:07:50 PM

ที่หายไปนานก็เนื่องด้วยอาการเจ็บหลังน่ะครับ ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
เลยลองรับดูไว้ แถมได้ฝึกได้เจริญสติปัฏฐานสี่ในหมวดเวทนานุปัสสนาโดยตรง ซึ่งตัวเองยังไม่ชำนาญทางหมวดนี้นักครับ
แต่ก็ไปหาหมอเป็นพักๆเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดครับ
ตอนนี้หายแล้วครับ แล้วจะมาเล่าต่อว่าระหว่างที่เจ็บนั้นผมทำอะไรและดำเนินชีวิตอย่างไรบ้างครับ


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 05, 2015, 09:21:12 AM
อนุโมทนาสาธุ กับการปฏิบัติด้วยนะครับพี่ต่าย และขอให้อาการเจ็บดีขึ้นไปลำดับนะครับพี่

ถ้ามีเกร็ดธรรม หรือ แชร์ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ในช่วงที่ผ่านมา เล่าสู่กันฟังได้นะครับพี่ต่าย

ช่วงนี้หยุดปฏิบัติอยู่ที่บ้านหรอครับผม



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 31, 2015, 08:31:47 PM

ช่วงที่เจ็บตั้งแต่เมษายนปีที่แล้วหลังจากจบฤดูกาลการแข่งฟุตบอลที่บริษัทที่ผมลงเล่นทั้งรุ่นอาวุโสและรุ่นทั่วไป

พอจบฤดูกาลก็เข้าพบแพทย์เลยเพราะเจ็บหลังและขาฝั่งซ้าย เดินและงอตัวไม่ไหวแล้ว

แพทย์วินิจฉัยจากอาการและการ X-Ray ด้านหลังว่ากล้ามเนื้อหลังและขาอักเสบและฉีกขาด

ให้ยาแก้อักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ก็ยังเดินเจ็บทุกก้าวเหมือนเดิม

หลังจากนั้น 2 เดือนอาการก็ดีขึ้น แต่เมื่อใช้กล้ามเนื้อในการกระชากและใช้กล้ามเนื้อหลังอย่างมากในการทำงาน อาการก็กลับทรุดลงไปอีก

ทีนี้แพทย์ให้ยาและเพิ่มให้เข้ามาทำกายภาพบำบัด นวดด้วยอัลตร้าซาวด์ ยืดกล้ามเนื้อหลังและท่ากายบริหาร

หลังจากนั้นอาการทรงตัวคือแต่ก็ยังเดินเจ็บทุกก้าวเหมือนเดิม แต่กล้ามเนื้อด้านหลังและขาหายอักเสบแล้ว

อีก 2 เดือนต่อมา เหลือเพียงหลังเหนือสะโพกด้ายซ้ายยังเจ็บอยู่

แต่ก็ยังเดินเจ็บทุกก้าวเหมือนเดิมและเดินได้น้อยลงเนื่องจากความปวดรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ

ตอนนี้การยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เอื้อม ก้ม บิดตัวก็เจ็บไปหมด นอนคว่ำจะเจ็บน้อยที่สุด

ทำกายภาพต่อเนื่องอีกจนพ้นปีใหม่ อาการก็ไม่ดีขึ้นแย่ลงทุกวัน 8 เดือนพอดี


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 31, 2015, 08:50:13 PM
 ช่วง 8 เดือน

ก็เลยได้โอกาสครับ สติปัฏฐานสี่ หมวดเวทนานุปัสสนา เด่นที่สุดเลยครับช่วง 8 เดือนนี้

จากการเจ็บกายไปหมดยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เอื้อม เดินก็เจ็บทุกย่างก้าว
เอาแบบสุดๆจนเดินไม่ไหวกันเลยทีเดียวเชียว ในช่วง 8 เดือน

จนช่วยตัวเองได้ยากลำบากแล้ว ใส่เสื้อผ้าใช้เวลานานมากเนื่องจากเจ็บปวดในทุกอริยาบท ก้มใส่ถุงเท้าไม่ได้
พยายามเดินด้วยความเจ็บปวดได้ระยะทางลดลงไปเรื่อย จาก100 เมตรหยุดพัก เหลือ 50 เมตร เหลือ 20 เมตร เหลือ 10 เมตร เหลือ10ก้าวต้องหยุดพัก

หลังจากดูทุกขเวทนาจนฉ่ำและก็ช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจนจะเป็นภาระของคนอื่น

วันที่ 9 มกราคม 2558 จึงตัดสินใจเข้าอุโมงค์ตรวจหาสาเหตุเป็นจริงจังด้วย  เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging (MRI)

พบหมอนรองกระดูกทับเส้นด้านซ้ายมิดเลย ระหว่าง L4- L5

 แพทย์แนะนำให้ผ่าตัด จึงผ่าตัดวันนั้นเลย 

พักฟื้น 2 เดือน ตอนนี้ก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ แต่ใช้กำลังมากไม่ได้เหมือนเดิม

ด้วยสังขารที่ร่วงโรยเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา

สังขารร่างกายนี้มันไม่เที่ยงจริงๆซึ้งเลย



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 15, 2015, 07:45:19 AM
สวัสดีครับ ช่วงเทศกาลแห่งความสุขของปวงชนชาวไทย
เทศกาลวันสงกรานต์และวันครอบครับ

เนื่องในวโรกาสวันสงกรานต์อันเป็นวันปีใหม่ของไทย ปีมะแม ๒๕๕๘ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอันศักดิ์สิทธิ์ และบุญฤทธิ์แห่งพระอริยสงฆ์อันมีนามมงคลทั้ง ๑๐๘ รูป จงดลบันดาลให้ท่านสัมฤทธิ์ผลตามนามมงคลนี้เทอญ...

หลวงพ่อ......จง
ครูบา..........ดวงดี
หลวงพ่อ......มี
หลวงพ่อ......ทรัพย์
หลวงพ่อ......สิน
หลวงปู่........แก้ว
หลวงปู่........แหวน
หลวงพ่อ......เงิน
หลวงพ่อ......ทอง
หลวงพ่อ......เกลื่อน
หลวงปู่........นอง
หลวงพ่อ......เพชร
หลวงปู่........พลอย
หลวงพ่อ......ไพฑูรย์
หลวงปู่........นาค
หลวงปู่........นิล
หลวงปู่........จินดา
หลวงปู่........มหาสมบัติ
หลวงพ่อ......สิริ
เจ้าคุณ........สวัสดิ์
ครูบา..........พิพัฒน์มงคล
หลวงพ่อ......ไพบูลย์
หลวงปู่........สม
หลวงพ่อ......จำนงค์
พระอาจารย์..มั่น
หลวงพ่อ......คง
หลวงปู่สมเด็จฯ...ถาวร
หลวงพ่อ......พรหม
หลวงพ่อ......เทพ
หลวงพ่อ......อวยพร
หลวงปู่........บุญ
หลวงปู่........พา
หลวงปู่........เร่ง
หลวงพ่อ......รวย
หลวงปู่........เร็ว
ครูบา..........ทันใจ
หลวงพ่อ......อยู่
พระสังฆราช.เจริญ
หลวงพ่อ......ใหญ่
สมเด็จฯ.......โต
หลวงพ่อ......โชติ
พ่อท่าน.......ช่วง
หลวงตา......ชัชวาลย์
หลวงพ่อ......สว่าง
หลวงพ่อ......ไสว
หลวงพ่อ......เหลือ
หลวงพ่อ......รอด
หลวงพ่อ......ปลอด
หลวงพ่อ......โปร่ง
หลวงพ่อ......รุ่ง
หลวงปู่........เรือง
หลวงพ่อ......เฟื่อง
หลวงพ่อ......ฟู
ครูบา..........เหนือชัย
พ่อท่าน.......ลาภ
หลวงพ่อ......ผล
หลวงพ่อ......เพิ่ม
หลวงพ่อ......พูน
หลวงพ่อ......ทบ
หลวงปู่........ทวี
หลวงพ่อ......คูณ
หลวงพ่อ......แสน
หลวงพ่อ......ล้าน
หลวงพ่อ......เกษม
หลวงพ่อ......สำราญ
หลวงพ่อ......อุดม
พระอาจารย์..สมบูรณ์
หลวงพ่อ......พูล
หลวงปู่........สุข
ครูบา..........ชุ่ม
หลวงพ่อ......ชื่น
ครูบา...........สุจี
หลวงพ่อ......ปัญญา
หลวงปู่........เลิศ
หลวงพ่อ......เชิด
หลวงพ่อ......ชู
ครูบา...........วงศ์
หลวงพ่อ......สุด
หลวงปู่........เก่ง
หลวงพ่อ......เฮง
หลวงปู่........ดี
หลวงพ่อ......เกิด
หลวงพ่อ......เสน่ห์
หลวงพ่อ......นิยม
หลวงพ่อ......ชม
หลวงปู่........ชอบ
หลวงพ่อ......มาก
หลวงพ่อ......ล้วน
หลวงพ่อ......สง่า
ครูบา...........ราศรี
พ่อท่าน........เลื่อน
หลวงพ่อ......ยศ
หลวงพ่อ......ยอด
หลวงพ่อ......เยี่ยม
หลวงพ่อ......เต็ม
หลวงพ่อ......เปี่ยม
หลวงพ่อ......สัมฤทธิ์
หลวงปู่........ประสิทธิ์
หลวงปู่........ธรรมรังษี
หลวงปู่........สิมพะลี
หลวงพ่อ......สวรรค์
หลวงพ่อ......สะอาด
หลวงปู่........เอี่ยม
หลวงปู่........อ่อง
หลวงพ่อ......ผ่อง
หลวงปู่........แผ้ว
หลวงปู่........สุภา
หลวงพ่อ......โอภาสี


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 18, 2015, 10:04:20 PM
ธรรมมะ ธรรมชาติ ง่ายๆ เบาๆ สบายๆ สงบ...

8 ข้อปฏิบัติเพื่อฝึกหาความสงบสุขให้ชีวิต

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้
หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม
หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ
หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ
หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ
หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา
หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน
หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ
หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 18, 2015, 10:15:16 PM
จากพระไตรปิฎกบ้าง

“ธรรมอันน่าปรารถนา ๑๐ประการ”(อิฏฐสูตร)
[๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้
เป็นธรรมอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ หาได้ยากในโลก
๑๐ ประการเป็นไฉน ? คือ ..
โภคสมบัติ ๑
วรรณะ ๑
ความไม่มีโรค ๑
ศีล ๑
พรหมจรรย์ ๑
มิตร ๑
ความเป็นพหูสูต ๑
ปัญญา ๑
ธรรม ๑
สัตว์ทั้งหลาย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล
เป็นธรรมอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจหาได้ยากในโลก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการเป็นอันตรายแก่ธรรม ๑๐ ประการนี้แล
ซึ่งเป็นธรรมอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ หาได้ยากในโลก คือ ..
ความเกียจคร้าน ความไม่ขยันหมั่นเพียร เป็นอันตรายแก่ โภคสมบัติ
การไม่ทำการสาธยาย เป็นอันตรายแก่ ความเป็นพหูสูต
การไม่ฟังด้วยดี ไม่สอบถามเป็นอันตรายแก่ ปัญญา
การไม่ประกอบความเพียร การไม่พิจารณาเป็นอันตรายแก่ ธรรมทั้งหลาย
การปฏิบัติผิด เป็นอันตรายแก่ สัตว์ทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่ธรรม ๑๐ ประการนี้แล
ซึ่งเป็นธรรมอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ หาได้ยากในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๑๐ ประการ เป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการนี้แล
ซึ่งเป็นธรรมอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าชอบใจ หาได้ยากในโลก คือ ..
.. ความไม่เกียจคร้าน ความขยันหมั่นเพียร เป็นอาหารของ .. โภคสมบัติ
.. การประดับ การตกแต่งร่างกาย เป็นอาหารของ .. วรรณะ
.. การกระทำสิ่งเป็นที่สบาย เป็นอาหารของ .. ความไม่มีโรค
.. ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นอาหารของ .. ศีลทั้งหลาย
.. การสำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ .. พรหมจรรย์
.. การไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง เป็นอาหารของ .. มิตรทั้งหลาย
.. การกระทำการสาธยาย เป็นอาหารของ .. ความเป็นพหูสูต
.. การฟังด้วยดี การสอบถาม เป็นอาหารของ .. ปัญญา
.. การประกอบความเพียร การพิจารณาเป็นอาหารของ .. ธรรมทั้งหลาย
.. การปฏิบัติชอบ เป็นอาหารของ .. สัตว์ทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการนี้แล
ซึ่งเป็นธรรมอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ หาได้ยากในโลก ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต หน้าที่ ๑๒๑/๓๓๓


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 21, 2015, 06:16:41 PM
สาธุครับ ธรรมจากพระไตรปิฏก ได้อ่านแล้วเป็นปิติยิ่งนักครับผม

อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 02, 2015, 03:25:22 PM
คุยถึงเรื่องสภาวะที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อ 3 ปีก่อน สู่กันฟังครับ...

สภาวะที่พอกล่าวได้บ้างเป็นแบบนี้ครับ

เมื่อมีสติตั้งมั่นดีแล้ว จะเห็นสังขารขันธ์ ทำงานแล้วส่งต่อการทำงานไปเรื่อยๆ
โดยส่วนใหญ่สภาวะผมมันจะเริ่มจากเกิดสัญญาขึ้นก่อน แล้วส่งต่อมาให้สังขารทำหน้าที่
แล้วส่งต่อไปให้เวทนาทำหน้าที่ โดยมีสติตามรู้อาการทำงานของขันธ์เป็นตัวๆเป็นทอดไป ซึ่งต่างก็ทำงานไปตามหน้าที่อย่างไม่แยแสและไม่รู้สึกรู้สาอะไร

หลังจากนั้นจิตจึงถอยออกมาดูอยู่ห่างๆจึงเห็นองค์ธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกองค์ทำงานอยู่อย่างนั้นหน้าที่ใครอย่างไรก็ทำกันไปไม่ยุ่งเกี่ยวกัน

หลังจากเห็นทั้งหมดแล้ว จิตจะถอยออกจากสมาธิเองทุกครั้งไป
องค์ธรรมที่มีหลายองค์อย่างปฏิจจสมุปบาทก็ในทำนองเดียวกันนี้

แต่เห็นพรึดเดียวแล้วจิตถอยออกจากสมาธิเลย

ไม่เห็นองค์ธรรมต่างๆ "แสดงพร้อมกัน" ทั้งหมดเหมือนขันธ์ องค์นามธรรมแต่ละองค์ในนี้แสดงเสร็จส่งต่อแล้วหายไปเลย...




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 03, 2015, 08:54:12 PM

ส่วนเสริมครับ...

***อาวัชนะในองค์ธรรมใดๆ สติก็จะระลึกถึงสัญญาเป็นปฐมอยู่แล้ว ไม่ได้กล่าวถึงธรรมใดเป็น อธิปติ หรือเป็น อัญญมัญญปัจจัย
วินิจฉัยยากว่า อยู่ ณ ที่ญาณใด มีอะไรเป็นอานิสงส์จากญาณนั้นบ้าง ขอให้เจาะจงเฉพาะ เพราะญาณ คือรู้จำเพาะเรื่อง
เช่นรู้เห็นเกิดและความดับ / ความเสื่อม ความดับไปของขันธ์ 5 / ภัยในขันธ์ 5 / ทุกข์โทษภัยในวัฏฏะ 3 / ความเบื่อในวัฏฏะ / ความดิ้นรนที่ใครจะออกจากวัฏฏะ / ความทบทวนธรรมในไตรลักษณ์ (ปฏิสังขาญาณ) และสังขารุเปกขาญาณ ที่สุดด้วย อนุโลมญาณ นับเป็น 9.

ญาณจะรู้รู้ชัด รู้แจ้ง รู้วิเศษ รู้จำเพาะ ในธรรมนั้นๆ โดยไม่ลังเลสงสัยอะไรแม้แต่นิดเดียว ไม่ขอร้องให้ใครเป็นสักขีพยานด้วย จึงได้ชื่อว่าเจริญญาณนั้นบริบูรณ์แล้ว

ยกตัวอย่าง ภังคญาณ มีอานิสงส์ 8 ประการ ประการสำคัญคือละ"สัสสตะทิฏฐิ" 20 ประการได้ จะรู้ชัดรู้แจ้งว่าละได้แล้ว...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 10, 2015, 12:26:27 PM

เห็นจริงเข้าไปในกองขันธ์แต่ละองค์ เห็นหน้าที่การทำงานของขันธ์ที่ปฏิบัติตามหน้าที่กันไปสืบเนื่องกันไป

เมื่อเห็นอย่างนี้คุณและโทษก็ไม่จำเป็นหรือมีประโยชน์ใดๆเพราะรู้เห็นประจักษ์ชัดเสียแล้ว

โอ้...นี่เราแบกกองทุกข์เอาไว้นี่เอง นานมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 09:14:42 PM
พิจารณาได้ดังนั้นจึงเข้าทบทวนสภาวะปัจจุบันต่อไปไม่ให้เสียกาล

จิตมันตั้งมั่นดิ่งเข้าไปพิจารณาสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมด(เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างขับรถ) ขบวนการทั้งหมดจึงรวดเร็วมากพอที่จะเข้าออกญาณ โดยที่ยังขับรถได้อย่างปลอดภัย

จิตนี่ช่างอัศจรรย์ปรวนแปรเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วนัก จึงไม่แปลกใจเลยกับคำพูดที่ว่า

" จิตเกิดดับได้รวดเร็วถึงแสนโกฏิขณะ ในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียว"


{ เธอเป็นผู้บำเพ็ญมามาก กระทำมามาก ทำสิ่งที่ทำได้ยากได้โดยง่าย ทำเหมือนไม่ได้ทำ เกิดแล้วแทงตลอดชั่วลัดนิ้วมือ
เห็นเหตุเกิดและความดับพร้อมปัจจัยและขณะอันพระพุทธองค์สรรเสริญว่า"แม้มีชีวิตอยู่เพียงราตรีเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็น มีชีวิตอยูถึงร้อยปี" / ครูบาสร้อย ขันติสาโร 2535

“อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ ภยตูปฎฺเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ปวตฺตํ ฯลฯ อุปายาโส ทุกขนฺติภยตูปฎฺาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ”

อธิบายว่า ปัญญาที่พิจารณาเห็นว่า “อุปฺปาโท ทุกฺข” กิริยาที่บังเกิดแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่สิ้นไม่สุดไม่หยุดไม่ยั้งนี้
เป็นทุกข์อันใหญ่แห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง พิจารณาเห็นอย่างนี้ จัดเป็นอาทีนวญาณประการ ๑

ปัญญาพิจารณาเห็นว่า “ปวตฺติทุกฺขํ” กิริยาที่รูปธรรมแลอรูปธรรม แต่บรรดาที่บังเกิดแล้ว แลประพฤติเป็นไปในไตรภพนี้ประกอบไปด้วยทุกข์เป็นอันมากยิ่งนัก ไม่รู้หมดไม่รู้สิ้น เห็นอย่างนี้ก็จัดเป็นอาทีนวญาณประการ ๑
 
มีพระพุทธฎีกาโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา ยกเอาปัญญาที่เห็นภัยนั้น มาสำแดงเป็นอาทีนวญาณด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุว่ากิริยาที่เห็นภัยกับเห็นโทษนี้จะได้ไกลกันหาบ่มิได้
เมื่อเห็นภัยแล้วก็เห็นโทษ ๆ แล้วก็เห็นภัย ภัยกับโทษนั้นอรรถอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ พึงรู้เถิดว่า
ภยตูปัฏฐาน กับ อาทีนวญาณนี้ ต่างกันแต่ชื่อต่างกันแต่พยัญชนะ มีอัตถาธิบายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

มีพระพุทธฎีกาตรัสเทศนาอาทีนวญาณ ด้วยประการฉะนี้แล้วลำดับนั้นจึงตรัสเทศนาสำแดงสันติปทญาณ อันมีอารมณ์เป็นปฏิปักษ์กับอารมณ์แห่งอาทีนวญาณนั้นสืบไปว่า
“อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวติตํ ฯ เป ฯ อนุปฺปายาโส เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ”
อธิบายว่า ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริรยาที่ไม่บังเกิดอีกนั้นแล เป็นเกษมปราศจากภัย พิจารณาเห็นอย่างนี้ ได้ชื่อว่าสันติปทญาณประการ ๑
อธิบายว่า ปัญญานั้นน้อมไปสู่พระนิพพาน อันเป็นที่ระงับสังขารธรรมทั้งปวง เหตุดังนี้ จึงเรียกว่าสันติปทญาณ
ใช่แต่เท่านั้น ปัญญาที่พิจารณาเห็นว่ากิริยาที่รูปธรรมแลอรูปธรรม บ่มิได้ประพฤติเป็นไปในภพนี้ แลเป็นที่เกษมปราศจากภัยพิจารณาเห็นอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าสันติปทญาณเหมือนกัน
ใช่แต่เท่านั้น ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริยาที่นิมิต คือหาสังขารธรรมบ่มิได้ สังขารธรรมสิ้นสูญไปไม่มีสืบต่อไปอีกนั้น ได้ชื่อว่าเกษมปราศจากภัยด้วยแท้
ถ้ายังมีสังขารธรรมอยู่ตราบใด ก็ได้ชื่อว่ามีภัยอยู่ตราบนั้น ถ้าไม่มีสังขารธรรม ขาดจากสังขารธรรมแล้วกาลใด ก็ได้ชื่อว่าถึงที่เกษมปราศจากภัยในกาลนั้น
ปัญญาอันพิจารณาเห็นว่ากิริยาที่หาสังขารธรรมบ่มิได้นั้น ได้ชื่อว่าถึงที่อันเกษมปราศจากภัย เห็นอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าสันติปทญาณประการ ๑}


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 14, 2015, 10:03:52 AM
อนุโมทนาสาธุ กับการปฏิบัติของพี่ต่ายด้วยนะครับผม

เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รู้สึกว่าชีวิตนี้มีความหมายขึ้นมาก
ชีวิตมีทิศทางที่จะเดิน เพื่อขัดเกราจิตใจ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
จึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ ( ผู้มีใจสูง ) อย่างแท้จริง

และขอขอบพระคุณสำหรับประสบการณ์ทางธรรม และบทความต่างๆ ด้วยนะครับพี่ต่าย
เพื่อยังประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรม ได้อ่านและเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนร่วมทาง กัลยาณมิตร
ในเส้นทางที่ สงบ สะอาด สว่าง ตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ อนุโมทนาสาธุ ครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 19, 2015, 12:53:54 PM
อนุโมทนาครับน้องกอล์ฟ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 19, 2015, 01:00:29 PM
 

(ขณะขับรถ ต่อ)...หลังจากจิตวิเคราะห์พิจารณาได้ว่าขันธ์ทั้งหลายที่หลงแบกอยู่เป็นตัวทุกข์ นำมาซึ่งทุกข์ทั้งปวง
แต่เนื่องจากความหลง ความไม่รู้ชัด จึงเหนี่ยวเอาขันธ์ไว้ยึดเอาไว้ว่าเป็นของของเรามาแล้ว
ไม่รู้กี่ชั่วกัปชั่วกัลป์กี่อสงไขยกี่มหากัปก็นับไม่ได้ จึงต้องแบกกองทุกข์เอาไว้และเวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏสงสารอยู่ร่ำไป

เมื่อพิจารณาอย่างนั้นจิตจึงเกิดความสลดสมเพชนักกับตัวเองที่แบกทุกข์แบกกองขันธ์มาเนิ่นนานนับชาติไม่ได้ด้วยความไม่รู้
เกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายอยู่ต่อไปในสังสารวัฏ ทั้งยังไม่สามารถสลัดออกได้
น้ำตาแห่งความสลดสังเวชจึงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย...

 

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 01, 2015, 10:32:19 AM

แม้อย่างนั้นสติก็ตามเข้าพิจารณาในธรรมเวทนา,ความสลดสังเวช,การแสดงของรูปกายที่ปรากฎขึ้นต่อไปอีก

เพื่อพิจารณาใคร่ครวญเข้าไปสกัดกั้นกองสังขารทั้งปวงเสีย โดยไม่มัวยินดียินร้ายหรือมัวแต่ปีติต่อธรรมที่ปรากฏขึ้น
น้อมจิตพิจารณาอยู่กี่รอบเท่าไรองค์ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามเหตุแล้วก็ทำงานแสดงไปตามหน้าที่อยู่อย่างนั้น เมื่อเหตุหมด หมดหน้าที่ก็หายไป โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาหรืออะไรๆเลย เราจะเข้าไปทำอะไรสกัดกั้นอย่างไรในองค์ธรรมต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ได้ คงเพียงได้แต่ดู
จะกี่รอบๆองค์ธรรมต่างๆเหล่านั้นก็แสดงหน้าที่ของตัวเองอยู่อย่างนั้นเอง

เมื่อได้แต่เฝ้าดูอยู่เพียงแค่นั้น เข้าไปทำอะไรๆสกัดกั้นอย่างไรไม่ได้
มากรอบเข้า จิตจึงพิจารณาเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายที่แสดงจนชัดเจนแจ่มชัด
เห็นองค์ธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วแสดง หมดเหตุก็หายไป เป็นเพียงการสักว่าเห็น สักว่าดูองค์ธรรมที่แสดงไปอย่างนั้นเอง
จิตจึงปล่อยวางองค์ธรรมต่างๆเองบ้าง
และถอยออกจากญาณ ( แล้วขับรถต่อไป )...

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 09, 2015, 01:26:51 PM
สังขารุเปกขญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว
จิตเป็นกลางต่ออารมณ์ เพราะเห็นแล้วว่ามันเป็นของเกิดดับ และหนีมันไม่ได้ ยิ่งพยายามไปปฏิเสธมัน ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น
จิตจึงไม่ปฏิเสธอารมณ์ เป็นกลางต่ออารมณ์

เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค
สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบวางเฉยไม่มีทุกขเวทนารบกวน และสามารถกำหนด สภาวะต่าง ๆ ได้ดียิ่ง ผู้ปฏิบัติได้เห็นคุณค่าของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างมาก
ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือเมื่อพิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า มันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้น เป็นธรรมดา หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง
จึงวางใจเป็นกลางทำเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท
ญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพานเลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย

ญาณข้อนี้จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด

และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรคอันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึดหรือ ออกจากสังขาร


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 13, 2015, 09:34:41 AM
อานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนา

การเจริญสมถะและวิปัสสนา มีอานิสงส์อย่างไร?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ เป็นธรรมมีส่วนแหงวิชชา ธรรม ๒ อย่าง คืออะไร คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละราคะได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิปัสสนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละอวิชชาได้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะย่อมไม่หลุดพ้น หรือ ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชาย่อมไม่เจริญ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความสิ้นราคะ ชื่อเจโตวิมุติ  ความสิ้นอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ.....”

ป. ทุก. อํ. (๒๗๕-๒๗๖)
ตบ. ๒๐ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๐ : ๖๙-๗๐
ตอ. G.S. ๑ : ๕๕-๕๖


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 17, 2015, 11:39:26 AM
  เหตุให้ไปสุคติและทุคติ    
 
พระศาสดาเสด็จจาริกไปยังแคว้นโกศล พร้อมด้วยหมู่ภิกษุ จำนวนมาก เสด็จถึงหมู่บ้าน ของพราหมณ์ ชื่อ สาละ (หมู่บ้านชื่อสาละ) ครั้งนั้น พราหมณ์ และคหบดีชาวบ้านสาละ สดับกิตติศัพท์ของพระพุทธองค์ แล้วพากันไปเฝ้า พระพุทธองค์

 

ทูลถามว่า "อะไรเป็นเหตุให้เป็นปัจจัยให้สัตว์บางจำพวก (หมายถึง คน) ในโลกนี้ ตายแล้วไปสู่สุคติ โลกสวรรค์ บางพวกตายแล้วไปนรก หรือ ทุคติ วินิบาตร?"

 

พระศาสดาตรัสตอบว่า ผู้ที่ประพฤติธรรม ประพฤติสุจริต สิ้นชีพแล้วไปสู่สุคติ โลกสวรรค์

ส่วนผู้ที่ไม่ประพฤติธรรม ไม่ประพฤติสุจริต เมื่อสิ้นชีพแล้วไปทุคติ วินิบาต นรก

 

ชาวบ้านสาละทูลขอร้องให้อธิบายคำว่า ประพฤติธรรม ประพฤติสุจริตให้ละเอียดกว่านี้ เพราะไม่เข้าใจข้อความที่ตรัสโดยย่อ พระศาสดาจึงตรัสจำแนกกุศลกรรมบท ๑๐ ว่า เป็นการประพฤติสุจริต กุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ

๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์

๒. เว้นจากการลักทรัพย์

๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๔. เว้นจากการพูดเท็จ

๕. เว้นจากการพูดส่อเสียด ทิ่มแทง ด้วยคำหยาบคาย

๖. เว้นจากการพูดยุยงให้เกิดการแตกแยก

๗. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

๘. เว้นจากโลภอยากได้ของผู้อื่น

๙. เว้นจากปองร้ายผู้อื่น

๑๐. เว้นจากเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม


 

การไม่เว้น คือประพฤติล่วงละเมิด ๑๐ ประการนี้ จัดเป็น อกุศลกรรมบถ ทางแห่งอกุศล เป็นการไม่ประพฤติสุจริต นอกจากนี้ เว้นสิ่งที่ควรเว้นดังกล่าวแล้ว ควรต้องทำสิ่งที่ควร ทำด้วย เช่น เว้นจากการฆ่าสัตว์ แล้วควรมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ เป็นต้น

 

เมื่อสิ้นชีพแล้ว ย่อมไปเกิดเป็นเทพชั้นต่างๆ ตามสมควรแก่ธรรม ที่ประพฤติเช่นนั้น


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 18, 2015, 03:48:15 PM
เป็นธรรมะอีกบทที่ผมชอบเหมือนกันครับ "กุศลกรรมบท10"
และเป็นธรรมะที่สำคัญสำหรับฆราวาสผู้ประพฤติธรรม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ ธันวาคม 31, 2015, 11:37:23 PM
ในวาระของวันสิ้นปี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 นี้
ข้าพเจ้าขออวยพร พร้อมกับเป็นกำลังใจให้กับ ญาติธรรม ในเว็บ kammatan.com ให้ทุกท่าน
ได้ฟังธรรม พึงน้อมนำธรรมไปปฏิบัติเพื่อ เข้าใจในทุกข์ กายและใจนี้
จนเบาบางจากความเป็นตัวเป็นตน และได้เข้าถึงธรรมไม่มากก็น้อย จนตามองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สืบต่อไป


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 07, 2016, 12:11:44 PM
ขอขอบพระคุณครับน้องกอล์ฟที่ร่วมกันเดินตามทางพระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ร่วมกันเดินทางต่อไปจนถึงบรมสุขแห่งพระนิพพานอันเป็นที่หมายอันสูงสุด


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มกราคม 07, 2016, 12:18:18 PM


ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้พรปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙
 
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อำนวยพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙

"ความว่า ขอเจริญพร พี่น้องชาวไทยทุกท่าน บัดนี้ ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙
เป็นที่ยินดีชื่นใจของประชาชนคนทั้งหลายทั่วไป ที่ได้ดำเนินชีวิตมาโดยสวัสดีอีกปีหนึ่ง สิ่งที่บุคคลปรารถนา ประสงค์จะได้ในโลกนี้ 3 ประการ คือ 1.มีอายุยืน  2.มีทรัพย์สมบัติมาก และ 3.มีปัญญาเฉียบแหลม

ดังนั้น ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจรักษาศีล 5 แล้วจะได้สิ่ง 3 ประการนี้ สมปรารถนา
สมดังพระบาลีในขุททกนิกาย อปทาน ที่ว่า ปญจ สีลานิ โคเปตฺวา ตโย เหตู ลภามิหํ ทีฆายุโก มหาโภโต ติกฺชปญฺโญ ภวามิหํ แปลว่า
ข้าพเจ้ารักษาศีล 5 แล้วได้เหตุ คือ
อานิสงส์ 3 ประการ คือ 1.เป็นผู้มีอายุยืน 2.เป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก 3.เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออำนวยอวยพร โดยอ้างอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และกุศลผลบุญที่ได้กระทำไว้ และอำนาจแห่งศีล 5 นี้
จงมาคุ้มครองปกปักรักษาให้ท่านทั้งหลายประสบสิ่งที่พึงปรารถนา พร้อมด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ
ตลอดปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ และตลอดไปเทอญฯ“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/370015 (http://www.dailynews.co.th/education/370015)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มกราคม 10, 2016, 01:47:10 PM
อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย ขอบพระคุณสำหรับธรรมะดีๆ เหมือนเคย ครับผม ^_^


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2016, 09:13:21 PM
‪‎ตุ๊กตาเป็นเทพไม่ได้‬

เพราะตุ๊กตาไม่มีชีวิตไม่มีกายสังขาร ไม่มีจิตวิญญาณที่สามารถสั่งสมบุญกรรมได้
มีแต่คนเท่านั้นที่สามารถทำตนให้เป็นเทพได้ ด้วยทาน ศีล และภาวนาเพื่อให้เกิด"ปัญญารู้ถูกต้องในสัจจะธรรมความจริง"
"เทพ "ไม่มาสิงสู่อยู่ร่วมกับมนุษย์ที่มีแต่ความหลงเด็ดขาด
"เทพ"อยู่กับคนมีศีล มีธรรม มีกรรมที่สะอาดเท่านั้น
"เทพ" ไม่กินของเซ่น" เหมือนผีเหมือนเปรต "รับแต่บุญที่เราแผ่เมตตาให้
"เมื่อคนกราบไหว้บูชาสิ่งอัปมงคล ผลบุญจึงไม่มีวันเกิด ทำดีมากมายขนาดไหนถ้ามันไม่ถูกธรรม ถูกต้อง ผลไม่เกิด(โมฆะ)
สิ่งอันเป็นมงคลที่มนุษย์และเทวดาสักการะบูชา มีเพียงหนึ่งเดียวคือ
‪‎พระรัตนตรัย‬

มีพระพุทธองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสอน และพระสงฆ์ซึ่ง"ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น" กุศลผลบุญจึงเกิด
เข้าใจตรงกันนะครับ อินเทรนต์กระแสตุ๊กตาลูกเทพ สักนิด .... :)


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 27, 2016, 03:51:03 AM
พอดีผมมีโอกาสได้ไปฟังธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2558

ก่อนไปฝนตกกระหน่ำในสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 12.25 น.ซึ่งเป็นเวลาใกล้จะเริ่มแสดงธรรม(12.30 น.)
ถ้าฝนตกหนักผมจะเดินต่อไปที่ OPC สถานที่แสดงธรรมไม่ได้
และถ้าฝนตกนานก็จะไปสายเข้าห้องแสดงธรรมไม่ทันไปด้วย
จึงอธิษฐานเอาไว้ในใจว่า....
ก็ให้พอดีฝนหยุดตกเดินต่อไป OPC การบินไทย ได้สบายเลยไม่เปียกปอน

ผมมาช้า 8 นาที บังเอิญเจอน้องที่ฝักใฝ่ในธรรมเหมือนกันมาเจอผมหน้าห้องแสดงธรรม
(น้องคนนี้เค้าลางานเพื่อเตรียมมาฟังธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ในวันนี้โดยเฉพาะ ส่วนผมก็ยอมรับตามตรงว่าเอาเวลาช่วงพักทานอาหารกลางวันมาฟังธรรม อาหารกลางวันผมเลยต้องงดไว้ก่อน )
น้องยิ้ม..ดีใจ... มาเจอพี่ได้เข้าฟังธรรมแน่เลย...
และโชคดีที่ประตูยังเปิดให้เข้าได้อยู่

หลังจากรับซีดี,หนังสือธรรม,ทำบุญบริจาคสมทบแล้วเข้าห้องฟังธรรมด้วยกัน

จนหลวงพ่อแสดงธรรมจบและแนะนำคนส่งการบ้านเรียบร้อยแล้ว
หลวงพ่อรับไตรจีวรแล้วให้พรต่อจากนั้นจึงเดินทางกลับ.

มีเพื่อนมากระซิบว่า ตอนหลวงพ่อแสดงธรรมฝนตกอย่างหนัก พอหลวงพ่อแสดงธรรมจบแล้วฝนหยุดตกเลย...
โอ้...ครับ งั้นขากลับผมก็เดินกลับสบายไม่ต้องเปียกอีกน่ะสินะ...โชคดีจริง...


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ เมษายน 30, 2016, 09:22:52 PM
‎บริจาคโลหิต‬ ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

เป็นคำที่ผมได้ยินอยู่บ่อยๆตั้งแต่เด็กในสมัยตามคุณแม่ไปบริจาคโลหิต ที่โรงพยาบาลบ้าง หน่วยที่สภากาชาดมาตั้งบ้างฯ
วันนี้ได้มีโอกาสบริจาคโลหิต แล้วก็มีโอกาสได้เจอผู้ที่ร่างกายแข็งแรงจิตใจเสียสละหลายต่อหลายคน
 
การบริจาคโลหิตหรือการสละเลือดเพื่อผู้อื่น เอาไว้ใช้ในยามคับขันจำเป็น ระหว่างความเป็นความตาย เป็นการเสียสละหรือเป็นทานอันยิ่งใหญ่
การบริจาคโลหิต ลองมาเทียบดูในทางธรรมนี่บารมี 10 ทัศ มาทั้งหมดเลยทั้ง
๑ ทานบารมี
๒ ศีลบารมี
๓ เนกขัมมะบารมี
๔ ปัญญาบารมี
๕ วิริยะบารมี
๖ ขันติบารมี
๗ สัจจะบารมี
๘ อธิษฐานบารมี
๙ เมตตาบารมี
๑๐ อุเบกขาบารมี


บางทีอาจจะดูเหมือนมันจะใช่เหรอแล้ว ยกตัวอย่างบารมีตัวศีล(หรือข้ออื่นๆ)มันจะได้ศีลมาตรงไหน
มันก็จะได้มาตรงที่ จะต้องงดเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ก่อนบริจาค 24 ชม./กรอกข้อความและประวัติด้วยความเป็นจริง/มาให้บริจาคไม่ได้มาเอาของของใคร/มาด้วยความเมตตาเกื้อกูลไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใคร แค่นี้ศีล 5 ก็มาหมดแล้วครับ
มาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเสียสละ โดยไม่หวังรับผลประโยชน์ใดๆตอบแทนเลย + ความกล้า ไม่กลัวเข็มฯ (ซึ่งเข็มในการบริจาคโลหิตนี่ก็ใหญ่กว่าเข็มฉีดยาหลายเท่าเลย)

แค่นี้ก็เท่ห์และรับบารมี 10 ทัศไปเต็มๆ
สำหรับบารมีที่โดดเด่นในครั้งนี้คงต้องยกให้ “ทานบารมี”ครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 15, 2016, 07:07:46 AM
อธิบายได้แจ่มชัดมากครับพี่ต่าย
ขอร่วมอนุโมทนาสาธุ ในบุญครั้งนี้ด้วยนะครับผม

การทำบุญมีให้ทำอยู่ในทุกๆวันจริงๆ ถ้ารู้จักคิดดี ทำดี พูดดี
ต่อยอดเป็นการเจริญสติได้เลยทีเดียว


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 15, 2016, 07:10:22 AM
พอดีผมมีโอกาสได้ไปฟังธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2558

ก่อนไปฝนตกกระหน่ำในสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 12.25 น.ซึ่งเป็นเวลาใกล้จะเริ่มแสดงธรรม(12.30 น.)
ถ้าฝนตกหนักผมจะเดินต่อไปที่ OPC สถานที่แสดงธรรมไม่ได้
และถ้าฝนตกนานก็จะไปสายเข้าห้องแสดงธรรมไม่ทันไปด้วย
จึงอธิษฐานเอาไว้ในใจว่า....
ก็ให้พอดีฝนหยุดตกเดินต่อไป OPC การบินไทย ได้สบายเลยไม่เปียกปอน

ผมมาช้า 8 นาที บังเอิญเจอน้องที่ฝักใฝ่ในธรรมเหมือนกันมาเจอผมหน้าห้องแสดงธรรม
(น้องคนนี้เค้าลางานเพื่อเตรียมมาฟังธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ในวันนี้โดยเฉพาะ ส่วนผมก็ยอมรับตามตรงว่าเอาเวลาช่วงพักทานอาหารกลางวันมาฟังธรรม อาหารกลางวันผมเลยต้องงดไว้ก่อน )
น้องยิ้ม..ดีใจ... มาเจอพี่ได้เข้าฟังธรรมแน่เลย...
และโชคดีที่ประตูยังเปิดให้เข้าได้อยู่

หลังจากรับซีดี,หนังสือธรรม,ทำบุญบริจาคสมทบแล้วเข้าห้องฟังธรรมด้วยกัน

จนหลวงพ่อแสดงธรรมจบและแนะนำคนส่งการบ้านเรียบร้อยแล้ว
หลวงพ่อรับไตรจีวรแล้วให้พรต่อจากนั้นจึงเดินทางกลับ.

มีเพื่อนมากระซิบว่า ตอนหลวงพ่อแสดงธรรมฝนตกอย่างหนัก พอหลวงพ่อแสดงธรรมจบแล้วฝนหยุดตกเลย...
โอ้...ครับ งั้นขากลับผมก็เดินกลับสบายไม่ต้องเปียกอีกน่ะสินะ...โชคดีจริง...

ธรรมะจัดสรร จริงๆครับพี่ต่าย
อนุโมทนาสาธุ ในการฟังธรรมด้วยนะครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 23, 2016, 12:40:06 PM
ครับน้องกอล์ฟ อนุโมทนาครับ สาธุ

เนื่องในวันวิสาขบูชา ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ขออัญเชิญ

พระปัจฉิมวาจา ก่อนปรินิพพาน

" สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด "

" หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ "




หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 23, 2016, 02:28:19 PM
อนุโมทนาสาธุครับพี่ต่าย ไปทำบุญปล่อยปลา เดินจงกลม ภาวนา เอาบุญมาแบ่งนะครับผม

เจริญในธรรมนะครับพี่ต่าย


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 01, 2016, 11:39:23 AM
อนุโมทนาสาธุครับน้องกอล์ฟ

ขอให้เจริญในทางโลกและในทางธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 19, 2016, 12:37:07 PM
วันอาสาฬหบูชา พาครอบครัวไปทำบุญที่ไหนกันครับพี่ต่าย

สำหรับผมนั่งอัฟเดทเว็บ http://www.kammatan.com ที่ห้องครับ ฮ่าๆ
ปรับปรุงรูปแบบใหม่ ให้เข้าได้กับพวกมือถือครับ Mobile reponsive
ต่อไปการเข้าใช้งานเว็บผ่านมือถือ จะมีปริมาณมากขึ้นครับผม : )
#kammatan.com support mobile responsive.


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 08, 2016, 08:29:20 PM
เยี่ยมมากครับน้องกอล์ฟเราต้องพัฒนาให้ร่วมสมัยบ้างครับ

นี่แหละคนมีปัญญา รู้จักโลก เข้าใจโลก


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ตุลาคม 08, 2016, 08:44:10 PM
 

ลองเข้าเว็บแล้วครับจากมือถือ โอเคครับใหญ่ดี สบายตา  :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 21, 2016, 08:17:54 AM
ธรณินทร์  ล่วงลาพับ  ลับเหลี่ยมโลก       วิปโยค  โศกเศร้าเยือน  ทั่วถิ่นหล้า

ไทยทั้งผอง  ต่างกลืนกล้ำ  หลั่งน้ำตา        มหาราชา  ทรงสิ้นแล้ว  ธ แก้วใจ

 

สิ้นพ่อหลวง  ขาดดวงใจ  ไทยทั้งชาติ      ประชาราษฎร์  สิ้นเรี่ยวแรง  จะเคลื่อนไหว

พระภูมิพล  ส่องประทีป  จรดฟ้าไกล       ร่มโพธิ์ใหญ่  บารมี  โพธิสมภาร

 

ถวายส่ง   เสด็จสู่  สวรรคาลัย                   ร้อยดวงใจ  ร่วมตั้งจิต  อธิษฐาน


 
ภาวนา    เพื่อพระองค์ท่าน   สู่วิมาน        ทิพย์สถาน  ไอศวรรย์  นิรันด์เทอญ



หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2017, 12:22:55 PM
•• ทีฆายุโก โหตุ สังฆราชา ••

สังฆบิดร ผู้อร่ามในธรรมและศีลาจารวัตร
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา
“สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อมฺพโร อัมพร ประสัตถพงศ์)”
เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
ขณะมีสิริอายุได้ ๘๙ ปี พรรษา ๖๘ ขึ้นเป็น
“สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”
องค์ประมุขแห่งสังฆมณฑลทั่วพระราชอาณาจักร

นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สืบต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

“สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง
สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกธราจารย อัมพราภิธานสังฆวิสุต
ปาพจนุตตมสาสนโสภณ กิตตินิรมลคุรุฐานียบัณฑิต
วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ
ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ
พุทธบริษัทคารวสถาน วิบูลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร
ชินวรมหามุนีวงศานุศิษฏ บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช”

••••••••••••••••••••••••••
:) คำแปล-คำอ่านพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ
๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
(สม-เด็ด-พระ-อะ-ริ-ยะ-วง-สา-คะ-ตะ-ยาน)
: สมเด็จพระผู้มีญาณสืบมาแต่วงศ์พระอริยเจ้า
๒. สุขุมธรรมวิธานธำรง
(สุ-ขุม-ทำ-มะ-วิ-ทาน-ทำ-รง)
: ทรงเป็นผู้มีธรรมวิธีอันละเอียดอ่อน
๓. สกลมหาสงฆปริณายก
(สะ-กน-ละ-มะ-หา-สง-คะ-ปะ-ริ-นา-ยก)
: ทรงเป็นผู้นำพระสงฆ์หมู่ใหญ่ทั้งปวง
๔. ตรีปิฎกธราจารย
(ตรี-ปิ-ดก-ทะ-รา-จาน)
: ทรงเป็นอาจารย์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระปริยัติธรรม คือ พระไตรปิฎก
๕. อัมพราภิธานสังฆวิสุต
(อำ-พะ-รา-พิ-ทาน-สัง-คะ-วิ-สุด)
: ปรากฏพระนามฉายาในทางสงฆ์ว่า “อมฺพโร”
๖. ปาพจนุตตมสาสนโสภณ
(ปา-พด-จะ-นุด-ตะ-มะ-สาด-สะ-นะ-โส-พน)
: ทรงงดงามในพระศาสนาด้วยทรงพระปรีชากว้างขวาง
ในพระอุดมปาพจน์คือพระธรรมวินัย
๗. กิตตินิรมลคุรุฐานียบัณฑิต
(กิด-ติ-นิ-ระ-มน-คุ-รุ-ถา-นี-ยะ-บัน-ดิด)
: ทรงดำรงพระเกียรติโดยปราศจากมลทิน และทรงเป็นครู
๘. วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ
(วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-นะ-ริด-ปะ-สัน-นา-พิ-สิด-ตะ-ประ-กาด)
: สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาด้วยเหตุที่ทรงพระราชศรัทธา เลื่อมใส
๙. วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ
(วิ-สา-ระ-ทะ-นาด-ทำ-มะ-ทู-ตา-พิ-วุด)
: ทรงเป็นที่พึ่งผู้แกล้วกล้าและมีพระปรีชาฉลาดเฉลียว
ทรงเป็นผู้ยังความเจริญแก่กิจการพระธรรมทูต
๑๐. ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร
(ทด-สะ-มิน-สม-มุด-ปะ-ถม-สะ-กน-ละ-คะ-นา-ทิ-เบด)
: ทรงเป็นใหญ่ในสงฆ์ทั้งปวง (คือทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช)
พระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานสถาปนาในรัชกาลที่ ๑๐
๑๑. ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ
(ปะ-วิด-ทะ-เนด-ตะ-โย-พาด-วาด-สะ-นะ-วง-สะ-วิ-วัด)
: ทรงยังแสงสว่างแห่งแบบอย่างอันดีงามให้บังเกิด
โดยเจริญรอยตามสมเด็จพระอุปัชฌายะ
คือสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร)
๑๒. พุทธบริษัทคารวสถาน
(พุด-ทะ-บอ-ริ-สัด-คา-ระ-วะ-สะ-ถาน)
: ทรงเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพของพุทธบริษัท
๑๓. วิบูลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร
(วิ-บูน-สี-ละ-สะ-มา-จาน-ระ-วัด-วิ-ปัด-สะ-นะ-สุน-ทอน)
: ทรงงดงามในพระวิปัสสานาธุระ ทรงพระศีลาจารวัตรอันไพบูลย์
๑๔. ชินวรมหามุนีวงศานุศิษฏ
(ชิน-นะ-วอน-มะ-หา-มุ-นี-วง-สา-นุ-สิด)
: ทรงเป็นอนุศิษย์ผู้สืบวงศ์สมณะมาแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
๑๕. บวรธรรมบพิตร
(บอ-วอน-ทำ-มะ-บอ-พิด)
: ทรงเป็นเจ้าผู้ประเสริฐในทางธรรม
๑๖. สมเด็จพระสังฆราช
(สม-เด็ด-พระ-สัง-คะ-ราด)
: ทรงเป็นราชาแห่งหมู่สงฆ์
ที่มา : หนังสือพระประวัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=53651
••••••••••••••••••••••••••
•• คำเรียกตำแหน่ง “สมเด็จพระสังฆราช” มี ๓ อย่าง
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=22&t=51799
•• ประวัติและความสำคัญ “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”
ที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช องค์สังฆบิดรถึง ๓ พระองค์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19364
•• พระประวัติ ปฏิปทา และพระนิพนธิ์
สมเด็จพระสังฆราชไทย ๑๙ พระองค์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=22
••••••••••••••••••••••••••
ทีฆายุโก โหตุ สังฆราชา
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
ขอพระองค์ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เสด็จสถิตเป็นบุณยฐาน
และเป็นประทีปธรรม ของปวงพุทธบริษัทตลอดไป
เกล้ากระหม่อม ทีมงานเว็บธรรมจักร www.dhammajak.net :)


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ มีนาคม 23, 2017, 02:25:21 PM
อนุโมทนาสาธุครับผม
บุญรักษาประเทศไทยแล้ว : )


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 19, 2017, 09:30:25 PM

วันวิสาขบูชาปีนี้ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มัวแต่ทำงานยังไม่มีโอกาศทำบุญตามวัดต่างๆเลย

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เลยไปทำบุญและถวายสังฆทานที่วัดหลวงพ่อโสธร
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ทำบุญถวายสังฆทานวัดต่างจังหวัด ๒ วัด ไม่ได้เจาะจง

ก็เป็นไปด้วยดีครับที่จอดรถสะดวกสบายแบบเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงสถานที่ถวายสังฆทานทุกวัด

ทำไมถึงง่ายขนาดนั้น...สะดวกสบายทุกอย่าง?

นั่นคงเป็นเพราะเราเตรียมตัวเตรียมของเตรียมการและตั้งใจไว้นานแล้ว

ทุกอย่างที่ดำเนินไปจึงอาจเตรียมแล้ว จัดแจงไว้แล้วเท่านั้นเองครับ


เอาบุญมาฝากน้องกอล์ฟและทุกท่านครับ

 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กันยายน 05, 2017, 09:52:23 PM
อนุโมทนาสาธุ ครับพี่ต่าย

วันนี้วันพระใหญ่ 5 กย 2560
สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสติ นั่งสมาธิ เดินจงกลม เอาบุญมาแบ่งครับผม : )


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ ธันวาคม 23, 2017, 11:48:47 PM
อากาศเปลี่ยนแปลง ลมหนาวมาแล้ว รักษาสุขภาพกันครับ

ปัญญากับสังขารการปรุงแต่ง


ตามปกติคนเรามีปัญญาอยู่ในตัว
แต่ใช้ปัญญาไปในทางโลกเสียส่วนใหญ่
จึงได้ถูกตัณหา คือความอยาก
ชักลากเอาปัญญาไปครอบครอง

ปัญญาจึงกลายเป็นความคิดเห็น
เป็นลูกมือให้แก่กิเลสตัณหาไป
เหมือนกับอาวุธของตำรวจที่ถูกพวกโจรลักไปได้แล้ว
ก็จะเป็นเครื่องมือให้แก่พวกโจรไป
อยากจะทำอะไรให้คนอื่น
ได้รับความทุกข์เดือดร้อนอย่างไร ก็ทำตามใจ

นี้ฉันใด ปัญญาของเรา
เมื่อถูกกิเลสตัณหาลักพาไปได้แล้ว
ก็จะกลายเป็นความคิดเพื่อเสริมการทำงาน
ให้แก่กิเลสตัณหาได้เป็นอย่างดี

- ถ้าเป็นฝ่ายธรรม เรียกว่า "ปัญญา"
- ถ้าเป็นฝ่ายกิเลสตัณหา เรียกว่า
"ความคิดปรุงแต่งไปตามสังขาร"

"เหมือนกับปากกาด้ามเดียว"
ถ้าเขียนไปทางคดีโลก ก็เป็นเรื่องของทางโลกไป
ถ้าเขียนในทางธรรม ก็เป็นเรื่องของธรรม ..

คติธรรม: หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ
วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี

************************************************


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มีนาคม 03, 2018, 02:51:42 PM
ไปทำบุญ 9 วัด อยุธยากันครับ
1.วัดใหญ่ชัยมคล
2.วัดเกาะแก้ว
3.วัดพนัญเชิงวรวิหาร
4.วัดพิชัยสงคราม
5.วัดกล้วย
6.วัดธรรมนิยม
7.วัดละมุด
8.วัดสัมมะกัน
9.วิหารหลวงพ่อมงคลบพิตร อุทยานประวัติศาสตร์ วัดพระศรีสรรเพชร


อนุโมทนาบุญด้วยกันครับ สาธุ


 


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤษภาคม 08, 2018, 10:30:07 PM
ไปทำบุญ 9 วัด อยุธยากันครับ
1.วัดใหญ่ชัยมคล
2.วัดเกาะแก้ว
3.วัดพนัญเชิงวรวิหาร
4.วัดพิชัยสงคราม
5.วัดกล้วย
6.วัดธรรมนิยม
7.วัดละมุด
8.วัดสัมมะกัน
9.วิหารหลวงพ่อมงคลบพิตร อุทยานประวัติศาสตร์ วัดพระศรีสรรเพชร


อนุโมทนาบุญด้วยกันครับ สาธุ


 

อนุโมทนาสาธุนะครับพี่ต่าย : )


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ มิถุนายน 20, 2018, 09:51:33 AM
มีโอกาสได้ไปถวายผ้าไตรจีวร วัดศรัทธาธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม
เอาบุญมาฝากเพื่อนๆครับ สาธุ

เรื่อง "พระอชิตะ อดีตชาติพระอาริยศรีเมตไตรย"

ประวัติ พระอชิตะ อดีตชาติของพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ในสมัยพุทธกาล เพื่อรับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านได้มาบวชในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เพื่อรับพุทธพยากรณ์

"พระอชิตะ" คือ พระราชโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู ประสูติแต่พระนางกาญจนาเทวี ซึ่งเป็นพระมารดา เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้พาบริวาร ๑,๐๐๐ คน ออกบวชเป็นภิกษุ คราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ครั้งที่สอง

พระอชิตะเมื่อบวชใหม่ ๆ ได้เป็นผู้รับยุคลพัสตร์ (ผ้า ๒ ผืน)ของ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งมีความพิสดารอย่างย่อว่าพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเสียพระทัย ที่ตั้งใจจะถวายให้แด่พระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงรับเพราะเพื่ออนุเคราะห์แก่สงฆ์ในอนาคต เพื่อให้ชนทั้งหลายซึ่งเกิดภายหลังให้เกิดจิตคิดการกระทำเคารพสงฆ์ให้จงมาก และทรงอนุเคราะห์แก่พระนางเองเพราะทานที่ให้แด่สงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขย่อมมีพลานิสงส์มากกว่า

พระนางมหาปชาบดีโคตมีไม่ทรงทราบดำริของพระพุทธองค์จึงเข้าไปหาพระอานนท์ ให้พระอานนท์ทูลถามว่า สาเหตุใดจึงไม่ทรงรับยุคลพัสตร์(ผ้า ๒ ผืน) นั้น กาลต่อมา พระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีสาเหตุใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่รับทรงรับยุคลพัสตร์(ผ้า ๒ ผืน) นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงปาฏิบุคลิกทักษิณาทานโดยพิสดาร แล้วตรัสเทศนาทักษิณาวิภังคสูตร จำแนกประเภทแห่งปาฏิบุคลิกทาน แลสังฆทาน โดยพิสดาร แก่พระอานนท์.เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทรงทราบในเทศนาทักษิณาวิภังคสูตรในภายหลังแล้ว จึงทรงถือซึ่งภูษาทั้งคู่เข้าไปหาพระสารีบุตรท่านก็ไม่ได้รับ เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะท่านก็ไม่ได้รับ แม้ในที่สุดแห่งพระอสีติมหาสาวกก็ไม่พระรูปใดรับไว้เลย จนกระทั่งองค์สุดท้ายซึ่งเป็นพระนวกะชื่อพระอชิตะท่านจึงรับไว้. ในเวลานั้นพระนางปชาบดีโคตมีก็ทรงน้อยพระทัยว่า พระนางตั้งใจในการทำผ้าทั้งคู่นี้ด้วยว่า จะถวายแด่พระผู้มีพระภาคแต่ก็ไม่ทรงรับ แม้นพระอสีติมหาสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็ไม่ทรงรับแต่มาบัดนี้ พระภิกษุหนุ่มซึ่งเป็นพระนวกะมารับซึ่งผ้าของพระนางพระศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระนางเสียพระทัย จึงทรงพระดำริว่า จะทำให้พระนางบังเกิดโสมนัสในวัตถุทานนี้ จึงมีพระพุทธดำรัสเรียกพระอานนท์ว่า ท่านจงไปนำบาตรของตถาคตมา แล้วทรงพุทธาธิษฐานว่าพระอัครสาวกและสาวกทั้งปวงอย่าได้ถือบาตรนี้ได้เลย ให้พระอชิตภิกษุหนุ่มนี้จงถือซึ่งบาตรของตถาคตได้ แล้วทรงโยนบาตรนั้นขึ้นไปบนอากาศ แลบาตรนั้นก็ลอยขึ้นไปในกลีบเมฆอันตธานไปมิได้ปรากฏ ในลำดับ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอสีติสาวกทั้งหลาย ก็อาสานำบาตรนั้นกลับคืนมา แต่ก็หาไม่พบ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสั่งพระอชิตภิกษุว่า ท่านจงไปนำบาตรของตถาคตมา

ในลำดับนั้น พระอชิตะได้มีดำริว่า ควรจะเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก พระอสีติมหาสาวกนี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์มีฤทธาอานุภาพมาก แต่มิอาจนำบาตรมาถวายแด่พระพุทธองค์ได้ แลอาตมะนี้ไซร้มีจิตอันกิเลสครอบงำอยู่ แลเหตุไฉนพระบรมครูจึงตรัสสั่งอาตมาให้แสวงหาซึ่งบาตรนั้น จะต้องมีเหตุอันใดอันหนึ่งเป็นมั่นคง จึงรับอาสาที่จะนำบาตรนั้นคืนมาพระอชิตะได้ไปยืนในที่สุดบริษัท มองขึ้นไปบนอากาศแล้วกระทำสัตยาธิษฐานว่า

“อาตมาบรรพชาในพระพุทธศาสนา ไม่ได้หวังซึ่งลาภยศทั้งหลาย แต่อาตมาบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ที่จะตรัสรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง อันอาจสามารถรื้อสัตวโลกให้พ้นจากสงสารทั้งสิ้น หากว่าศีลของอาตมามิขาดทำลายและด่างพร้อยบริสุทธิ์อยู่เป็นอันดี ขอให้บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าจงมาสถิตในมือของอาตมาด้วยเทอญ”

พระอชิตะทรงตั้งสัตยาธิษฐานแล้ว จึงเหยียดมือออกไปขณะนั้น บาตรก็ปรากฏตกลงจากอากาศ ประดิษฐานอยู่ที่มือของพระอชิตะ พระอัครมหาสาวกและพระอสีติมหาสาวก ได้มีดำริว่า

บาตรนี้ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ควรแก่มหาสาวกทั้งหลายแลภิกษุรูปนี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเป็นแน่. พระนางประชาบดีโคตมีได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็มีความปิติโสมนัสเป็นกำลังด้วยวัตถุทานที่ถวายให้แก่พระอชิตะแล้วกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จคืนพระราชนิเวศน์สถานเมื่อพระอชิตะได้รับผ้าคู่นั้นมาแล้ว เห็นว่า ไม่ควรแก่ท่านจึงนำผ้าผืนหนึ่งไปปูบนเพดานบนพระคันธกุฎี แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า อีกผืนหนึ่งแบ่งเป็น ๔ ท่อน ผูกเป็นม่านห้อยลงในที่สี่มุมแห่งเพดานนั้น แล้วอธิษฐานว่า ขอให้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต.พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ท่านอชิตภิกษุรูปนี้เป็นพระโพธิสัตว์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระเมตไตรยพุทธเจ้าในอนาคต(๑) ในอนาคตวงศ์(๒) เล่าว่า ในภัททกัลปนี้ ชาติสุดท้ายคือชาติที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น พระเมตไตรยพุทธเจ้าเมื่อยังมิได้ทรงผนวชก็ทรงพระนามว่า “อชิตะ”

๑. ปฐม. แปล. -/๓๑๕-๓๒๘
๒. อนาคตวํส. -/๔๓-๕๖


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ กรกฎาคม 27, 2018, 03:15:44 PM
วันนี้ ขึ้น15ค่ำเดือน8 ตรงกับวันที่ 27 กรกฏาคม 2561 : วันอาสาฬหบูชา
ร่วมฟังธรรมกันนะครับผม โอวาทสุดท้ายขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก่อนมรณภาพ _/\_ _/\_ _/\_

https://www.youtube.com/watch?v=tvO6S76flQU


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ สิงหาคม 14, 2018, 09:01:51 PM
  ก็ เ ห มื อ น ผู้ ต้ อ ง ห า ..

"... เกิดขึ้นมาอายุสั้นอายุยาว ก็ท่องเที่ยวไปที่นั่นมาที่นี่ ไปใกล้ไปไกล ผลสุดท้ายก็มาที่จุดนี้ จะไปไหนก็มีกิเลสครอบงำเป็นนาย
บังคับจิตไปเรื่อย ๆ จะไปสู่ภพใดก็เพราะ
กรรม วิบาก ซึ่งเป็นอำนาจของกิเลส
พาให้เป็นไป ส่วนมากเป็นอย่างนั้น

มีกรรม วิบาก และกิเลส ควบคุมไปเหมือนผู้ต้องหา ไปสู่กำเนิดนั้นไปสู่กำเนิดนี้ เกิดที่นั่นเกิดที่นี่ ก็เหมือนผู้ต้องหา ไปด้วยอำนาจกฎแห่งกรรม โดยมีกิเลสเป็นผู้บังคับบัญชาไป สัตว์โลกเป็นอย่างนี้ด้วยกัน ไม่มีใครที่จะเป็นคนพิเศษ
ในการท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” นี้ ต้องเป็นเช่นเดียวกัน

ผู้ที่เป็นคนพิเศษคือผู้ที่พ้นจากกงจักร
คือเครื่องหมุนของกิเลสแล้วเท่านั้น ..."

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี


ที่มา :: รวมคำสอนหลวงตามหาบัว
ญาณสัมปันโน http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=78


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 09, 2018, 02:46:31 PM
เป็นธรรมะที่ซาบซ่านจริงๆ ครับพี่ต่าย
อนุโมทนาสาธุครับผม


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: golfreeze ที่ พฤศจิกายน 09, 2018, 02:47:04 PM
มีทำบุญกฐินที่สวนสันติธรรม กับที่ มูลนิธิหลวงปู่มั่น ไปนะครับ ในเดือน พย 2561 นี้ เอาบุญมาแบ่งนะครับพี่ต่าย : )


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤศจิกายน 12, 2018, 04:39:22 PM
อนุโมทนาครับน้องกอล์ฟ

สาธุ


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กุมภาพันธ์ 02, 2019, 02:49:13 PM
คำว่า บุญ กับคำว่า กุศล
พวกเราชาวพุทธคงได้ยินหรือได้ฟังกันบ่อยๆนะครับ
เราลองมาดูความหมายที่แท้จริงของ 2 คำนี้กันครับ

บุญ กับ กุศล

เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" กับ สิ่งที่เรียกว่า "กุศล" บ้างไม่มากก็น้อย
แล้วแต่ความสามารถในการพินิจพิจารณา แต่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บุญ กับ กุศล ควรจะเป็น คนละอย่าง หรือ เรียกได้ว่า ตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว

คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือ พองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น,

ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป โดยความหมายเช่นนี้ เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง

บุญ เป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจพอใจชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือ แม้ที่สุดแต่รู้สึกว่า ตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่า ได้บุญ เหมือนกันแม้จะเป็น บุญชนิดที่ไม่สู้จะแพ้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
เพื่อเอาบุญกันจริงๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่า ตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์
มีความปรารถนาอย่างนั้น อย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็น ภวตัณหา นำไปสู่การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็น อย่างนั้น อย่างนี้ ตามแต่ ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจาก การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฎสงสาร ได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติ

อย่างไรก็ตาม ฉะนั้น ความหมายของคำว่า บุญ จึงหมายถึง สิ่งที่ทำให้ฟูใจและเวียนไปเพื่อความเกิดอีก ไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้

ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ ทำหน้าที่ แผ้วถาง สิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือ รกรุงรัง ไม่ข้องแวะ กับความฟูใจ หรือ พอใจ เช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสียซึ่งสิ่งต่างๆ อันเป็นเหตุให้พัวพัน อยู่ในกิเลสตัณหา อันเป็น เครื่องนำให้ เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมาย กวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปจากตัว

ในเมื่อบุญต้องการโอบรัด เข้ามาหาตัว ให้มีเป็น ของของตัว มากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือข้างบุญยึดถืออะไรเอาไว้มากๆ และพอใจ ดีใจนั้น
ฝ่ายที่ถือข้างกุศล ก็เห็นว่า การทำอย่างนั้น
เป็นความโง่เขลา ขนาดเข้าไป กอดรัดงูเห่า ทีเดียว ฝ่ายข้างกุศล หรือ ที่เรียกว่า ฉลาด นั้นต้องการจะปล่อยวางหรือผ่านพ้นไป ทั้งช่วยผู้อื่น ให้ปล่อยวาง หรือ ผ่านพ้นไปด้วยกัน ฝ่ายข้างกุศล จึงถือว่าฝ่ายข้างบุญนั้น ยังเป็นความมืดบอดอยู่

แต่ว่า บุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มี เจตนารมณ์ แตกต่างกัน ก็ยังมี การกระทำทางภายนอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองนี้อย่างฟั่นเฝือ เพื่อจะให้
เข้าใจกันง่ายๆ เราต้องพิจารณา ดูที่ตัวอย่างต่างๆ ที่เรา กระทำกัน อยู่จริงๆ คือ
ในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติ หรือ เอาของตอบแทน เป็นกำไร หรือ เพื่อผูกมิตร หาพวกพ้อง หรือ แม้ที่สุดแต่ เพื่อให้บังเกิดในสวรรค์ อย่างนี้ เรียกว่า ให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ แต่ถ้าให้ทาน อย่างเดียวกันนั่นเอง แต่ต้องการ
เพื่อขูดความขี้เหนียว ของตัว ขูดความเห็นแก่ตัว หรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนา เอาไว้ เพราะเห็นว่า ศาสนาเป็น เครื่องขูดทุกข์ ของโลก หรือ ให้เพราะ เมตตาล้วนๆ
โดยบริสุทธิ์ใจ หรืออำนาจเหตุผล อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง ปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่า ให้ไปเสีย มีประโยชน์มากกว่าเอาไว้อย่างนี้ เรียกว่า ให้ทานเอากุศล หรือได้กุศล

ซึ่งมันแตกต่างๆ ไปคนละทิศ ละทางกับการให้ทานเอาบุญ เราจะเห็นได้กันสืบไป
อีกว่า การให้ทานเอาบุญนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคม ฝ่ายผู้รับทาน
จนกลายเป็นผลร้ายขึ้น ในวงพระศาสนาเอง หรือในวงสังคมรูปอื่นๆ เช่น มีคนขอทานในประเทศมากเกินไป เป็นต้น การให้ทาน ถูกนักคิดพากันวิพากษ์วิจารณ์ในแง่เสื่อมเสีย ก็ได้แก่ การให้ทานเอาบุญนี้เอง

ส่วนการให้ทานเอากุศลนั้นอยู่สูง
พ้นการที่ถูกเหยียดอย่างนี้ เพราะว่ามีปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม แม้ว่าอยากจะให้ทาน เพื่อขูดเกลา ความขี้เหนียว ในจิตใจ ของเขา ก็ยังมีปัญญา รู้จักเหตุผลว่าควรให้ ไปในรูปไหน มิใช่เป็นการให้ไปในรูปละโมบบุญหรือเมาบุญ เพราะว่ากุศลไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญ จึงไม่มีใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเฟือผิดความสมดุลขึ้นในวงสังคมได้เลย นี่

เราพอจะเห็นได้ว่า ให้ทานเอาบุญ กับ ให้ทานเอากุศลนั่น ผิดกันเป็นคนละอันอย่างไร

ในการรักษาศีล ก็เป็นทำนองเดียวกันอีก รักษาศีลเอาบุญ คือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จักความมุ่งหมายของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีล แล้วรักษาเพื่ออวด เพื่อนฝูง หรือ เพื่อแลกเอาสวรรค์ ตามที่ นักพรรณนาอานิสงส์ เขาพรรณนากันไว้หรือ ทำอย่างละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้นวัยนี้ เป็นต้น
ยิ่งเคร่งเท่าใด ยิ่งส่อความเห็นแก่ตัว และความยกตัว มากขึ้น เท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบครัว หรือวงสังคม เกิดขึ้นใหม่ๆ แปลกๆ เพราะ ความเคร่งครัดในศีลของบุคคลประเภทนี้อย่างนี้ เรียกว่ารักษาศีลเอาบุญ

ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีลเพียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเอง สำหรับจะเป็นทางให้เกิดความบริสุทธิ์ และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์เพื่อใจสงบ สำหรับเกิดปัญญาชั้นสูง นี้เรียกว่า รักษาศีลเอากุศล รักษามีจำนวน เท่ากันลักษณะเดียวกัน ในวัดเดียวกัน แต่กลับเดินไป คนละทิศละทาง

อย่างนี้เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล คำว่า กุศลนั้น ทำอย่างไรเสียก็ไม่มีทางตกหล่ม จมปลักได้เลย ไม่เหมือนกับคำว่า บุญ และกินเข้าไป มากเท่าไร
ก็ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ ในขณะที่ คำว่า บุญ แปลว่า เครื่องฟูใจนั้น คำว่ากุศล แปลว่า ความฉลาดหรือเครื่องทำให้ฉลาด และ ปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์

ในการเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญ ก็ได้ เอากุศลก็ได้
สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับ คนโน้นคนนี้ ที่โลกอื่น ตามที่ ตนกระหาย จะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือ สมาธิ เพื่อการไปเกิด ในภพนั้น ภพนี้ อย่างนี้เรียกว่าสมาธิเอาบุญ หรือ ได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมันนั่นเอง ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่า ทำอันตราย แก่เจ้าของ ถึงกับต้อง รับการรักษา
เป็นพิเศษ หรือ รักษาไม่หาย จนตลอดชีวิต ก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่า สมาธิเช่นนี้มีตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุดก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไป เพื่อนิพพาน

ส่วนสมาธิ ที่มีความมุ่งหมาย
เพื่อการบังคับใจตัวเอง ให้อยู่ในอำนาจ เพื่อกวาดล้าง กิเลส อันกลุ้มรุมจิตให้ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิ อันจรมา ในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ผ่องใส เป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล
ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้าม จากสมาธิเอาบุญ

ครั้นมาถึงปัญญา นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่าย คือไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้น เป็นตัวกุศล เสียเองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีก เพราะยังไม่แก่ถึงขนาด ก็มีความรู้สึกตัว เดินออกนอกวัฎสงสาร มีทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียน
จนติดหล่ม จมเลน โดยความไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไม่ถึงขนาดนี้ ก็ยังไม่เรียกว่าปัญญาในกองธรรม หรือ ธรรมขันธ์ ของพุทธศาสนา ดังเช่น ปัญญาในทางอาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นต้น

ตามตัวอย่าง ที่เป็นอยู่ในเรื่องจริง ที่เกี่ยวกับ การกระทำ ของพวกเราเอง
ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า การที่เราเผลอหรือถึงกับหลงเอาบุญ กับ กุศล มาปนเป เป็นอันเดียวกันนั้น ได้ทำให้เกิด ความสับสนอลเวงเพียงไร และทำให้คว้าไม่ถูกตัวสิ่งที่เราต้องการ จนเกิดความยุ่งยากสับสนอลหม่าน ในวงพวกพุทธบริษัทเองเพียงไร ถ้าเรายังขืนทำสุ่มสี่สุ่มห้า เอา
ของสองอย่างนี้ เป็นของอันเดียวกัน อย่างที่ เรียกกัน พล่อยๆ ติดปากชาวบ้านว่า

"บุญกุศลๆ" เช่นนี้อยู่สืบไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถ แก้ปัญหา ต่างๆ อันเกี่ยวกับการทำบุญกุศลนี้ ให้ลุล่วงไปด้วยความดี จนตลอดกัลปาวสาน ก็ได้

ถ้ากล่าวให้ชัดๆ สั้นๆ บุญเป็นเครื่องหุ้มห่อ กีดกั้นบาป ไม่ให้งอกงาม หรือปรากฏ หมดอำนาจบุญเมื่อใด บาปก็จะโผล่ออกมา และงอกงามสืบไปอีก

ส่วนกุศลนั้น เป็นเครื่องตัด รากเหง้าของบาป อยู่เรื่อยไป จนมันเหี่ยวแห้ง สูญสิ้นไม่มีเหลือ

ความต่างกันอย่างยิ่งย่อมมีอยู่ ดังกล่าวนี้

คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศล
และปลอดภัย ตามความปรารถนา แล้วแต่ใคร จะมองเห็น
และจะสมัครใจ จะปรารถนาอย่างไร ได้เช่นนี้

เมื่อใดจึงจะชื่อว่า พวกเรารู้จัก บุญกุศล กันจริงๆ รู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้าและทิศทางที่วกเวียน ว่าเป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกันได้เลย แม้จะเรียกว่า "ทางๆ" เหมือนกัน ทั้งสองฝ่าย

วัดธารน้ำไหล

๒๕ มิ.ย. ๒๔๙๓


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ พฤษภาคม 04, 2019, 03:29:01 PM
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562 เป็นวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี

เวลา 09.58 น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปยังพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1-9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา แล้วทรงกราบ

จากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร (มหาดเล็กเชิญพระแสงดาบคาบค่ายตามเสด็จ ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร และดุริยางค์) เสด็จฯไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัยหน้าพระแท่นมณฑล แล้วทรงกราบ ทรงรับการถวายความเคารพจากผู้มาเข้าเฝ้าฯ แล้วประทับพระราชอาสน์

จากนั้นทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก นำคณะสงฆ์ถวายศีล ขณะเดียวกันโหรหลวงบูชาฤกษ์ที่ศาลจตุโลกบาลทั้ง 4 และศาลพระอินทร์ที่มณฑปพระกระยาสนาน

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชถวายศีลจบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ ทรงเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลเสด็จ

จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานโดยริ้วขบวนพราหมณ์นำไปยังมณฑปพระกระยาสนาน แล้วเสด็จไปยังเครื่องสังเวยกลางหาว ทรงจุดธูปเงิน เทียนทอง สังเวยเทวดากลางหาว แล้วเสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน พันตำรวจโท ปัญญา สุดาทิพย์ ถอดฉลองพระบาทถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา แล้วทรงเหยียบใบอ้อ

 

สรงพระมุรธาภิเษก

เวลาพระฤกษ์ 10.09-12.00 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวังถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน เปิดพระครอบพระมุรธาภิเษกรัชกาลที่ 1 ถวาย แล้วลงจากมณฑปพระกระยาสนาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวักน้ำพระพุทธมนต์อันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 4 สระเมืองสุพรรณ จากพระครอบพระมุรธาภิเษก รัชกาลที่ 1 สรงพระนลาฏ (หน้าผาก)

เวลา 10.26 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตไขสหัสธาราอันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 4 สระเมืองสุพรรณ แล้วถวายบังคม 3 ครั้ง ขณะนั้นโหรหลวงลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พรามหณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค กระบอกละ 10 นัด (ตามกำลังวันเสาร์) ที่สนามหญ้าศาลาสหทัยสมาคม ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 101 นัด

ณ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงมุรธาภิเษกจากสหัสธารานั้น ถือว่าเป็นวินาทีที่เปลี่ยนพระราชสถานะเป็น พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามราชประเพณี หลังจากนั้นการออกพระนาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

เมื่อสรงสหัสธาราแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระอนุวงศ์ และพราหมณ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์ ตามลำดับ

-สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบพระกริ่ง รัชกาลที่ 4 ที่พระปฎษฎางค์ (แผ่นหลัง) และถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบยันต์เดิม รัชกาลที่ 4 ที่พระหัตถ์

-พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำอภิเษกที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 5

-พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4 ทรงวักน้ำและทรงแตะที่พระนลาฏ

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 1

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรใหญ่ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรน้อย ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

-พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ที่พระหัตถ์ ทรงรับใบมะตูมทรงทัด แล้วทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ทอง พระมหาสังข์นาก พระมหาสังข์เงิน พระมหาสังข์งา พระมหาสังข์สัมฤทธิ์ พระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) แล้วทูลเกล้า ฯ ถวายแหวนใบกระถินทรงสวม ที่พระอนามิกาขวา (นิ้วนาง)

-หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล ทูลเกล้า ฯ ถวายพระเต้าน้ำอภิเษกต่าง ๆ ทรงรับพระเต้ารดพระองค์ที่พระอังสา (บ่าไหล่) ซ้ายและขวา เว้นแต่พระเต้าเทวบิฐ รัชกาลที่ 4 ทรงรดที่พระชงฆ์ (แข้ง) และพระบาท  (เท้า)

– พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า

เสร็จพิธีสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว มหาดเล็กสอดฉลองพระบาทถวาย และถวายฉลองพระองค์คลุม หลังจากสรงมุรธาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับน้ำอภิเษก ทรงรับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เป็นลำดับถัดไป

 

ทรงรับน้ำอภิเษก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นหอพระสุราลัยพิมาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงฉลองพระองค์ครุยสายสะพาย นพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า ผู้ที่จะทูลเกล้าฯถวายน้ำอภิเษกเข้าไปยืนประจำที่รอบพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานเข้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่บูรพาทิศเป็นปฐม

– ทิศบูรพา (ตะวันออก) พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์  กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล  และทูลเกล้า ฯ  ถวายน้ำอภิเษกด้วยถ้วยศิลาจารึกพุทธคาถาเป็นทิศแรกแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) เสร็จแล้ว ทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ประจำทิศที่พระหัตถ์ทุกทิศตามลำดับ หลังผู้ถวายน้ำอภิเษก

– ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล

– ทิศทักษิณ (ใต้) พลโท หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล

– ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

– ทิศประจิม  (ตะวันตก) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

– ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

– ทิศอุดร (เหนือ) นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา

– ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) นายจรัส สุวรรณเวลา ราชบัณฑิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรที่ประทับทรงรับน้ำอภิเษกนั้นไปตามทิศ แล้วประทับทิศบูรพาอีกครั้ง เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกและน้ำเทพมนตร์แทนทิศกลาง

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำอภิเษกสำหรับทิศกลาง

พระราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้าฯถวายพระครอบเฟืองสมฤทธิ์ บรรจุน้ำเทพมนต์ ทรงจุ่มพระหัตถ์ขวาลงในน้ำพระครอบเฟืองสัมฤทธิ์ แล้วทรงลูบที่พระนลาฏ และทูลเกล้าฯถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ที่พระหัตถ์ขวา แล้วทรงลูบพระเศียร

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เป็นลำดับถัดไป..


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กรกฎาคม 08, 2019, 12:59:43 PM
มงคลพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระสังฆราช
 
วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ
 "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)"
ประมุขคณะสงฆ์ไทย ครบรอบ 92 ปี
นับเป็นมงคลวโรกาสที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีอีกครั้ง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560
ตลอดเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้ พระองค์ทรงมีคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนกิจได้ครบถ้วน ปกครองคณะสงฆ์ด้วยความมั่นคงในพระธรรมวินัย
มีนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2470 ที่ ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี
วัยเยาว์ เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ทรงเข้าพิธีบรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2480 ที่วัดสัตตนารถปริวัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นันโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความมุ่งมั่น
พ.ศ.2486 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พ.ศ.2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
กระทั่งปี พ.ศ.2490 ย้ายมาอยู่จำพรรษา ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) และให้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2491 ที่พัทธสีมาวัดราชบพิธฯ
มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ทรงมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ พ.ศ.2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
พ.ศ.2509 ทรงเข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
พระองค์สร้างคุณูปการแด่คณะสงฆ์อย่างมากมาย อาทิ งานด้านการศึกษา เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัยแก่ พระภิกษุ-สามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย เป็นต้น
งานปกครองคณะสงฆ์ ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการมหาเถรสมาคม, กรรมการคณะธรรมยุต, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต), แม่กองงาน พระธรรมทูต
พ.ศ.2552 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ
วันที่ 5 ธ.ค.2552 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์"
วันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ.2560 เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เนื่องในมงคลสมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 92 ปี วันที่ 26 มิ.ย.2562
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์การบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 92 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เวลา 09.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร
- ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธประทีปวโรทัยและพระพุทธ อังคีรสน้อย ประธานพระวิหาร
- ทรงจุดเครื่องทองน้อยบูชา พระอัฐิ อัฐิพระบูรพการีและ พระบูรพาจารย์
- พระราชาคณะ 10 รูปสวดมาติกา
- พระสงฆ์สดับปกรณ์ อุทิศพระบูรพการีและพระบูรพาจารย์
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 10.00 น. สมเด็จพระราชาคณะ-พระราชาคณะอีก 16 รูปขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์
- เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล / ประธานสงฆ์ให้ศีล
- เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร
- พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระชนมายุ
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์
- ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ประมาณ 250 รูป
- ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และฉันเพล
- พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา / ทรงกรวดน้ำ
เวลา 12.00 น. พิธีถวายผ้าป่าสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนามหาเถระ) อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
เวลา 16.00 น. คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวาย เพื่อเป็น สวัสดิมงคล เสร็จพิธี


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: the suffering ที่ สิงหาคม 08, 2019, 12:59:40 AM
สวัสดี ครับ
 ;D


หัวข้อ: Re: คุยกันสบาย...สบายครับ
เริ่มหัวข้อโดย: AVATAR ที่ กันยายน 17, 2019, 11:01:02 AM
สวัสดีครับ...
หายไปนานเลยครับ
ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าอย่างไรบ้างคุยสู่กันฟังบ้างนะครับผม